ARCHITECTURE DESIGN INTERIOR

The Reserve Sathorn : อยู่อาศัยแบบย้อนยุคสไตล์ Modern European Thai Colonial ในซอยสวนพลู ถนนเส้นสงบใจกลางกรุง

หนึ่งในยุคที่เฟื่องฟูที่สุดยุคหนึ่ง และนับเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญอีกจุดของงานสถาปัตยกรรมไทย คือในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ยุค ที่เปิดรับการเข้ามาของตะวันตกอย่างเป็นมิตรผ่านทางการค้าขาย พร้อมกับการเข้ามาของ “ตึกฝรั่ง” อย่างที่คนไทยใช้เรียกอาคารแบบโคโลเนียล หรือสถาปัตยกรรมอาณานิคม ซึ่งเป็นการหยิบยืมเอารูปลักษณ์ หน้าตา ไปจนถึงรายละเอียดเข้ามาเปิดศักราชใหม่ ด้วยการประยุกต์ให้เข้ากับภูมิอากาศแบบไทยๆ

อย่างการใช้ซุ้มโค้งหรือลวดลายฉลุอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในสถาปัตยกรรมไทยย่านเลาะเลียบริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ถนนเจริญกรุงยาวไปจนถึงถนนสาทรและถนนวิทยุ เป็นหนึ่งในย่านประวัติศาสตร์ของยุคนั้น ดังจะเห็นสถานทูตและบ้านพักหลังใหญ่ของขุนนางและคหบดีเก่า ที่ยังคงหลงเหลือและถูกใช้งานจริงมาจนถึงปัจจุบัน จากถนนสาทรทะลุเข้าไปในซอยสวนพลูก็เป็นย่านขุนนางและคหบดีเก่าแก่ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จะเห็นได้ว่ารายล้อมไปด้วยบ้านหลังใหญ่พร้อมพื้นที่สีเขียวสำหรับครอบครัว รวมทั้งอาคารที่ถูกออกแบบด้วยกลิ่นอายแบบยุโรป

The Reserve Sathorn คือหนึ่งในผู้เล่นที่น่าสนใจของตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับ Luxury ด้วยการจับกลุ่ม Smart Young Rich จึงเลือกทำเลในซอยสวนพลู บนถนนสาทรเพื่อเป็นที่ตั้งของโครงการ ซึ่งเหตุผลที่เลือกโลเคชั่นแห่งนี้ก็น่าสนใจอีกตรงที่สามารถเชื่อมต่อกับทำเล CBD ใจกลางเมืองใหญ่ ในขณะเดียวกันก็เป็นทางลัดออกสู่เส้นทางอื่นๆ รอบกรุงเทพฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรในช่วงเวลาเร่งรีบ

ส่วนในด้านงานออกแบบ ก็ใช้การแปลความจากประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของทำเลมาเป็นแรงบันดาลใจในการสรรค์สร้างสถาปัตยกรรม และงานออกแบบภายใน ด้วยรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์และสำคัญที่ความร่วมสมัยในแบบ Modern European Colonial โดยได้ทีมดีไซเนอร์ของ PIA จึงเลือกดึงเอากลิ่นอายของอาคารเพื่อนบ้านแบบ Colonial เข้ามาเป็นตัวตั้ง และทำการลดทอนเพื่อให้เกิดความร่วมสมัยมากขึ้น ส่วนงานแลนด์สเคปดีไซน์ก็ได้ TROP มาเป็นผู้สร้างสวนแบบ Luxury สไตล์ไทย เพื่อดึงกลิ่นอายไทยๆ อันแสนสบาย และพาย้อนเวลากลับมาสู่ช่วงพักผ่อนที่ดีที่สุดเมื่ออยู่ที่บ้าน

เริ่มต้นจากส่วนหน้าด้วยฟาซาดโครงสเตนเลสสตีลสีขาวล้วนซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของโครงการ นอกจากส่วนด้านหน้าที่เป็นเหมือนประตูบานแรกต้อนรับกลับบ้านแล้ว โครงสร้างแบบนี้ยังจะถูกนำไปติดตั้งเป็นเสมือนมงกุฎของอาคารอีกด้วย ที่มาของโครงสร้างนี้เกิดจากการใช้ซุ้มโค้งซึ่งได้รับอิทธิพลจากงานยุคโคโลเนียลและเป็นโค้งเอกลักษณ์ของช่องเปิดในส่วน Concierge ด้านหน้าและล็อบบี้เลาจ์ จากผนังแน่นทึบถูกนำมาลดทอนด้วยการใช้เส้นสเตนเลสสตีลเรียงกันเป็นจังหวะตามรูปทรงและยังสร้างมิติทางการมองเห็นที่น่าตื่นเต้นเมื่อกระทบกับแสง ไม่ว่าจะเป็นแสงธรรมชาติหรือแสงประดิษฐ์

ซุ้มโค้งเหล็กสีขาวนี้จึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ทางการจดจำและการมองเห็นของ The Reserve Sathorn ได้ไม่ยาก อีกส่วนหนึ่งที่บิวท์อารมณ์ความเป็นโคโลเนียลตั้งแต่ทางเข้า คือการจัดแพทเทิร์นของกระเบื้องแบบ Herringbone หรือ แบบก้างปลา ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของยุคนั้น แพทเทิร์นนี้ถูกใช้ตั้งแต่พื้นที่จอดรถด้านหน้า เข้าไปจนถึงทุกพื้นที่ภายในอาคาร รวมทั้งภายในห้องพักด้วย ส่วนรายละเอียดในดีเทลอื่นๆ ทางทีมออกแบบก็ผสมผสานรายละเอียดแบบไทยซึมแทรกเข้าท่ามกลางสไตล์ตะวันตกได้อย่างลงตัว เช่น ฝาผนังคิ้วบัวฝาปะกนหรือแพทเทิร์นการตีนอนทับร่องแบบไทยกับแพทเทิร์นหินอ่อนแบบตะวันตก

Glasshouse หรือ เรือนกระจก คือพื้นที่สำคัญที่ The Reserve Sathorn ยกขึ้นมาเป็นพระเอกของโครงการ ตั้งแต่พื้นที่ล็อบบี้ส่วนกลาง และยกเรือนกระจกแบบนี้เข้าไปไว้ภายในห้องในชื่อที่เรียกว่า Crystal Balcony ซึ่งเป็นการดัดแปลงระเบียงนอกบ้านเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยได้ไอเดียการนำ Bay Window ซึ่งเป็นลายเซ็นการออกแบบอพาร์ทเมนท์จากทางตะวันตกมารวมเข้ากับ Glasshouse เพื่อสร้างบรรยากาศพร้อมกับฟังก์ชั่นให้กับห้อง

วัสดุด้านนอกกรุด้วย Triple Glazing Insulated Glass ความพิเศษอยู่ที่สามารถกั้นแบ่งพื้นที่ส่วนนี้เป็นห้องเล็กๆ ได้อีกห้องผ่านทางบานเลื่อน เจ้าของบ้านจึงสามารถเลือกการใช้งานได้ตามความต้องการ อาจจะให้เป็นระเบียงชมวิวแบบเอ๊าต์ดอร์หรือเป็นสวนอินดอร์ก็ได้ และเพียงเปิดบานเลื่อนก็สามารถเชื่อมพื้นที่ระเบียงเข้ากับห้องนั่งเล่นได้เลย นอกจากได้พื้นที่ที่ใช้งานได้จริงแล้ว แสงธรรมชาติและบรรยากาศภายนอกก็เป็นส่วนที่ช่วยสร้างไลฟ์สไตล์ให้กับการใช้ชีวิตได้อีกด้วย

การจัดสรรพื้นที่ภายในห้องเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งของงานออกแบบภายในของ The Reserve Sathorn พื้นที่ที่เราชอบคือพื้นที่ครัวภายใต้การกั้นพื้นที่ด้วยกระจกลอน ซึ่งเป็นดีเทลที่ต่อเนื่องมาจากด้านนอก และหากติดตั้งบานเลื่อนแล้ว เราก็สามารถซ่อนครัวได้อย่างแนบเนียนไปกับพื้นที่อื่นภายในห้องได้ด้วย กระจกลอนตัวนี้ยังถูกใช้งานต่อเนื่องในส่วนอื่น เช่นเคาน์เตอร์แพนทรีและพาร์ทิชั่นระหว่างห้อง ช่วยสร้างมิติของการมองเห็นให้กลายเป็นผนังที่ไม่น่าเบื่อและเข้ากับงานออกแบบภายในห้องได้ดี

ด้วยจำนวนยูนิตที่ไม่มาก เพียง 134 ห้องบนพื้นที่ 30 ชั้น พร้อมลิฟต์ 3 ตัว และที่จอดรถ 100% รองรับ Supercar สร้างความเป็นส่วนตัวให้กับผู้พักอาศัยได้เป็นอย่างดี สาธารณูปโภคถูกจัดรวมกันไว้บนดาดฟ้าเพื่อดึงบรรยากาศเมืองกรุงเทพฯ เข้ามารายล้อมในช่วงเวลาพักผ่อน ส่วนกลางชั้นล่างมี Concierge Service ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกบ้านอย่างเต็มที่ และล็อบบี้ที่ให้บรรยากาศพักผ่อนผ่านการจัดพื้นที่แลนด์สเคปจาก TROP ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากคอร์ทน้ำกลางบ้านของเรือนหมู่แบบไทยเข้ามาสร้างบรรยากาศให้ทุกพื้นที่ได้ยินเสียงน้ำ ส่วนพืชพรรณทั้งหมดเลือกเอาต้นไม้ Tropical และไม้ล้มลุกแบบไทยอย่าง หมาก พลู และบัว เข้ามาสร้างความรู้สึกหรูหราแบบไทยๆ ในพื้นที่สีเขียวทั้งหมดในบริเวณอาคาร

กลุ่มเป้าหมายของ The Reserve Sathorn คือกลุ่มผู้บริหารรุ่นใหม่หรือครอบครัวระดับบน ซึ่งใช้ห้องพักแห่งนี้เป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของครอบครัวในช่วงวันธรรมดา ผู้ใหญ่ที่ทำงานในย่านธุรกิจ และนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในย่านนี้ ที่ไม่ต้องเอาเวลาทั้งวันไปขลุกอยู่กับการจราจร รวมทั้งตัวดีไซน์ของทางโครงการเอง ก็นับเป็นการสร้างบรรยากาศและไลฟ์สไตล์ที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตครอบครัว ตั้งแต่การออกแบบที่ให้กลิ่นอายแบบรีแล็กซ์อยู่สบายไปจนถึงดีเทลเล็กน้อยอย่างเสียงน้ำหรือพรรณไม้ที่จะทำให้บ้านของครอบครัวคือพื้นที่ที่อยากรีบกลับมาอยู่พร้อมหน้ากันทุกวัน

The Reserve Sathorn คอนโดมิเนียมพร้อมไลฟ์สไตล์สุดละเมียดละไม พร้อมให้คุณเปิดประสบการณ์ Open House 4-5 ส.ค. นี้ ชมห้องตัวอย่างพร้อมรับสิทธิพิเศษสูงสุด 700,000 บาท* ที่ http://bit.ly/2JiZact

0 comments on “The Reserve Sathorn : อยู่อาศัยแบบย้อนยุคสไตล์ Modern European Thai Colonial ในซอยสวนพลู ถนนเส้นสงบใจกลางกรุง

Leave a Reply

%d bloggers like this: