DESIGN DVIEW

HONEYFUL CAFÉ ความลื่นไหลและเบาสบายจากน้ำผึ้ง สู่แรงบันดาลใจในการออกแบบ

Owner : ญัฐวรรณ ศุภพงษ์
Designer: คุณปราโมทย์ กิจคณาศิริ คุณนนทัช ขันธรูป คุณธีรชัย ลิมป์ไพฑูรย์ และคุณญัฐวรรณ ศุภพงษ์

Location: สุขุมวิท 24 ,กรุงเทพฯ
Photographer: จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์

‘น้ำผึ้ง’
คงเป็นตัวแทนของความหวานที่หลายๆคนจดจำและนึกถึงรสชาติของมันได้ดี แต่อาจจะยังไม่รู้ถึงเรื่องราวและความเป็นมาของน้ำผึ้ง  ด้วยความชื่นชอบและหลงใหลในวัตถุดิบจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้งนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ คุณยุ้ย ญัฐวรรณ ศุภพงษ์ ตัดสินใจเปิด Honeyful café คาเฟ่สเปเชียลที่น้ำผึ้ง เพื่อนำเสนอเรื่องราวของน้ำผึ้งที่ตนเองชื่นชอบ ผ่านเมนูอาหารและการออกแบบตัวร้านคาเฟ่ให้คนทั่วไปได้รู้จักน้ำผึ้งด้วยประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากที่เคยเป็น


จุดเริ่มต้นความจากชอบสู่คาเฟ่สเปเชียลที่น้ำผึ้ง

คุณยุ้ยเองเริ่มต้นความชื่นชอบในตัวของน้ำผึ้งจากทริปดูการเก็บน้ำผึ้งป่าที่ The cloud จัดขึ้น ทำให้คุณยุ้ยได้เรียนรู้วิธีการเก็บน้ำผึ้งตามธรรมชาติและได้รู้เรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับน้ำผึ้งมากมาย จนเริ่มต้นความคิดที่จะนำน้ำผึ้งมาต่อยอดเป็นธุรกิจและบอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ ให้คนได้รู้มากขึ้น หลังจากทริปนี้ คุณยุ้ยก็หาข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อยๆ และเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของน้ำผึ้งจากหลากหลายพื้นที่


ซึ่งคุณยุ้ยเองบอกกับเราว่า “โจทย์ของการที่จะทำคาเฟ่ตรงนี้ คือทำยังไงให้มันน่าสนใจและแตกต่าง อย่างถ้าเรามีน้ำผึ้งให้ลองชิมหลายๆ แบบ คนที่เข้ามาก็อาจจะรับรู้ว่าน้ำผึ้งแต่ละแบบมันไม่เหมือนกันนะ แต่มันไม่มีอะไรประทับใจกลับมาหลังจากนั้น แล้วตัวเราเองเคยเรียนกอร์ดองเบลอมาก่อน และก็เป็นคนชอบทำอาหารอยู่แล้ว และเรามองว่าส่วนใหญ่ทุกคนก็เคยกินน้ำผึ้งมาแล้ว แต่คนที่กินน้ำผึ้งเพียวๆ จะน้อย จะกินเป็นส่วนประกอบมากกว่า เราก็เลยทำให้น้ำผึ้งเป็นตัวเด่นเป็นพระเอกแต่เราหาอย่างอื่นที่มันกินแล้วเข้ากันหรือเป็นตัวกลางที่จะทำให้น้ำผึ้งมันสามารถโชว์คาแรคเตอร์ของตัวเองขึ้นมาได้”

กลมกลืนและไม่ขัดแย้ง’ การออกแบบคาเฟ่ใหม่จากข้อจำกัดเดิมของพื้นที่
เมื่อมองจากภายนอก เราจะเห็นร้านกลมกลืนไปกับบรรยากาศโดยรอบไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือบรรยากาศของต้นไม้ที่ร่มรื่น ซึ่งพื้นที่คาเฟ่แห่งนี้ตั้งอยู่ในพื้นที่ของโรงแรมอริสตัน ซึ่งเดิมก็เป็นคาเฟ่ของทางโรงแรมมาก่อน จึงมีข้อจำกัดของพื้นที่เดิมค่อนข้างเยอะและถือว่าเป็นโจทย์หลักๆ ของการออกแบบเลยก็ว่าได้  ซึ่งข้อจำกัดแรกก็จะเป็นเรื่องความสูง เนื่องจากอยู่หน้าบริเวณโรงแรม จึงมีข้อกำหนดไม่ให้สร้างร้านที่สูงมาก เนื่องจากจะบดบังบริเวณทางเข้าของโรงแรม ประกอบกับมีสถาปัตยกรรมเดิมของโรงแรมที่สไตล์ค่อนข้างแตกต่างกัน ซึ่งคุณยุ้ยบอกเราว่านั่นก็ถือเป็นอีกโจทย์หนึ่งที่ทำให้ต้องมาคิดว่าจะทำยังไงให้สามารถอยู่ด้วยกันได้กับตัวโรงแรม และไม่เกิดความรู้สึกขัดแย้งกันจนเกินไป บริเวณภายนอกจึงออกแบบโดยใช้สีที่ค่อนข้างเข้ม เพราะถ้าเป็นสีอื่นที่ดูแตกต่างกันจนเกินไปก็จะยิ่งทำให้ดูขัดสายตามากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดเรื่องโครงสร้าง ซึ่งตัวร้านต้องใช้เสากับคานที่เป็นโครงสร้างเดิม และร้านก็ค่อนข้างจะมีขนาดของพื้นที่ที่จำกัด คุณยุ้ยและทีมผู้ออกแบบซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนๆของคุณยุ้ยเอง จึงเลือกออกแบบภายในโดยเลือกใช้ไม้สีเดียวกันทั้งหมดเพื่อหลอกตา สร้างพื้นที่ที่มีความต่อเนื่องกัน ช่วยทำให้ร้านดูกว้างขึ้น 

อีกหนึ่งข้อจำกัดจากพื้นที่เดิม ที่เราเห็นบริเวณต้นปาล์มขนาดใหญ่ที่ถูกล้อมด้วยกระจกนั้น คุณยุ้ยก็เล่าให้เราฟังว่า ในขั้นตอนของการออกแบบพยายามทำให้ต้นไม้ต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ในร้านและรู้สึกมีความต่อเนื่องระหว่างข้างนอกและข้างใน  และอยากให้พื้นที่ภายในร้านมีความเปิดโล่งมากที่สุด จึงออกแบบโดยใช้กระจกมาล้อม แต่ความยากคือ ด้วยความที่คุณยุ้ยต้องการให้ร้านดูโปร่ง โล่ง จึงออกแบบเพดานให้สูงขึ้น หลังคาจึงเป็นทรงสโลป ประกอบกับตัวกระจกที่ล้อมบริเวณต้นปาล์มก็เป็นทรงโค้งทำให้บริเวณนี้ถือเป็นอีกหนึ่งส่วนที่ยากที่สุดในการออกแบบร้าน แต่ก็ถือเป็นโจทย์สำคัญที่คุณยุ้ยตั้งใจจะเก็บต้นปาล์มนี้ไว้ตั้งแต่แรก

ความรู้สึกอบอุ่นจากการรับประทานน้ำผึ้งสู่ตัวสถาปัตยกรรม
ถ้าพูดถึงน้ำผึ้ง เราคงนึกถึงความเข้มข้น ลื่นไหล และรสชาติความหวานของมัน เช่นเดียวกับคุณยุ้ยซึ่งมองว่าน้ำผึ้งเป็นอาหารตามธรรมชาติและให้ความรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้ลิ้มรสชาติ  ทำให้การออกแบบพื้นที่ร้านนั้น เน้นความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบายตา และให้ความรู้สึกอบอุ่นเช่นเดียวกับเวลาที่เราได้รับประทานน้ำผึ้งนั่นเอง


นอกจากนี้คุณยุ้ยเองยังมองว่า น้ำผึ้งนั้นเป็นอาหารที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลก การตกแต่งภายในจึงไม่ต้องการเฉพาะเจาะจงมากว่าจะเป็นแบบตะวันออกหรือตะวันตก เป็นแบบสแกนดิเนเวียนหรือจะมินิมอลแบบญี่ปุ่น แต่เป็นการผสมผสาน หยิบนิดผสมหน่อย ตามความชื่นชอบของคุณยุ้ยแต่ก็ยังอยู่ในกรอบของบรรยากาศที่ต้องการให้โปร่ง โล่งและอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน


คุณยุ้ยยังอธิบายเพิ่มเติมให้เราฟังด้วยว่า “จากการที่เราไปดูร้านน้ำผึ้งมาหลายร้าน ส่วนใหญ่จะใช้สีดำกับสีเหลือง เพราะว่ามันเป็นสีของผึ้งมันก็ง่ายต่อการทำความเข้าใจ แต่พอเราอยากทำแบรนด์ให้มันต่าง วิธีการนำเสนอของเราก็ไม่อยากให้เหมือนกับที่อื่น และเราก็อยากทำให้คนรู้สึกว่ามันไม่ใช่ร้านน้ำผึ้งทั่วไป” จากแนวความตั้งใจที่จะไม่ใช้สีเหลือง ดำ ในการออกแบบ และไม่ใช้องค์ประกอบหกเหลี่ยมที่เป็นสัญลักษณ์ของผึ้งที่เรามักจะเห็นบ่อยๆ มาใช้มากจนเกินไป ภายในร้านเราจึงเห็นพื้นที่บางส่วน อย่างเช่น พื้น ที่มีดีเทลหกเหลี่ยมเข้ามาเป็นองค์ประกอบ ซึ่งคุณยุ้ยก็เลือกใช้ในปริมาณที่พอเหมาะเนื่องจากถ้านำมาใช้มากเกินไป จะทำให้เกิดแพทเทิร์นที่จำเจ และทำให้ร้านดูน่าเบื่อได้


ส่วนตัวกระจกบริเวณหน้าร้าน ก็เป็นความตั้งใจของคุณยุ้ยมาตั้งแต่แรกที่อยากให้พื้นที่หน้าร้านมีความโปร่งมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วัสดุที่เลือกใช้จึงเป็นกระจกทั้งหมด ซึ่งอย่างนึงที่คุณยุ้ยอยากให้คนรู้สึกเมื่อเข้ามาบริเวณร้านนี้คือเป็นเสมือนบ้าน จึงอยากจะรักษารูปทรงจั่วแบบบ้านเอาไว้ และด้านในก็อยากให้มีความรู้สึกสบายๆ ลื่นไหล จึงเลือกใช้ทรงโค้ง แต่ความยากในการทำงานกับกระจกก็คงหนีไม่พ้นเรื่องโครงสร้าง ข้อจำกัดของกระจกจึงไม่สามารถทำให้เป็นทรงโค้งขนาดนั้นได้ จึงเกิดเป็นทรงเหลี่ยมอย่างที่เราเห็นกัน แต่แก้ปัญหาโดยการมีเส้นนำสายตาอย่างโคมไฟภายในร้านที่เมื่อมองไป จะช่วยหลอกตาทำให้มองเห็นกระจกเป็นทรงโค้งมากขึ้น


การออกแบบที่คำนึงถึงประสบการณ์ของผู้ใช้งาน
นอกจากการออกแบบที่เป็นรูปลักษณ์ภายนอกที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศและความสวยงามแล้ว คุณยุ้ยเองยังมองถึงกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นภายในร้านด้วย ซึ่งคุณยุ้ยเองเล่าว่า “ตัวยุ้ยเอง เราไม่ได้จบทางสถาปัตยกรรมมาแต่เราจะนึกถึงเรื่องของ users experience เป็นหลัก เราก็คิดว่าลูกค้าน่าจะมีหลายแบบ บางคนอาจจะอยากจะนั่งคุยกับเพื่อน บางคนอาจจะอยากนั่งบาร์ และบางคนอาจจะอยากนั่งทำงาน ภายในร้านเราจึงมีโต๊ะเก้าอี้หลายๆ แบบให้ลูกค้าได้เลือกใช้”


อีกส่วนภายในร้านที่เราจะเห็นระดับพื้นที่ที่ต่างกัน ก็เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่คุณยุ้ยตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเช่นเดียวกัน ซึ่งคุณยุ้ยเองมองว่า ในเมื่อทำบริเวณด้านหน้าร้านให้มีความโปร่งแล้วก็สบายแล้ว จึงอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นเหมือน ‘ห้องนั่งเล่น’ และมีการใช้งานที่ค่อนข้างหลากหลาย ก็เลยเลือกที่จะลดระดับของพื้นลงไปเพื่อแบ่งสัดส่วนและโซนของพื้นที่ให้ชัดเจนมากขึ้น


นอกจากนั้นภายในร้านเราจะเห็นเคาน์เตอร์ชั้นวาง เป็นโซนแยกเล็กๆ ที่มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับน้ำผึ้งขายด้วย ซึ่งผลิตภัณฑ์เหล่านี้ก็เกิดจากการแก้ปัญหาการใช้งานที่คุณยุ้ยพบเจอ อย่างเช่นการเลือกขวดน้ำผึ้งแบบที่สะดวกต่อการใช้งาน เนื่องจากการใช้งานจากขวดน้ำผึ้งปกติจะค่อนข้างลำบากและเลอะเทอะ นอกจากนั้นยังมีสกินแคร์ที่ผลิตจากน้ำผึ้ง ซึ่งในผลิตภัณฑ์ทุกตัวที่วางขาย คุณยุ้ยก็ได้ทดลองกับตัวเองแล้วได้ผลค่อนข้างดีทีเดียว จึงถือว่ามีสินค้าให้เราได้เลือกครบถ้วนเลยทีเดียว


เมนูอาหารและเครื่องดื่มจากน้ำผึ้งธรรมชาติ
เมื่อเห็นชื่อ Honeyful café แน่นอนว่าเมนูอาหารภายในร้านก็ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมมาจากน้ำผึ้งทั้งสิ้น แต่เมนูก็จะค่อนข้างมีความหลากหลาย โดยจะมีทั้งส่วนที่เป็นขนม และส่วนของเครื่องดื่ม ซึ่งแต่ละเมนูก็จะเน้นเป็นเมนูที่ดีต่อสุขภาพ เนื่องจากการศึกษาข้อมูลของคุณยุ้ยเอง พบว่าน้ำผึ้งมีประโยชน์และสรรพคุณที่ดีต่อสุขภาพมากมายที่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ อย่างเช่น เป็นยาระบายอ่อนๆ หรือเป็นตัวช่วยที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ ซึ่งในการที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อาจจะต้องกินน้ำผึ้งในปริมาณมาก คุณยุ้ยจึงแก้ปัญหาด้วยการคิดค้นเมนูที่สามารถเสิร์ฟน้ำผึ้งพร้อมด้วยอาหารที่มีฤทธิ์ไปในทางเดียวกัน เพื่อช่วยให้การรับประทานได้รสชาติที่อร่อย และยังดีต่อสุขภาพได้อีกด้วย  

ซึ่งเวลาเสิร์ฟคุณยุ้ยยังมีแนวคิดที่มีช้อนน้ำผึ้งแยกไปให้ด้วย เพื่อที่คนชิมจะได้รู้ว่าน้ำผึ้งมีรสชาติแบบไหน และเมื่อกินกับอาหารหรือเครื่องดื่มชนิดนั้นๆ มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง ผสมกันแล้วเป็นอย่างไร เพราะถ้าเสิร์ฟแต่เครื่องดื่ม เราก็จะกินผสมๆ กันไปหมด โดยที่ไม่รู้ว่ารสชาติที่แท้จริงของน้ำผึ้งนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งภายในร้านก็มีเมนูที่น่าสนใจให้เลือกมากมาย อย่างเช่น

Honeyful Honey
ถือเป็นเมนู signature ของทางร้าน ซึ่งเป็นน้ำผึ้งชนิดที่ถือเป็นไอเดียที่ทำให้คุณยุ้ยอยากจะทำร้านนี้ขึ้นมาเนื่องจากไม่เคยพบเจอน้ำผึ้งที่รสชาติอร่อยขนาดนี้มาก่อน จึงลองนำมาจับคู่กับนมแอลมอนด์ เมนูนี้จึงมีเน้นเรื่องของแคลเซียม สำหรับช่วยเรื่องผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์และผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องการแคลเซียมค่อนข้างมาก และยังลดความดันโลหิตได้อีกด้วย (ราคา 185 บาท)


Apple blossom honey
อีกหนึ่งเมนูที่ได้รับความนิยม จะใช้น้ำผึ้งแอปเปิ้ลจากญี่ปุ่นผสมกับ apple cider vinegar ที่มีกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนั้นน้ำแอปเปิ้ลที่นี่ยังคั้นสด ซึ่งคุณยุ้ยแนะนำให้รับประทานภายใน 30 นาที จะทำให้ได้สารอาหารครบถ้วนมากที่สุด (ราคา 195 บาท)


Manuka latte  
เมนูน้ำผึ้ง manuka ที่มีความหอมคาราเมลในตอนท้ายเมื่อกินกับกาแฟแล้วจะทำให้เข้ากันเป็นอย่างดี ซึ่งน้ำผึ้ง manuka จะเป็นน้ำผึ้งจากออสเตรเลีย ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในน้ำผึ้งที่ดังและมีราคาแพงที่สุดในโลก และยังขึ้นชื่อเรื่องคุณสมบัติทางการแพทย์อีกด้วย (ราคา 160 บาท)


Yuzu Inspired cheese cake
  จากช่วงเวลาที่คุณยุ้ยหัดทำชีสเค้ก ประกอบกับความชอบ Yuzu เนื่องจากชื่นชอบในความสดชื่นหลังจากที่ได้รับประทาน จึงคิดค้นเมนูนี้ขึ้นมาโดยนำทั้งสองสิ่งมาผสมผสานกัน ซึ่งคุณยุ้ยเองใช้เวลาในการพัฒนาสูตรชีสเค้กนี้ให้มีความเบาและน้ำตาลน้อยถึง 4 ปีเลยทีเดียว (ราคา 150 บาท/ชิ้น และ 890/ก้อน )


Square Puff Pastries / strawberry & raspberry Honey jam พัฟกรอบนอกนุ่มใน พร้อมกับแยมราสเบอรรี่ที่ทางร้านทำเองโดยใช้ความหวานจากน้ำผึ้งแทนน้ำตาล (ราคา 75 บาท)


สำหรับคุณแล้ว น้ำผึ้งหมายถึงอะไร? คำถามตั้งต้นที่ทำให้คุณยุ้ยตั้งชื่อร้านว่า Honeyful Cafe โดยตั้งใจเพิ่มคำว่า Ful เข้าไปเพื่อเล่นคำและขยายความคำว่า Honey ให้น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งสำหรับคุณยุ้ยแล้วน้ำผึ้งไม่ได้เป็นเพียงแค่อาหารชนิดหนึ่ง แต่ยังหมายถึงวิถีชีวิต การอยู่แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างคน สัตว์ และธรรมชาติ ซึ่งคุณยุ้ยได้พบกับความมหัศจรรย์ของน้ำผึ้งจากการเดินทางไปในที่แปลกใหม่มากมาย การเปิดใจเรียนรู้จากคนในท้องถิ่น ถือเป็นประสบการณ์อันแสนพิเศษที่รอการแลกเปลี่ยนจากผู้ที่เข้ามาใช้บริการนั่นเอง ซึ่งหากใครสนใจ แนะนำให้ไปใช้บริการสักครั้ง รับรองว่าต้องติดใจทั้งเมนูอาหาร เครื่องดื่ม และบรรยากาศอบอุ่น ที่ชวนให้ต้องมาอีกครั้งอย่างแน่นอน



Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

0 comments on “HONEYFUL CAFÉ ความลื่นไหลและเบาสบายจากน้ำผึ้ง สู่แรงบันดาลใจในการออกแบบ

Leave a Reply

%d bloggers like this: