Vibhavadi Office กับการชุบชีวิตอาคารเก่ากว่า 60 ปี สู่ร้านเสื้อผ้าผู้หญิง “Nitan” ที่เผยตัวตนผ่านวัสดุโฉมใหม่

Vibhavadi Office
กับการชุบชีวิตอาคารเก่ากว่า 60 ปี สู่ร้านเสื้อผ้าผู้หญิง “Nitan” ที่เผยตัวตนผ่านวัสดุโฉมใหม่

Vibhavadi Office เป็นอาคารพาณิชย์ขนาด 5 คูหา สูง 4 ชั้น บนที่ดินขนาด 198 ตร.ว. มีหน้ากว้าง 21 ม. ลึก 12 ม. หันหน้าทางเข้าไปด้านทิศใต้ บนถนนวิภาวดี ซอย 6 

ระหว่างทางจากปากทางเข้าระคนไปด้วยอาคารหลากหลายประเภท ทั้งร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านขายของชำ สำนักงาน โกดังสินค้า อพาร์ตเมนต์ และบ้านเดี่ยวขนาดเล็ก ปะปนกันอยู่บนสองฝากถนนหน้าแคบสองเลน ประดาด้วยยานพาหนะที่จอดเรียงรายทั้งรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือกระทั่งซาเล้ง ทั้งหมดช่วยกันสร้างกายภาพที่จัดอยู่ในสภาวะไร้ระเบียบ ขาดความสวยงามเชิงภูมิทัศน์

เมื่อมองในสายตาคนเดินถนนคงชาชินกับภาพเช่นนี้ที่หาแรงดึงดูดเชิงพาณิชย์ได้ยาก แต่กับผู้ประกอบการโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับองค์กรที่ขายสินค้าสวยงาม ผ่านการประดิษฐ์ยี่ห้อ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่จะดูไม่เชยหรือไม่สร้างสรรค์ไม่ได้ด้วยแล้วนั้น การสวมชุดราตรีแล้วยืนอยู่ท่ามกลางซากอิฐนับว่าเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง

โครงการนี้ คือ การชุบชีวิตอาคารเก่าอายุการใช้งานร่วม 60 ปี สูง 4 ชั้น ที่ดั้งเดิมใช้ประกอบกิจการอู่ทำสีรถยนต์ที่อยู่ในส่วนชั้นล่างและด้านบนอีกสามชั้นใช้เป็นบ้านพักอาศัย โดยรวมทั้งหมดมีร่องรอยของอาคารสมัยใหม่ในยุคนั้นที่มีภาษาเป็นของตัวเองผ่านลักษณะทางกายภาพของโครงสร้างคอนกรีตเปลือยผิวผสมฉาบเรียบ ด้านข้างทั้งสองฝั่งประดับด้วยอิฐแดงเรียงก้อนแบบสลับครึ่งวางระนาบเดียวกับแถบคานและเสาคอนกรีตหล่อ พาดตัดกันตามแนวตั้ง ดิ่งจากปลายดาดฟ้าลงไปสุดพื้นด้านล่าง และแนวนอนที่ราบขนานพื้นวางไล่ขึ้นไปเป็นชั้นๆ

(ภาพอาคารเก่าก่อนได้รับการรีโนเวท)

เหล่านี้ถูกปรับใช้สำหรับกิจการเสื้อผ้าผู้หญิง “Nitan” ผ่านองค์ประกอบภายนอกใหม่กับวัสดุสมัยใหม่ โดยการใช้ไม้สังเคราะห์ขนาด 1.5”x3” ตั้งเว้นเรียงกันในรูปโค้งคละขนาดคลุมเต็มด้านหน้าอาคารและกระจายไปปิดด้านข้างทั้งสองฝั่ง ซ้อนใว้ด้านหลังด้วยเหล็กแผ่นแบนสีดำดัดโค้ง นอกจากจงใจจะเป็นส่วนกรองแสงแดดจากภายนอกแล้วยังใช้เพื่อเป็นกันตกและประโยชน์เรื่องความปลอดภัย เหล่านี้เปรียบเหมือนผืนผ้าขนาดมหึมากางห่มตัวอาคารใว้ในฉันทลักษณ์ปัจจุบันที่ประคองไวยากรณ์ของอดีต ให้อยู่ร่วมกันกันได้แม้ต่างยุคสมัย เพื่อเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ใหม่

บุคลิกภาพใหม่สำหรับอาคารร้านค้าและสำนักงานแห่งนี้ โดยภายในแยกเป็นพื้นที่การใช้งานตามหมวดหมู่อ้างอิงตามชั้นความสูง แบ่งเป็น ชั้นหนึ่งคือส่วนของร้านค้าทั้งหมดอยู่ด้านหน้าติดกับถนนแล้วกันบริเวณทางเข้าพนักงานและส่วนบริการอยู่ทางด้านหลัง ขึ้นมาเป็นชั้นลอยหรือชั้นสองคือสตูดิโอถ่ายภาพสินค้า ชั้นสามคือศูนย์กลางของอาคารซึ่งเป็นชั้นสำนักงานฝ่ายบริหาร ธุรการและออกแบบ ซึ่งการตัดสินใจสำคัญเกือบทั้งหมดจะรวมใว้ที่ชั้นนี้ ชั้นสี่เป็นฝ่ายตัดเย็บ และสุดท้ายคือชั้นห้าเป็นส่วนคลังสินค้าซึ่งเฉพาะชั้นนี้เป็นการดัดแปลงจากส่วนหลังคาดาดฟ้าของอาคารเดิม

(ภาพแสดงแนวคิดโครงการ)

หากไม่คำนึงในเชิงความคุ้มค่าหรือลงทุนไปกับการสร้างใหม่จากของเก่า การแสดงออกของโครงการนี้ผ่านวัสดุที่หาได้ง่ายตามท้องตลาดเพื่อประกาศร่างใหม่ต่อสาธารณะโดยการทั้ง “เก็บ”และ “เติม” ลงไปที่ดูจะเป็นภาคบังคับของการนำมาใช้ใหม่แล้วนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องรักษาใว้คือความซื่อสัตย์ต่อความ “หวาน” ของ “brand” ที่แม้ว่าที่เดิมแห่งนี้คืออู่ซ่อมรถก็ตามที

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Credits ;
Location :
วิภาวดีซอย 6 ดินแดง กรุงเทพฯ
Gross Built Area: 1,372 ตารางเมตร
Completion Year :  2021

Architecture & Interior Firm: Archimontage Design Fields Sophisticated
Lead Architects: เชิงชาย เรียวเรืองแสงกุล
Design Team: เชิงชาย เรียวเรืองแสงกุล,  ธนกฤต วิริยะสถิตย์, ธนกุล ชูกร
Owner: Nitan
Civil Engineer: Zone Design
Photographer: Sofography เฉลิมวัฒน์ วงษ์ชมภู

Pakkret House บทสนทนาระหว่างแสงแดดและสถาปัตยกรรม สู่ผลลัพธ์การออกแบบที่ไร้ทิศทางอย่างจงใจ

Location : ปากเกร็ด นนทบุรี
Area : 420 ตารางเมตร
Architect : Archimontage Design Fields Sophisticated
Photographs : DOF Sky|Ground

หากผลลัพธ์จากแสงธรรมชาติคือทำให้บ้านดูสวยงามมีมิติมากยิ่งขึ้น สำหรับคุณเชิงชาย เรียวเรืองแสงกุล สถาปนิกแห่ง Archimontage Design Fields Sophisticated แล้ว ผลลัพธ์จากแสงธรรมชาติ ยังคือการสร้างเรื่องราวบางอย่างให้กับบ้าน ไปพร้อมๆกับทำให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีขึ้น ซึ่งการออกแบบบ้าน ‘Pakkret House’ หลังนี้ก็ได้รวมทั้งสองผลลัพธ์ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านภาษาทางสถาปัตยกรรมที่สนทนากับแสงแดดอย่างไม่ใช่ผลพลอยได้ แต่เป็นสิ่งที่ในฐานะผู้ออกแบบจงใจสร้างขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

เนื่องจากเจ้าของบ้านมีความต้องการสร้างบ้านหลังใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่อยากอยู่ใกล้บ้านหลังเดิมของคุณพ่อคุณแม่ จึงตัดสินใจซื้อที่ดินเปล่าถัดจากบ้านหลังเก่า ซึ่งอยู่ตรงข้ามหลังตลาดสหกรณ์ 3 ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่มีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย และด้วยความที่หน้าบ้านหันออกไปทางทิศตะวันตกที่ต้องเผชิญกับแสงแดดเต็มๆตลอดทั้งวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อจำกัดทั้งหมดนี้จึงนำมาสู่โจทย์การออกแบบบ้านสองชั้นที่กรองได้ทั้งแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาเกินพอดี และกรองมุมมองสายตาจากผู้คนที่ผ่านไปมาหลังตลาดได้ในขณะเดียวกัน

สถาปนิกเริ่มต้นตีโจทย์และสร้างผลลัพธ์การออกแบบผ่านกำแพงสูงราว 7.5 เมตร ที่นับว่ามีสเกลใหญ่กว่าปกติมากเมื่อเทียบกับกำแพงบ้านทั่วไป โดยแบ่งย่อยเป็นส่วนๆให้มีความหลากหลายทั้งความกว้างและความหนา รวมถึงมีการจัดวางที่ทำมุมองศาให้แตกต่างอย่างไร้ทิศทาง ซึ่งเป็นความจงใจที่ต้องการสร้างร่มเงาให้กับบ้านและสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัย และอีกความหมายหนึ่งก็ต้องการสร้างเรื่องราวพิเศษให้กับบ้าน ผ่านแสงที่ปรับเปลี่ยนความสวยงามต่างกันในแต่ละช่วงเวลา

“ฟาซาดนี้ก็เหมือนเป็นม่านขนาดใหญ่ ที่ออกแบบมาเพื่อให้การอยู่อาศัยภายในบ้านเป็นไปตามโจทย์ที่เจ้าของบ้านต้องการมากที่สุด ซึ่งสิ่งที่แสงปฏิบัติกับสถาปัตยกรรม คือ งานศิลปะ มันไม่ใช่ผลพลอยได้ แต่คือสิ่งที่เราตั้งใจอยากให้เกิดขึ้น” สถาปนิกกล่าวเกี่ยวกับการออกแบบทิศทางของแสงที่จะเข้ามาสู่ภายในบ้าน ซึ่งจะมีแสงบางส่วนที่ลอดผ่านช่องระหว่างฟาซาดมาจะตกกระทบลงสู่ลานคอนกรีต พื้นที่ที่ถูกเว้นว่างไว้ ก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ภายในจริงๆนั่นคือ ห้องนั่งเล่นหลักของบ้าน เพื่อเว้นระยะการเดินทางของแสง รวมถึงชะลอไม่ให้แสงและความร้อนเข้าสู่ฟังก์ชันภายในโดยตรงมากเกินไป นอกจากนี้สถาปนิกยังออกแบบเส้นสายของแนวกระจกภายในบ้านและรั้วล้อไปกับรูปแบบกับตัวฟาสาดนี้ เพื่อเพิ่มมิติของแสงที่พาดผ่านเข้ามาอีกด้วย

ภายในจัดวางฟังก์ชันหลักอย่างส่วนนั่งเล่น ส่วนรับประทานอาหาร และส่วนจัดเตรียมอาหารเชื่อมต่อกันแบบOpen plan และเป็นพื้นที่ Double Space เพิ่มความโปร่งให้กับบ้าน ส่วนด้านหลังเป็นส่วนของเซอวิสทั้งหมดได้แก่ ห้องครัว ห้องเก็บของ ห้องซักผ้า และพื้นที่ซักล้าง

แปลนบ้านปากเกร็ดชั้น 1 Credit: Archimontage Design Fields Sophisticated

แปลนบ้านปากเกร็ดชั้น 2 Credit: Archimontage Design Fields Sophisticated

ภายใต้การตกแต่งสไตล์ลอฟท์ที่เจ้าของบ้านชื่นชอบ ทำให้เราเห็นไม้ ปูนเปลือย เหล็ก และอิฐ เข้ามาเป็นส่วนผสมคละคลุ้งอยู่ทั่วทั้งภายในและภายนอกของบ้าน สถาปนิกออกแบบให้แต่ละพื้นที่ด้วยโทนสีเข้ม ดูสุขุม เท่ และอบอุ่น ส่วนตัวฟาซาดเองก็ถูกกรุด้วยกระเบื้องดินเผาสีน้ำตาลที่ให้อารมณ์เหมือนวัสดุอิฐก่อเช่นเดียวกับผนังภายใน ซึ่งข้อดีคือมีน้ำหนักเบาและเหมาะสมกับโครงสร้างเหล็กของฟาซาดที่มีความสูงระดับบ้านสองชั้นมากกว่า

ในเรื่องของโครงสร้างหลัก สถาปนิกเลือกใช้โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กและโครงสร้างเหล็กผสมผสานกัน ส่วนตัวหลังคาเองก็มีสองรูปแบบเช่นกัน ซึ่งด้านหน้าใช้กระเบื้องลอนโปร่งแสง เพื่อให้แสงเข้ามาจากด้านบนแบบ Indirect Light ที่มีความนุ่มละมุนและสบายตา

นอกจากการออกแบบทิศทางของแสงธรรมชาติให้เข้ามาในตอนกลางวันแล้ว สถาปนิกยังออกแบบแสงไฟที่มากระทบตัวสถาปัตยกรรมไว้สำหรับยามค่ำคืนด้วย โดยจัดแสงไฟเน้นในส่วนฐานฟาซาดจากล่างขึ้นบน เพื่อให้บ้านดูมีมิติที่สวยงามในทุกช่วงเวลา แม้แสงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าไปแล้วก็ตาม

หลายครั้งที่แสงธรรมชาติมีอิทธิพลต่อการอยู่อาศัย ถ้าแสงแดดมากไปก็ร้อน แต่ถ้าน้อยไปก็อาจทำให้บ้านดูมืดทึบได้ และนี่คงเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ทำให้เรามองเห็นแนวทางในการสื่อสารจัดการกับแสงแดด สร้างความเป็นส่วนตัวได้อย่างพอดิบพอดี ไปพร้อมๆกับการนำแสงมาเพิ่มเรื่องราวลงไปให้ทุกพื้นที่ภายในบ้านมีความน่าสนใจและมีมิติมากยิ่งขึ้น

Muangthongthani Carcare สัมผัสความสำเร็จรูปจากตู้คอนเทนเนอร์ ที่แปรเปลี่ยนเป็นสถาปัตยกรรมสำหรับรถ

เมื่อตู้คอนเทนเนอร์ถูกเปลี่ยนจากตู้บรรจุสินค้า เป็นสถาปัตยกรรมสุดเท่ที่ให้รถอาศัยเป็นหลัก”

Continue reading “Muangthongthani Carcare สัมผัสความสำเร็จรูปจากตู้คอนเทนเนอร์ ที่แปรเปลี่ยนเป็นสถาปัตยกรรมสำหรับรถ”