Residential & Hospitality อะไรคือหัวใจสำคัญที่แตกต่าง บอกเล่าเรื่องราวผ่านเทรนด์กับคุณจีรเวช หงสกุลแห่ง IDIN Architects

Residential & Hospitality อะไรคือหัวใจสำคัญที่แตกต่าง ?
บอกเล่าเรื่องราวผ่านเทรนด์กับคุณจีรเวช หงสกุลแห่ง IDIN Architects

ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังจวบจนปัจจุบัน เรียกได้ว่าเป็นยุครุ่งเรื่องของงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบภายใน การออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่งานศิลปะ ผู้คนเจนเนอเรชันใหม่ต่างให้ความสนใจ และยินดีที่จะใช้เวลาดื่มด่ำกับความงามและความสุนทรีย์มากขึ้น
 
วันนี้เราจึงขอหยิบยกงานออกแบบสองประเภทที่เห็นได้บ่อยในเมืองไทย และยังเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน อย่างบ้านพักอาศัย (Residential) และงานโรงแรม รีสอร์ท (Hospitality) และถือโอกาสนี้ชวนคุณเป้-จีรเวช หงสกุล สถาปนิกผู้ก่อตั้ง IDIN Architects มาพูดคุยถึงหัวใจสำคัญของสองรูปแบบสถาปัตยกรรมที่แตกต่าง รวมถึงเทรนด์ของการออกแบบยุคใหม่ที่ตรงใจคนเมืองในยุคปัจจุบัน

(คุณเป้-จีรเวช หงสกุล สถาปนิกผู้ก่อตั้ง IDIN Architects)
(Dusit D2 Hotel ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

IDIN Architects สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลาที่ตั้งใจแก้ปัญหาอย่างตรงจุด

“คนส่วนใหญ่มองว่าเราเป็นสตูดิโอที่รักงานออกแบบ เพราะเราทำงานสเกลหลากหลาย เราเติบโตมาจากงานออกแบบบ้านเล็ก ๆ เป็นบ้านตากอากาศ แต่ปัจจุบันเราทำงานทุกสเกลเลย ส่วนใหญ่จะเป็นโรงแรมด้วยซ้ำในช่วงนี้” คุณเป้เริ่มต้นเล่า ซึ่งหากเราจะกล่าวถึงสถาปัตยกรรมในรูปแบบ Residential และ Hospitality แน่นอนว่า IDIN Architects เป็นหนึ่งในสตูดิโอออกแบบผู้ช่ำชองและผ่านประสบการณ์มามากมายไม่ว่าจะเป็นรีสอร์ท Tara Villa, Dusit D2 Hotel, X2 Silom,  ARIZE Hotel หรือ PA House, JB House และ KA House

(Tara Villa ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)
(KA House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

“IDIN Architects จริง ๆ มันมาจากคำว่า Integrating Design Into Nature ซึ่งธรรมชาติในบริบทของเรามันไม่ใช่บริบทในเชิงนิเวศวิทยาอย่างเดียว แต่เป็นธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ ธรรมชาติของไซต์ มันเป็นสัจจะของสรรพสิ่งนั้น ๆ เพราะฉะนั้นเราจะไม่ได้คิดถึงผลลัพธ์สุดท้ายของสถาปัตยกรรมก่อน เราไม่ได้สนใจว่าฟอร์มจะเป็นยังไง แต่เราสนใจประเด็น และวิธีแก้ปัญหา ไอดินทำงานบนความเชื่อที่ว่า สถาปัตยกรรมมันคือการแก้ปัญหาของโปรแกรมนั้น ๆ”

เมื่อสถาปัตยกรรมของ IDIN Architects มุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหา ผ่านการวิเคราะห์โปรแกรม สู่การออกแบบสเปซและฟอร์มที่ตอบโจทย์บริบทนั้น ๆ ได้อย่างตรงจุด ผสมผสานผ่านความชอบในสถาปัตยกรรมโมเดิร์นเป็นส่วนตัว จึงนำมาสู่ผลลัพธ์ของงานสถาปัตยกรรมแมสและฟอร์มชัดเจนที่มีคาแร็กเตอร์เฉพาะส่วนตัวจนกลายเป็นลายเซ็นของ IDIN Architects ไปโดยปริยาย

(ออฟฟิศสถาปนิก IDIN Architects)

Residential & Hospitality อะไรคือหัวใจสำคัญที่แตกต่าง

“ถ้าเป็นงาน Public Area อย่างงานโรงแรม เราจะใส่ไอเดียลงไปเยอะ ต้องทำแบบนี้สิ…ถึงจะดึงคนมา แต่พอเป็นงานบ้านเราต้องปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ต้องรับฟังเขา ทำให้งานออกแบบบ้านมันมีเรื่องของ Users เข้ามาเกี่ยวสูงมาก ฟังก์ชัน ต้องเวิร์คและใช้งานได้จริงกว่างานที่เป็น Hospitality”

สำหรับโปรเจกต์ประเภท Hospitality ที่ไอดินสนิทสนมและคุ้นเคย คุณเป้เล่าว่าหัวใจสำคัญ คือ ประสบการณ์ (Experience) ความรู้สึกและบรรยากาศที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่จะต้องแตกต่างจากชีวิตประจำวันภายในบ้าน อาจยอมให้ฟังก์ชันมีความผิดแปลกไปจากเดิมได้บ้าง เพื่อสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้ผู้มาเยือน อาบน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ เข้าห้องน้ำกลางป่า หรือห้องนอนเปิดกว้างดูดาว เรื่องราวเหล่านี้คือหนึ่งในคาแร็กเตอร์สำคัญ ที่ชวนให้ผู้มาเยือนเกิดความรู้สึกอยากกลับไปที่แห่งนั้นอีกสักครั้งหนึ่ง

(De Capoc ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

สิ่งที่แตกต่างในการออกแบบบ้านพักอาศัย หรือ Residential ก็คือเรื่อง ฟังก์ชัน (Function) ที่ต้องตอบโจทย์การใช้งานจริง ๆ ซึ่งควรต้องมาก่อนเป็นอันดับแรก ความสวยงามและดีเทลอาจถูกลดลงในบางจุดเพื่อให้การใช้งานเหมาะสมที่สุดและยั่งยืนกับการพักอาศัยไปอีกเป็นระยะเวลากว่าสิบปี

(JB House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

Urban-Inspired เทรนด์การออกแบบที่ตอบรับความต้องการในปัจจุบัน

“สำหรับโรงแรม รีสอร์ท ที่จะเป็นเทรนด์แน่ ๆ จะเป็นเรื่อง Maintenance และความสะอาด ห้องพักต้อง Hygiene มากๆ ส่วนเทรนด์ของบ้าน เราก็เริ่มเห็นแล้วนะ หลัง ๆ บ้านจะต้องมีห้องทำงาน ห้อง Broadcast เป็นห้อง WFH ฟังก์ชันหลาย ๆ อย่างมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ห้องน้ำเยอะขึ้น ทุกคนต้องมีห้องน้ำส่วนตัว ทางเข้าบ้านมี Powder Room ให้ล้างมือ ล้างเท้า ล้างตัวก่อนเข้าบ้าน”

ถอยกลับไป 2 ปีก่อน Covid-19 เราเห็นโรงแรมและรีสอร์ทมากมายผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่ละแห่งล้วนขายความยูนีค คาแร็กเตอร์เฉพาะตัวที่เน้นคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งคุณเป้ให้ความเห็นว่า Covid-19 จะทำให้เทรนด์เหล่านี้เปลี่ยนไป โดยหวนกลับคืนสู่ความเรียบง่ายและธรรมดา เพื่อเน้นขายคนกลุ่มคนทั่วไปมากขึ้น ส่วนเทรนด์ในเรื่องอื่น ๆ แน่นอนต้องเป็นเรื่องของ Well-Being & Hygiene ที่ทุกคนหันมาให้ความสำคัญกับสุขอนามัยและความสะอาด การออกแบบที่ดูแลรักษา ทำความสะอาดง่าย แทบจะเป็นเช็คลิสต์แรก ๆ ของงานออกแบบในยุคปัจจุบัน

(PA House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

Unique Aesthetics, Urban-Inspired Design
แรงบันดาลใจชีวิตเมือง สู่ความงามและประสิทธิภาพการทำความสะอาด

“ถ้าลองมองย้อนกลับไป ระยะของเวลาจะสั้นลงเรื่อย ๆ ตอนนี้มันกลายเป็นรายปี 2020-2021 แล้ว สะท้อนว่าการออกแบบอะไรก็ตาม คนจะเบื่อเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เรารู้สึกว่าการออกแบบอะไรที่มัน Solid มาก ๆ คนจะเกิดคำถามว่า ถ้าอนาคตเบื่อล่ะ จะทำยังไง แม้แต่งานเฟอร์นิเจอร์ยุคหลัง การ Built-in ยังน้อยลงเยอะมาก คนหันมาสนใจ Loose-furniture มากกว่า เราเลยรู้สึกว่าเขาจะอยากได้อะไรที่มันน้อยและเรียบง่ายมาก ๆ”

Studio S One-Piece Toilet Unique Aesthetics, Urban-Inspired Design
โถสุขภัณฑ์ Tankless Design ความมินิมอลร่วมสมัย ที่สะท้อนความเรียบง่ายเหนือกาลเวลา

คุณเป้ยังเสริมว่า ความเรียบง่ายในแบบมินิมอล ยังมีประโยชน์ตรงที่ง่ายต่อการทำความสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องที่คนให้ความสำคัญในปัจจุบัน วัสดุหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องสวยงามและทำความสะอาดง่ายไปพร้อมกัน “มองเฉย ๆ สะอาดตลอดยิ่งดีเลย พี่เจอคอมเมนท์ลูกค้าเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เยอะมาก วัสดุ ผลิตภัณฑ์ต้องลดรอยต่อให้มันง่ายต่อการคลีน การลูบทีเดียวจบ อย่างห้องน้ำคนจะไม่ค่อยชอบสุขภัณฑ์แบบ two-piece กันแล้ว เพราะว่าคนอยู่บ้านมากขึ้นก็ต้องทำความสะอาดมากขึ้น เหนื่อยมากขึ้น ซึ่งเขาก็อยากเหนื่อยน้อยลง”

(PA House ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)
Well-Being & Hygiene เพิ่มความสะดวกและสุขอนามัยให้ผู้ใช้งาน ด้วยดีไซน์ที่ง่ายต่อการทำความสะอาดทั้งภายในและภายนอก
Efficiency for Sustainability ระบบฟลัช PowerFlo ใช้น้ำเพียง 4.8 ลิตร / ฟลัช ประสิทธิภาพเพื่อความยั่งยืน

ความสำคัญของทุกองค์ประกอบไม่ใช่เพียงสถาปัตยกรรม

แน่นอนว่ากว่าจะออกเป็นสถาปัตยกรรมที่สมบูรณ์ ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบอีกมากมายหลายแขนง ทั้งการออกแบบภายใน การเลือกใช้วัสดุและผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่การออกแบบภูมิทัศน์ “วัสดุหรือโปรดักต์ต่าง ๆ มันสะท้อนถึงรสนิยม อย่างโรงแรมมันก็เป็นตัวบ่งบอกว่า โรงแรมนี้ใส่ใจใช้เกรดแบบนี้ สวยเลยนะ แต่ถ้าเป็นงานบ้านโครงการ อันนั้นสำคัญหนักเลย เพราะมันจะเป็นตัว represent รสนิยมของโครงการ บางทีลูกค้าบางคนไปเขาจะดูเลย อันนี้ยี่ห้ออะไร  เป็นเช็คลิสต์ เหมือนเช็คของว่าโครงการเหล่านั้นให้อะไรบ้าง”

(Dusit D2 Hotel ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

“ในแง่ของฟังก์ชัน ถ้าเป็น Hospitality องค์ประกอบที่เราเลือกใช้และการจัดวาง จะต้องเน้นเรื่องการทำความสะอาดที่ต้องสะดวก เพราะมันมีช่วงเวลาของห้องพักชัดเจน ต้องรีบทำความสะอาดเพื่อรับแขกคนต่อไป ในขณะที่องค์ประกอบเหล่านั้นต้องทนทาน เพราะโรงแรมรองรับคนและการใช้งานหนักหน่วงกว่าบ้าน ต้องดีและใช้งานได้ในระยะยาวด้วย”

“เราก็ยอมรับตรง ๆ นะ เวลาเราเลือกทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟ เก้าอี้ ก๊อก สวิตช์ แว่บแรกเราก็ดูที่ความงามก่อน เพราะเราเป็นดีไซน์เนอร์ไง ความรับผิดชอบเรา คือ ความงาม  มันคล้ายกับเวลาเรามองรถยนต์ เราคงไม่ตะโกนชี้แล้วบอกว่า โห…เครื่องแรงม้า แรงบิดเท่านี้ แต่เราเห็นแว่บแรกแล้วรู้สึกว่า สวย มันเป็นอะไรที่เราจับตาได้ก่อน แล้วเราถึงไปค้นหาต่อว่าเครื่องหรือฟังก์ชันมันเป็นยังไง แต่รถยนต์ที่สวยแต่วิ่งไม่ได้ เราก็ไม่เรียกว่ามันเป็นรถนะ”

Soft-Close ฝารองนั่งปิดแบบนุ่มนวล
สามารถถอดออก เพื่อทำความสะอาดได้ง่าย
แนวคิดแบบ User-Centric
โถที่นั่งออกแบบให้มีระยะสูงพิเศษ 42.5 ซม. เพื่อการลุก-นั่งที่สะดวกสบาย

ดีไซน์ในแบบสร้างสรรค์ ในมุมมองของ IDIN Architects

“ผมมองว่างานดีไซน์ทุกงานมันสร้างสรรค์ในตัวเองอยู่แล้ว เพราะว่าถ้าเราไม่สร้างสรรค์ มันก็จะไม่เกิดงานดีไซน์ อาชีพดีไซน์เนอร์มันเป็นอาชีพที่ขายในสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครเห็น เพราะฉะนั้นสร้างสรรค์กับดีไซน์มันแทบจะคำเดียวกันสำหรับผม ก็ฝากงานประกวดแบบ American Standard Design Award (ASDA) ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาและดีไซน์เนอร์ทั่วไปได้มาลองความคิดและไอเดีย ได้ Explore อะไรใหม่ ๆ ซึ่งเราก็คิดว่าน่าจะมีสิ่งใหม่ ๆ อะไรขึ้นมาในวงการ น่าสนุกดี และผมก็เป็นหนึ่งในกรรมการด้วย ก็คงจะรอดูผลงานของทุกคนที่ส่งเข้ามาครับ” คุณเป้ทิ้งท้าย

(Tara Villa โปรเจกต์ Hospitality ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

(KA House โปรเจกต์ Residential ผลงานการออกแบบจาก IDIN Architects)

กิจกรรมประกวด American Standard Design Award (ASDA) 2022 ร่วมกับ Dsign Something เปิดโอกาสให้เหล่านักศึกษาและดีไซน์เนอร์ที่สนใจส่งผลงานประกวดออกแบบห้องน้ำในโปรเจกต์รูปแบบ Residential และ Hospitality สมัครเข้าร่วมการประกวด และใช้ไอเดียที่แปลกใหม่เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบห้องน้ำ โดยใช้ผลิตภัณฑ์ Studio S จาก American Standard ชิงเงินรางวัลมูลค่าสูงสุดกว่า 2,000 USD พร้อมโอกาสก้าวสู่การประกวดออกแบบในเวทีระดับเอเชียแปซิฟิก โดยได้รับเกียรติจากกรรมการตัดสินซึ่งเป็นสถาปนิกและนักออกแบบชื่อดังทั้ง 4 จาก IDIN Architects , A49 , P49 ,และ PIA Interior รวมถึงกรรมการพิเศษจาก Dsign Something และ Leader – Marketing จากแบรนด์ American Standard Thailand  สมัครเข้าร่วมกิจกรรมและส่งผลงานได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 10 มกราคม 2565 ผ่านทางเว็บไซต์ www.americanstandard-apac.com/asda-th หรือ ดูข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3z5Ni7A

Temporary Architecture for Urban development สถาปัตยกรรมชั่วคราวเพื่อการพัฒนาเมือง

Temporary Architecture for Urban development
สถาปัตยกรรมชั่วคราวเพื่อการพัฒนาเมือง

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สถาปัตยกรรมชั่วคราว (Temporary Architecture) ได้ถูกใช้เป็นกลยุทธ์รูปแบบหนึ่งในการพัฒนา พื้นที่ของเมือง โดยเฉพาะพื้นที่ว่าง พื้นที่รกร้างที่ไม่มีการใช้งาน อีกทั้งเป็นการทดสอบความเป็นไปได้ในการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ รวมถึงการสร้างเหตุการณ์หรือกิจกรรมบางอย่าง ภายใต้บริบท ข้อจำกัด ความต้องการของผู้ใช้งานในรูปแบบของชุมชนหรือสังคม

สถาปัตยกรรมชั่วคราว คือสิ่งปลูกสร้างที่คงอยู่ไม่ถาวร หรือคงอยู่เฉพาะช่วงเวลาหนึ่ง อาจใช้เป็นโครงสร้างเบาหรือโครงสร้างถอดประกอบได้ อย่างเช่น Pavilion ในงาน Venice Biennale, งาน World Expo และอาจรวมถึงกิจกรรมหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่งภายใต้ขอบเขตของเวลา อย่างเช่น งาน Milan Design week, New York Fashion week เทศกาลดนตรี รวมถึงมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

สิ่งที่ตามมาหลังจากการก่อตัวของสถาปัตยกรรมชั่วคราว คือการพบปะของผู้คนจำนวนมากที่มาร่วมกันทำกิจกรรม ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ส่งผลให้เกิดการพัฒนาของชุมชนและเมืองในทุกมิติ ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

Instant City

ทฤษฎีการใช้สถาปัตยกรรมชั่วคราวเพื่อการพัฒนาเมืองในยุคทศวรรษ 1970 ที่สำคัญคือ นครสำเร็จรูป (Instant City) โดยสถาปนิกหัวก้าวหน้า Peter Cook จาก Archigram ซึ่งถ่ายทอดในลักษณะของภาพประกอบของเหตุการณ์สมมุติ ภายใต้แนวคิด Neofuturism  ที่นิยามถึงเทคโนโลยีอากาศยานลอยอยู่บนท้องฟ้า ภายในบรรทุกส่วนประกอบของเมืองที่สามารถเชื่อมต่อกับเมืองชนบทภาคพื้นดินเพื่อการ upgrade  ประหนึ่งเมืองคือหุ่นยนต์ขนาดใหญ่ในนิยายวิทยาศาสตร์ที่สามารถประกอบร่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้ โดยส่วนที่ upgrade จะเป็นการเพิ่มพื้นที่อาศัยของมนุษย์ และสร้างสภาพแวดล้อมที่จำเป็นต่างๆ อย่างเช่น สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และยังสร้างสถานการณ์ที่เปลี่ยนเมืองชนบทให้เป็นกลายเป็น “มหานคร” ในชั่วข้ามคืนอย่างเช่นงาน Expo หรือ จัดคอนเสิต จากนั้นนครสำเร็จรูปจะกลับขึ้นสู่ท้องฟ้าและเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป สิ่งดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการวาดฝันถึงสถาปัตยกรรมชั่วคราวที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองหรือชุมชนตามจินตนาการของสถาปนิกหัวก้าวหน้า

“สถาปัตยกรรมอาจไม่ใช่สิ่งก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบริบทใด ณ ช่วงเวลาหนึ่ง” – Peter Cook

Burning Man

เทศกาลดนตรีและศิลปะ Burning Man จัดขึ้นที่บริเวณพื้นที่ทะเลทรายรกร้าง Black Rock City มลรัฐ Nevada สหรัฐอเมริกา เป็นเทศกาลที่พบปะของผู้คนนับหมื่น เพื่อมาปลดปล่อยตัวตน แลกเปลี่ยนแนวคิด ความเชื่อ เสพศิลป์ และกินนอนกลางทะเลทราย ภายใต้แนวคิด Post Apocalypse ภายในงานมีการจัดแสดงสถาปัตยกรรมชั่วคราวในลักษณะของ Pop up Pavilion และ Art Installation ที่น่าสนใจมากมาย

ผลงานออกแบบ Archaeopteryx โดยกลุ่ม Wevolve Labs เป็น Installation Pavilion ขนาด 9 เมตร สูง 7.6 เมตร  ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับโครงกระดูกของไดโนเสาร์สายพันธุ์มีปีก ทำจากชิ้นไม้ตัดด้วย CNC ในลักษณะของโมดูลลาแยกส่วนที่นำมาประกอบรวมกัน ส่วนที่เป็นปีกใช้ผ้าใบขึงกับโครงไม้ที่สามารถปรับองศาได้เหมือนปีกนก โดยผลงานชิ้นนี้ได้ถูกใช้เป็นที่นั่งพักคอย เพื่อพบปะ พูดคุย สังสรรค์หรือเต้นรำของผู้คนตลอดช่วงระยะเวลาของเทศกาล นอกจากนี้เวลาค่ำคืนจะมีการประดับด้วยไฟ LED และที่บริเวณโครงสร้าง และฉายลวดลายกราฟฟิกลงบนผ้าใบ ที่ได้แนวคิดจากการจำลองลวดลายธรรมชาติของ Allen Touring นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษ

“สิ่งนี้มันถูกออกแบบมาเพื่อชักนำผู้คนให้มารวมกัน” – Wevolve Labs

ผลงานออกแบบวิหาร Galaxia โดยสถาปนิกฝรั่งเศษ Arthur Mamou-Mani เป็นสถาปัตยกรรมชั่วคราวในรูปแบบของโครงถักสามเหลี่ยมที่สร้างจากไม้บรรจบกันเป็นเกลียวพุ่งสู่ท้องฟ้า ยึดกับส่วนโครงสร้างแกนกลางที่ใช้เทคโนโลยี 3D printing โดยมีลักษณะคล้ายกับสัญลักษณ์วงกลมศักดิสิทธิ์ที่แสดงถึงการรู้แจ้งของชาวธิเบต ซึ่งได้ตั้งชื่อพ้องกับดาวเคราะห์ Gaia ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในแกแลกซี่ ตามงานเขียนเรื่อง Foundation’s Edge ในปี 1982

“Galaxia ได้ออกแบบตามแนวคิดของ Burning Man ที่ต้องการเป็นสถานที่ชุมนุมเพื่อแสดงออกตัวตนอย่างสุดขั้ว จึงออกแบบให้ไม่มีประตู ไม่มีกำแพง ไม่มีลำดับชั้น ทั้งหมดจะเชื่อมโยงผู้คนเข้าหากันไปสู่จักรวาลอันไกลโพ้นที่เบื้องบน” – Arthur Mamou-Mani

ไฮไลต์ที่สำคัญของเทศกาลนี้คือ การเผาทุกสิ่งอย่างทิ้งในช่วงท้ายของเทศกาล ตามความเชื่อของพิธีกรรมก่อกองไฟ Bonfire Ritual เพื่อเป็นสักขีพพยานในการรวมกลุ่มกันของมนุษย์

Burning man เป็นตัวอย่างการสร้างสถานการณ์ ให้ผู้คนจำนวนมากเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันในพื้นที่รกร้างกลางทะเลทราย โดยมีการใช้สถาปัตยกรรมชั่วคราวเป็นเครื่องมือสื่อสารแนวคิดและดึงดูดผู้คนภายใต้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ช่วยพัฒนาพื้นที่รกร้างให้มีการใช้งานที่เกิดประโยชน์สูงสุด

The Stairs to criterion

The Stairs to criterion โดย MVRDV เป็นนิทรรศการชั่วคราวที่สร้างขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ของเมือง Rotterdam ประเทศเนเธอร์แลนด์ บริเวณข้างสถานีรถไฟ Rotterdam Central โดยมีลักษณะเป็นขั้นบันไดขนาดใหญ่จำนวน 180 ขั้น ตั้งอยู่บนโครงสร้างนั่งร้านแบบถอดประกอบได้ มีความสูง 29 เมตร ยาว 57 เมตร เพื่อเป็น landmark และจุดชมวิวแห่งใหม่ของเมือง โดยจุดหมายปลายทางของขั้นบันไดจะนำพาไปสู่บริเวณ Rooftop ของอาคาร Groot Handelsgebouw  ซึ่งเป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่แรกที่สร้างขึ้นหลังจากการทิ้งระเบิดตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2  เป็นต้นมา พื้นที่โล่งบริเวณ Rooftop ยังเป็นพื้นที่กิจกรรมกลางแจ้งที่การใช้ประโยชน์อย่างหลากหลายทั้งการฉายภาพยนต์ พื้นที่ศิลปะ รวมถึงเป็นที่รับชมทัศนียมุมสูงภาพที่สวยงามของเมือง Rotterdam อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งมองเห็นไกลถึง ท่าเรือ ส่วนของเมืองใหม่ อาคารเคเบิลคาร์ Euromast และสวนสัตว์ Blijdorp Zoo

Winy Maas สถาปนิกผู้ออกแบบจาก MVRDV เชื่อว่าโครงการนี้ จะเป็นก้าวแรกในการพัฒนาพื้นที่ Rooftop ของเมือง Rotterdam ในอนาคต น่าเสียดายที่โครงการนี้เป็นนิทรรศการชั่วคราวที่เปิดให้ชมระยะเวลาเพียง 1 เดือนก่อนที่จะถูกถอดออกไป

“มันคงจะเป็นการดีถ้าเราได้ติดตั้งอย่างถาวร” Winy Maas ได้กล่าวทิ้งท้าย

The Floating Piers

Christo และ Jean Claude ดูโอศิลปินชาวอิตาลี ได้สร้างผลงานศิลปะ Land Art แบบชั่วคราว ในลักษณะของทุ่นลอยน้ำ Polyethylene โมดูลลาแยกส่วนจำนวน 220,000 ชิ้น บุด้วยผ้าสีเหลืองยาวประมาณ 3 กิโลเมตร กินเนื้อที่ประมาณ 70,000 ตารางเมตร ในทะเลสาบ Lake Iseo เมือง Brescis ประเทศอิตาลี เพื่อเป็นทางเดินเชื่อมไปยังเกาะ San Paolo เพื่อให้ผู้คนได้สัมผัสประสบการณ์เดินอยู่บนน้ำ ชมทัศนียภาพของทะเลสาบที่งดงามราวกับเดินชมงานผลงานศิลปะ รวมถึงเป็นสถานที่พักผ่อน รวมถึงการเผยมุมมองจากมุมสูงที่ไม่เคยมีมาก่อน

“สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้กับผู้อยู่อาศัยรอบทะเลสาบ และรับรู้ถึงคุณค่าและความงามของสภาพแวดล้อม”

นิทรรศการดังกล่าวจัดในช่วงฤดูใบไม้ผลิตลอดระยะเวลา 16 วัน มีผู้คนเข้าชมมากกว่า 1,200,000 คน สื่อมวลชนทางศิลปะทั่วโลกต่างให้ความสนใจและยกยกว่าเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญของศิลปินคู่นี้ หลังจากนั้นได้ถูกรื้อถอน และโครงสร้างทั้งหมดได้นำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมต่อไป

สถาปัตยกรรมชั่วคราวคือสิ่งที่ Pop up ขึ้นมา ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง อาจจะมีสิ่งปลูกสร้างหรือเป็นพียงแค่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ได้ ซึ่งจะมาพร้อมกับเหตุการณ์และกิจกรรมที่สำคัญตามวัตถุประสงค์ของงานและบริบทของพื้นที่ เกิดการรวมตัวของผู้คนจำนวนมาก ก่อให้เกิดความเจริญทางด้านเศรษฐกิจ การแลกเปลี่ยนความคิด สังคม และวัฒนธรรม และจะมลายหายไปตามจุดสิ้นสุดของกรอบเวลา

Reference & Photo Credit
Instant city
https://balabanbegum.wordpress.com/category/genel/page/2/
https://www.dezeen.com/2020/05/13/archigram-instant-city-peter-cook-video-interview-vdf/
Burning Man
https://www.dezeen.com/2020/03/24/burning-man-2020-preparation-coronavirus-pandemic/
Archaeopteryx
https://www.dezeen.com/2020/03/19/archaeopteryx-wevolve-labs-burning-man-2019-nevada/
Galaxia
https://www.dezeen.com/2020/06/08/galaxia-burning-man-unseen-drone-footage-arthur-mamou-mani-vdf/
The Stairs to criterion
https://www.archdaily.com/787593/mvrdv-unveil-monumental-urban-staircase-in-the-center-of-rotterdam-holland-the-netherlands/573a1505e58ecefac2000004-mvrdv-unveil-monumental-urban-staircase-in-the-center-of-rotterdam-holland-the-netherlands-photo
The Floating Piers
https://christojeanneclaude.net/artworks/the-floating-piers/
https://www.stirworld.com/see-features-the-floating-piers-in-italy-by-christo-and-jeanne-claude

Writer
Torpong Limlunjakorn

Torpong Limlunjakorn

ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่พยายามสื่อสารแนวคิดผ่านตัวหนังสือ วันว่างมักจะหนีไปหายใจที่ใต้ทะเล เงียบๆ คนเดียว

รวมบ้านกลิ่นอายพื้นถิ่นที่สร้างเอกลักษณ์จากบริบทที่เปรียบต่างและการตีความอย่างร่วมสมัย

รวมบ้านกลิ่นอายพื้นถิ่นที่สร้างเอกลักษณ์จากบริบทที่เปรียบต่าง
และการตีความอย่างร่วมสมัย

หากไม่ได้อิงอย่างตรงไปตรงมาตามตำราสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น ความหมายของเรือนพื้นถิ่นในภาษาบ้าน ๆ ก็อาจพอจะกล่าวได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดจากวิถีชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อวิถีชีวิตของมนุษย์เรานั้นมีการวิวัฒน์และมีความหลากหลายมากขึ้นเท่าไหร่ รูปแบบของเรือนที่พักอาศัยก็ย่อมเปลี่ยนไปตามวิถีและพื้นที่นั้น ๆ เพื่อให้สอดคล้องต่อสภาพแวดล้อมและบริบท

หากแต่ในปัจจุบันที่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตนั้นมีการผสมผสานกันมากขึ้น สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นจึงถูกนำมาหลอมรวมสู่บริบทสมัยใหม่ ที่สะท้อนภาษาและกลิ่นอายอันเป็นเอกลักษณ์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมผ่านการตีความทางสถาปัตยกรรมได้อย่างแยบยล และนี่คือ 7 บ้านร่วมสมัยกลิ่นอายพื้นถิ่นที่ Dsign Something ตั้งใจนำกลับมาบอกเล่าความน่าสนใจของการประสานวัฒนธรรม แนวคิด วิถีชีวิต และยุคสมัยได้อย่างลงตัว

01 บ้านโฮมบุญ
บ้านที่เกิดจากวิถีชีวิตของคนในบ้านและชุมชน

จากการที่สถาปนิกได้เข้าไปสัมผัส พูดคุยกับคนในครอบครัว พบว่าบ้านหลังนี้มีเสน่ห์บางอย่างที่น่าดึงดูด เป็นเสน่ห์ในบริบทสังคมคนอีสานที่มีต่อคนในครอบครัว นั่นคือในตอนกลางวันบ้านนี้จะเป็นศูนย์รวมของสมาชิกในหมู่บ้าน เป็นที่พบปะ นั่งคุย และนั่งเล่น ส่วนในช่วงที่มีเทศกาลงานบุญต่างๆ พื้นที่บ้านแห่งนี้จะเปลี่ยนเป็นที่จัดเตรียมข้าวของสำหรับจัดงาน ซึ่งในเวลาทำกิจกรรมต่างๆ ผู้คนมักจะใช้เพียงบริเวณพื้นที่ semi-outdoor หรือมักนั่งบนแคร่และบนพื้นบ้าน เพราะถือว่าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ไม่จำกัดจำนวนผู้นั่ง สถาปนิกจึงนำเอกลักษณ์และวิถีชีวิตนี้มาเป็นแรงบันดาลใจสู่การออกแบบ ‘บ้านโฮมบุญ’

บ้านโฮมบุญเป็นบ้านขนาด 1 ชั้น ที่แบ่งสรรพื้นที่ผ่านการยกระดับพื้น โดยระดับความสูงของพื้นมีการไล่ระดับจากต่ำไปสูง ส่วนต่ำสุดคือลานจอดรถ ลานอเนกประสงค์ ถัดขึ้นมาเป็นชานบ้าน ระดับต่อมาเป็นห้องนั่งเล่น ส่วนรับประทานอาหาร และครัวที่เชื่อมต่อกับชานโดยตรง ระดับที่สูงที่สุดคือส่วนของห้องนอน ห้องทำงาน ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวจึงยกพื้นสูงสุด

รูปทรงหลังคาเป็นทรงจั่วตามลักษณะของบ้านพื้นถิ่นอีสาน เพื่อทำให้คนในชุมชนหรือแขกผู้มาเยือนรู้สึกคุ้นชินและเป็นกันเอง อีกทั้งเมื่อสังเกตดูจะเห็นว่าไม้บริเวณชานบ้านมีหลากหลายสี เช่นไม้บางแผ่นมีสีเข้ม สีอ่อน นั่นเป็นเพราะบ้านโฮมบุญนำไม้เก่าจากบ้านเดิมมาใช้ โดยไม้เดิมนั้นถูกหามาจากป่าบนภูเขาหลังหมู่บ้าน ซึ่งป่าแห่งนี้มีความหลากหลายของพรรณไม้จึงทำให้สีของไม้มีความแตกต่างกัน

บ้านโฮมบุญมีขนาดที่ไม่ใหญ่มากนัก ภายในบ้านมีการจัดสรรแบ่งพื้นที่อย่างกะทัดรัดและใช้งานได้ง่าย ร่วมกับการออกแบบที่คำนึงถึงวิถีชีวิตและอุปนิสัยของผู้คนในบ้าน รวมถึงการออกแบบพื้นที่ Public Space ก็ยังมีการทิ้งระยะระหว่างกันจึงทำให้พื้นที่ภายในตัวบ้านยังได้รับความเป็นส่วนตัวอยู่ โฮมบุญเป็นบ้านในชนบทที่หน้าตาดูทันสมัย แต่การใช้งานนั้นยังคงกลิ่นอายของความเป็นท้องถิ่น จึงทำให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านเล็ก ๆ ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขที่ไม่แค่ของคนในครอบครัวแต่ยังเป็นของคนในชุมชนด้วยในเวลาเดียวกัน

Designer : S Pace Studio
อ่านบทความบ้านโฮมบุญเต็มๆ ได้ที่ : http://bit.ly/2LmYELP

02 Long An House
บ้านทรอปิคอลที่แฝงแนวคิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นของเวียดนาม

อิฐ ไม้ คอนกรีต และช่องเปิดคือองค์ประกอบของ “บ้านสไตล์ทรอปิคอล” ที่เข้ากันได้ดีกับสภาพภูมิอากาศร้อนชื้น การออกแบบสไตล์ทรอปิคอลมักจะเน้นไปที่การเปิดพื้นที่ภายในบ้านให้มีความโปร่ง โล่ง เพื่อระบายความร้อนและอากาศในช่วงเวลากลางวัน รวมทั้งมีการใช้วัสดุจากพื้นถิ่น ที่มีความโปร่ง ไม่ทึบ เพื่อสร้างความกลมกลืนกับบริบทรอบข้างและมีช่องเปิดพอที่ลมจะสามารถพัดผ่านได้ทุกพื้นที่ภายในบ้าน

Long An House บ้านสไตล์ทรอปิคอลหลังนี้ ตั้งอยู่ที่เมือง Long An ประเทศเวียดนาม สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่นำมาใช้ จึงเป็นการออกแบบพื้นที่ให้เปิดโล่ง ใช้แสงแบ่งขอบเขตพื้นที่ในอาคารมาผสมผสานกับความโมเดิร์น และการเลือกใช้ “อิฐ” เป็นวัสดุหลัก ไปพร้อมๆ กับการคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างชาญฉลาดและลงตัว เพราะเวียดนามเป็นประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศและสภาพแวดล้อมแบบร้อนชื้น ซึ่งคล้ายกับภูมิอากาศของประเทศไทย แนวคิดสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเวียดนามดังกล่าวจึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับสถาปัตยกรรมบ้านเราได้เป็นอย่างดี

บ้านพื้นถิ่นในแบบฉบับของเวียดนาม “สเปซ” ระหว่างด้านหน้าและด้านหลังจะถูกยืดขยายออกมา ไม่ติดกัน ก่อเกิดเป็นช่องว่างที่ไหลต่อเนื่องกันภายในอาคาร มีทางเดินยาว มีสวนกลางบ้าน เชื่อมต่อระหว่างสองส่วนเข้าไว้ด้วยกัน และมีการเลือกใช้ปริมาณ “แสง” ที่ต่างกัน เช่น ความสว่างและความเข้มของแสงจะแตกต่างกันตามแต่ละส่วน เพื่อแบ่งขอบเขตพื้นที่ให้ชัดเจน และบ้านพื้นถิ่นของเวียดนามจะถูกออกแบบโดยคำนึงถึงทิศทางลมอยู่เสมอ เพื่อเป็นการเปิดรับลมที่พัดผ่านมาได้ในทุกฤดูกาล

สถาปนิกจึงได้แรงบันดาลใจจากบ้านพื้นถิ่น โดยให้ความสำคัญกับการเลือกใช้โครงสร้างแบบดั้งเดิม กล่าวคือมีพื้นที่แยกจากกัน 3 ส่วน คือส่วนหน้าบ้าน สวนกลางบ้าน และหลังบ้าน อีกทั้งมีการใช้หลังคาที่ลาดชันและเจาะช่องบางส่วนของหลังคา เพื่อระบายอากาศในตอนกลางวัน และสถาปนิกยังผสมผสานความโมเดิร์นเข้าไปในอาคารอย่างเห็นได้ชัดจากการแบ่งหลังคาเป็น 2 ส่วน โดยตรงกลางระหว่างหลังคาทั้ง 2 นั้น จะมีสวนและบ่อน้ำตั้งอยู่ใจกลางบ้าน มีทางเดินล้อมรอบสวนที่เปิดโล่ง และเชื่อมต่อระหว่างพื้น ผนังแต่ละด้าน จากการออกแบบเช่นนี้ จะทำให้เกิดพื้นที่ตรงกลางบ้านขนาดใหญ่ เพื่อเปิดช่องรับลมและระบายอากาศภายในบ้าน

วัสดุที่ใช้ในบ้านคืออิฐที่มีรูพรุนและคอนกรีต อิฐจะใช้ในบริเวณกำแพงและหลังคาเป็นส่วนใหญ่ เพราะการใช้อิฐที่มีรูพรุน จะช่วยในการระบายอากาศ ดูดซับฝน และสร้างเฉดเงาในบ้าน ซึ่งเป็นการออกแบบ Transition Space ด้วยแสงและเงา นอกจากนั้น วัสดุที่ใช้ในบ้านอีกชนิดคือคอนก
รีต โดยนำมาใช้เป็นพื้นและผนังบางส่วนของอาคาร Long An House บ้านสไตล์ทรอปิคอลที่นำสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ตั้งเป็นหลักสำคัญในการออกแบบ จนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและบ้านสไตล์โมเดิร์น สามารถเชื่อมถึงกันได้อย่างงดงาม

Designer : Tropical Space
อ่านบทความบ้าน Long An House เต็มๆ ได้ที่ : http://bit.ly/2DIxBX9

03 FOOTHILL HOUSE
บริบท วัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ สู่บ้านที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข

“บริบทหรือ context เป็นข้อมูลที่สำคัญที่สุดที่คุณจะเอามาออกแบบบ้านหนึ่งหลัง เราเชื่อว่าสถาปัตยกรรมที่ดีมันต้องสร้างมาเฉพาะที่ตรงนั้น ถ้าบ้านหลังนี้ย้ายไปที่อื่นการออกแบบมันก็จะถูกเปลี่ยนไป บ้านแต่ละหลังมันถูกจงใจสร้างขึ้นเพื่อเจ้าของ ผู้ร่วมอยู่อาศัยกับเจ้าของและก็พื้นที่นั้น”

บ้านกลุ่มหลังนี้ถูกแบ่งออกเป็น 5 หลัง โดยการเอาบ้านเรือนไทยมาเป็นต้นแบบในการออกแบบและการจัดเรียงรูปแบบอาคาร ปรับให้เหมาะสมกับไลฟ์ไตล์ของคนในปัจจุบัน รวมไปถึงความต้องการและวิถีชีวิตของเจ้าของบ้านด้วย ซึ่งจะแบ่งออกเป็นเรือนรับแขก เรือนห้องนอนแขก เรือน Master Bedroom แล้วก็เรือนเซอร์วิสต่าง ๆ อีกสองเรือน

ความน่าสนใจของบ้านเรือนกลุ่มนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าคือเรื่องการเลือกใช้วัสดุ ซึ่งผู้ออกแบบได้นำ “อิฐ” มาออกแบบพื้น ผนังอาคารและผนัง Façade บริเวณอัฒจันทร์ ที่เชื่อมโยงมาถึงส่วนของ Master bedroom โดยนำอิฐมาเรียงเป็นรูปแบบสามเหลี่ยมซ้อนกันขึ้นไปเรื่อย ๆ จนเกิดโครงสร้างที่แข็งแรงและมั่นคงแล้วยึดด้วยโครงเหล็กเพื่อสร้างความแข็งแรงให้กำแพงเพิ่มขึ้นอีก การใช้อิฐทำพื้นทางเท้าหรือแม้กระทั่งผนังด้านในอาคารนั้น ต้องนำอิฐสองแผ่นมาต่อกันก่อนแล้วจึงนำไปก่อเป็นผนังและพื้น จากนั้นใช้โครงเหล็กและผนังขาวทึบมาตัดให้เกิดความหลากหลาย

รวมถึงความพิเศษของการเลือกใช้อิฐนั้นยังเกิดจากการที่สถาปนิกได้ศึกษาบริบท ณ ที่แห่งนี้ด้วยว่าแต่เดิมเคยมีเตาเผาอิฐอยู่ การนำอิฐมาใช้เป็นวัสดุหลักที่ชูโรงจึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเฉพาะถิ่นของสถานที่ ถึงแม้จะถูกประยุกต์มาใช้ร่วมกับดีไซน์ที่ดูไปทางตะวันตกแต่ก็ยังมีกลิ่นอายของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในแบบไทย ๆ ผสมผสานอยู่

อีกทั้งบ่อน้ำที่อยู่ตรงกลางกลุ่มเรือนนั้น ถือเป็นอัตลักษณ์ของบ้านทางเหนือที่ต้องมีบ่อน้ำอยู่ทุกบ้านแต่ห้ามถูกปกคลุม เมื่อหยิบอัตลักษณ์ส่วนนี้มาผสมผสานในการออกแบบ้านก็ยิ่งช่วยให้เกิดความกลมกลืนกับบริบทท้องถิ่นที่ช่วยสะท้อนวัฒนธรรมของพื้นที่นั้น ๆ ออกมาได้อย่างเด่นชัด และด้วยความที่เจ้าของบ้านชอบงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูง พื้นที่ส่วนนี้จึงเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์กับการใช้งานของเจ้าของบ้านเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้การสร้างบ้านหลังนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดมากมายในการออกแบบที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น ตั้งแต่การศึกษาอัตลักษณ์ วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ และวัฒนธรรมของบ้านทางเหนือ ซึ่งเป็นที่มาของการออกแบบ “บริบทสร้างบ้าน” จนเกิดเป็นกลุ่มอาคารที่กลมกลืนไปกับวัฒนธรรมของพื้นที่ และทำให้บริบทโดยรอบกลายเป็นตัวแปลสำคัญของวิถีชีวิตคนในบ้านไปโดยปริยาย

Designer : SITE – SPECIFIC : ARCHITECTURE & RESEARCH
อ่านบทความบ้าน FOOTHILL HOUSE เต็มๆ ได้ที่
: http://bit.ly/2MyKYQ6

04 เรือนพินรัตน์
กลิ่นอายแห่งความสุขของสถาปัตยกรรมเพื่อระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก

จากความผูกพัน ความทรงจำ การระลึกถึงคนในครอบครัวอย่างคุณตาคุณ สู่โจทย์ที่แฝงไปด้วยความรู้สึกมากมาย การออกแบบเรือนพินรัตน์หลังนี้จึงค่อนข้างละเอียดอ่อนมากเป็นพิเศษ แต่ถึงแม้จะมีจุดเริ่มต้นจากความทรงจำในอดีต เจ้าของบ้านก็ไม่ได้ต้องการยกบ้านหลังเดิมมาสร้างใหม่ให้เหมือนของเก่า แต่เป็นการนำองค์ประกอบที่มีคุณค่าทางความรู้สึกมาผสมผสานกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรม โดยสถาปนิกได้นำลักษณะของเรือนพื้นถิ่นของพัทลุงในยุคสมัยนั้นเข้ามาใช้ เพื่อถ่ายทอดภาพความทรงจำของคุณตาคุณยาย ผ่านการผสมผสานรูปแบบใหม่ที่เข้ากับบริบท และวิถีปัจจุบันมากขึ้น

สำหรับการวาง Planing สถาปนิกได้แรงบันดาลใจมาจากบ้านหลังเก่าของคุณตาคุณยายในความทรงจำ จะมีบางส่วนที่เป็นแปลนเดิม ๆ และมีบางส่วนที่ถูกปรับเปลี่ยนขึ้นใหม่อย่างตำแหน่งบันได เพื่อให้เหมาะกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน รวมถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ของบ้านอย่าง ลวดลายของช่องคอสอง ราวกันตก ประตูบานเฟี้ยม และลักษณะหลังคาปูกระเบื้องแบบพื้นถิ่น ล้วนเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาเพื่อหวังให้คนในครอบครัวรู้สึกถึงบุคคลอันเป็นที่รักในอดีตได้อย่างแท้จริง 

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าความตั้งใจในการออกแบบนั้นมาจากเรือนไม้เก่าในจังหวัดพัทลุง ทีมสถาปนิกจึงพยายามค้นหาวัสดุที่แสดงเอกลักษณ์เหล่านั้นมาใช้ นั่นคือ ‘หลังคาดินเผาเกาะยอ’ ซึ่งเป็นวัสดุพื้นถิ่นดั้งเดิม แต่ปัญหาที่พบคือ ปัจจุบันกระเบื้องเกาะยอนั้นมีแหล่งผลิตน้อยลงจนไม่อาจทันต่อระยะเวลาในการก่อสร้าง ทีมสถาปนิกจึงเลือกใช้กระเบื้องดินเผาจากอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันมาใช้ในการก่อสร้างแทน

รวมถึงวัสดุหลักอย่าง ‘ไม้’ ก็เป็นการนำไม้เก่าจากบ้านคุณตาคุณยายที่รื้อเก็บไว้ มาใช้ในการก่อสร้าง ทั้งโครงสร้างเสา คานและพื้น และใช้ไม้หลุมพอซึ่งเป็นไม้พื้นถิ่นของภาคใต้ ผสมผสานกับวัสดุใหม่ในยุคปัจจุบันอย่างกระจก เกิดเป็นเรือนไม้เก่าที่แฝงความโมเดิร์นผ่านเรื่องราวความรัก ความผูกพัน ที่ช่วยเติมเต็มให้บ้านหลังนี้กลับมามีชีวิตและเป็นจุดศูนย์รวมความรักของคนในครอบครัวได้อย่างอบอุ่น

Designer : ตื่นดีไซน์สตูดิโอ และอรวี เมธาวี
อ่านบทความ เรือนพินรัตน์ เต็มๆ ได้ที่ : https://bit.ly/35Y6NSo

05 บ้านฟ้าบ่กั้น
เรือนอีสานยุคใหม่ที่ผสมผสมผสานความชนบทและความทันสมัยอย่างกลมกล่อม

“ฟ้าบ่กั้น” คือชื่อหนังสือวรรณกรรมที่เล่าถึงเรื่องราวของคนอีสาน เปรียบดั่งภาพตัวแทนของวิถีชีวิตคนชนบทอีสานได้เป็นอย่างดี ซึ่งเจ้าของบ้านที่เป็นคู่รักข้าวใหม่ปลามันนี้ ฝ่ายชายเป็นคนอีสานโดยกำเนิด มีความผูกพันกับวิถีชีวิตความเป็นอีสานมาตั้งแต่เด็ก ๆ และมีความชื่นชอบวรรณกรรมเรื่องนี้มาก จึงได้ ริเริ่มความคิดในการสร้างบ้านหลังใหม่ที่ถ่ายทอดกลิ่นอายความเป็นอีสานชนบทผสานเข้ากับยุคสมัยปัจจุบันไว้ด้วยกัน

สถาปนิกถอดความหมายของ “เรือนพื้นถิ่นอีสาน” โดย เริ่มต้นจากองค์ประกอบของบ้านเรือนอีสานที่พบเห็นได้ทั่วไปตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่าง “หลังคาทรงจั่ว” และ “พื้นที่ใต้ถุนบ้าน” ซึ่งถือเป็นพื้นที่เปิดโล่งอเนกประสงค์ที่ใช้ทำกิจกรรมหลักอย่างนั่งเล่น รับแขก กินข้าว ทำครัว ลักษณะขององค์ประกอบทั้งสองถูกสอดแทรกเข้าไปภายใต้บ้านหลังนี้ แต่ทว่าแทนที่จะนำมาใช้อย่างตรงไปตรงมา สถาปนิกได้เพิ่มเติมลูกเล่นให้ทันสมัย ด้วยการจับจังหวะเส้นสายขององค์ประกอบใหม่ให้ออกมาน่าสนใจกว่าเดิม

ฟังก์ชันภายในพื้นที่ชั้นหนึ่ง อย่างห้องนั่งเล่นและห้องรับประทานอาหาร ถูกจัดวางให้เชื่อมต่อถึงกันทั้งหมด ให้เสมือนเป็นพื้นที่เดียวกัน แต่ระหว่างห้องครัวและห้องรับประทานอาหาร มีบานสไลด์ซ้อนราง ที่สามารถเลือกปิดในเวลาทำอาหาร และเปิดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่เพื่อความสะดวกสบายในการใช้งานมากยิ่งขึ้น

วัสดุทั้งหมดที่นำมาใช้ภายในบ้านหลังนี้ หลัก ๆ ประกอบไปด้วย “ไม้” ที่สอดแทรกอยู่ในทุก ๆ พื้นที่ แต่เนื่องจากไม่สามารถใช้ไม้จริงได้ทั้งหมด ด้วยงบประมาณและการดูแลรักษาในอนาคต สถาปนิกจึงเลือกใช้ไม้จริงกับพื้นห้องนั่งเล่นและห้องนอน เพราะเป็นพื้นที่ที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสมากที่สุด นอกจากนี้วงกบประตู-หน้าต่างก็ยังเป็นไม้ทั้งหมด รวมถึงออกแบบ “ตงไม้ชั้นสอง” ที่เจ้าของบ้านคุ้นเคยในบ้านไม้แบบเรียนอีสานตั้งแต่สมัยเด็ก ไว้เหนือส่วนรับประทานอาหาร เพื่อคงกลิ่นอายความเป็นเรือนอีสานไว้อย่างครบถ้วน

ทั้งนี้การออกแบบบ้านที่สะท้อนกลิ่นอายความเป็นอีสานพื้นถิ่นและเรื่องราวเจ้าของบ้านผ่านการผสมผสานระหว่างความเป็นชนบท และความทันสมัยไว้ได้อย่างกลมกล่อม ผ่านการหยิบองค์ประกอบเล็ก ๆ น้อย ๆ มาประกอบไว้ภายในบ้านหลังนี้นั้น ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์สไตล์ที่เจ้าของบ้านอยากได้ แต่สถาปัตยกรรมเรือนอีสานพื้นถิ่นรูปแบบใหม่นี้ ยังทำให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีและมีความสุขมากขึ้นอีกด้วยเช่นกัน

Designer : S Pace Studio
อ่านบทความบ้านฟ้าบ่กั้น เต็มๆ ได้ที่ : https://bit.ly/3Ci9u0d

06 บ้านเรือนไทย
ภายใต้ความโมเดิร์น และความผูกพันเก่าแสนอบอุ่นเรียบง่าย

ภาพความเรียบง่ายของบ้านรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมสีขาวสไตล์โมเดิร์น และบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความอบอุ่นจากระแนงไม้ที่อยู่ใจกลางชั้นสองของบ้าน ใครจะคิดว่าภายในได้บรรจุ “บ้านเรือนไทย” พื้นที่แห่งความผูกพันที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกคนในครอบครัวไว้ สถาปัตยกรรมโมเดิร์นที่ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทยได้อย่างกลมกลืนนี้ และถ่ายทอดความต้องการของสมาชิกทุกคนไว้ได้อย่างลงตัว

การริเริ่มโปรเจคบ้านหลังใหม่บนพื้นที่ 1 ไร่เศษ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเดิมเริ่มจากความต้องการขยับขยายพื้นที่พักอาศัยให้เป็นพื้นที่ของธุรกิจส่วนตัวไปในเวลาเดียวกัน โจทย์หลักที่เป็นไฮไลท์ของบ้านหลังนี้ คือ “เรือนไทยเก่า” โดยความที่พื้นที่หน้าตื้น และยาวตามแนวเหนือใต้ การจัดวางแมสอาคาร จึงเริ่มต้นออกแบบจากที่ตั้งของเรือนไทยไม้สักเก่า ที่เป็นหนึ่งในข้อจำกัดนอกเหนือจากความต้องการของทุกคนในครอบครัว เป็นความผูกพันของคุณแม่และครอบครัว เพราะเป็นเรือนที่คุณตาของคุณป่องสร้างร่วมกับช่างจีนเอง

ระแนงไม้ใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อโอบล้อมเรือนไทยเก่าเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมบ่งบอกความสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี โดยทำหน้าที่สำคัญคือป้องกันแดดและลมที่จะกระทบเข้าสู่บ้านโดยตรง และสามารถบังสายตาจากภายนอกให้เกิดความกลมกลืนกับกลุ่มก้อนอาคารอื่นๆที่มีความโมเดิร์นตอบรับวิถีชีวิตใหม่ของคนในบ้าน

ส่วนกลุ่มอาคารอื่นๆ ให้เป็นเรือนบริวารตั้งใจวางเยื้องกัน เพื่อให้ลมพัดผ่านเข้ามา ไหลเวียนไปตามพื้นที่ที่ถูกกำหนดไว้ เช่น ชานของบ้าน ช่องประตูและหน้าต่าง และเนื่องจากพื้นที่ภายนอกฝั่งทิศตะวันตกติดกับทุ่งโล่ง ซึ่งพื้นที่ของคุณน้าคุณป่อง ยังไม่มีโครงการว่าจะสร้างอะไร เลยเลือกเปิดมุมมองทางนั้นให้โล่ง เป็นสระว่ายน้ำยาวขนานไประเบียงทางเดิน เชื่อมกับพื้นที่ภายในสำหรับจัดเลี้ยง ส่วนผนังอาคารด้านอื่นๆที่ไม่ได้มีมุมมองทิวทัศน์ที่สวยงามอะไร จึงเลือกเปิดรับแสงเข้ามาทางทิศเหนือ และทิศใต้ส่วนใหญ่จะเป็นผนังทึบ มีเพียงบางส่วนที่ทำช่องเปิดเพื่อการระบายอาคารและรับลมเท่านั้น รวมถึงการสร้างพื้นที่สีเขียวภายในบ้านเอง เพื่อเปิดมุมมองภายในบ้านเองและทำให้บ้านดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

หากสังเกตประตูหน้าต่างของที่นี่ จะพบว่ากรอบบานจะมีเพียงไม้และสีขาวเท่านั้น เป็นการผสมผสานกันระหว่างความเก่าและใหม่ ส่วนใหญ่บานไม้ที่มาจากบ้านเก่า มีหลากหลายรูปแบบ หลากหลายขนาด ทั้งบานเปิดและบานเฟี้ยม ซึ่งกว่าจะออกมาลงตัวอย่างภาพที่เห็น ต้องผ่านการวัดขนาดแต่ละบานอย่างละเอียด แล้วค่อยๆนำมาบรรจุลงในการออกแบบส่วนต่างๆของบ้านตามความเหมาะสม

บ้านที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความสุขนี้ ได้ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาในการใช้ชีวิตของทุกคนครอบครัว สิ่งของต่างๆที่มีความหมายกับครอบครัวจนเกิดความผูกพันไว้ได้อย่างครบถ้วน ทุก ๆ พื้นที่ที่ก่อเกิดขึ้นมาภายในบ้าน จึงเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์และเข้าใจผู้อยู่อาศัยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังสร้างประสบการณ์และความทรงจำแห่งการอยู่อาศัยต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

Designer :  Case Studio 
อ่านบทความบ้านเรือนไทยได้ที่ : https://bit.ly/3EmMNdc

07 บ้านนนท์
เมื่อความสุขแปลงกายเป็นสถาปัตยกรรม

จากความเป็นครอบครัวที่รักใคร่กลมเกลียวนำมาสู่การวางผังบ้านครอบครัวขยาย ภายใต้โจทย์การเพิ่มพื้นที่ใช้สอยสำหรับความเป็นอยู่ของครอบครัว 3 เจนเนอเรชัน โดยบ้านเก่าสองชั้นขนาด 300 ตารางเมตรบนที่ดินเดิมได้ถูกรีโนเวทให้มีฟังก์ชันเพิ่มขึ้น ส่วนบ้านหลังใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อขยายเรื่องราวของลูกๆ ซึ่งอาจจะมีครอบครัวเป็นของตัวเองในอนาคต

ชั้นหนึ่งและชั้นสองเชื่อมถึงกันผ่านบันไดที่ถูกออกแบบไว้สองทาง ทางแรกคือทางเดินขึ้นจากบริเวณบ้านเก่าซึ่งเราจะเจอกับมาสเตอร์ยูนิตทั้งหมด ประกอบไปด้วย ห้องนอน ห้องพักผ่อนของครอบครัวที่แยกขาดจากชั้นหนึ่งโดยสิ้นเชิง เผื่อสำหรับวันที่มีแขกเรื่อมาเยี่ยมบ้าน สมาชิกคนอื่นๆ จะได้ยังมีพื้นที่เอาไว้อยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

นอกจากส่วนผสมของเจเนอเรชันที่แตกต่าง บ้านหลังนี้ยังเป็นส่วนผสมระหว่างความเข้ายุคเข้าสมัยแบบโมเดิร์นและเสน่ห์ของบ้านแบบไทยๆ ด้วยความที่มองว่าบ้านสไตล์ไทย จะสวยงามเหนือกาลเวลา และเหมาะกับสภาพอากาศประเทศไทยมากกว่า ทางเจ้าของจึงสนใจที่จะนำคาแร็กเตอร์บ้านไทยเข้ามาใช้ในการออกแบบรูปลักษณ์ของบ้าน

แต่ด้วยความที่สถาปนิกค่อนข้างถนัดงานในลักษณะโมเดิร์น เราจึงได้เห็นดีเทล หรือองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่นำความเป็นโมเดิร์นมาประยุกต์ใช้ โดยจะมีความบาง ความคมของการเลือกใช้วัสดุ หรือการจบวัสดุ ไม้เทียม และอลูมิเนียมลายไม้ ถูกเลือกให้กลายเป็นจุดเด่นของบ้านซึ่งตอบโจทย์กับยุคปัจจุบัน ซึ่งต้องทนทาน ดูแลรักษาง่าย และราคาไม่แพง ในส่วนของงานอินทีเรียและแลนด์สเคป ทางเจ้าของยังมีส่วนร่วมโดยเป็นคนเลือกเฟอร์นิเจอร์และต้นไม้ทั้งหมด ช่วยเติมเต็มให้งานสถาปัตยกรรมออกมาสมบูรณ์ และกลมกลืนกันได้อย่างลงตัว

ด้วยสเปซที่ร้อยเรียงเรื่องราวความสุข เอื้อให้สมาชิกครอบครัวได้พร้อมหน้าพร้อมตากัน ทางเดินระเบียงไม้ทอดยาว พาให้สมาชิกได้พบหน้า แวะเวียนมาทักทาย หรือชักชวนให้ทุกคนออกมานั่งเล่น กินบรรยากาศภายนอก จึงไม่น่าแปลกใจที่ บ้านนนท์ หลังนี้จะเปี่ยมไปด้วยความสุขและสะท้อนเรื่องราวความเป็นครอบครัวออกมาได้อย่างน่าอิ่มเอมใจ

Designer :  Space Story Studio
อ่านบทความ เรือนพินรัตน์ได้ที่ : https://bit.ly/3tdNtLu

ทั้งนี้จะเห็นว่าบ้านแต่ละหลังที่ได้คัดสรรมาให้ได้ชมกันนั้น ล้วนแต่เป็นบ้านที่มีเรื่องราวของวิถีชีวิตแฝงอยู่ และในส่วนของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นก็เป็นความงามทางด้านวัฒนธรรมและวิถีในวันเก่าที่นำมาบอกเล่าร่วมกับยุคสมัย พร้อมกับเติมเต็มวิถีชีวิตในปัจจุบันให้ได้อย่างลงตัวสะดวกสบาย ด้วยวัสดุ เทคนิคในงานโครงสร้าง หรือแม้แต่กลิ่นอายที่ชวนให้คิดถึงวันเก่าๆ ของบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวได้อย่างแยบยล

Writer
Pichapohn Singnimittrakul

Pichapohn Singnimittrakul

Copy writer ผู้มีความสนใจในงานจิตอาสา และ Eco-Living ที่เชื่อว่างานออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้

PTCH_ สถาปนิกที่ออกแบบบ้านให้เป็นงาน NFT ซื้อภาพบ้าน 3D แถมฟรี Floor Plan

PTCH_
สถาปนิกที่ออกแบบบ้านให้เป็นงาน NFT ซื้อภาพบ้าน 3D แถมฟรี Floor Plan

ชวนชาว Dsign something มาทำความรู้จักกับเพื่อนเก่าของเราสมัยวัยเรียน  นักออกแบบที่เราอยากแนะนำให้เป็นเพื่อนใหม่สำหรับใครที่ชอบ NFT! เราขอชวนมาพูดคุยกับ  PTCH_  สถาปนิกที่ไม่หยุดงานออกแบบของตัวเองไว้ในแผ่นกระดาษ สู่การเปิดประตูมิติเชื่อมโยงระหว่างโลกความจริงกับโลกดิจิทัล ด้วยงาน NFT Art ศิลปะดิจิทัลที่จะให้ผู้ซื้อผลงานได้งานศิลปะ  3D  ที่มีแแบบบ้านจริงแถมไปให้ด้วย

งานออกแบบใหม่ ในนามของ PTCH_

ขณะที่กำลังไถฟีดเฟซบุ๊กอยู่เรื่อยเปื่อย เลื่อนผ่านเรื่องดราม่า ปัญหาบ้านเมือง ภาพมุกตลกเสียดสี  จนนิ้วชี้ของเราก็ไปสะดุดกับภาพงาน NFT ที่รู้สึกคุ้นตาเป็นพิเศษ  ต่อมความอยากรู้อยากเห็นเริ่มทำงานโดยอัตโนมัติ การสืบค้นไม่กี่วินาทีช่วยเฉลยว่าความคุ้นตานั้น คือ ผลงานของออกแบบของเพื่อนเราเอง สถาปนิกบริษัทเอกชนที่เป็นคนมีกิจกรรมกับงานอดิเรกเยอะหน่อย เวลาว่างๆ เสาร์-อาทิตย์ก็ทำนั่นทำนี่ไปทั่ว ชอบถ่ายรูป ปลูกต้นไม้ ทำกาแฟ เล่น Ps4 และล่าสุดก็คือสนใจ NFT Art ซึ่งก็กำลังใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ทำสิ่งนี้อยู่ โดยใช้ชื่อใน Platform ต่างๆ ว่า PTCH_

สวัสดีเพื่อน งาน NFT มันคืออะไร อธิบายให้ฟังหน่อย

NFT (Non-Fungible Token) ถ้าตอบตามความหมายที่เราเข้าใจแบบง่ายๆเลยก็คือ ‘สินทรัพย์ในรูปแบบดิจิทัล’ ที่มาพร้อมกับระบบ (Blockchain) เป็นระบบที่ทำหน้าที่ยืนยัน ‘กรรมสิทธ์’ ของสินทรัพย์นั้นอยู่ค่ะ นั่นทำให้ NFT ใดๆ ก็ตามจะมีความเฉพาะตัว ถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว ทำซ้ำไม่ได้ในระบบ และมีคนถือครองกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ และตรวจสอบได้ถึงที่มาที่ไป การเปลี่ยนมือผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ วันที่ เวลา และการดำเนินการใดใดทั้งหมดเลย

ซึ่ง Concept นี้ก็เข้ากันได้ดีมากๆ กับ NFT Art เพราะโดยปกติงานศิลปะแต่ละชิ้น ก็มีความเฉพาะตัวสูงมากๆอยู่แล้ว และการนำงานศิลปะนั้น มาทำเป็น NFT Art ยิ่งเป็นการยืนยันความเป็น ‘สินทรัพย์ที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว มีลักษณะเฉพาะตัว ที่ไม่สามารถทำซ้ำได้’ และการที่ NFT มาพร้อมกับการยืนยันกรรมสิทธิ์ของผู้ถือครอง ก็ยิ่งทำให้การเปลี่ยนมือของเจ้าของกรรมสิทธ์ เป็นสิ่งที่สามารถยืนยันและตรวจสอบได้ ทำให้ตลาดของ NFT Art ค่อนข้างคึกคัก งาน NFT Art มีการผลิตและเปลี่ยนมือเจ้าขายอยู่ตลอดเวลา เราจะสามารถเห็นได้เลย ว่างานชิ้นหนึ่งๆ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ตั้งแต่การสร้างผลงาน เปลี่ยนมือมาแล้วกี่คน เลยทำให้มีทั้ง Collector ที่เป็นสายสะสมผลงาน สายเก็งกำไร และ Creator เจ๋งๆ มากมาย

เริ่มจากเทรด มาครีเอทงานศิลปะ

ส่วนจุดเริ่มต้นของเราเลย จริงๆเริ่มจากการลงทุนใน Cryptocurrency อยู่แล้ว ทีนี้พอหาข้อมูลหลายๆ รอบๆ ด้านเข้า ก็มาเจอกับตลาดของ NFT Art ซึ่งน่าสนใจมากๆ ตอนนั้นค่อนข้างเปิดโลกเลยทีเดียว เปิดโลกในเรื่องระบบ Blockchian ของ NFT ก็เรื่องนึง แต่เรื่องที่น่าสนใจมากๆ คือ เรามองว่างานศิลปะเป็นตัวแทนของความอิสระ และความไร้พรมแดนอยู่แล้วในความคิดเรา เพียงแต่ว่า ‘งานศิลปะที่สามารถขายได้และมีมูลค่า’ แต่เดิมเราคิดว่ามันมีบางอย่างกั้นตรงนี้อยู่ คือเมื่อก่อนเรารู้สึกว่าการจะขายงานได้ จำเป็นจะต้องมีชื่อเสียง ต้องเป็น Artist ดัง เป็นที่รู้จักมากๆก่อน แต่ Platform ของ NFT Art มันเหมือนทำลายกำแพงตรงนี้ลง ดังที่เราจะเห็น Creator ใหม่ๆ ที่จริงๆ งานเจ๋งสุดยอดมากๆ มีพื้นที่ตรงนี้ให้แต่ละคนได้แสดงความสามารถออกมา และความที่ Platform มัน worldwide มีทั้ง Collector คนไทย ชาวต่างชาติ มันก็ยิ่งชัดเจนมากๆ ว่า NFT Art ค่อนข้างอิสระและไร้พรมแดนจริงๆ เราก็เลยเริ่มจากความสนใจตรงนี้ แล้วก็ลงมือทำดูเลย

นักออกแบบที่กำลังหาทางออก

Collection แรกของเราต้องยอมรับเลยว่า เห็นว่างานส่วนใหญ่เป็นงานวาด งาน illustration เราก็เลยวาดบ้าง แต่ลองทำแล้วไม่รอดจริงๆ เนื่องจากเป็นของไม่ถนัด จะวาดจะเค้นอะไรออกมารู้สึกมันยากจังเลย ก็เลยเริ่มใหม่อีก Collection คราวนี้เป็นงาน 3D แล้วใช้เทคนิคมา Collage กับภาพถ่ายของเรา เพราะว่าเป็นคนชอบถ่ายภาพอยู่แล้ว เลยออกมาเป็น Collection ชื่อว่า ‘somewhere’ (ใน Opensea) งานที่ออกมาจะค่อนข้าง surreal / abstract นิดหน่อย ตอนที่ทำก็ค่อนข้างสนุกไปกับมัน เริ่มรู้สึกว่าเป็นของที่ทั้งถนัดและชอบมาก  แล้วตอนทำก็เป็นช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยดี งานที่ออกมาเลยจะเป็นงานที่ว่าด้วยเรื่อง การอยากจะหนีไปที่ไหนสักที่ หรือการที่เราติดอยู่ที่ไหนสักที่ ที่ไม่สามารถจะหลุดพ้นไปได้ แม้ว่าจะพยายามอย่างสุดแรง การหลงทาง การหาทางออกไม่เจอ ในสถานที่ที่ไม่สามารถระบุได้

ซื้องานศิลปะ  3D  มีแบบบ้านแถมให้ด้วย

อีกหนึ่ง Collection ชื่อว่า ‘hidden yard’ (ใน Opensea) จุดเริ่มต้นง่ายๆเลยก็คือ เจ้า Concept ของ NFT นี่แหละที่น่าสนใจมาก เลยนึกสนุกว่า อยากลองทำ NFT Art ที่มีความเชื่อมโยงระหว่างโลกดิจิทัล กับโลกความจริงดูบ้าง เห็นตัวอย่างก็เช่น Artist บางท่านขาย NFT ภาพวาด ผู้ซื้อนอกจากได้กรรมสิทธิ์ใน NFT นั้นแล้ว Artist ยังส่งชิ้นงานจริงตามไปให้ด้วย และด้วยความที่เราเป็นสถาปนิก ก็นึกขึ้นได้ว่าเราจะขายบ้าน แล้วผู้ซื้อก็จะได้ Floor Plan ไปด้วย เหมือนเป็น Gimmick เล็กๆ ให้งานเราสนุก และน่าสนใจ โดยที่ตัว NFT ก็คือภาพ 3D ของบ้าน แล้วของแถมก็เป็นคล้ายๆ Graphic plan ซึ่งจริงๆ เป็นแค่จุดเริ่มต้น เราคิดว่าต่อยอดไปได้ไกลถึงการขายงานดีไซน์จริงๆ แล้วได้พิมพ์เขียวหรือแบบก่อสร้างที่สามารถใช้สร้างบ้านจริงๆ ก็ยังเป็นไปได้

ส่วนเอกลักษณ์ของ PTCH_ ถ้าดูจากงานจากทั้ง 2 Collection หลักก็จะเห็นภาษาบางอย่างที่เราใช้ซ้ำอยู่บ่อยๆ  น่าจะเป็นพวก Basic element ต่างๆที่ใช้ Space Plane Void Steps Floor Wall Material Composition แต่ว่าใช้ในวิธีการที่แตกต่างกันออกไป และ Mood ที่แตกต่างกันด้วย

กระแสของ NFT ในวงการนักออกแบบบ้าน

เราเริ่มเห็นงาน 3D เยอะขึ้นในตลาด NFT Art  แต่ก็ยังไม่เยอะเท่างานกราฟิก หรืองานวาด แต่เราว่ามีแนวโน้มที่จะมีเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องที่ว่างานออกแบบสถาปัตยกรรมต่างกับการทำ NFT Art รูปแบบ 3D แค่ไหน?

ถ้าในเรื่องเครื่องมือที่ใช้ก็ไม่ค่อยต่างนะ เพราะเราจะใช้เครื่องมือในการทำงานที่คุ้นเคย และถนัดใช้ในการสร้างงานอยู่แล้ว แต่ถ้าเรื่องวิธีคิดตอนทำ NFT ก็จะคิดงานแบบ Artist เลย (หัวเราะ) จะให้ความอิสระกับงาน หรือบางงานก็จะมีอิทธิพลเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกในช่วงนั้นเอามาลงกับงาน งานจะมีความ Abstract มากกว่า หรือถ้าเป็น Collection ที่ทำบ้าน บ้านที่ออกมาก็จะตามใจตัวเองได้มาก บางงานก็เหมือน Sketch Design สมัยเรียนเลย พูดง่ายๆ คือความเป็นไปได้ในงาน NFT มันไม่มีจำกัด ทำอะไรได้เต็มที่เลย ในขณะที่งานสถาปัตยกรรมจริงๆ ยังคงมีปัจจัยหลายอย่างมาเป็นตัวกำหนดรูปแบบทางสถาปัตยกรรม ฟังก์ชัน และ Space อยู่ด้วย

มูลค่าที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ

การตั้งราคางาน NFT นี่ต้องบอกว่าเราก็ไม่แน่ใจนักในเรื่องนี้ ถ้าจะบอกว่าถ้าตอนเริ่มๆ อาจจะลองตั้งราคาไม่มาก ลองเทียบดูราคาตลาด แต่สำหรับบางคนหรือบางงาน มันก็ไม่เสมอไปเหมือนกัน ต้องพูดว่าการขายงานในตลาด NFT Art ส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของอารมณ์ล้วนๆ เลย เห็นบางท่านตั้งราคาต่ำ ขายไม่ออก แต่พออัพราคาปุ๊ป ขายออกปั๊บเลย เราเลยมองว่าเป็นเรื่องของจังหวะและการเจอคนที่ใช่ อะไรทำนองนั้น แต่ส่วนตัวเราก็ตั้งราคาตาม step คือใน collection แรก ตั้งราคาไม่สูงเพราะอยากให้เริ่มมี collector มาสะสมงานเราให้เยอะๆ ก่อน เหมือนสร้าง portfolio แบบค่อยเป็นค่อยไป

การขยายจักรวาลในอนาคต 

ถ้าคิดถึงในอนาคตอันใกล้ ก็ตั้งใจจะทำงานใน collection ทั้ง ‘somewhere’ และ  ‘hidden yard’ ใน Opensea ให้ออกมาสม่ำเสมอ เพราะในแต่ละ collection เราควรจะต้องทำ road map ของแต่ละงานออกมาให้ชัดเจน เพื่อนที่ Collector ที่สะสมงานเราจะได้รู้แนวทาง เป้าหมาย และภาพรวมของงานที่เค้าจะสะสม ซึ่ง ‘somewhere’ จะออกผลงานรวมทั้งสิ้น 144 unidentified places ส่วน ‘hidden yard’ จะออกผลงานทั้งหมด 14 phases แต่ละ Phase เทียบได้กับ 1 หมู่บ้านที่มี Character แตกต่างกันไป ซึ่งส่งผลให้บ้านแต่ละหลังในหมู่บ้านแตกต่างกันไปด้วย

ส่วนอนาคตอันไกล อาจจะขยายจักรวาลของแต่ละ Collection ใน scale ที่กว้างขึ้น เพื่อที่จะไปลงใน Foundation ซึ่งแน่นอนว่ารูปแบบงานที่ออกมา ก็จะมีแนวทางที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรม Element ทางสถาปัตยกรรม เกี่ยวกับ Space และการตีความงานสถาปัตยกรรมในรูปแบบของ NFT Art อย่างแน่นอน ยังไงก็ฝากติดตาม PTCH_ ด้วยนะ

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม : 
https://opensea.io/accounts/PTCH_
https://foundation.app/ptch_
https://www.instagram.com/ppttcchh_/
https://twitter.com/PPTTCCHH_

Writer
No.028

No.028

นักออกแบบจากรั้วศิลปากรที่ทดลองผันตัวเองมาเป็นนักเขียน หมั่นเสาะหาข่าวสารที่น่าสนใจจากทั้งไทยและต่างประเทศ มาขบคิด เรียบเรียง บอกเล่าผ่านตัวอักษรให้กับคนที่สนใจ เพราะเชื่อว่าแท้จริงแล้ว ดีไซน์ คือเรื่องรอบตัวระยะใกล้ที่กำลังรอใครซักคนมาเปิดอ่าน // Dsign is everything.

Khotkool HQ ปรับเปลี่ยนอาคารเดิมให้เป็นทั้งออฟฟิศ และที่อยู่อาศัยสไตล์ลอฟท์

Khotkool HQ
ปรับเปลี่ยนอาคารเดิมให้เป็นทั้งออฟฟิศ และที่อยู่อาศัยสไตล์ลอฟท์

โครงการออกแบบตกแต่งภายใน บริษัท โคตรคูล จำกัด (Khotkool HQ) เป็นโครงการที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านใจกลางเมือง ลักษณะเป็นอาคาร 3ชั้น 2 คูหาติดกัน โดยมีพื้นที่ใช้สอยภายในทั้งหมด ประมาน 300ตรม ซึ่งทางเจ้าของบ้านต้องการปรับเปลี่ยนอาคารเดิม ให้เป็นทั้งออฟฟิศ และที่อยู่อาศัย โดยโครงการนี้ มีผู้ออกแบบร่วมกัน 2 บริษัท คือ คุณปรัตถกร ประมุขกุล (Spaceman Studio) , คุณเพ็ญลดา สมใจดี และ คุณกรวิทย์ เลียงแก้วประทุม (Studio Nomatter)

หลังจากทางผู้ออกแบบ ได้รับโจทย์ทั้งหมดจากทางเจ้าของบ้าน ซึ่งต้องการแบ่งพื้นที่ชัดเจนระหว่างพื้นที่พักอาศัยส่วนตัว และออฟฟิศ ทางผู้ออกแบบจึงปรับเปลี่ยนพื้นที่ Circulation ให้บันไดเป็นทั้งตัวเชื่อมต่อ และแบ่งแยกพื้นที่ภายในทั้ง 3 ชั้น โดยออกแบบให้บันไดไขว้กัน เกิดเป็น 2 Circulation โดยทางเข้าจากด้านหน้าบ้านเป็นทางเข้าส่วนตัวสำหรับเจ้าของบ้าน ส่วนทางขึ้นของพนักงาน จะขึ้นจากทางด้านหลังไปยังส่วนออฟฟิศที่ชั้น 2 นอกจากนี้ ได้มีการทุบผนังทั้ง 3 ชั้น ระหว่าง 2 คูหา ใช้เชื่อมต่อเป็นพื้นที่เดียวกัน เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้ใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด

ภาพแสดงแนวคิดการออกแบบ Circulation
ภาพแปลนชั้น 1
ภาพแปลนชั้น 2
ภาพแปลนชั้น 3

เริ่มจากชั้น 1 เป็นพื้นที่สำหรับต้อนรับแขก และเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ โดยจัดให้เป็นพื้นที่โล่ง มีการวางเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เพื่อให้สะดวกในการปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สำหรับถ่ายงานในโอกาสต่างๆ ด้านหลังเป็นครัวเบาสำหรับให้แขกหรือพนักงานมานั่งเล่นพักผ่อน พื้นที่ข้างๆส่วนครัว เป็นห้องประชุม ซึ่งเป็นส่วนต่อเติม ใช้โครงสร้างเหล็ก และหลังคากระจก คล้ายกับGlass House เพื่อให้ได้รับแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายในห้องมากที่สุด

ถัดมาที่ ชั้น 2 เป็นส่วนออฟฟิศ หลังจากได้ทำการรื้อถอนพื้น ผนัง และฝ้า ออกทั้งหมด จึงทำให้เห็นความดิบของพื้นที่ที่โชว์โครงสร้างเดิมไว้ เช่น เสา และคาน รวมไปถึงท้องพื้นเดิม ทางผู้ออกแบบจึงเสนอทางเจ้าของบ้านให้เก็บความดิบเปลือยเดิมไว้ และตกแต่งบางส่วนด้วยการหุ้มเสา และคานด้วยไม้ และเพิ่มดีเทลเหล็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางเจ้าของบ้านชื่นชอบเป็นการส่วนตัว ส่วนผนังภายใน ตกแต่งด้วยเหล็กดำ แทรกด้วยไฟนีออนตกแต่ง เพื่อเพิ่มความสนุกสนานให้กับบรรยากาศภายใน สำหรับพื้นที่ใช้สอย ทางผู้ออกแบบได้จัดวางโต๊ะทำงานยาวไว้กลางพื้นที่ สามารถรองรับพนักงานได้ประมาน 8-10คน มีมุมมินิบาร์สำหรับให้พนักงานได้มาพักทานขนม และมีโต๊ะประชุมขนาดเล็กใช้เป็นพื้นที่สำหรับประชุมย่อย

ชั้น 3 เป็นพื้นที่ใช้สอยส่วนตัวของทางเจ้าของบ้านทั้งหมด ลักษณะคล้าย Penthouse ประกอบไปด้วย ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น และห้องแต่งตัว ซึ่งทุกห้องจะแบ่งแยกสัดส่วนกันอย่างชัดเจน โดยมีโถงตรงกลางเป็นจุดเชื่อมต่อของทุกห้อง วัสดุหลักที่ใช้กับชั้นนี้ เป็นวัสดุที่ทางเจ้าของบ้านชื่นชอบเป็นการส่วนตัว อย่างเช่นเหล็กดำ และพื้นไม้ลายก้างปลาสีเข้ม นอกจากนี้ ในส่วนผนังห้องนั่งเล่นที่เชื่อมต่อมาถึงห้องนอน ทางผู้ออกแบบได้แทรกวัสดุที่ต้องการทำให้เกิดจุดเด่นตัดกับวัสดุหลัก โดยการใช้ด้านสันของอิฐมวลเบามาสร้างเป็นแพทเทิร์นเรียงกันในแนวตั้ง และก่อให้ระนาบนูนสูง-ต่ำ สลับกัน ทำให้เกิดลวดลาย และแสงเงาเมื่อโดนแสงไฟกระทบ ทำหน้าที่เป็นฉากหลังที่สร้างจุดเด่นให้กับพื้นที่ภายในของชั้นนี้

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Location : โครงการหมู่บ้าน Noble Cube พัฒนาการ กรุงเทพฯ
Gross Built Area: 300 ตารางเมตร 
Completion Year : 2019

Lead Architects:  ปรัตถกร ประมุขกุล (Spaceman Studio), เพ็ญลดา สมใจดี (Studio Nomatter), กรวิทย์ เลียงแก้วประทุม (Studio Nomatter)
Owner:  ปราโมทย์ ปาทาน
Interior Designer: ปรัตถกร ประมุขกุล, เพ็ญลดา สมใจดี, กรวิทย์ เลียงแก้วประทุม
Contractor: บริษัท อีโต้
Interior Contractor: Chaladol Sinthipong และ Watcharee Sinthipong
Photographer : จิรายุ รัตนวงษ์

Bangkok Boulevard Donmueang–Chaengwattana บ้านซีรีส์ใหม่ในชื่อ ‘LANAI’ ที่ถูกคิดให้ตอบโจทย์บริบทชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน

Bangkok Boulevard Donmueang–Chaengwattana
บ้านซีรีส์ใหม่ในชื่อ ‘LANAI’ ที่ถูกคิดให้ตอบโจทย์บริบทชีวิตที่เปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน

หากพูดถึงนิยามของคำว่า ‘บ้าน’ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงมักจะเป็นความสงบ หรือบรรยากาศผ่อนคลายที่สบายทั้งกายและใจ แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อสถานการณ์ Covid-19 เปลี่ยนความคิดเหล่านั้นของเราไปอย่างสิ้นเชิง

หลังจากที่อยู่ร่วมกับโรคระบาดมาถึง 2 ปี สถานการณ์บังคับทำให้เราต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบ้านมากขึ้น หลายคนประสบปัญหาพื้นที่ทำงานและพื้นที่ผักผ่อนไม่เป็นสัดส่วนจนจิตใจเหนื่อยล้าและกลายเป็นความเครียดสะสม หรือต้องอาศัยอยู่กับครอบครัวใหญ่ตลอดเวลาแต่ไม่มีพื้นที่ส่วนตัวให้ได้ผ่อนคลาย  ‘บ้าน’ ที่เคยเป็นสถานที่พักกาย พักใจ จึงถูกเปลี่ยนให้มีมิติและความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าที่เคย SC ASSET เปิดตัวโครงการใหม่ Bangkok Boulevard Donmueang – Chaengwattana ซึ่งเป็นโครงการแรกกับแบบบ้านซีรีส์ใหม่สุดพิถีพิถันในชื่อ ‘LANAI (ลา-ไน)’ ที่นำบรรยากาศความเป็นธรรมชาติมาผสมผสานกับการจัดสรรสเปซภายในของการอยู่อาศัยอย่างลงตัว พร้อมยกระดับชีวิตที่เปลี่ยนไปในทุกบริบท 

(ต้นแบบของบ้านซีรีส์ใหม่ในชื่อ LANAI ลา-ไน)

นิยามของพื้นที่ธรรมชาติในแบบ LANAI

หากเราลองสังเกต บ้านโครงการส่วนมากมักให้ความสำคัญกับการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยภายใน พื้นที่เอาท์ดอร์อย่างคลับเฮาส์และสวนส่วนกลาง แต่สิ่งที่ยังขาด คือ พื้นที่กึ่งเอาท์ดอร์ของบ้านที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสอากาศหรือความเป็นธรรมชาติได้บางครั้งบางครา

ความเชื่อของ SC ASSET ที่มองว่าการอยู่อาศัยที่ดีจะต้องดีไซน์และตอบโจทย์การอยู่อาศัยให้ถึงแก่น จึงสะท้อนผ่านบ้านซีรีส์ใหม่ด้วยเรื่องราวความผ่อนคลายภายในพื้นที่ LANAI (ลา-ไน) ซึ่งเป็นลานระเบียงในร่มที่มีต้นกำเนิดจากบ้านบนเกาะเล็กๆ ในฮาวาย ประเทศสหรัฐอเมริกา หากอธิบายให้เห็นภาพและเข้าใจง่ายมากขึ้น ‘ลา-ไน’ ก็คือพื้นที่ Semi-Outdoor ที่มีบริเวณกว้างมากพอให้รังสรรค์เป็นมุมพักผ่อนส่วนตัวขนาดย่อม จะเป็นมุมนั่งอ่านหนังสือ มุมทำงานเล็กๆ ที่เชื่อมต่อสู่สวน หรือ มุมจิบกาแฟยามเช้า พื้นที่เหล่านี้จะช่วยเติมเต็มการอยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี โดยที่เราไม่จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศตลอดทั้งวัน ลดความอุดอู้ที่เกิดจากวิถีชีวิตการอยู่บ้านที่เปลี่ยนไปได้ไม่น้อย

(พื้นที่ ลา-ไน หรือระเบียงในร่มแบบ Semi-Outdoor)

LANAI บ้านซีรีส์ใหม่ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยในยุคปัจจุบัน

จุดเด่นแรกของแบบบ้านซีรีส์ ‘ลา-ไน’ คือการให้ความสำคัญกับพื้นที่กึ่งภายนอกบ้าน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับลม แสงธรรมชาติและชื่นชมต้นไม้ พื้นที่สีเขียว ช่วยสร้างความผ่อนคลายเพราะบางครั้งการอยู่อาศัยก็ต้องพึ่งพาปัจจัยธรรมชาติเหล่านี้เช่นกัน ตัวบ้านออกแบบพื้นที่ระเบียงให้มีขนาดกว้างขวาง โดยจัดสรรให้มีพื้นที่ระเบียงในร่มทั้งบริเวณชั้น 1 และยาวตลอดแนวบริเวณชั้น 2 เสริมทัศนียภาพความเป็นส่วนตัวและป้องกันแสงแดดบางช่วงเวลาด้วย Dynamic Façade ที่ยืดหยุ่นและสามารถเปิด-ปิด ด้วยการพับได้อย่างสะดวก

ถึงแม้บ้านจะถูกออกแบบให้มีรูปลักษณ์โมเดิร์น เรียบง่ายและทันสมัยในคอนเซ็ปต์ ‘Modern Elegant’ แต่ก็ใช่ว่าจะนำเสนอผ่านวัสดุปูน คอนกรีต หรือกระจกในแบบโมเดิร์นดั้งเดิมเสมอไป ตัวบ้านดีไซน์เติมโทนไม้สีน้ำตาล หรือสอดแทรกพื้นที่ตั้งกระถางต้นไม้เติมความมีชีวิตชีวาของสีเขียว เพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้กับบ้านได้มากที่สุด

(Dynamic Façade สามารถเปิดรับลมธรรมชาติหรือปิดเพื่อความเป็นส่วนตัวหรือป้องกันความร้อนได้)

LANAI เลย์เอาท์ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของครอบครัว

เมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน ความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบายทักทายเราผ่านการออกแบบระยะความสูงของฝ้ามากถึง 3.4 เมตร ทำให้บ้านขนาดใหญ่ดูไม่อึดอัดและกว้างขวางพร้อมรองรับทุกกิจกรรม ซึ่งเลย์เอาท์ภายในก็จัดสรรให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยทุกฟังก์ชันเรียงรายเป็นสัดส่วน พื้นที่สำหรับแม่บ้าน ห้องครัวไทย และห้องน้ำถูกจัดสรรไว้ด้านหนึ่งของตัวบ้าน ในขณะที่อีกมุมหนึ่งเป็นพื้นที่รับประทานอาหารและห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ของครอบครัว แทรกตัวไปด้วยห้องนอนส่วนตัว 2 ห้องที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ หรือจะปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องทำงาน หรือห้องออกกำลังกายก็ช่วยให้ไลฟ์สไตล์การอยู่บ้านเป็นสัดส่วนมากขึ้นได้

(ห้องนั่งเล่นที่เชื่อมต่อสู่ห้องรับประทานอาหาร)

การใช้งานฟังก์ชันยังมีขนาดที่เพียงพอต่อการอยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่ อย่างเช่น การใช้งานห้องครัวที่ออกแบบในลักษณะตัว U ซึ่งสามารถใช้งานพื้นที่ทำอาหารได้อย่างเต็มที่เชื่อมต่อสู่ส่วนเคาน์เตอร์บาร์และแพนทรี่ หรือพื้นที่เอาท์ดอร์รอบตัวบ้านที่สามารถดีไซน์ให้เป็นมุมพักผ่อน ไลฟ์สไตล์สเปซที่เชื่อมความสัมพันธ์ของความเป็นครอบครัวและบ้านได้อย่างลงตัว

(ห้องครัว เคาน์เตอร์บาร์ที่ถูกแบ่งเป็นสัดส่วน และเชื่อมต่อสู่ห้องรับประทานอาหาร)
(พื้นที่เอาท์ดอร์รอบตัวบ้านที่สามารถดีไซน์ให้เป็นมุมพักผ่อนสุดร่มรื่น)

เลย์เอาท์บ้านออกแบบให้มีทั้งมุมพักผ่อนของครอบครัว รวมถึงมุมส่วนตัวอย่างเป็นระบบระเบียบ Family Room แทรกตัวกลายเป็นใจกลางของพื้นที่บริเวณชั้นสอง จะดีไซน์ให้เป็นมุมเล่นเกม มุมดูภาพยนตร์ หรือมุมร้องคาราโอเกะของครอบครัวก็สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการ โดยพื้นที่ในส่วนที่เหลือจะเป็นห้องนอนที่มาพร้อมห้องน้ำส่วนตัวและฟังก์ชันภายในที่ครบครัน และที่สำคัญยังเชื่อมต่อสู่ระเบียงกึ่งเอาท์ดอร์ที่ถูกเรียกว่า ‘ลา-ไน’ ให้ผู้อยู่อาศัยได้มีชั่วโมงของธรรมชาติเข้ามาเป็นตัวช่วยบำบัดและผ่อนคลาย    

(Family Room ที่ออกแบบให้เป็นมุมพิเศษของครอบครัว)

(ห้องนอนที่ดีไซน์ให้มีฟังก์ชันภายในครบครันทั้งมุมทำงาน ห้องน้ำส่วนตัวรวม Walk-in Closet และพื้นที่ส่วนนอน)

(ห้องนอนที่ดีไซน์ให้มีฟังก์ชันภายในครบครัน เชื่อมออกสู่ ‘ลา-ไน’ หรือ ระเบียงยาวในร่มตลอดแนว)

(ห้องนอนมาสเตอร์ที่ดีไซน์ให้มีฟังก์ชันภายในครบครัน เชื่อมออกสู่ ‘ลา-ไน’ หรือ ระเบียงในร่ม)

บ้าน 3 รูปแบบของ LANAI ที่ดีไซน์พื้นที่ใช้สอยแตกต่าง

สำหรับครอบครัวขยายที่มีจำนวนสมาชิกและไลฟ์สไตล์แตกต่างกัน พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านก็ย่อมต้องมีขนาดและการใช้งานที่แตกต่างกันตามไปด้วย ‘ลา-ไน’ บ้านซีรีส์ใหม่จึงออกแบบให้มี 3 รูปแบบเป็นทางเลือกสำหรับการอยู่อาศัย ซึ่งทุกรูปแบบยังคงคอนเซ็ปต์การแบ่งพื้นที่และการให้ความสำคัญของพื้นที่กึ่งเอาท์ดอร์เช่นเดียวกัน เพียงแต่แตกต่างกันด้วยขนาดพื้นที่ใช้สอย

Captivate แบบบ้านขนาดใหญ่ที่สุด มีฟังก์ชัน 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ ห้องรับแขก  ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้อง Family Room ห้องแม่บ้าน และที่จอดรถ 3 คัน บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 360 ตารางเมตร

(แบบบ้าน Captivate)
(แปลนบ้าน Captivate ชั้น 1)
(แปลนบ้าน Captivate ชั้น 2)

Shade บ้านขนาดกลางที่มีฟังก์ชัน 5 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้อง Family Room และที่จอดรถ 2 คัน บนพื้นที่ใช้สอย 279 ตารางเมตร

(แบบบ้าน Shade)
(แปลนบ้าน Shade ชั้น 1)
(แปลนบ้าน Shade ชั้น 2)

Calm บ้านขนาดกระทัดรัดที่มีฟังก์ชันมากถึง 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องรับประทานอาหาร ห้อง Family Room และที่จอดรถ 2 คัน บนพื้นที่ใช้สอย 231 ตารางเมตร

(แบบบ้าน Calm)
(แปลนบ้าน Calm ชั้น 1)
(แปลนบ้าน Calm ชั้น 2)

ฟังก์ชันส่วนกลางที่พร้อมยกระดับทุกการอยู่อาศัย

ไม่เพียงตัวบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ แต่ฟังก์ชันที่พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตยังส่งต่อสู่การดีไซน์พื้นที่ส่วนกลางเพื่อรองรับทุกกิจกรรมของผู้อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ Club House  Fitness  Kid’s room  Co-working Space สระว่ายน้ำ พื้นที่สีเขียวส่วนกลางตลอดจนซุ้มประตูทางเข้า โดยทั้งหมดออกแบบภายใต้แนวคิด ‘Futuristic’ ที่นำเส้นสายลื่นไหล ลบเหลี่ยมมุม มาสร้างความโดดเด่นให้กับพื้นที่โครงการได้เป็นอย่างดี สภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่เป็นมิตร จึงพร้อมยกระดับการใช้ชีวิตของสมาชิกครอบครัว

(ภาพ Club House ออกแบบด้วยแนวคิด Futuristic เส้นสายล้ำสมัย)
(ภาพซุ้มทางเข้าโครงการ Bangkok Boulevard Donmueang–Chaengwattana)

Live – Work – Play ลงตัวในทุกบทบาทของชีวิต

ถึงแม้สถานการณ์ Covid-19 จะลดชั่วโมงและจำกัดชีวิตของเราให้แคบลง แต่แน่นอนว่าสุดท้ายแล้วบทบาทของชีวิตก็ไม่ได้มีเพียงการอยู่อาศัยภายในบ้านเพียงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการพบปะเพื่อนฝูง สังสรรค์ สนุกกับการเดินทางและการทำงาน การจะเลือกบ้านสักหลัง ลงหลักปักฐานเป็นที่อยู่อาศัยจึงจำเป็นต้องใส่ใจบทบาทของชีวิตในทุกแง่มุม

(พื้นที่รับประทานอาหารภายในบ้านรูปแบบ Shade)
(ห้องนอนมาสเตอร์ภายในบ้านรูปแบบ Shade)

Bangkok Boulevard Donmueang–Chaengwattana พร้อมตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยทำเลที่ตั้งแถบชานเมืองติดถนนนาวงศ์– สรงประภาในย่านดอนเมือง-แจ้งวัฒนะ ซึ่งใกล้ทางด่วนเพียง 5 นาที อีกทั้งยังใกล้แลนด์มาร์ค โรงพยาบาล สถานศึกษา หรือแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน ทำให้เราสามารถอยู่อาศัยได้อย่างเงียบสงบ ห่างไกลความวุ่นวาย ในขณะที่ยังคงเดินทางสะดวก ไม่จำเป็นต้องละทิ้งไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแบบ Live-Work-Play ที่ยังเดินทางเข้าสู่ภายในเมืองได้ง่ายดาย

(ภาพที่ตั้งโครงการ Bangkok Boulevard Donmueang–Chaengwattana)

ฟังก์ชันการอยู่อาศัยที่ครอบคลุมทุกบริบทและความต้องการจึงทำให้โครงการ Bangkok Boulevard Donmueang–Chaengwattana กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจซึ่งสามารถตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตของสมาชิกครอบครัวในยุคปัจจุบันได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยราคาเริ่มต้นโครงการอยู่ที่ 10 – 20 ล้านบาท ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมทาง 065-505-8555 หรือ Line @BBDJ

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

ÖKO Automobile ยานพาหนะรักษ์โลกแห่งอนาคต

ÖKO Automobile
ยานพาหนะรักษ์โลกแห่งอนาคต

การเปลี่ยนผ่านของแต่ละศตวรรษนั้นมักแสดงถึงความสำคัญถึงเหตุการณ์ของโลกในยุคๆ นั้น เช่นเดียวกับในปัจจุบันที่กระแสการรักษ์โลกกลายเป็นเรื่องที่ในทุกแวดวงธุรกิจให้ความสำคัญ โดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่างธุรกิจยานยนต์ที่การออกแบบและพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นประเด็นที่ได้หลอมรวมไลฟ์สไตล์ไปพร้อมกับการรักษ์โลกได้อย่างน่าสนใจในหลายๆ มิติ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บริษัท เออร์โก้ ออโตโมบิล (ÖKO Automobile) ที่เชื่อมั่นในธุรกิจที่ไม่สร้างมลภาวะแก่โลก ได้นำเข้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่าง Wuling Hongguang Mini EV (วู่หลิง ฮงกวง มินิ อีวี) รถไฟฟ้าไซส์เล็กที่สามารถจดทะเบียนได้ตามกฎหมายในประเทศไทย อีกทั้งยังผลิตภายใต้เครือบริษัท SAIC ตัวรถจึงถูกประกอบและนำเข้ามาจากประเทศจีน 100% จึงการันตีได้ถึงคุณภาพและบริการหลังการขายให้ลูกค้าได้มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

เมื่อไลฟ์สไตล์และการรักษ์โลกเป็นเรื่องเดียวกัน

Wuling Hongguang Mini EV คือรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบและพัฒนาอย่างตั้งใจเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมือง (Urban Lifestyle) อย่างแท้จริง ตัวรถภายนอกผ่านการดีไซน์ด้วยเส้นสายตรงไปตรงมาดูโมเดิร์น และส่งต่อไปยังห้องโดยสารที่เรียบง่ายเป็นกันเอง ภายในติดตั้งด้วยเบาะผ้าแบบสี่ที่นั่ง โดยเบาะหลังจะมีจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX เตรียมไว้เพื่อความปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ส่วนพื้นที่ขับขี่นั้นมาพร้อมกับพวงมาลัยซ้ายและชุดอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ อย่างครบครัน ทั้งแอร์ วิทยุ ช่องเสียบยูเอสบี กระจกไฟฟ้าทั้ง 2 ฝั่งที่นั่ง และเกียร์แบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้วิธีแบบหมุนในการเปลี่ยนคำสั่งใช้งาน ส่วนตัวรถนั้นมีความกว้าง 1.493 ม. ยาว 2.917 ม. สูง 1.621 ม. และล้อมาตรฐานขนาด 12 นิ้ว โดยมีน้ำหนักเพียง 705 กก. เท่านั้นจึงทำให้มีความคล่องตัวสูงมากซึ่งขนาดที่เล็กนี้เองทำให้หาที่จอดรถในเมืองใหญ่ได้สะดวกยิ่งขึ้นด้วย

ความกะทัดรัดกับสมรรถนะที่เกินคาด 

ไม่เพียงแต่ Wuling Hongguang Mini EV จะครบจบในด้านการใช้งานเท่านั้น ด้านความปลอดภัยก็หมดกังวลได้เลยเพราะตัวรถนั้นมาพร้อมกับระบบเบรก ABS และระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) เป็นมาตรฐานและเซ็นเซอร์กะระยะถอยหลังติดตั้ง พร้อมด้วยระบบปลดล็อคอัตโนมัติเมื่อเกิดการชน นอกจากนั้นรถรุ่นนี้ยังคำนึงถึงการใช้พลังงานสะอาด ด้วยการติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมด้วยแบตเตอรี่แบบลิเธียมโพลิเมอร์ขนาด 13.9 kWh ทำให้สามารถขับได้ถึง 170 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้งซึ่งใช้เวลา 9 ชั่วโมง สามารถชาร์จจากปลั๊กไฟที่มีสายดินได้เลยทุกที่ ผ่านหัวชาร์จที่มากับรถขนาด 10 A โดยทุกกระบวนดังกล่าวทั้งหมดนั้นจะไม่มีการส่งมลพิษทางอากาศออกมา เพื่อช่วยคงความยั่งยืนของธรรมชาติและโลกของเราได้อีกทางหนึ่งไปพร้อมกับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัว

ขับสนุกฉีกทุกข้อจำกัด

แม้ Wuling Hongguang Mini EV จะเป็นรถไฟฟ้าไซส์เล็กแต่ก็มีมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุดถึง 27 แรงม้าที่จะส่งกำลังไปยังล้อคู่หลัง และด้วยขนาดความจุของแบตเตอรี่ 13.9k Wh และมอเตอร์ขนาด 20kWh ทำให้มีแรงบิดสูงสุดถึง 85 นิวตันเมตร เสริมกับโครงสร้างของรถที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงเป็นพิเศษ จึงทำให้มีอัตราเร่งจาก 0-50km/h ภายใน 2.5 วินาทีเท่านั้น นั่นจึงทำให้รถรุ่นนี้ขับสนุก เสียงเบาแถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปในเวลาเดียวกัน

ดีไซน์สะท้อนตัวตน รักษ์โลกอย่างมีสไตล์

สานต่อจากความสนุกในการขับขี่สู่ความสนุกด้านการออกแบบที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่หลังพวงมาลัยเท่านั้น เพราะ Wuling Hongguang Mini EV มาพร้อมกับการดีไซน์อย่างพิถีพิถันรอบคัน ทุกเส้นสายร้อยเรียงต่อกันออกมาดูเรียบหรูสบายตาที่เข้ากันดีกับรูปทรงสี่เหลี่ยมของรถ มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี ได้แก่ Icy Blue, Solid White, Champagne Gold และ Cherry Pink นอกจากนั้นทาง ÖKO Automobile ยังต่อยอดงานดีไซน์ด้วยการได้ลิขสิทธิ์ในการออกแบบ “ÖKO Automobile Special Edition | Croatia GT ” ของทีมแข่ง Gulf Croatia Racing Team ผ่านทางหอการค้าโครเอเซีย-เอเซียแปซิฟิกมาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนารูปลักษณ์ของ Wuling miniEV เพื่อทำให้สัมผัสถึงจิตวิญญาณของนักแข่งผ่านสีสันและเส้นสายได้อย่างมีอัตลักษณ์

ขับเคลื่อนธุรกิจขนาดเล็กด้วยรถพลังงานสะอาด

 เมื่อสมรรถนะที่ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยขนาด ทำให้ Wuling Hongguang Mini EV เป็นรถไฟฟ้าที่คิดต่อยอดถึงการทำธุรกิจขนาดเล็กด้วยรถควบคู่กับการใช้ในชีวิตประจำวันไปพร้อมกัน ด้วยการออกแบบพื้นที่สัมภาระโดยการสามารถพับเบาะหลังให้แบนราบลงได้ 180 องศา ซึ่งเมื่อพับแล้วจะมีปริมาตรมากความจุถึง 741 ลิตร สามารถวางเข็นเด็กหรือสินค้าสำหรับจำหน่ายได้อย่างพอเพียง  

ความคุ้มค่าที่มาพร้อมความใส่ใจ

แน่นอนว่าการใช้รถไฟฟ้านอกจากเป็นรักษ์โลกแล้วยังได้ประโยชน์ด้านความคุ้มค่าเรื่องค่าใช้จ่าย โดย Wuling Hongguang Mini EV นั้นมีค่าไฟฟ้าเพียง 0.40 บาท ต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ไม่เท่านั้นทาง ÖKO Automobile พร้อมรับซื้อรถคืนภายใน 5 ปี เพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนของผู้ซื้อโดยไม่ต้องกังวลว่าจะไปจำหน่ายต่อที่ไหน โดย Wuling Hongguang Mini EV สนนราคาเริ่มต้นที่ 369,000 บาท (ราคายังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 7% และยังไม่รวมค่าจดทะเบียน 3,000 – 5,000 บาท) ตัวรถมีประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กม. และมีประกันแบตเตอรี่แยกต่างหากยาวนาน 8 ปี หรือ 1.2 แสนกิโลเมตร อีกทั้งยังมีบริการ Onsite-Service ซ่อมให้ถึงที่สำหรับในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ส่วนต่างจังหวัดลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ที่ B-Quik ทุกสาขาพร้อมรับส่วนลดค่าอะไหล่10% ตลอดการใช้งาน เมื่อเข้าใช้บริการในศูนย์เครือข่าย โดยทางลูกค้าไม่ต้องรออะไหล่นำเข้า เนื่องจากทางบริษัทมีการเตรียมอะไหล่เอาไว้ที่ประเทศไทยพร้อมกับบริการ Call Center ที่พร้อมช่วยเหลือตลอด 24 ชม.
* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทกำหนด)

เมื่อโลกทั้งใบกำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่าน Wuling Hongguang Mini EV คืออีกหนึ่งในสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ และทาง ÖKO Automobile ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นผู้บุกเบิกของการเปลี่ยนแปลงนี้ (EV Conversion) เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่สังคมไร้มลภาวะ ผ่านการใช้รถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นหนึ่งในโซลูชั่นการสัญจรสีเขียวและเทคโนโลยีอัจฉริยะ กับการคงไว้เพื่อสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพทั้งสำหรับการอยู่อาศัยและประกอบธุรกิจขนาดเล็กต่อไป

สอบถามเพิ่มเติมหรือติดต่อเพื่อทดลองขับได้ที่ facebook @öko automobile
โทร 083-635-9593 และ 087-008-6678

Writer
Ektida Nakkavech

Ektida Nakkavech

อดีตสถาปนิก ที่ตอนนี้มี Part time เป็นนักอ่าน, นักเขียน, นักท่องเที่ยว, นัก(ฝึก)ถ่ายรูป, (ว่าง)นัก(ก็)นอน และยังเป็นนักติ่งแบบ Full time

มองสถาปัตยกรรม Neo-Futurism และ Brutalist ผ่านคุกแห่งเวลาในซีรีส์ LOKI

มองสถาปัตยกรรม Neo-Futurism และ Brutalist
ผ่านคุกแห่งเวลาในซีรีส์ LOKI

โลกิ น้องของธอร์ บุตรแห่งโอดิน หรือเทพเจ้าแห่งการหลอกลวง ไม่ว่าจะชื่อไหนทุกคนคงคุ้นเคยตัวละครนี้จากหนังของค่าย Marvel ที่เขาเคยปรากฏตัวอยู่ในเรื่อง รวมถึงซีรีส์ยาวเรื่องแรกของโลกิที่ถูกปล่อยใน Disney+ Hotstar ทำให้เกิดกระแสเกี่ยวกับโลกิมากมายรวมไปถึงสถาปัตยกรรมของ TVA คุกแห่งเวลาที่โลกิโดนต้องโทษข้อหาเป็นวายร้ายที่ทำเส้นเวลาปั่นป่วนด้วย เรื่องนี้เป็นที่พูดถึงของกลุ่มคนที่สนใจงานสถาปัตยกรรมว่ามีความเกี่ยวของกับโลกดิสโทเปียหรือไม่ หรือมีความเกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรม Neo-Futurism และ Brutalist อย่างไร  วันนี้ Dsign Something จะพาไปหาคำตอบพร้อมๆ กัน !

(WU Vienna, Library & Learning Center by Zaha Hadid)

อะไรคือสถาปัตยกรรมแบบ Neo-Futurism ?

ฟังดูแล้วต้องเกี่ยวข้องกับโลกอนาคตอย่างแน่นอน คุณมาถูกทางแล้ว สถาปัตยกรรมแบบ Neo-Futurism คือสถาปัตยกรรมแห่งอนาคตใหม่ เป็นแนวคิดในยุคปลายศตวรรษที่ 20 ถึงต้นศตวรรษที่ 21 ยกตัวอย่างสถาปนิกที่เราคุ้นเคยอย่าง Zaha Hadid ก็เป็นสถาปนิกหญิงคนสำคัญที่เป็นต้นแบบของงานในลักษณะนี้ ซึ่งเธอเสียชีวิตลงในปี 2016 สถาปัตยกรรมยังมีแนวความคิดที่แสดงออกถึงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ก้าวหน้าและมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม มันแสดงออกถึงความสามารถของมนุษย์ที่ออกแบบตึกตามจินตนาการได้และมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยจนสามารถสร้างอาคารขึ้นมาได้อย่างสวยงามและปลอดภัย แต่ก็มีกระแสตอบกลับในทางลบว่าเป็นงานที่รับใช้เผด็จการและระบบทุนนิยมที่แสดงออกถึงความยิ่งใหญ่มากเกินไปเช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมแบบ Brutalism

นอกจากการงานสถาปัตยกรรมที่เรามักจะนึกถึง Zaha Hadid แล้ว โลกอนาคตที่หลายคนคุ้นเคยมักล้วนออกมาจากความคิด และปลายปากกาของเขาทั้งนั้น เขาคือ Syd Mead (Neo-Futurist concept artist ) นักออกแบบโลกอนาคตคนสำคัญในวงการภาพยนตร์ที่ผลงานเกี่ยวกับดิสโทเปียของเขาเป็นที่รู้จักของผู้คนมากมาย อาธิ Blade runner , Star Trek , Tron เป็นต้น แต่ก็มีนักวิจารณ์กล่าวถึงงานของเขาว่าจริงๆ แล้วเป็นแนวคิดแบบยูโทเปียมากกว่า สังเกตจากผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่าง Hi-Tect แต่ไม่ Low-Life ที่ผลงานในภาพยนตร์เป็นดิสโทเปียส่วนมากคืองานของเขาผนวกกับบริบทดิสโทเปียของเรื่องจึงเกิดงานเหล่านั้นขึ้นแทนที่จะเป็นโลกยูโทเปีย ซึ่งแนวคิดแบบโลกอนาคตใหม่ใครๆ ในวงการออกแบบก็ต้องนึกถึงเขาเป็นคนแรก

นักออกแบบฉากรุ่นหลังติดภาพจำจากเขาไปไม่มากก็น้อย เพราะงานของเขาถือเป็นงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุค 70-80 เลยก็ว่าได้ อีกทั้งรูปทรงและเส้นสายอันโฉบเฉี่ยวในงานออกแบบของ Syd Mead ได้แรงบันดาลใจมาจากงานออกแบบสไตล์ Stream Line ที่เฟื่องฟูอยู่ในยุค ค.ศ.1930 ซึ่งในยุคนั้น Stream Line กลายเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและการพัฒนาด้านเทคโนโลยีและสังคม และมีผลถึงขั้นส่งให้สหรัฐอเมริกาผงาดขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการออกแบบของโลกเป็นครั้งแรก

SPOIL ALERT*

สถาปัตยกรรมคุกแห่งเวลา: Time Variance Authority (TVA) 

เปิดเรื่องมาที่โลกิถูกจับในขณะที่เขากำลังขโมยเทรสเซอร์แลคและหนีจากอเวนเจอร์ใน Avengers Endgame (2019) จากนั้นเขาถูกองค์กรที่ชื่อ TVA หรือ Time Variance Authority ที่อ้างว่าตัวเองคือผู้ผดุงความยุติธรรมจับมาและพบว่าเขาผิดข้อหาทำเส้นเวลาแตกออกจากกัน เขามีหน้าที่ตามหาตัวโลกิอีกคนหนึ่งเพื่อความสงบของโลกเพราะโลกิอีกคนนั้นเป็นตัวสุดท้ายที่TVAยังจับไม่ได้และเป็นตัวอันตรายที่อาจทำเส้นเวลาอันศักดิ์สิทธิ์ปั่นป่วน

เมื่อเขาได้เข้ามาที่TVA ก็พบว่าที่นี่เป็นเหมือนศูนย์ราชการข้ามมิติที่ไร้กาลเวลา ภายใต้ความไร้กาลเวลานั้นเราจึงสังเกตได้ว่า TVA มีทั้งอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากอย่างตัวมาสคอตนาฬิกาที่ถูกโปรแกรมมาให้เหมือนเป็น Google ที่มีชีวิต แต่ก็มีความอะนาล็อกมากอย่างพิมพ์ดีด ประกอบเข้าด้วยกัน ทำให้เราไม่สามารถคาดเดายุคสมัยของ TVA ได้

Kasra Farahani นักออกแบบที่ทำภาพ Visual ต่างๆ ให้กับ LOKI เขาเคยทำงานในภาพยนตร์เรื่อง Black Panther, Captain Marvel และ Guardians of the Galaxy 2 งานของเขาคือแปลจินตนาการให้กลายเป็นภาพและโลกที่ตัวละครสามารถมีประสบการณ์ทางอารมณ์ร่วมไปกับฉากได้ เขาได้ออกแบบเมือง TVA ให้มีเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงอำนาจขององค์กรผ่านหุ่นคอนกรีตขนาดยักษ์ที่เหมือนคอยจับตาดูผู้คนอยู่ และการปั้นหุ่นขนาดยักษ์ก็ยังถูกพบเห็นในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ (นานาชาตินิยามว่าเผด็จการลัทธิสตาลินแบบเบ็ดเสร็จ) อย่างเกาหลีเหนืออีกด้วย

Farahani ให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการเบื้องหลังการสร้างโลกของโลกิที่แตกต่างกันนี้ว่า TVA มีพื้นฐานมาจาก Mad Men พบกับ Blade Runner และมันก็พัฒนาไปไกลมากขึ้นเมื่อต้องทำTVAให้เป็นที่ที่ไม่มียุคสมัยหรือไม่สามารถอ้างอิงสมัยได้ ทำให้งานของ Terry Gilliam กลายเป็นแหล่งข้อมูลวิจัยที่สำคัญสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพยนตร์เรื่อง Brazil (1985) เป็นหนังที่น่าทึ่งในการรวมองค์ประกอบแห่งอนาคตและองค์ประกอบในอดีตเข้ากับองค์ประกอบในปัจจุบันเข้าด้วยกัน ทำให้คาดเดายุคไม่ถูกแต่ให้ความรู้สึกเหมือนจริง

นอกจากนี้ TVA ยังมีแรงบันดาลใจมากมายที่นำมาจากการออกแบบอาคารและสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เขาเติบโตมาบนชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐอเมริกาในแคลิฟอร์เนียตอนใต้ ที่นั่นเป็นพื้นที่ที่มีความเจริญทางสถาปัตยกรรมอย่างมาก และประกอบกับจำนวนประชากรที่เฟื่องฟูในยุคหลังสงคราม ทำให้ในเมืองมีสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในช่วงกลางศตวรรษมากมาย รวมไปถึงโรงเรียนที่เขาเข้าเรียน ที่ทำการไปรษณีย์ ล้วนมีสถาปัตยกรรมคอนกรีตที่เรียบง่าย เขาจึงได้ผสมผสานสิ่งนั้นเข้ากับสถาปัตยกรรม Brutalist จนกลายมาเป็นฉากในเรื่องอย่างที่เราเห็นกัน

ห้องที่โลกิเข้ามาเป็นห้องแรกถือเป็นสถาปัตยกรรมภายในที่ทำให้คนดูตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริงคือ Breuer Building ที่ออกแบบโดย Marcel Breuer สถาปนิกชาวฮังการี ให้ความหมายเหมือนมีสายตานับร้อยคอยจับจ้องผู้กระทำความผิดอยู่ตลอดเวลา ถือเป็นจิตวิทยาอย่างหนึ่งของ TVA ที่สร้างความกดดันแก่โลกิและผู้กระทำความผิดคนอื่นๆ (ในเรื่องจะเรียกเหล่าผู้กระทำความผิดว่าเน็กซัส) แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาคารนี้มีการใช้งานเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะอเมริกัน Whitney ในนิวยอร์ก

ภายนอกอาคารดูอึมครึม หนักอึ้ง และถึงกับเป็นสถาปัตยกรรมที่โหดร้ายเมื่อสร้างเสร็จในปี 1966 และนักวิจารณ์กล่าวว่าเหมือนสถาปัตยกรรมของบาบิโลนที่กลับหัวกลับหาง ซึ่งในปัจจุบันอาคารของ Breuer ได้รับการยอมรับว่าเป็นอาคารที่กล้าหาญ แข็งแกร่ง และสร้างสรรค์ ถือได้ว่าเป็นอาคารที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของนครนิวยอร์ก

งานของ Syd Mead ก็เป็นส่วนหนึ่งของ John Portman ผู้ออกแบบตึกที่ใช้ถ่ายทำภายนอกเป็นTVA ทั้งคู่เป็นคนGenerationเดียวกันทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการเกิดสถาปัตยกรรมในลักษณะโลกอนาคตขึ้น อาคารที่เห็นไม่ใช่ CG ทั้งหมด แต่เป็นโรงแรมที่มีชื่อว่า Marriott Marquis ในแอตแลนตา และยังเป็นสถานที่ถ่ายภาพยนตร์เรื่องอื่นนอกจากโลกิ เช่น Mission Impossible lll

เป็นโรงแรมที่ปฏิเสธวิวภายนอก แต่กลับหันระเบียงเข้ามาที่ภายในอาคารแทน เป็นงานที่ไม่ได้ปฏิสัมพันธ์กับตึกรอบข้างและดูไม่เป็นมิตรเท่าไหร่ รูปลักษณ์คล้ายกับภายในร่างกายของมนุษย์ที่มีคอร์ลิฟต์เป็นกระดูกสันหลังและระเบียงเหมือนโครงกระดูก

ด้วยความเป็น Brutalism มีคอนกรีตที่หนาและสูงใหญ่ แต่กลับไม่ได้รู้สึกถึงความเก่าและหมดสมัยไป หากยังคงรู้สึกทันสมัยเหมือนกับโลกอนาคตทั้งๆ ที่ปัจจุบันตัวเราก็ได้มาถึงอนาคตที่สถาปนิกคาดการณ์ไว้แล้ว จึงกล่าวได้ว่าตึกนี้คืออนาคตของอนาคตก็ว่าได้

การผสมผสานทั้งเก่าและใหม่ทำให้เกิดเป็นสถานที่ในภาพยนตร์ขึ้นมา ต้องยอมรับว่าผู้ออกแบบตีโจทย์แตกและเป็นที่พึงพอใจของเหล่าแฟนหนังที่รักโลกิเป็นอย่างมาก มีวรรคหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรใหม่ภายใต้ดวงอาทิตย์  เพราะสิ่งใดที่มีอยู่แล้วก็จะมีขึ้นอีก สิ่งที่ทำกันแล้วคือสิ่งที่จะต้องทำกันอีก เหมือนกับกระแสนิยมของสถาปัตยกรรมที่วนไปวนมาไม่รู้จับ คำว่าอนาคตในปัจจุบันก็ยังไม่ใช่อนาคตจริงๆ เสมอไป กาลเวลาจึงทำหน้าที่สะท้อนเนื้อเรื่องและสถาปัตยกรรมออกมาได้อย่างดีเยี่ยมในซีรีส์เรื่องนี้ นอกจากนั้นยังมีปรัชญาทางการเมืองและสังคมซ่อนอยู่ในTVA หน่วยงานที่รักษาเส้นเวลาอันศักดิ์สิทธิ แต่ใครล่ะที่ตัดสินความถูกต้องว่าเส้นเวลานั้นไม่ควรถูกเปลี่ยนแปลง การที่บ้านเมืองสงบทำให้โลกิในหลากเส้นเวลาขาด Free will คือเจตจำนงเสรีที่มนุษย์หรือเทพควรจะมี ทำให้เกิดการระเบิดของเวลาขึ้นในตอนจบ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าขบคิดเป็นอย่างมากว่าอะไรสำคัญกว่ากันระหว่าง ความสงบของโลก หรืออิสระภาพที่ประชาชนควรจะได้รับ

ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก
https://www.flickr.com/photos/mustafakasapoglu/39406312392
https://www.wurkon.com/blog/186-syd-mead
http://hiddenarchitecture.net/atlanta-marriott-marquis-hote/
https://www.theartnewspaper.com/interview/loki-s-production-designer-on-the-modernist-inspiration-behind-the-show-s-stunning-visuals
https://www.lofficielsingapore.com/Culture/loki-series-brutalist-architecture-time-variance-authority
https://www.hotelmanagement.net/design/remembering-architect-john-portman-s-life-achievements-and-hotels
https://www.news18.com/news/movies/loki-production-designer-kasra-farahani-on-creating-the-many-worlds-challenging-but-a-dream-job-3951581.html

Writer
Prawpisut Tiangphonkrang

Prawpisut Tiangphonkrang

นักศึกษาสถาปัตยกรรม ที่เชื่อว่าการออกแบบเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องบนโลกใบนี้

FLAC ระบบหลังคาแบนสำเร็จรูป (Flat Roof) สำหรับบ้านโมเดิร์นเมืองไทย

FLAC
ระบบหลังคาแบนสำเร็จรูป (Flat Roof) สำหรับบ้านโมเดิร์นเมืองไทย

สำหรับสถาปัตยกรรมในแบบโมเดิร์น ใจความสำคัญของงานออกแบบอยู่ที่รูปลักษณ์เส้นตรงเรียบเฉียบที่ตอบกับแนวคิดในเรื่องอรรถประโยชน์ที่เน้นฟังก์ชันให้มากที่สุด การตกแต่งให้น้อยที่สุด เช่นนั้นเอง หลังคาแบนราบที่เป็นเอกลักษณ์ของงานโมเดิร์นจึงเป็นอีกลายเซ็นหลักของงานสถาปัตยกรรม และที่สำคัญคือ ฟังก์ชันการใช้งานจริงจะต้องตอบกับบริบทภูมิอากาศแบบเมืองไทยด้วย

FLAC มาจากชื่อเต็ม Flachdach ภาษาเยอรมันที่แปลตรงตัวว่า หลังคาแบน FLAC จึงเป็นแบรนด์งานระบบหลังคาที่ต้องการคิดค้น พัฒนา และนำเสนอโซลูชั่นของงานหลังคาแบน หรือ Flat Roof ให้ตอบกับบริบทรอบด้านทั้งจากฟากฝั่งผู้ผลิต ผู้ติดตั้งที่ทำงานหน้างาน และผู้ใช้งานที่ต้องอยู่ใต้ร่มหลังคาแห่งนี้ไปตลอดการอยู่อาศัย