ถ้าถามถึงหน้าที่ของ ‘โรงแรม’ คงบอกได้ว่า โรงแรมนั้นเป็นสถานที่ที่มีไว้เพื่อบริการผู้เดินทางในเรื่องของที่พักอาศัยที่มาใช้บริการเพียงครั้งคราวระหว่างออกเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งต่างจากบ้านที่ทำหน้าที่พักอาศัยในระยะที่ยาวกว่า และถาวรกว่า
ด้วยประเด็น ‘ความชั่วคราวและถาวร’ นี้จึงส่งผลให้โรงแรมแตกต่างจากบ้านอย่างสิ้นเชิง และยังทำให้อาคารประเภทนี้เกิดการแข่งกันออกแบบสถาปัตยกรรมให้โดดเด่น เป็นหน้าเป็นตา หรือต้องหรูหรา และดูแพง เพื่อดึงดูดเหล่าลูกค้าให้มาเข้าพัก แต่สำหรับ Seamira House สถาปัตยกรรมกลับไม่ใช่ตัวชูโรงที่แสดงความสวยงาม น่าดึงดูด แต่รับบทเป็นเครื่องมือในการปรุงแต่งบรรยากาศโดยรอบ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้ผู้มาเยือนสามารถทำตัวสบายๆ เป็นกันเองและเข้าถึงได้ง่าย เสมือนว่าเราได้อยู่ ‘บ้าน’ ด้วยฝีมือการออกแบบของ คุณโจ้-พัชระ วงศ์บุญสินและทีมสถาปนิกจาก P.O.AR (Patchara + Ornnicha Architecture co.,ltd.)


Seamira House ทำหน้าที่เป็นโรงแรม 3 ดาวและเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์สำหรับชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยตั้งอยู่ในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แต่กลับอยู่ห่างไกลจากหาดและไร้ซึ่งวิวทะเล ซึ่งคุณโจ้เล่าว่า เมื่อได้โจทย์ที่ไม่ต้องการเน้นสถาปัตยกรรม แน่นอนว่าเป็นงานที่ตนเองไม่ถนัด เพราะอย่างที่เรารู้กันว่าผลงานของ P.O.AR มักจะแสดงแนวคิดผ่านสถาปัตยกรรมที่แปลกตาและออกจะแหวกแนวสักหน่อย แต่ในอีกมุมหนึ่งโจทย์นี้กลับต่อยอดความแปลกใหม่ให้ P.O.AR ได้ไม่น้อย

แต่ด้วยความที่สถาปนิกเข้ามารับหน้าที่ออกแบบหลังจากอาคารขอแบบก่อสร้างอนุญาตไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้เกิดข้อจำกัดที่ไม่สามารถแก้ไขทิศทางการวางอาคารได้เลย ทีมออกแบบจึงตีความ ‘ความเป็นบ้าน’ ผ่านการออกแบบฟาซาดระเบียงของอาคารเป็นหลัก

ลดทอนสเกลเพื่อให้อาคารพยายามสร้างสัมพันธ์กับคน
ถึงจะเป็นอาคารสูงที่ต้องประกอบไปด้วยห้องพักจำนวน 178 ยูนิต แต่พื้นที่แห่งนี้ก็ยังคงเว้นที่ว่างสำหรับให้ธรรมชาติได้แทรกซึมอยู่เสมอ ระเบียงที่ออกแบบให้มีขนาดกว้างจึงใหญ่เพียงพอที่จะวางกระถางต้นไม้ขนาดใหญ่ได้ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มบรรยากาศในการผ่อนคลายให้กับผู้เข้าพักแล้ว ต้นไม้ยังทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมและคน เพื่อลดทอนสเกลที่ใหญ่โตของอาคารให้เข้าถึงตัวมนุษย์ได้ง่ายขึ้น


“Condensing unit มันก็จะกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งที่ไม่ใช่แค่นั่งใช้งาน แต่เป็นองค์ประกอบที่ลดทอนความแข็งของอาคารลง เพราะมันเป็นวัสดุธรรมชาติเพียงอันเดียวที่มองเห็นได้จากฟาซาดอาคาร คล้ายๆ กับความพยายามที่เราอยากให้คนมาตากผ้าที่ระเบียงโชว์ไปเลย แอร์ก็อยู่ตรงระเบียงไปเลย เราเอาสิ่งที่ถูกมองว่าลบ มาใช้เป็นบวกให้หมด” สถาปนิกเล่า


สัดส่วนของระเบียงที่เชื่อมโยงสู่การออกแบบภูมิทัศน์
ไม่ใช่เพียงแค่สถาปัตยกรรมที่จะสร้างเสริมบรรยากาศ แต่ภูมิทัศน์ภายนอกนี่แหละที่จะเป็นตัวสำคัญในการเพิ่มความรู้สึกผ่อนคลายให้กับผู้เข้าพัก การออกแบบ Landscape ภายนอก ทีมสถาปนิกต่อยอดจากพื้นที่ระเบียงห้อง โดยแต่ละห้องจะมีระเบียงเป็นของตัวเองซึ่งดูเป็นชานบ้านมากกว่าพื้นที่เซอร์วิส สระว่ายน้ำก็เช่นเดียวกัน สถาปนิกตั้งใจออกแบบให้สระขนาดใหญ่ถูกล้อมรอบด้วยสระขนาดเล็กที่มีสเกลเท่ากับระเบียงของห้อง ทำให้แขกที่มาเยือนสามารถใช้งานได้สระน้ำเป็น Pocket เล็กๆ ของตัวเอง เติมกิมมิคและความเป็นส่วนตัว โดยแต่ละ Pocket ก็จะมีคาแรคเตอร์ที่แตกต่างกัน









ภายในโรงแรมที่มีชื่อว่า Seamira House พื้นที่แห่งนี้ยังคงรอคอยให้แขกมากหน้าหลายตา บ้างซ้ำวัยแต่ไม่ซ้ำเชื้อชาติ เพื่อให้ผู้คนที่ใช้งานอาคาร กลายเป็นสีสันอันโดดเด่นที่แต่งแต้มให้สถาปัตยกรรมชิ้นนี้สมบูรณ์แบบ มากกว่าความสวยงามของรูปลักษณ์ภายนอกที่สถาปัตยกรรมมักจะแสดงตนไปในเชิงนั้น
Location : อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
Area : 7,900 ตารางเมตร
Owner : ณัฐธี วิโรจนาภิรมย์
Architect , Interior & Landscape Design : P.O.AR (Patchara + Ornnicha Architecture co.,ltd.)
Consultants: Mahasrup Development Co.,Ltd










