ARCHITECTURE DESIGN

5 เบื้องหลังตึกระฟ้าที่เป็นไอคอนของเมือง New York City ยุค 90s

ตึกระฟ้า คือตัวแทนของสภาพเศรษฐกิจเชิงพื้นที่จำเพาะ สัญลักษณ์ของอำนาจเงินทุนธุรกิจแห่งเมืองใหญ่ ซึ่งก็ล้วนเกิดขึ้นจากการพัฒนาเทคนิควิศวกรรมก่อสร้าง ภูมิความรู้ของสถาปนิกนักออกแบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ เป็นส่วนประกอบชิ้นสำคัญในการขึ้นโครงร่างอาคาร  มาถึงยุคปัจจุบันที่มนุษย์ยังคงแข่งขันกันสร้างตึกที่สูงที่สุดในโลกกันอย่างไม่ลดละ เราเลยอยากจะพาคุณลองย้อนกลับไปดูไอคอนอาคารสูงในอดีต ตึกระฟ้าที่เคยเป็นไอคอนสุดคลาสสิคที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักความลับเบื้องหลังกันดีกว่า

1902 Flatiron Building

flatiron

หนึ่งในอาคารสุดคลาสสิคที่ยังได้รับความนิยมเป็นนายแบบถ่ายรูปอยู่เสมอประจำเมือง  New York City ผลงานการออกแบบของ Daniel Burnham อาคารโครงสร้างเหล็กทรง 3 เหลี่ยมบนจุดตัด 4 แยกระหว่างถนน 5th Ave. / Broadway ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์  Beaux -Arts  (โบซาร์-อาร์ต) นีโอคลาสสิกหรือวิจิตรศิลป์ที่แพร่หลายจากกรุงปารีสมาสู่อเมริกา  การปรากฏตัวขึ้นของ  Flatiron Building  จึงทำให้บรรยากาศย่าน  Manhattan เริ่มเจือปนกลิ่นไอสถาปัตยกรรมแบบยุโรปแก่อาคารโดยรอบเข้าไปแบบไม่รู้ตัว

 

1913 – Woolworth Building 

woolworth_building

นวัตกรรมตึกระฟ้าประจำปี  1913  ที่ยังคงสง่างามอยู่บนเส้นขอบฟ้าของมหานครนิวยอร์กจนถึงปัจจุบัน อาคารโครงสร้างเหล็กที่ถูกห่อหุ้มด้วยการตกแต่งสไตล์ย้อยยุคที่เคยถูกขนานนามว่า “Cathedral of Commerce.” หรือถ้าลองแปลเป็นไทยน่าจะใกล้เคียงกับคำว่า ” วิหารแห่งการพาณิชย์ ” อาคารที่เคยทำหน้าที่เป็นอนุสรณ์สถานสื่อแทนความรุ่งเรื่องของสภาพเศรษฐกิจในเมือง New York City  ด้วยโครงสร้างสูง 241.4 เมตร  60 ชั้น ขึ้นทำเนียบอาคารที่สูงที่สุดในโลกช่วงต้นยุค 90s

1930 – Chrysler Building

lossy-page1-721px-chrysler_building_new_york_4a25712a-tif

น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตากันมาบ้างสำหรับอาคารสูง Chrysler ออกแบบโดย William Van Alen  ที่มักจะปรากฏตัวให้เราได้เห็นเป็นฉากหลังในภาพยนตร์ระดับ Hollywood อยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่หนังเรื่อง Armageddon , Fantastic Four ,Men in Black 3 ,  ‘The Avengers’  และอื่น ๆ อีกมากมาย จนถูกจันอับดับให้เป็นใน  Most Popular Film Locations ประจำเมือง  New York City  อาคารสูง Chrysler เคยครองตำแหน่งตึกที่สูงที่สุดในโลกเมื่อปี 1931 อยู่นาน 11 เดือน  ก่อนที่จะเสียแชมป์ให้กับ Empire State มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่นมองเห็นมาแต่ไกลด้วยสไตล์ Art Deco ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากกระแสการออกแบบรถยนต์ของบริษัทผลิตยานยนต์  automobiles Chrysler ในยุคนั้น

1958-Seagram Building

via375parkavenue

อาคารสูง 38 ชั้นบนถนน Park Avenue ใจกลางเมือง New York City ผลงานการออกแบบตึกสูงครั้งแรกของ Mies Van der Rohe บิดาแห่งความมินิมอล สิ่งที่เค้าตั้งใจออกแบบให้กับ Seagram Building ไม่ใช่เพียงแค่โครงสร้างอาคารที่เลือกใช้เหล็ก กระจก และคอนกรีต ในรายละเอียดรอยต่อวัสดุสุดประณีตที่ดูเรียบง่ายและงดงามเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงการเว้นระยะ  set back ยาว 100 ฟุตจากขอบถนน (30 เมตร ) เพื่อสร้างพื้นที่เปิดเป็นลานกว้างขนาดใหญ่  เพื่อเป็นพื้นที่ส่วนรวมรองรับการใช้งานของผู้คนจำนวนมากภายในตึก ในเวลาเร่งด่วนที่ต้องเข้า- ออกในอาคารพร้อมกัน (เข้างาน – เลิกงาน ) จะได้มีพื้นที่ยืนรอ สัญจร ลดความรู้สึกอึดอัดภายในอาคาร ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบแนวคิดสำคัญในการเว้นพื้นที่ว่างด้านหน้า หรือการสร้างลานกว้างสาธารณะ (Open Space)  สำหรับตึกสูงหรือมาจนถึงปัจจุบัน

 

1984 – PPG Place
ppg_place

ออกแบบโดยคู่หู Philip Johnson and John Burgee ผสมผสานแนวความคิดออฟฟิศสมัยใหม่เข้ากับสไตล์ neo-gothic แบ่งเสาโครงสร้างหลัก 6 ต้นที่รอบนอกเป็นส่วนประดับอาคารไปในตัว  เป็นกลุ่มอาคาร  3 ก้อนสูง 40 ชั้น , 14 ชั้น และ 6 ชั้นตามลำดับ ไล่ระดับความสูงจากกลุ่มอาคารโดยรอบขึ้นไปเพื่อความกลมกลืนกับบริบทรอบข้าง เลือกใช้วัสดุโครงสร้างปิดผิว – แผ่นกระจกใหญ่ที่ให้สีสันใกล้เคียงกับอาคารสูงรอบข้าง เพียงแต่ออกแบบให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มองดูแล้วก็คล้ายจะเป็นอนุสาวรีย์แห่ง postmodernism  แห่งใหม่ในเมือง New York City

เนื้อหาและรูปภาพ

www.archdaily.com

Comments

comments

0 comments on “5 เบื้องหลังตึกระฟ้าที่เป็นไอคอนของเมือง New York City ยุค 90s

Leave a Reply

%d bloggers like this: