ARCHITECTURE DESIGN

Dom-ino Pavilion ปรับเปลี่ยนพื้นที่ร้าง สู่อาคารอเนกประสงค์

จากแนวคิดของ Le Corbusier เมื่อ 100 ปีก่อน Benyuan design and research center ได้นำมาคิดและพัฒนาต่อเพื่อให้เข้ากับสังคมในปัจจุบันมากขึ้น ด้วยการสร้างสรรค์ Dom-ino Pavilion ให้กลายเป็นอาคารที่ไม่มีผนัง แต่มีประตูที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้อย่างอิสระ เพื่อเป็นอาคารอเนกประสงค์ ที่สามารถเชื่อมต่อคนหลากหลายเชื้อชาติ และหลากหลายวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน

Location: Shenzhen, China 
Completion year: 2017 
Building area : 303 sqm 
Architect: Benyuan design and research center 
Photography: Chao Zhang

Dom-ino Pavilion เป็นอาคารเพื่อจัดแสดงในงาน Bi-City Shenzhen Biennale of Urbanism Architecture(UABB) ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Shangwei เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน จุดเด่นของ Dom-ino Pavilion คือการนำโครงสร้างแนวคิดของ Le Corbusier และมีประตูเหล็กบานใหญ่ 24 อัน แทนที่ด้วยกำแพงทั้งหมดในอาคาร ซึ่งประตูเหล็กสามารถหมุนได้ทุกทิศทาง เพื่อ เปิด หรือ ปิด ตามการใช้งาน โดยแนวคิดนี้ได้มาจากสถาปนิก ที่ต้องการให้อาคารสามารถ “หายใจ” ได้

ความโมเดิร์นที่เข้ากันได้ดี ในทุกยุค ทุกสมัย

Le Corbusier ผู้ออกแบบ Dom-ino house ในปี 1915 ได้คิดค้นโครงสร้างอาคารแบบ โพสเทนชั่น (การมีเพียงเสาและพื้น ไม่มีคาน ในอาคาร) และการจัดการใช้งานแบบ Open Plan เป็นอาคารแรกของการออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งเป็นภาพอาคารในศตวรรษที่ 20 ที่ผู้คนมักจดจำได้ดี ว่านี่คืออาคารที่มีแต่โครงสร้างอย่าง เสา พื้นคอนกรีต บันได ไม่มีคาน ไม่มีการกั้นผนัง และไม่มีการกั้นห้องด้วยเช่นกัน

100 ปีต่อมา หลังจากการคิดค้นของ Le Corbusier สถาปนิกได้พบกับบ้านหนึ่งในแถบตอนใต้ของประเทศจีน ซึ่งไม่มีการใช้งาน และถูกทิ้งร้างไว้อย่างโดดเดี่ยว ซึ่งโครงสร้างบ้านร้างหลังนี้มีความคล้ายคลึงกับ Dom-ino House ที่ Le Corbusier ออกแบบ โดยมีแต่โครงสร้าง พื้น และเสา

Benyuan design and research center สถาปนิกผู้ออกแบบจึงเกิดไอเดีย ที่จะชุบชีวิตบ้านร้างหลังนี้ให้กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง โดยอ้างอิงแนวคิดจากการสร้างพื้นที่ในอาคาร แบบ Open Plan และมีแต่โครงสร้าง เช่นเดียวกับของ Le Corbusier นั่นเอง

ปรับเปลี่ยนอาคาร เพิ่มเติมแนวคิด

แนวคิดของ Dom-ino Pavilion คือการรีโนเวทอาคารเก่าที่ถูกทิ้งร้าง ให้กลายเป็นอาคารอเนกประสงค์ (Multi-functional) สำหรับการศึกษาและศิลปะ โดยเก็บโครงสร้างเดิม และนำประตูเหล็กขนาดใหญ่จำนวน 24 ชิ้น มาแต่งเติมให้กับพื้นที่ในอาคาร

การออกแบบโดยไม่มีการกั้นผนังหรือห้อง พื้นที่ภายในอาคารสามารถปรับเปลี่ยนและรองรับได้ในทุกกิจกรรม โดยพื้นที่แต่ละส่วนจะมีความยืดหยุ่น ไม่ตายตัว เป็นการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้งานแบบ Multi-functional ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ประกอบกับการที่ไม่มีการกั้นห้อง แต่ใช้ประตูซึ่งสามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้อย่างอิสระ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถกำหนดพื้นที่ ที่ต้องการใช้ทำกิจกรรม และสามารถควบคุมปริมาณธรรมชาติ เช่นแสง และลม ให้เข้ามาภายในอาคาร ได้มาก-น้อยตามความต้องการ

การใช้งานภายในอาคาร

Floor Plan อาคาร ชั้น 1 และ ชั้น 2

บริเวณชั้น 1 ถูกออกแบบมาให้เป็นสตูดิโอ ซึ่งสามารถประยุกต์พื้นที่ชั้นล่างให้กลายเป็นออฟฟิศ หรือแหล่งการเรียนรู้

ชั้น 2 สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ ตามกิจกรรมหรืออีเว้นท์ ที่จัดในแต่ละวันได้ เช่น สามารถจัดนิทรรศการศิลปะ เป็นที่จัดการประชุม และเป็นเวทีสำหรับการแสดงเล็กๆ ตามแต่ละกิจกรรม เพราะมีประตูที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมาได้ จึงปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ ซึ่งประตูนี้ จะนำมากั้นเป็นผนังสำหรับการแบ่งพื้นที่ในแต่ละกิจกรรม หรือนำมาล้อมรอบบริเวณภายนอก เพื่อสร้างพื้นที่ขนาดใหญ่ ที่สามารถรองรับคนเป็นจำนวนมากก็สามารถทำได้เช่นกัน

หลังคา (Flat Roof) เป็นพื้นที่ในการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้คนที่เข้ามาภายในนิทรรศการ

ในเวลากลางวัน แสงแดดจะวิ่งผ่านรูเล็กๆ ที่ประตูเหล็กทั้ง 24 บาน และตกลงมากระทบกับพื้นจนเกิดเงา แสงสว่างและเงา จะเกิดเป็นรูปแบบบนพื้น ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามทิศทางของแสงแดด จึงเกิดเป็น เงา ที่แตกต่างกันตามจังหวะของช่วงเวลา และสภาพแวดล้อมในแต่ละวัน

อาคารที่ หายใจ ได้จากออกแบบสเปซ เป็น Open Plan และ ไม่มีผนังกั้นนั่นเอง

Dom-ino Pavilion ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปนิกชื่อดังอย่าง Le Corbusier ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำหรับใครหลายๆคน และเราเชื่อว่าต่อไปอาคารนี้ก็จะเป็นแรงบันดาลใจให้สถาปนิกในรุ่นต่อๆมาอีกเช่นกัน จากการสร้างพื้นที่อเนกประสงค์ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้ใช้งาน สามารถเพิ่มความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และยังเพิ่มพื้นที่ทางสังคม (Social Space) ได้อีกด้วย

 

ขอบคุณที่มาจาก Designboom, Dezeen, Archinect

 

0 comments on “Dom-ino Pavilion ปรับเปลี่ยนพื้นที่ร้าง สู่อาคารอเนกประสงค์

Leave a Reply

%d bloggers like this: