Location: โครงการมหาทุน พลาซ่า ถนนเพลินจิต
Designer: Be Gray Bangkok
Owner: มนต์ทิพย์ พิทยธนากุล
Story: เสาวภัคย์ อัยสานนท์
Photographer: จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์

จาก Calm Spa สาขาอารีย์ ที่ Be Gray ได้เคยออกแบบไว้ ภายใต้คอนเซ็ปต์รีสอร์ทสปาที่สร้างประสบการณ์พักผ่อนชวนผ่อนคลายให้แก่แขกผู้มาใช้บริการ ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 7 หรือ 7 senses ซึ่งประกอบด้วย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ร่างกาย และจิตใจ แนวคิดเหล่านั้นถูกส่งต่อมายังสาขาใหม่ที่เป็นสาขาที่ 2 ของ Calm Spa โดยเปิดให้บริการแล้วอยู่ในโครงการมหาทุน พลาซ่า ถนนเพลินจิต เพื่อให้คนเมืองมีโอกาสเข้าถึงการบริการของสปาได้ง่ายขึ้น

เดินจากบีทีเอสเพลินจิตมาแค่ 1-2 นาที ก็ถึงหมุดหมายแห่งการพักผ่อนที่ Calm Spa สาขาเพลินจิต เมื่อเดินเข้าไปด้านใน เราก็สัมผัสได้ถึงทุกตารางนิ้วของร้านที่อบอวลด้วยกลิ่นหอมสดชื่น พร้อมกับทำนองเพลงคลอเบาๆ ชวนผ่อนคลายจนทำให้เราอยากทิ้งชีวิตที่วุ่นวายเอาไว้ข้างนอกร้านสักพัก

คุณจอย-มนต์ทิพย์ พิทยธนากุล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Calm Spa Thailand เล่าเท้าความถึงที่มาที่ไปของร้านให้เราฟังว่า “Calm Spa นี้ก็ต่อยอดมาจากที่อารีย์ แต่ด้วยความที่อารีย์อาจจะไกลศูนย์กลางของเมืองไปสักหน่อย แล้วเราก็ได้รับข้อเรียกร้องจากแขกที่เดินทางไปไม่ไหว เราเลยคิดว่า ถ้าเกิดเราได้ร้านที่อยู่ในเมือง สำหรับคนที่ไม่สะดวกไปสาขาอารีย์ ก็น่าจะเดินทางมาง่ายขึ้น ซึ่งพอดีกับคนที่เป็นผู้ร่วมก่อตั้งของร้าน เขามีร้าน Bar Storia del Caffe ที่เพลินจิตอยู่แล้ว เราเลยเปลี่ยนชั้น 2 ของร้านที่เคยเป็นร้านอาหารให้กลายเป็นสปา”


พื้นที่ชาร์จพลังกายและใจ

“เราอยากให้ Calm Spa เป็นพื้นที่ที่แขกได้ ‘Grain Energy’ เพราะเราเครียดมามากแล้ว แต่กลับไม่ค่อยมีสถานที่ให้หลบไปพักผ่อน เราอยากมีพื้นที่ๆ มีต้นไม้ อากาศเย็น นั่งแล้วชิลล์ได้ คนเราสรรหาการบำบัดจากธรรมชาติอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นต่อให้อยู่ในเมือง เราก็ไม่อยากทิ้งคอนเซ็ปต์ของความเป็นต้นไม้”

สปาใจกลางเมืองแห่งนี้ จึงนำเอาต้นไม้เข้ามาตกแต่งตามมุมต่างๆ ผสมผสานกับการเลือกใช้สีเอิร์ธโทน (Earth Tone) เพื่อแสดงถึงความงดงามของธรรมชาติที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและเติมพลัง

เนื่องจากเป็นการรีโนเวตปรับเปลี่ยนโครงสร้างของอาคารใหม่ ทำให้ขั้นตอนการออกแบบของสาขาเพลินจิตค่อนข้างมีข้อจำกัด แตกต่างจากสาขาอารีย์ที่สามารถริเริ่มสร้างทุกอย่างขึ้นใหม่ได้เอง

“สเปซของสาขาอารีย์เคยเป็นพื้นดินเปล่ามาก่อนแล้วสร้างเองใหม่ทั้งหมด มันเลยทำให้เราใช้สิ่งที่เรามีได้เต็มที่ ทั้งไอเดีย โถง สเปซ ต้นไม้ แต่ที่นี่ด้วยข้อบังคับของความเป็นตึก แล้วอยู่ในส่วนของทางบริษัทมหาชนด้วย ต่อให้เราอยากจะเพ้นท์ให้เป็นต้นไม้ หรือปลูกต้นไม้ เราทำอะไรไม่ได้เลย เราก็เลยคิดว่า จะทำยังไงให้อย่างน้อย มันยังคงความเป็นต้นไม้ไว้จริงๆ”

บริเวณที่ว่างตรงกลางถูกจัดวางองค์ประกอบโดยเล่นกับชั้นวางกระถางต้นไม้ที่ไล่ระดับสูงต่ำ ทำให้ดูมีมิติและเต็มไปด้วยความร่มรื่น ขณะที่โดยรอบบริเวณต้อนรับลูกค้าและพื้นที่นั่งคอยของแขกผู้มาใช้บริการ เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์เรียบง่ายที่เน้นใช้วัสดุธรรมชาติ

เปลี่ยนความแออัดให้กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่ง

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกประทับใจกับที่นี่คือความรู้สึกที่ไม่อึดอัด ด้วยกระจกที่เปิดให้แสงส่องผ่านเข้ามาอย่างพอเหมาะ และความสูงของเพดานที่ทำให้เกิดความโปร่งโล่ง ซึ่งเกิดจากการที่สถาปนิกเลือกที่จะปรับเพดานให้ดูสูงโปร่งไม่อึดอัด โดยการเจาะฝ้าเพดานทะลุขึ้นไปถึงชั้น 3 จนทำให้เกิดเป็นช่องเปิดวงกลม

“ถ้าเคยเห็นตรงชั้นสอง เพดานมันต่ำและทึบหมดเลย ชั้นจะเตี้ยมาก ต่อให้วางต้นไม้อย่างไร แขกก็จะรู้สึกถึงความอัดแน่น มันไม่ใช่ฟีลของความสบายที่สปาอยากจะเป็น เราเลยตัดสินใจที่จะเจาะรูพื้นทั้งหมด”


บริเวณชั้น 2 ของร้านแบ่งเป็นพื้นที่นวดเท้าและนวดไทย ตกแต่งในสไตล์เรียบง่าย สะอาดตา แต่ละที่นั่งมีการใช้ผ้าม่านกั้นและเว้นระยะห่าง เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวของแขกผู้ใช้บริการ

บริเวณชั้น 2 พื้นที่นวดเท้าและห้องนวดไทย

สำหรับการบริการของร้าน ยังคงเน้นเบสิกเป็นเรื่องของการนวด ไม่ว่าจะนวดน้ำมัน นวดไทย หรือการขัดผิว เพิ่มเติมคือการนวดกัวซา (Guasa) ที่จะให้บริการในสาขานี้เพียงที่เดียว โดยเมื่อเดินต่อขึ้นมาจะพบกับบริเวณชั้น 3 ที่เป็นห้องนวดน้ำมัน แต่ละห้องยังคงความเรียบง่ายในแบบสแกนดิเนเวีย

บริเวณชั้น 3 เป็นห้องนวดน้ำมัน

“กัวซาทำได้หลายอย่าง หนึ่งคือคนเป็นออฟฟิศซินโดรมก็ช่วยได้ ผิวหมองก็ช่วยได้ หรือว่าการลดเซลลูไรท์ก็ช่วยได้ ตอนนี้เราเพิ่มบริการนวดแบบกัวซามาไว้สำหรับสาขานี้ ที่อารีย์ไม่มี กัวซาคือการทำให้ระบบภายในร่างกาย อย่างเช่น ระบบการไหลเวียนน้ำเหลืองของเลือดดีขึ้น ปกติบางคนเดินเยอะ ถือของเยอะ หรือเป็นออฟฟิศซินโดรม เลือดจะคั่ง พอเราใช้วิธีการกัวซา จะทำให้การไหลเวียนดีขึ้น พอนำมาผสมกับการนวด มันก็จะเป็นการผ่อนคลาย”

สปาเพื่อการมีสุขภาพที่ดีจากภายในสู่ภายนอก

เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายให้ได้มากที่สุด Calm Spa ไม่ได้ใส่ใจแค่การออกแบบ แต่ยังรวมไปถึงการใส่ใจอย่างละเอียดละออ ตั้งแต่การแบ่งพื้นที่นั่งเพื่อสร้างความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการ การคัดสรรผลิตภัณฑ์สปาออร์แกนิกที่มีคุณภาพ หรือแม้แต่กลิ่นหอมละมุนที่ให้ความรู้สึกสะอาด เพิ่มความสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ

คุณจอยยังเล่าถึงแนวคิดสำคัญของการทำร้านสปาแห่งนี้ว่า “เวลาเราทำสปา เราอยากทำให้สวย อยากซื้อของมาแต่งให้ดูโมเดิร์น เราทำอะไรก็ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว คนที่มาสปาจริงๆ เขาไม่ได้มองที่ของโมเดิร์น เขาต้องการฟีลลิ่งที่เขาได้ ถ้ามาแล้วสปาอับ แต่มีของโมเดิร์น มันก็ไม่ช่วย ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดเลยก็คือฟีลลิ่งที่แขกได้รับหรือ 7 senses ของ Calm Spa ผู้ออกแบบก็ต้องเข้าใจว่า เราปิดกั้นสเปซไม่ได้ หรือเราตกแต่งเยอะจนแขกรู้สึกอึดอัดก็ไม่ได้ เพราะสิ่งที่แขกสปาส่วนใหญ่มา คือเขาต้องมานั่ง มอง ซึมซับบรรยากาศ ถ้ามันเยอะไปหมดเลย คนเยอะ เสียงดัง มันก็ไม่ใช่สปา”

ทุกวันนี้ชีวิตคนเมืองเต็มไปด้วยสิ่งที่ต้องรับมือมากมาย ทั้งเรื่องของปัญหามลพิษทางอากาศ การจราจรที่ติดขัด และภัยสังคมที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสภาพจิตใจ ก่อให้เกิดความเครียด และสุดท้ายก็นำไปสู่ปัญหาสุขภาพและผิวพรรณตามมา ดังนั้นสิ่งที่คนเมืองต้องการก็คือ ‘รับฟัง’ เสียงของร่างกายและจิตใจให้มากขึ้น

ในอนาคตทางร้านมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนการบริการเพื่อตอบโจทย์กับยุคสมัย ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ช่วยดูแลร่างกายที่เหนื่อยล้า แต่ยังรวมไปถึงการดูแลจิตใจ โดยมีความตั้งใจที่อยากจะเป็นส่วนหนึ่งในการ ‘รับฟัง’ ที่อย่างน้อยเมื่อคุณได้เข้ามาใช้บริการที่ร้าน Calm Spa นอกจากเติมพลังกายแล้ว ก็ยังได้รับกำลังใจกลับไปอีกด้วย

Avatar
Posted by:Saovapak Ayasanond

อดีตกองบรรณาธิการนิตยสารบันเทิงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะผันตัวมาเป็นนักเล่าเรื่องสายบ้านและสถาปัตยกรรม จนกระทั่งพบว่าการออกแบบเต็มไปด้วยคุณค่าและเรื่องราวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

Leave a Reply