กาลเวลามักพาความทันสมัยและความเจริญเข้ามาในความเป็นเมืองเมืองหนึ่งเสมอ หลายครั้งที่รูปแบบของเมืองสมัยใหม่ได้บดบังรากเหงาของเราในอดีตจนหมดสิ้น ความทันสมัยไม่ได้มีความผิดใด แต่จะดีกว่าไหม หากเราจะยังคงหลงเหลือเรื่องราวความเป็นมาในอดีต ก่อนจะมาเป็นเช่นทุกวันนี้ ให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงคุณความดีของคนรุ่นก่อน และมีความรักในชุมชน ในบ้านเมืองที่ตนอยู่ตราบนานเท่านาน
ครั้งนี้เราจะพามาชมพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ชื่อว่า “พิพิธบางลำพู” เป็นพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอเรื่องราวประวัติความเป็นมาของย่านบางลำพู ซึ่งเป็นย่านที่มีความสำคัญในอดีต เป็นย่านที่มีความรุ่งเรืองทางการค้า ความบันเทิง เศรษฐกิจ และสังคม เป็นย่านที่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ มีศิลปะวัฒนธรรมมากมาย ที่หลายสิ่งเริ่มที่จะเลือนหายไปตามกาลเวลา ย่าน “บางลำพู” นี้ จึงเหมาะสมแล้ว ที่จะถูกนำเรื่องราวมาจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้
พิพิธบางลำพู ตั้งอยู่บริเวณถนนพระสุเมรุ ติดกับป้อมพระสุเมรุ จัดทำขึ้นโดย กรมธนารักษ์ สร้างขึ้นในพื้นที่เดิมซึ่งเคยเป็น “โรงพิมพ์คุรุสภา” หรือ “โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช” ซึ่งเป็นโรงพิมพ์คุรุสภาและเป็นสถานที่ฝึกสอนช่างพิมพ์แห่งแรกของประเทศไทย มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานอาคารจากกรมศิลปากร พิพิธบางลำพู จึงเป็นการปรับปรุงอาคารเก่าโดยคงรูปแบบสถาปัตยกรรมภายนอกไว้ให้มากที่สุด บูรณะให้เกิดการใช้งานที่เหมาะสมและแข็งแรงขึ้น สื่อสารผ่านข้อมูลที่แปลงเป็นงานจัดแสดงที่ทันสมัย หลากหลายรูปแบบทั้งแสง สี เสียง และในโอกาศฉลองการเปิดใหม่ของพิพิธภัณฑ์นี้ กรมธนารักษ์ผู้จัดสร้างได้เปิดให้ผู้สนใจเข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธ.ค. ปีนี้ด้วย
หากย้อนเวลาไปในอดีตนานกว่านั้น พื้นที่แห่งนี้เดิมเป็นส่วนหนึ่งของวังหรือพระนิเวศน์สถานของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้าในรัชกาลที่ 1 ตั้งแต่สมัยที่ทรงปฏิบัติราชการในกรุงธนบุรี ซึ่งขณะนั้นยังถือเป็นเขตนอกกำแพงพระนคร และเมื่อมีการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์และสร้างพระนครใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 มีการสร้างแนวกำแพงพระนครผ่านกลางที่ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างป้อมพระสุเมรุเป็นป้อมใหญ่ประจำมุมพระนครทางด้านเหนือ ซึ่งเป็นชัยภูมิสำคัญในการป้องกันพระนคร
ภายหลังเมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จมาประทับที่พระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) แล้ว จึงพระราชทานที่พระนิเวศน์สถานเดิมตอนในกำแพงพระนคร ให้สร้างวังแก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎา สมเด็จพระอนุชาธิราชพระองค์เล็ก เพื่อให้ทรงช่วยกำกับดูแลการรักษาพระนครทางด้านเหนือ เรียกกันว่าวังริมป้อมพระสุเมรุ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาสิ้นพระชนม์แล้ว ไม่ปรากฏว่าโปรดให้ผู้ใดไปอยู่อีก ทางทายาทมอบที่ดินแห่งนี้ให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน ที่ดินแห่งนี้จึงอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์นับแต่นั้นมา
ต่อจากนั้นกระทรวงศึกษาธิการเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์เพื่อเพื่อจัดทำเป็น “โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช” ตามหลักสูตรอาชีวศึกษาชั้นต้นสายการพิมพ์ ก่อนจะโอนโรงเรียนช่างพิมพ์ฯ มาเป็น “โรงพิมพ์คุรุสภา” รับจัดพิมพ์แบบเรียนและงานของข้าราชการ และเมื่อหมดสัญญาเช่า อาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้าง จนกรมธนารักษ์มีแผนจะรื้ออาคาร แต่ชาวชุมชนบางลำพูได้มองเห็นความสำคัญของตัวอาคารและประวัติศาสตร์ที่ไม่อยากให้เลือนหายไป จึงร่วมกันต่อสู้เพื่อคัดค้านการรื้ออาคาร เหตุการณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวบางลำพูรรวมตัวกันเป็น “ประชาคมบางลำพู” ที่มีความเข้มแข็ง สามารถยับยั้งการรื้ออาคาร ทั้งยังช่วยกันผลักดันจนขึ้นทะเบียนอาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้เป็นโบราณสถานจากกรมศิลปากรในปี 2544 จากนั้น ทางกรมธนารักษ์ได้เปลี่ยนอาคารโรงพิมพ์คุรุสภาให้เป็น “พิพิธบางลำพู” แห่งนี้นั่นเอง
(^ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน“เอกบรมองค์ราชินี” จัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคล 82 พรรษา ที่เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสมเด็จพระราชินีนาถก็เนื่องจากอาคารหลังนี้ก่อสร้างขึ้นในปี 2475 ซึ่งเป็นปีประสูติของพระองค์)
(^ ห้องนิทรรศการถัดมา คือ“ป้อมเขตขัณฑ์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ที่ทำให้เห็นความเป็นมาของเมื่อแรกเริ่มสร้างกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี กลางห้องมีแนวกำแพงเก่าที่จำลองขึ้นในตำแหน่งที่ตรงกับแนวกำแพงจริงที่อยู่ใต้อาคารนี้)
(^ ตัวอาคารด้านที่ติดกับป้อมพระสุเมรุ มีลูกเล่นที่จะทำให้เราตื่นเต้นผ่านหน้าต่างบ้านนี้ แต่จะเป็นอะไรนั้นต้องมาพิสูนจ์เอง)
ภายในพิพิธภัณฑ์ได้แบ่งออกเป็น 2 อาคาร ที่ทำการจัดแสดงงานทั้งหมด โดยอาคารปูนที่อยู่ติดกับถนนนั้น เป็นอาคารส่วนต้นรับ และจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวที่ชั้นล่าง ชั้น 2 จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาของกรมธนารักษ์ ส่วนอีกอาคารหนึ่งเป็นอาคารไม้ 2 ชั้น ยกใต้ถุนสูง เป็นส่วนจัดแสดงของพิพิธบางลำพู แต่การเดินชมนั้นจะต่อเนื่องลื่นไหลตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเดินผ่านทางเชื่อมระหว่าง 2 อาคารที่สร้างขึ้นใหม่ ทำให้ไม่รู้สึกว่าขาดตอนในการรับชม
ที่นี่เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย จะมาพักผ่อนหรือมาหาความรู้เพิ่มเติมก็ได้ เมื่อมาที่นี่แล้ว ลองกลับไปที่ชุมชนของตัวเองแล้วมองหาของดี ของน่าโชว์ของชุมชนดู เพราะผมเชื่อว่า ในทุกๆชุมชน มีเรื่องราวและความเป็นมาที่น่าสนใจซ่อนอยู่เสมอ เพียงแต่เราจะหาเจอ และเก็บรักษามันไว้ให้ลูกหลายเราได้รับรู้หรือไม่ เท่านั้นเอง
(^ ห้องที่มีชื่อว่า พระนครเซ็นเตอร์ บ่งบอกถึงความเจริญก้าวหน้าของบางลำพูในยุคสมัยหนึ่ง ทั้งการคมนาคมขนส่งที่ดี ร้านค้าหลากหลาย สถานที่ให้ความบันเทิงมากมาย คล้ายสยามสแควร์ในยุคสมัยนี้เลยก็ว่าได้)
(^ ร้านกาแฟนันทิยา อีกร้านหนึ่งที่เป็นที่นิยมของคนบางลำพู มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเคยมาใช้บริการและชั้นบนของร้านก็เป็นเป็นเกสเฮ้าส์ให้เช่าด้วย)
(^ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ตั้ง ฮั่ว เส็ง ร้านดังที่ยังคงมีสาขาอยู่ถึงปัจจุบันนี้ ขายสินค้าต้นตำหรับที่หาซื้อได้ยากในห้างสรรพสินค้าดังในปัจจุบัน)
(^ ส่วนของ “ย่ำตรอกบอกเล่าเรื่อง” จัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิตในการประกอบอาชีพของคนบางลำพู ที่มีเรื่องศิลปะวัฒนธรรมสอดผสานอยู่มาก เช่นการ “แทงหยวก” ปัจจุบันเหลือผู้ที่มีความสามารถทำได้เพียงคนเดียวเท่านั้น)
ข้อมูลพิพิธบางลำพู https://www.facebook.com/pipitbanglamphu