OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM
info@sitename.com | 987654321
การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์


Red House สิ่งปลูกสร้างส่วนต่อขยายสีแดง ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดจากบ้านจีนทางตอนใต้ เมื่อครอบครัวคนจีนถึงคราวต้องขยับขยายเตรียมต้อนรับญาติผู้ใหญ่ที่เริ่มเกษียณและกำลังจะย้ายเข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่งของบ้าน การต่อเติมอาคารให้กว้างขวางพร้อมใช้งานมากขึ้นจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Red House ผลงานการออกแบบจาก O.U.R.Architect นั้นเป็นโครงการมีแนวคิดพื้นฐานในการออกแบบประยุกต์มาจาก Tianjing การสร้างและต่อเติมที่อยู่อาศัยตามแบบฉบับบ้านในประเทศจีนแถบตอนใต้ ซึ่งมีหลักการเว้นพื้นที่เปิดคาร์ทยาร์ดให้เป็นสเปซเชื่อมต่อโปรแกรมต่างๆเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการระบายอากาศอีกด้วย จากเดิมนั้นพื้นที่ในส่วนที่ถูกนำมาสร้างขึ้นเป็น Red House ในปัจจุบันเคยเป็นโกดังเก็บของเก่ามาก่อน แต่ในตอนนี้ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับห้องนอนจำนวนสองห้องและอีกหนึ่ง living space กึ่ง indoor ไปเรียบร้อยแล้ว บริเวณคอร์ทยาร์ดซึ่งเป็นดั่งพระเอกของโครงการที่เราได้กล่าวถึงไปเมื่อข้างต้นนั้น ทำหน้าที่เชื่อม living space ในบ้านหลังเดิมกับ living space ที่น่าตื่นเต้นขึ้นด้วยฟีเจอร์เก๋ๆของบ้านหลังใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งฟีเจอร์ที่ว่านี้ก็หมายรวมถึงบ่อปลาคาร์ฟสวยงามเพลินตาที่ถูกสร้างขึ้นล้อมบันไดขึ้นชั้นสองด้วยเช่นกัน เราสามารถพบห้องนอนห้องแรกที่อีกฟากของ living space ในชั้นหนึ่ง และอีกห้องอยู่บนชั้นสองบริเวณเหนือพื้นที่ living space นั่นเอง ในแง่ของวัสดุที่สถาปนิกเลือกใช้ ก็ถือได้ว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างภาพจำให้โครงการ อิฐช่องลมสีแดงสดโดดเด่นสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันให้ผู้ใช้งานระหว่างช่วงกลางวันและช่วงกลางคืน แพทเทิร์นการวางลวดลายนั้นออกจะแรนดอมอยู่สักหน่อยเนื่องจากสถาปนิกต้องการให้บางจุดมีรูขนาดใหญ่เพื่อใช้แทนหน้าต่างเล็กๆที่คนในบ้านสามารถส่องลอดออกมามองความเป็นไปบริเวณด้านนอกได้ อีกทั้งในช่วงกลางคืนก็ยังมีผลต่อลักษณะการส่องสว่างของแสงจากภายในที่สวยงามได้อีกด้วย หลังคาทรงโค้งและมีลักษณะเชิดขึ้นเป็นอีกส่วนหนึ่งของโครงการที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านจีนสมัยเก่า แม้ดูจากภาพรวมแล้ว Red House จะเป็นโครงการซึ่งเกิดขึ้นจากโจทย์ที่เรียบง่าย แต่ด้วยการออกแบบที่เข้าอกเข้าใจลักษณะการอยู่อาศัยของครอบครัวคนจีน บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นบ้านยุคใหม่ที่มีกลิ่นอายของความเป็นจีนในระดับที่พอดิบพอดี Project…

Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกที่ดูแลเด็กๆในวันที่อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นร้าย สถานศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสังคม เด็กน้อยคนหนึ่งจะเติบโตมาได้ ไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่ช่วยดูแล ช่วงเวลากว่าหนึ่งในสี่ของวันถูกเทไปที่โรงเรียนซึ่งรายล้อมไปด้วยเพื่อนๆและคุณครู ด้วยเหตุนี้โรงเรียนจึงกลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ต้องคอยดูแลเด็กๆไปควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากธรรมชาติเป็นผลงานการออกแบบโดย 1922ARCHITECTS ซึ่งคุณนุ๊ก ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ สถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการเองก็ส่งลูกของเขามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับท่านใดที่ยังไม่เคยได้ยินการเรียนการสอนแบบ Montessori เราขอขยายความให้ฟังแบบสั้นๆกันสักหน่อยว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้กับนักเรียนโดยมุ่งเน้นให้เรียนรู้จากธรรมชาติเป็นหลัก และเป็นการเรียนคละกันให้รุ่นน้องได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ และให้รุ่นพี่ฝึกเป็นผู้นำจากการดูแลรุ่นน้อง นอกจากอาคารหลังใหม่ของโรงเรียนจะถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กๆโดยการมีธรรมชาติรายล้อมและบรรยากาศภายในชวนผ่อนคลายคล้ายอยู่บ้านแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นที่คงไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการจัดการกับความยั่งยืนของสถาปัตยกรรมนั่นเอง “จังหวัดเชียงรายเนี่ย นอกจากที่จะมีอากาศที่เย็นสภาพแล้ว ก็ยังมีฝุ่น PM2.5 ด้วย เพราะฉะนั้นตัวอาคารของเราก็จะต้องปรับตัวกับสภาพอากาศที่นี่ให้ เพื่อให้เด็กมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งมันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนที่ดีด้วย เพราะฉะนั้นเราจะออกแบบอาคารให้มันเป็น Hybrid-system ก็คือสามารถอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนมากได้ แล้วก็ในช่วงอากาศที่ดี เราก็สามารถเปิดหมดได้ แล้วก็ช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 เราก็สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กได้ด้วยนะครับ” คุณนุ๊กเล่าให้เราฟังท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของสนามหญ้าภายในบริเวณโรงเรียน การจัดวางอาคารให้ทิศทางสัมพันธ์กับแดดและลมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กๆสามารถเอ็นจอยกับการเรียนรู้ได้ในทุกๆวัน “การที่เราจะยืมพลังงานธรรมชาติมาใช้อย่างถูกต้องเนี่ย เราก็ต้องวาง sizing ให้ถูกด้วย ก็คือด้านทิศใต้หน้าต่างจะเล็กกว่าฝั่งทิศเหนือ เพราะฉะนั้นลมที่เข้าจากหน้าต่างที่เล็กกว่า แล้วก็ทางออกที่ใหญ่กว่าจะทำให้ลมแรงขึ้นโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร มันก็เป็นจุดที่ทำไมเราต้องใช้หน้าต่างที่มันเล็ก แล้วอีกอย่างนึงก็คือว่าด้านทิศใต้เนี่ยแดดมันจะอ้อมทางทิศใต้ เพราะฉะนั้นการเปิดช่องเปิดเยอะเกินมันก็ทำให้มันร้อน…

แทรกตัวในย่านเก่า ตามแบบฉบับ House KJ ลองนึกถึงวิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับบ้านแนวยาวซึ่งมีความกว้างเพียง 1.8 เมตร เชื่อได้เลยว่าเมื่อเห็นตัวเลขแล้วหลายคนคงจินตนาการถึงความอึดอัดคับแคบขึ้นมาเป็นสิ่งแรก แต่ก่อนจะด่วนตัดสินกันไปแบบนั้น เราอยากให้ลองมาดูวิธีที่ 1-1 Architects บริษัทสถาปนิกสัญชาติญี่ปุ่นเขาจัดกันกับโปรเจ็คต์ House KJ แห่งเมืองเอฮิเมะกันเสียก่อน ลักษณะที่ดินที่ดูบิดเบี้ยวแปลกตาคือปัจจัยส่วนสำคัญที่ทำให้รูปร่างของตัวบ้านออกมาเป็นอาคารลีบๆหลังหนึ่งที่มีความยาวเกือบ 25 เมตรแต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียงไม่ถึง 2 เมตรเท่านั้น คำนิยามแปลกๆที่ทางสตูดิโอมอบให้ไซต์ผืนนี้ก็คือ “เสาธงที่บิดเบี้ยว” ซึ่งหากลองพิจารณากันจากภาพมุมสูงแล้ว สายตาหลายคู่คงเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่ามันดูเหมือนเสาธงที่บิดเบี้ยวจริงๆด้วย เนื่องจากถูกรายล้อมไปด้วยบ้านเรือนหลังต่างๆที่จับจองพื้นที่มาก่อนและถนนเอียงๆสายเก่าที่ทอดยาวอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ทำให้ที่ดินพล็อตนี้มีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านรอบข้างแบบน่าฉงนในหลายแง่มุม จนในที่สุดทางผู้ออกแบบจึงตัดสินใจที่จะวางแกนหลักอาคารจากบริเวณ “เสาธง” ให้ยาวไปจนถึงเกือบสุดปลายอีกฝั่ง และจัดการให้แต่ละช่วงตอนของบ้านนั้นมีช่องเปิดหรือผนังปิดทึบในตำแหน่งที่สอดรับกับเพื่อนบ้านแต่ละหลังอย่างเฉพาะเจาะจง เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายในแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นในโปรเจ็คต์ไหนขึ้นอย่างน่าตื่นตา แม้โดยภาพรวมแล้วอาคารจะดูบางเฉียบ ทว่าเพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและเป็นสัดส่วน สถาปนิกได้ทำการแต่งเสริมความกว้างให้บางส่วนของบ้านขึ้นมาให้เกิดเป็นสเปซที่เหมาะสมแก่การใช้งานสำหรับแต่ละโปรแกรมมากขึ้น เช่นบริเวณ living space ห้องครัว หรือห้องนอนตามที่เราสามารถเห็นได้จากแปลนนั่นเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับบ้านหลังนี้คือ แทนที่จะใช้ผนังหนาทึบแบ่งกั้นสัดส่วนกันอย่างที่ได้รับความนิยมโดยสากลโลก แต่ทั้งอาคารนั้นกลับดูเหมือนจะเชื่อมกันเป็นห้องเดียว ปัจจัยที่ช่วยแบ่งสัดส่วนนั้นหาใช้ผนังไม่ ทว่าเป็นการเล่นระดับพื้นอย่างวาไรตี้ต่างหาก แม้รูปร่างของบ้านหลังนี้จะดูไม่ค่อยเป็นที่คุ้นตา แต่น่าแปลกที่เรามองเห็นความอบอุ่นของครอบครัวที่อาศัยอยู่ภายในได้อย่างชัดเจนทีเดียว และถ้าหากลองเทียบเคียงกับบริบทในประเทศไทยซึ่งเต็มไปด้วยที่ดินหน้าตาประหลาดมากมายแล้ว เราคิดว่าแนวคิดการออกแบบที่ 1-1 Architects สร้างขึ้นเพื่อ House KJ นั้นน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆสำหรับการดีลกับคาแรกเตอร์ที่ดินทุกรูปแบบ…
