ก่อนที่ลิฟท์ของอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์จะเปิดออกสู่ชั้น 34 เชื้อเชิญให้เราก้าวเดินเข้าสู่โถงต้อนรับขนาดใหญ่ที่โอ่อ่า หรูหรา แทรกไปด้วยสเปซหลากหลายรูปแบบที่ชวนให้บรรยากาศดูสนุกสนาน ผ่อนคลายและเป็นกันเองอย่างน่าประหลาด หากไม่มีคนบอก เราก็คงไม่เชื่อว่าสเปซอันสวยงามที่ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันนี้ คือ พื้นที่ทำงาน สำนักงานใหญ่ของ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด หรือที่เราคุ้นเคยกันในแบรนด์สิงห์ที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 88 ปี
เมื่อได้โอกาสเราจึงนั่งลงพูดคุยกับคุณ คุณโอ๊ค–เกียรติระบิล เตชะวณิช Design Director และคุณตี๋ –จารุพัฒน์ วิจิตร์ตราภัทร์ Senior designer ทีมอินทีเรียดีไซน์เนอร์จาก PBM ผู้รับหน้าที่ออกแบบ เปลี่ยนภาพจำของสำนักงานอาคารสูงที่แสนน่าเบื่อให้กลายเป็นออฟฟิศสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์และการทำงานไปพร้อมๆ กัน และยังคว้ารางวัลสุดยอดการออกแบบตกแต่งภายในที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปี “Best of Workspace Design” จาก TIDA Award 2019 ที่จัดโดยสมาคมมัณฑนากรแห่งประเทศไทยอีกด้วย

โปรเจกต์นี้เริ่มต้นขึ้นจากการประกวดแบบ โดยมีนักออกแบบหลายกลุ่มเข้าร่วม ก่อนที่ PBM จะชนะการประกวดด้วยรูปแบบการดีไซน์ที่โดดเด่น แปลกใหม่ สามารถจัดสรรพื้นที่หลากหลายฟังก์ชันให้ออกมาดูสวยงามแต่ในขณะเดียวกันก็ยืดหยุ่น ราวกับเป็นออฟฟิศในฝันของใครหลายคน
คุณโอ๊คเล่าว่า “โจทย์ของทางสิงห์ค่อนข้างเปิดกว้างมาก เขาเพียงต้องการให้ดีไซน์เนอร์นำเสนอว่า ออฟฟิศสมัยใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์รวมถึงการทำงาน และสามารถคงอยู่ไปได้อีก 10 ปี มันจะเป็นแบบไหน ซึ่งเขาให้เราเริ่มดีไซน์ตั้งแต่ตึกกำลังก่อสร้างอยู่เลย มันเลยสนุกกว่าโปรเจกต์ทั่วไป เราสามารถดีไซน์ได้ตั้งแต่สเปซ เข้าไปปรับเปลี่ยนงานสถาปัตย์ ซึ่งอันนี้ก็ต้องชมวิสัยทัศน์ของทางสิงห์นะ เพราะเขาให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่ของผู้ใช้งานจริงๆ ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วไปบังคับว่าผู้ใช้งานต้องทำงานอยู่ในสเปซแบบนี้”

เมื่อตำนานผสานการออกแบบ
แนวคิดหลักภาพรวม ผู้ออกแบบเลือกที่จะหยิบนำประวัติอันยาวนานของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่มาร้อยเรียงและเล่าเรื่องราวผ่านเส้นสายและโทนสี ซึ่งน้อยคนนักจะรู้ว่าก่อนจะมาเป็นสิงห์อย่างทุกวันนี้ บริษัทบุญรอด เริ่มต้นธุรกิจจากการเดินเรือเมล์ ก่อนจะปรับตัวและเปลี่ยนเส้นทางธุรกิจสู่การเริ่มผลิตเบียร์และน้ำเปล่า ทำให้ทางแบรนด์มีความผูกผันกับ สายน้ำ มาตั้งแต่ยุคอดีตจวบจนปัจจุบัน
ซึ่งหากพูดถึง สายน้ำ หลายคนคงนึกถึงภาพวาดที่มักระบายให้ผืนน้ำมีสีฟ้า หรือสีน้ำเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากเป็นน้ำทะเลลึก มักจะถูกแทนที่ด้วยสีเทา ซึ่งเป็นสีที่มีความสุขุม นุ่มลึก นิ่งและสงบตรงตามคาแรคเตอร์ของสิงห์ รวมถึงมีการหยิบสีทองเข้ามาเติมแต่งเป็นส่วนผสมเล็กน้อย เพื่อเสริมความเป็นไทยและสื่อความหมายแฝงของฟองเบียร์ สีสันและเส้นสายลื่นไหลของน้ำ จึงเข้ามาเป็นแนวคิดหลักที่จะครอบคลุมก่อนที่ทุกโซนจะมีความสนุกที่แยกแตกต่างกันออกไป

จากสโลแกนและคาแร็กเตอร์สู่สเปซ
บริเวณชั้น 34 ออกแบบให้เป็นพื้นที่ต้อนรับ รองรับแขกสำหรับการประชุมและพื้นที่ co-working Space ซึ่งสโลแกน ‘รวมกัน มันส์กว่า’ จากแบรนด์ลีโอถูกตีความเป็น Townhall Space สเปซศูนย์รวมของทางองค์กร ที่สถาปนิกตั้งใจเปลี่ยนพื้นที่สูง 7 เมตรให้กลายเป็นชั้นลอยเพื่อสร้างมิติและเพิ่มพื้นที่ให้รองรับจำนวนคนได้มากขึ้น รวมถึงยังสร้างปฏิสัมพันธ์ ทำให้สเปซใช้งานได้อย่างสูงสุด แทนที่จะเป็นเพียงความรู้สึกโอ่โถง หรูหราจากเพดานที่สูง 7 เมตรเพียงอย่างเดียว พื้นที่บริเวณนี้ยังเปรียบเสมือนใจกลางของชั้น 34 ที่ได้รับการออกแบบเส้นสายมาจาก สายน้ำ ที่ไหลต่อเนื่องร้อยเรียงกันอย่างไม่สิ้นสุด



สายน้ำยังคงไหลต่อเนื่องไปสู่ฟังก์ชันต่างๆ ของพื้นที่ บริเวณเคาน์เตอร์ต้อนรับออกแบบด้วยหินควอทซ์ที่มีลวดลายคล้ายกับผิวน้ำที่เคลื่อนตัวอยู่บนพื้นหลังสีเทาดำอันนิ่ง สงบ รวมถึงยังมีการออกแบบ Kinetic Wall ที่สามารถขยับพลิ้วไหวได้ราวกับผืนน้ำที่เคลื่อนตัวไม่หยุดนิ่ง ดีไซน์เนอร์หยิบนำแผ่นสแตนเลสสีทอง เงินและทองแดง พับให้ได้องศาที่พอเหมาะก่อนจะยึดเข้ากับเส้นสลิงและหมุด ซึ่งลวดลายที่ปรากฏยังเป็นส่วนหนึ่งของตัวสิงห์ เผยนัยยะแฝงของอัตลักษณ์ที่สร้างจุดเด่นได้ทันทีที่พบเห็น





“มันจะมีพื้นที่ co-working หรือ pantry แทรกอยู่ในแต่ละจุดของพื้นที่ทำงาน อันนี้มันจะทำให้คุณภาพชีวิตของพนักงานดีขึ้น จากการที่เราต้องนั่งทำงานเป็นรูทีนที่หน้าคอม ลุกขึ้นมาก็เจอเพื่อนที่นั่งทำงานหน้าคอมเหมือนกัน ความรู้สึกมันจะต่าง เขาจะเปลี่ยนไปนั่งทำงานที่บาร์นั่งโซฟา หรือนั่งอาร์มแชร์กดแท็บแล็ตได้” คุณตี๋เล่า



ในส่วนโถงต้อนรับสร้างจุดเด่นด้วยการออกแบบรูปแกะสลัก หนุมานคาบศร ตราสัญลักษณ์ดั้งเดิมของบริษัท โดยใช้วัสดุหินอ่อนดำก้อนใหญ่ทำให้เกิดพื้นผิวด้าน ก่อนจะนำมาแกะสลักด้วยเทคนิคนูนสูง นูนต่ำ ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นไทยกับการออกแบบในไสตล์โมเดิร์นได้อย่างลงตัว
“อย่างผู้บริหาร แกจะเติบโตมากับโรงงาน มีความเป็น Industrial ลุค เพราะฉะนั้นเขาไม่ต้องการสีทอง ไม่ต้องหรูหรา ฟุ่มเฟือย เพราะในเส้นทางธุรกิจเขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ตัวเองแล้วว่าเขาประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ห้องของผู้บริหารก็เลยจะค่อนข้างเรียบง่าย มีความดิบ ดูโก้ เท่ เพราะเขาก็ต้องการให้สะท้อนคาแรคเตอร์ความ Industrial ของสิงห์ด้วย”

เรียบ ง่าย มั่นคงรับผิดชอบต่อสังคม
‘เรียบ ง่าย มั่นคง รับผิดชอบต่อสังคม’ คือแนวคิดการออกแบบวัสดุของพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งสะท้อนคาแร็กเตอร์ความเป็น ‘บุญรอด’ ได้เป็นอย่างดี โดยความเรียบสะท้อนถึงวัสดุและโทนสีที่สวยงามเหนือกาลเวลา สามารถอยู่ได้ทุกยุคทุกสมัย ส่วนความง่าย นำเสนอผ่านวัสดุที่ง่ายต่อการดูแลรักษา สามารถนำมาสร้างสรรค์ผลงานออกแบบได้อย่างชัดเจน ส่วนความมั่นคง คือ วัสดุที่ต้องแสดงความแข็งแรง ถาวร ดูแลรักษาได้ในระยะยาว สะท้อนถึงความเป็นปึกแผ่นขององค์กร ส่วนสิ่งสุดท้ายซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ที่ทางแบรนด์มีมาอย่างยาวนาน นั่นคือ ความรับผิดชอบต่อสังคม วัสดุต่างๆ จึงต้องสื่อถึงความยั่งยืน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


ซึ่งคุณโจ๊ค สถาปนิก ทิ้งท้ายอย่างขบขันว่า “การมีพื้นที่ที่คนไม่ขี้เกียจมาทำงาน นั่นแหละ สุดยอดแล้ว เหมือนเด็กเวลาไปโรงเรียน ถ้าเด็กอยากไป โรงเรียนนั้นคือประสบความสำเร็จ เช่นเดียวกัน ถ้าพนักงานอยากมาทำงาน ชีวิตมีความสุข การทำงานมีประสิทธิภาพ เพราะมันไม่มีใครหรอกที่อยากนั่งอยู่ในพื้นที่ขนาด 1.50 ม. มีแผงกั้น นั่งมองรูปที่ติดอยู่ที่ผนัง แล้วคิดว่าเมื่อไรชีวิตฉันจะได้หยุดยาว แต่ท้ายที่สุดแล้วในฐานะของดีไซน์เนอร์เราก็พูดไม่ได้นะ มันคือผลลัพธ์ที่ผู้ใช้งานต้องพิสูจน์เอง”







