ตามหาหินก้อนที่ 15 ที่วัดเรียวอันจิ…วัดนิกายเซนกับสวนหินอันโด่งดัง

เมื่อเอ่ยชื่อ เรียวอันจิ (Ryōan-ji) ไม่ว่าจะหมายถึงวัด หรือ สวนหิน อาจไม่ใช่ชื่อที่ใครหลายคนจะนึกภาพออก แต่ถ้าเปิดภาพสวนหินที่เต็มไปด้วยกรวดซึ่งถูกกวาดเป็นวงคลื่นอย่างพิถีพิถัน ก็คงจะร้องอ๋อ!กันได้ไม่ยาก

ผมได้มีโอกาสไปเยือนวัดแห่งนี้เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และอย่างไม่ปฏิเสธ ผมตื่นเต้นมาก เพราะหากใครที่ได้อยู่ในแวดวงอาชีพอันเกี่ยวกับงานออกแบบหรือปรัชญาแล้ว เมื่อกล่าวถึงนิกายเซน สวนแห่งนี้ก็จัดได้ว่าเป็น Iconic สำคัญที่ต้องไปเยือนให้ได้ซักครั้งก่อนตาย

เรื่องและภาพ : วุฒิกร สุทธิอาภา

ถนนหน้าวัดเรียวอันจิ

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ชานเมืองเกียวโต ละแวกเดียวกับวัดคินคะคุจิ โดยจากที่พักในเมืองโอซาก้าผมจับรถไฟรอบเช้าไปลงที่เกียวโตและนั่งรถเมล์ต่อไปจนถึงป้ายหน้าวัดได้ในตอนสายๆซึ่งก็เรียกว่าเดินทางแบบสบายๆไม่ต้องถึงกับรีบร้อน แต่ก็ถึงกับผงะเล็กน้อยเมื่อลงจากรถเมล์ เพราะภาพที่เห็นหน้าวัดนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าเสาไฟฟ้า ทางม้าลาย ตู้กดน้ำ และร้านของที่ระลึกเล็กๆบนถนนขนาดสองเลนถ้วนโดยมีวิวภูเขาเป็นฉากหลัง(โอเค ผมอาจจะจินตนาการว่ามรดกโลกจะต้องคูลกว่านี้) เอ…หรือว่ามันคือความเรียบง่ายแบบเซน และใช่…ป้ายทางขวาในรูปนั่นแหละครับ คือทางเข้าของวัดเรียวอันจิแห่งนี้

แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปภายในวัดแห่งนี้เรามาดูประวัติและที่มาของสวนแห่งนี้กันก่อนดีกว่าครับ วัดเรียวอันจิ(Ryoan-ji) แปลได้ว่าวัดมังกรสันติ อาณาบริเวณวัดแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในสมัยศตรวรรษที่ 11 โดย Fujiwara Saneyoshi จนกระทั่งในปีค 1450 โชกุน Hosokawa Katsumoto ก็ได้เข้าครอบครองพื้นที่แถบนี้รวมทั้งอาณาบริเวณของวัดและได้เริ่มสร้างหมู่บ้านรวมถึงก่อตั้ง “วัดเรียวอันจิ” ขึ้น แต่วัดแห่งนี้ก็ได้ถูกทำลายลงในปี 1473 จากสงคราม ก่อนที่จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ในปี 1488 โดย Hosokawa Matsumoto พร้อมๆกับสวนหินแห่งนี้

แผนผังของวัดเรียวอันจิ จะเห็นสวนหินอยู่ตรงกลางทางดานบนของตัววัด

สวนหิน Ryoan-Ji เป็นสวนแบบ Hiraniwa ในสไตล์แบบ Karensansui ซึ่งก็คือสวนในพื้นที่แนวราบโดยเลือกใช้องค์ประกอบที่แสดงให้เห็นถึงพื้นภูมิแห้งแล้งตามธรรมชาติด้วยการจัดวางก้อนหิน, กรวดขาว และพืชจำพวกมอส โดยสวนหินแห่งนี้มีส่วนประกอบหลักคือ ตัวสวน, Hojo หรือศาลาไม้ และกำแพงสวนที่ทั้งปิดกั้นและเชื่อมโยงสวนนี้สู่วิวภูเขาด้านหลัง ด้วยขนาด 248 ตารางเมตร กว้าง 10 เมตร และยาว 25 เมตร มีการจัดวางหินซึ่งกระทำให้ดูเกิดขึ้นโดยธรรมชาติทั้งหมด 15 ก้อนแบ่งเป็น 5 กลุ่มอยู่บนกลุ่มหญ้ามอสรูปวงกลม ซึ่งองค์ประกอบที่ร้อยเรียงหินเหล่านี้เข้าด้วยกันคือระนาบหินกรวดที่ในทุกเช้าจะถูกกวาดให้กลายเป็นวงคลื่นที่มีรูปลักษณ์แปรแปลี่ยนไปทุกวัน และเมื่อมองจากศาลาไม้ออกไปยังสวน ผู้ชมสวนจะสามารถเห็นความสัมพันธ์จากภายในศาลาไปยังสวนและต่อเนื่องออกไปยังทิวทัศน์ภายนอกได้

บรรยากาศเมื่อแรกเดินเข้าสู่สวนหิน

และแล้วก็ได้เวลาเดินเข้าไปชมของจริงที่ภายใน หลังจากที่จัดแจงซื้อตั๋วเข้าชมและดั้นด้นเดินเข้าไปจนถึงสวนหินอันเลื่องลือ ผมก็ได้พบกับฝูงชนที่นั่งกันอยู่เต็มชานไม้ทั้งฝรั่ง เอเชีย และคนไทยด้วยกัน ทำให้ต้องมองหามุมยืนเพื่อที่จะรับชมความเซนนี้ให้ได้เต็มตา และหลังจากที่เริ่มชินกับฝูงชนแล้ว เรียวอันจิก็เหมือนจะเริ่มกล่าวทักทายผม…นั่นก็ความความนิ่ง…เนิบ…ของหินทั้ง 15 ก้อน

กรวดขาว หญ้ามอส ผนังดินเหนียว และก้อนหิน สามองค์ประกอบหลักของสวน

นักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติขณะนั่งชมสวนที่ชานไม้ของศาลา(Hojo)

เพราะเสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต่างต้องมาเยือนสวนแห่งนี้นั้น ไม่ใช่เพียงความงามอันเรียบง่ายของสวนเพียงเท่านั้น แต่ยังมีปริศนาแห่งหิน 15 ก้อนอีกด้วย กล่าวกันว่าผู้ใดก็ตามที่เข้ามาชมสวนแห่งนี้นั้น จะนับหินได้เพียง 14 ก้อนเสมอ โดยที่แต่เดิมนั้น ปลายทางของปริศนาเซนดังกล่าวได้ถูกนิยามไว้ว่า “ผู้ใดซึ่งจะเห็นได้ถึงหินก้อนที่ 15 ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ซึ่งบรรลุถึงพร้อมแล้วด้วยฌานในขั้นสูง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว ปริศนาเซนนี้กลับเป็นอุบายที่สร้างขึ้นด้วยหลักการออกแบบล้วนๆ

ผังการจัดวางของหินทั้ง 15 ก้อนที่สัมพันธ์กับแกนอาคารของศาลาไม้

แม้จะไม่จะไม่ปรากฏนามของผู้ออกแบบสวนแห่งนี้ แต่สวนแห่งกลับมีการออกแบบที่แยบยลและละเอียดอ่อนอย่างเหลือเชื่อ จากภาพ จะเห็นได้ว่า หินในกลุ่ม B นั้นจะวางตัวอยู่บนแกนกึ่งกลางของศาลา(Hojo) ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วนั้น เมื่อผู้คนได้เดินเข้ามาเพื่อชมความงามของสวนแห่งนี้ ก็มักจะต้องมาเริ่มที่จุดกึ่งกลางนี้อยู่เสมอ และจากจุดนี้เองจะเห็นได้ว่า แม้หินทั้ง 15 ก้อนนั้นจะมองเห็นได้ชัดเจนจากผังรวม แต่เมื่ออยู่ในมุมมองปกติ นั้นก็คือชานไม้ของศาลา เราจะไม่มีทางมองเห็นหินได้ครบทั้ง 15 ก้อนเลย ด้วยการจัดวางที่ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งหินหนึ่งก้อนจะถูกบังและลบเลือนหายไปจากคลองสายตาเสมอ และนั่นเองที่ทำให้ไม่ว่าจะนับยังไง…เราก็จะนับไม่ถึง 15 นั่นเอง

สัดส่วนและการจัดวางที่สัมพันธ์กันระหว่างศาลาและสวนสร้างให้เกิดมุมมองที่ทำให้นับก้อนหินได้เพียง 14 ก้อน

ในส่วนของอิทธิพลที่สวนแห่งนี้ส่งไปถึงเหล่าศิลปินและนักออกแบบทั้งหลาย สวนหินแห่งนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆคน ตัวอย่างเช่น John Cage คีตกวี นักเปียโน นักเขียน และนักปรัชญาทางดนตรีชาวอเมริกันที่ได้ประพันธ์ผลงานชื่อ Ryoanji เอาไว้ในช่วงปี 1983-1992 ระหว่างที่พำนักอยู่ในประเทศญี่ปุ่น https://youtu.be/s8HYbzuaWVo ซึ่งเขายังได้สร้างผลงานSketchภาพสวนแห่งนี้โดยภายหลังถูกรวมเล่มเอาไว้ใน John Cage: Ryoanji Catalogue Raisonné of the Visual Artworks Vol. I  “Where R = Ryoanji.” ทั้งยังได้บอกว่า 170 ภาพที่ได้วาดเอาไว้คือความพยายามที่จะเก็บ “สิ่งที่เห็น” ให้ได้มากที่สุดโดยสื่อ “นัยยะ” ให้น้อยที่สุดผ่านสิ่งที่ “เรียบง่าย” ที่สุดอย่างดินสอดำ

John Cage’s pencil drawings “Where R = Ryoanji”

 แม้กระนั้นสวนหินแห่งเรียวอันจิเอง ก็ไม่ได้พยายามที่จะเป็นสิ่งใดมากไปกว่าแค่ “สวน” เลย ดังเช่นที่ นักประวัติศาสตร์ภูมิสถาปัตยกรรมชาวเยอรมันนามว่า Gunter Nitschke ได้กล่าวเอาไว้ว่า“ข้าพเจ้าค้นพบว่าสวนเรียวอันจิแห่งนี้ไม่ได้พยายามที่จะแสดงสัญญะใดๆให้ประจักษ์แก่ผู้ใดเลย, หรือเพื่อไม่ให้เกิดเป็นความเข้าใจผิดจึงอาจกล่าวได้ว่า เรียวอันจิไม่ได้ตั้งใจจะแสดงสิ่งใด สร้างภาพ หรือตีค่าเทียบเคียงความสวยงามของธรรมชาติอันสามารถหาได้จากทั้งทางโลกและทางธรรมใดๆ, ข้าพเจ้า…ได้ประจักษ์เพียงนามธรรมของการจัดวาง ‘วัตถุธรรมชาติ’ ในสวนแห่งนี้, การจัดวางในพื้นที่ที่ยังประโยชน์สู่การปลุกเร้าจิตสำนึกภายในให้เข้าสู่ฌานสภาวะเพียงเท่านั้น”

ความคลุมเครือระหว่างความเป็นธรรมชาติ และความตั้งใจจัดวาง ก่อคำถามให้เกิดขึ้นในใจผู้ชมสวน

สุดท้ายแล้ว ความงดงามของสวนแห่งนี้สำหรับผมกลับเป็นความไม่แน่นอนขององค์ประกอบที่รวมตัวกันอย่างหลวมๆ ไม่ว่าจะเป็นก้อนหิน หญ้ามอส หรือกรวดขาวที่แปรเปลี่ยนพื้นผิวลักษณะไปได้ในแต่ละวัน กำแพงดินเหนียวที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา จนถึงพื้นหลังของทิวทัศน์และแมกไม้ เป็นภาพขัดแย้งของความนิ่งสงบและการแปรเปลี่ยนที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ยิ่งได้นั่งชมใต้แสงแดดอุ่นๆแล้วกลับทำให้ผมค่อยๆรู้สึกสัมผัสไปยังบางสิ่งที่ลึกลงไปข้างในของจิตใจ

ความเชื่อมโยงของสวนและอาคารที่เกื้อกูลขับเน้นความสำคัญซึ่งกันและกัน

เมื่อผละออกมาจากชานไม้ที่ฝั่งสวนและเดินไปรอบๆ ผมเริ่มมองเห็นหลายๆสิ่งที่รวมตัวกันอยู่รอบๆศาลานี้ ธรรมชาติภายนอก และพื้นที่ภายในที่ก่อร่างปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เกิดเป็นจังหวะที่สอดคล้องของแสงและเงาบนความต่างของพื้นที่ ความสลัวของแสงที่ถูกลำดับชั้นของพื้นที่ค่อยๆลดความเจิดจ้าลง จากภายนอกจนถึงภายใน ผมเริ่มมองเห็นบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

ภายในศาลาจะมีประตูบานเลื่อนกระดาษเรียกว่า Fusuma ซึ่งสร้างให้จังหวะของแสงเชื่อมโยงพื้นที่ภายนอกให้รับรู้ได้แม้อยู่ภายใน เกิดเป็นลำดับของพื้นที่ที่ลงตัว

ในทีแรกที่รู้ว่าจะได้ไปเยือนวัดเรียวอันจิ ผมหวังว่าจะได้พบกับความตื่นตา เป็นความคาดหวังคล้ายๆกับการที่เราเห็นสวนแห่งนี้ในหนังสือ แต่ในความเป็นจริงแล้วทุกอย่างกลับดูธรรมดาผิดคาด แรกพบผมผิดหวังเล็กน้อย แต่ด้วยความธรรมดานั้น ผมกลับค่อยๆมอง และทำความเข้าใจทีละนิดลงไป สุดท้ายผมกลับพบกับบางสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าที่คาดไว้ว่าจะได้เจอ

จากเช้าจนบ่าย ผมเริ่มเข้าใจปริศนาธรรมที่แฝงอยู่ในสวนแห่งนี้มากขึ้น หินก้อนที่ 15 นั้น อาจไม่จำเป็นต้องใช้ฌานขั้นสูงใดๆ แต่อาจต้องอาศัยความเข้าใจในชีวิตบ้าง หลายเรื่องในชีวิตเราก็ไม่สามารถใช้ตาเนื้อมองเห็นได้ เปรียบได้กับหินก้อนที่ 15 ที่มันอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด แต่หากเราตั้งใจใช้ตามองก็จะไม่เห็น อย่างไรก็ตาม…แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นหินก้อนนั้น แต่มันก็ไม่เคยหายไปไหน เรารับรู้ได้ รู้สึกถึงตัวตนของมันได้ ไม่ใช่ด้วยตา…แต่เป็นด้วยใจ เราเลือกได้ว่าจะเชื่อว่ามีหินก้อนที่ 15 อยู่ หรือจะตีความว่าหินทั้ง 14 ก้อนคือความเป็นจริงตามปัจจุบัน และปล่อยทิ้งให้หินก้อนที่ 15 ไม่มีตัวตนไปเลยก็ได้ สิ่งเหล่านี้เปรียบได้กับความปล่อยวางและเลือกที่จะเข้าใจ เพราะหากเรายังตามหาหินก้อนที่ 15 อยู่ต่อไป คงไม่มีวันที่ใจเรา…จะสงบลง

เพียงหิน กรวด และหญ้า ก็เกิดเป็นความงามได้เมื่อถูกจัดวางอย่างปราณีตบรรจง หรือนี่จะเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่ผู้ออกแบบสวนนั้นต้องการจะสื่อ

มีศาลาจึงมีสวน มีภายในจึงมีภายนอก มีแสงจึงมีเงา ทุกสิ่งล้วนมีด้านตรงข้ามที่สร้างให้เกิดกันและกัน ณ สวนแห่งนี้ ผมนั่งอยู่ที่ชานไม้เนิ่นนาน มองไกลออกไปยังป่าด้านหลัง ผมกับภายในของตัวผมเริ่มสร้างบทสนทนาขึ้นแก่กัน ผมในปัจจุบันกับอุดมคติของผมที่เก็บไว้ภายใน ความนิ่งสงบของสวนเริ่มกัดกร่อนเอาสิ่งเกินจำเป็นออกไปจากภายในใจ มากพอที่ผมจะเริ่มพบสิ่งที่สูญหายไปในช่วงเวลาวุ่นวายของชีวิต บางครั้งมันอาจเหมือนหินก้อนที่ 15 ที่เราคิดไปเองว่าไม่มีอยู่จริง เพียงแต่เราลืมไปเองมากกว่าว่ามันยังคงอยู่ตรงนั้น…จนกระทั่งแสงแดดได้ส่องลงมา ผมจึงพบว่า “ความไม่มีอะไร” กลับให้ “อะไร” ได้มากมาย แล้วคุณล่ะ? หากยังตามหาหินก้อนที่ 15 อยู่…ลองมาเยือนเรียวอันจิซักครั้งซิครับ คุณอาจจะได้ค้นพบมัน…จากข้างในใจ

แดดอ่อนๆในยามบ่ายของวัดเรียวอันจิและสวนหินแห่งนี สามารถนั่งมองได้ไม่รู้เบื่อเลยจริงๆ

Writer
Dsign Something

LINE OFFICIAL

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกสัปดาห์ แอดมาเลย!

subscribe now!

Get the coolest NEWS and ARCHITECTURE Content today!

รับข่าวสารเรื่องการออกแบบ สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์ทางอีเมล
ที่จะส่งตรงถึงคุณทุกเดือน ลงทะเบียนได้ที่ด้านล่างนี้เลย!