Recessed Residence บ้านคลาสสิกมินิมอล ที่มอบสเปซแห่งความสุขให้กับคนสองเจเนอเรชั่นได้อย่างลงตัว

Recessed Residence บ้านคลาสสิกมินิมอล ที่มอบสเปซแห่งความสุขให้กับคนสองเจเนอเรชั่นได้อย่างลงตัว

เป็นธรรมดาของครอบครัวที่เมื่อลูกๆ โตขึ้น เข้าสู่วัยทำงานกันแล้วก็มีความต้องการที่จะมีพื้นที่ส่วนตัวอยู่ภายในบ้าน บางครอบครัวลูกๆ ก็แยกย้ายกันออกไปอยู่คอนโด อพาร์ทเม้นท์ หรือ หอพัก ซึ่งสำหรับบางคนแล้วการแยกออกไปอยู่ภายนอกบ้านก็ทำให้คนเป็นพ่อ และแม่ อดเป็นห่วงลูกๆ ไม่ได้

นี่จึงเป็นที่มาการออกแบบของบ้าน Recessed Residence ที่ตั้งใจออกแบบพื้นที่ให้แยกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนระหว่างพ่อกับแม่และลูก ราวกับเป็นสองหลังติดกัน ซึ่งภายในแต่ละส่วนต่างก็มีการออกแบบที่แตกต่างกันเพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี งานนี้ออกแบบโดย วิน-ธาวิน จาก WARchitect 

ความต้องการ และความจำกัดของพื้นที่

ทางคุณพ่อคุณแม่ต้องการสร้างบ้านสองหลังในพื้นที่ทั้งหมด 1 ไร่ โดยหลังแรกเป็นของคุณพ่อคุณแม่เอง ที่ทำไว้รองรับในช่วงวัยเกษียณ ส่วนอีกหลังสร้างขึ้นไว้ให้กับลูกที่กำลังเข้าสู่วัยทำงาน ซึ่งความแตกต่างแรกก็คือสไตล์ของคุณพ่อคุณแม่ ที่อยากได้รูปแบบคลาสสิกดูอลังการสง่างาม แต่กลับกันในส่วนของลูกอยากได้สไตล์แบบมินิมอล หรือ สไตล์แบบ มูจิ แบบเรียบเนี้ยบ

“การออกแบบบ้านสองหลังมีข้อจำกัดอยู่ตรงที่พื้นที่มีเสาไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน ที่ดินนี้จึงก่อสร้างได้เพียงครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมด เพราะมีกฎหมายระยะร่น และห้ามสร้าง หรือปลูกต้นไม้ที่มีความสูงเกิน 3 เมตร การแยกอาคารออกเป็นสองหลังและมีสไตล์ที่แตกต่างกัน ดูจะเป็นเรื่องยาก เพราะจะมีเรื่องระยะร่นระหว่างบ้านสองหลังที่จะทำให้บ้านมีขนาดเล็กลง”

รวมบ้านเป็นหลังเดียวกัน

เมื่อความต้องการดูจะไม่เป็นไปตามที่ทางเจ้าของคิดไว้ แต่ในแง่การออกแบบแล้ว ปัญหาเหล่านี้ดูจะกลายเป็นสิ่งที่เหล่าสถาปนิกมักจะพบเจอกันอยู่บ่อยๆ แต่การวิเคราะห์ก็ทำให้ค้นหากุญแจดอกสำคัญในการไขปัญหาจนเจอ เพื่อให้ถูกใจ และเหมาะสมกับตัวเจ้าของบ้านมากที่สุด

“เราเลยเสนอว่าให้รวมบ้านเป็นหลังเดียวกัน และทำสไตล์บ้านให้ออกมาตรงกลาง ในความหมายก็คือไม่ได้ให้อยู่ระหว่างกลางของคลาสสิกกับมินิมอล แต่เราต้องตีความสไตล์นั้นๆ ตามความหมายที่เจ้าของเข้าใจออกมา เช่น ความอลังการ เห็นแล้วดูหรูหราดูสง่า แต่ยังมีความน้อย และเรียบง่าย เราเลยถอดคิ้วบัวของสไตล์คลาสสิกมาใช้ ออกมาเป็นรูปแบบหยึกหยักมาใช้เป็นไอเดียในเรื่องของฟาซาด นำเสนอรูปแบบใหม่ให้กับเจ้าของ ซึ่งในส่วนนี้ทุกคนในบ้านก็ดูชื่นชอบกัน”

หน้าบ้านปิดทึบ และฟาซาดย่อมุม

การออกแบบอาคารด้านหน้าทางเข้าสถาปนิกเลือกที่จะทำให้อาคารปิดทึบทั้งหมด เพราะไม่มีฟังก์ชันส่วนใดที่ต้องหันออกมาทางหน้าบ้าน และไม่มีวัตถุประสงค์ของวิวที่ดี จึงทำให้หน้าตาบ้านออกมาทึบ ทำให้เรานึกถึงอาคารมิวเซียมศิลปะที่มักจะชอบทำเรียบๆ และปิดทึบ

“การที่เราทำอาคารให้ทึบนอกจากจะช่วยประหยัดงบประมาณแล้ว ในอีกแง่หนึ่งคือ กันโจร เนื่องจากบริเวณมุมของบ้านมีสะพานที่สามารถกระโดดลงมาภายในบ้านได้ ขณะเดียวกันความทึบ ยังยาวต่อเนื่องเพื่อใช้กันแดดอีกด้วย เพราะบ้านหลังนี้ไม่ต้องการเห็นแสงอะไรแบบนั้น หน้าบ้านจึงเหลือแค่ประตูย่อมุมที่เมื่อเข้าไปแล้วจะพุ่งตรงไปยังสวนในร่มขนาดเล็ก และทะลุไปยังสนามหญ้าขนาดใหญ่”

ไฮไลท์สำคัญของบ้านหลังนี้ก็คือฟาซาดที่สถาปนิกได้ไอเดียมาจาก สถาปัตยกรรมคลาสสิก ซึ่งสถาปนิกได้แรงบันดาลใจนี้มาจากความต้องการของเจ้าของเอง สถาปนิกจึงหยิบการย่อมุม และบัวมาทำเป็นแพทเทิร์นใหม่ให้กับฟาซาดของบ้าน มีลักษณะนูนและลดหลั่นกันเป็นระดับขั้น ทำให้ภาษาของสถาปัตยกรรมมีความเป็นอัตลักษณ์ นอกจากจะกันแสงแดดไม่ให้ความร้อนเข้ามาในบ้านแล้ว แสงแดดยังส่องกระทบลงมาที่ฟาดซาดทำให้เกิด แสงและเงาที่ดูงดงาม

บ้านหนึ่งหลังที่มีฟังก์ชันสองหลัง

ฟังก์ชันภายในบ้านหลังนี้ประกอบไปด้วยส่วนของพื้นที่ของลูก ประกอบไปด้วย ห้องนั่งเล่นแบบหลุม และห้องครัว และในชั้นสองเป็นส่วนของห้องนอน และพื้นที่ทำงาน ในส่วนของพื้นที่ของคุณพ่อคุณแม่ จะมีห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร ห้องนอน และในชั้นสองจะเป็นห้องพระ จะเห็นได้ว่าพื้นที่ของลูก และคุณพ่อคุณแม่ ถูกแยกกันอย่างชัดเจนเสมือนเป็นบ้านสองหลังแต่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน

“เมื่อเข้ามาภายในบ้านจากช่องประตูตรงกลาง ทางซ้ายมือจะเป็นส่วนของลูก และขวามือจะเป็นส่วนของพ่อแม่ ทั้งสองส่วนนี้แบ่งโถงทางเข้าแยกกันให้มีพื้นที่ของตัวเอง โดยพื้นที่ของลูกจะออกแบบให้เป็นห้องเดี่ยว เพราะคนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยชอบการแบ่งย่อยห้องเท่าไหร่นัก อยากให้ห้องดูเป็นชิ้นเดียวกันมีความดูเพล็กซ์ และให้ฟังก์ชันอยู่ในพื้นที่เดียวกันแต่แบ่งแยกด้วยการเล่นระดับ เสริมด้วยคอร์ทยาร์ดให้เป็นจุดเด่นของบ้านด้วยต้นหมากฟอร์มสวย ถัดมาที่บันไดราวกันตกแบบกระจกเป็นตัวเชื่อมระหว่างระหว่างชั้น 1 และชั้น 2 ที่ดูเหมือนชั้นลอยเป็นส่วนของห้องนอน ถัดมาจะเป็นส่วนทำงานที่มีชั้นวางที่ล้อไปกับฟาซาดภายนอกอีกด้วย”

“ในฝั่งคุณพ่อคุณแม่ การเดินขึ้นลงในวัยเกษียณบ่อยๆ อาจจะไม่ใช่เรื่องดี ฟังก์ชันทั้งหมดจึงต้องอยู่ในบริเวณชั้น 1 และทำบรรยากาศให้ดูอบอุ่นเหมือนอยู่คาเฟ่ แต่พื้นที่ห้องนอน กับ พื้นที่รับแขกอยู่ติดกัน เราจึงออกแบบให้ประตูห้องนอนเป็นแบบบานหมุนที่เรียบเนียนไปกับผนัง เมื่อแขกเข้ามาก็จะเข้าใจว่าพื้นที่ในบ้านมีเพียงเท่านี้  นอกจากว่าจะเป็นแขกที่จะมาพักค้างคืนก็จะมีห้องรองรับอยู่ แต่ต้องให้เจ้าของบ้านเป็นคนเปิดให้เท่านั้น จะเห็นว่าในฝั่งพ่อแม่จะไม่ได้เล่นระดับ มีเพียงแค่บันไดขึ้นไปบนชั้นสองแต่ก็ทำให้มีความทึบ และดูแข็งแรงเพื่อให้การจับพยุงตัวเป็นไปได้สะดวก และมั่นใจ”

การเลือกใช้วัสดุ

พื้นผิวของอาคาร และภายในสถาปนิกเลือกใช้สีขาวทั้งหมด เพื่อให้บ้านดูมีความอบอุ่นมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะเสริมความหรูหราในพื้นที่ของลูกด้วยกระเบื้องหินอ่อน และปูกระเบื้องยางลายไม้ ถัดมาในส่วนของพื้นที่ของคุณพ่อคุณแม่จะให้บรรยากาศอบอุ่นแบบผู้ใหญ่ด้วยการใช้กระเบื้องเอ็นจิเนียลายไม้ฝานทำมุม 45 องศา เพื่อให้สามารถเข้ามุมแบบเฉียงได้ นอกจากนี้ยังใช้เฟอร์นิเจอร์สีไม้ และสีครีมให้ดูกลมกลืนไปกับทุกๆ ส่วนอีกด้วย

การออกแบบบ้านที่โรงเรียนไม่มีสอน

“ฟังก์ชัน และความต้องการของเจ้าของบ้านทุกๆ หลังจะถูกบอกเล่ามาอย่างชัดเจนอยู่แล้ว แถมยังเติมความต้องการเข้ามาอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการที่งานออกแบบจะออกมาดีหรือไม่ดี มันขึ้นอยู่กับไหวพริบ หรือการต่อรองของผู้ออกแบบเอง ที่มองว่าเรายังรักษารูปแบบของการดีไซน์ของเราได้ขนาดไหน โดยที่เราไม่ได้ไปลดทอนความต้องการของเขา แต่เราต้องบอกข้อดี และข้อเสียในการออกแบบ และก่อสร้าง ว่าทางเจ้าของรับได้ไหม เพื่อให้เขาตัดสินใจ โชคดีที่เราได้เจ้าของบ้านที่เข้าใจ และเชื่อใจเราในการเลือกสรรสิ่งต่างๆ ให้กับบ้านหลังนี้ รวมไปถึงผู้รับเหมาที่ทำให้งานเราออกมาดี ถึงแม้จะมีการล่าช้าไปบ้าง แต่โดยรวมก็เป็นที่น่าพอใจ งานออกแบบบ้านเป็นงานเซอร์วิส เราจะประนีประนอม รักษาน้ำใจกัน วันแรกจนวันเสร็จให้แฮปปี้ไปตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่โรงเรียนไม่มีสอน”

Architect/Interior/Landscape by WARchitect
Category : Private Residence  
Area : 650 sq.m.
Photographer : Rungkit Charoenwat

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

SCG D’COR วัสดุตกแต่งทดแทนตอบโจทย์งานออกแบบ ช่วยให้สถาปนิกเนรมิตผลงานได้ตรงตามจินตนาการ

SCG D’COR
วัสดุตกแต่งทดแทนตอบโจทย์งานออกแบบ ช่วยให้สถาปนิกเนรมิตผลงานได้ตรงตามจินตนาการ

Full House บ้านทรงหน้าจั่วสีขาวสไตล์โมเดิร์น ผลงานการออกแบบของ คุณธาวิน หาญบุญเศรษฐ จาก WARchitect ออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกภายในบ้านทั้ง 9 ท่านที่อยากรวบรวมความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัยทั้ง 3 เจนเนอเรชัน และวัสดุสู่ฟังก์ชันภายในให้มีความสอดคล้องเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นบ้านที่รวมครอบครัวใหญ่ให้อยู่พร้อมหน้ากันได้อย่างลงตัว

นอกจากฟังก์ชันของบ้านแล้ววัสดุก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ให้สอดคล้องและเชื่อมต่อกัน  โดยใช้วัสดุที่มีความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยดีเทลอย่าง SCG D’COR Modeena และ SCG D’COR Trim ผลิตภัณฑ์จาก SCG D’COR

แนวคิดวัสดุเฉพาะทาง

ด้วยข้อจำกัดของบริบทผสานเข้ากับความต้องการบ้านที่เรียบง่ายจากทางเจ้าของ ทำให้ภาพรวมของบ้านหลังนี้ มินิมอลจนดูเหมือนขาดรายละเอียดบางอย่างไป ทางสถาปนิกเลือกใช้วัสดุที่สามารถเพิ่มความโดดเด่น ทั้งเรื่องรูปทรง และลวดลาย ที่เพิ่มรายละเอียดให้ตัวบ้านแต่ยังตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของบ้านได้อย่างลงตัว

เพิ่มมิติให้รั้วบ้านด้วยเส้นโค้งเว้าจาก SCG DCOR Trim

บริเวณรั้วทึบภายนอกอาคาร เอสซีจี เดคคอร์ รุ่นบัวผนัง วัสดุตกแต่งเนื้อแน่นมีผิวเรียบเนียน มีลักษณะเป็นลอนเว้าโค้งครึ่งวงกลมหนึ่งด้าน และด้วยลักษณะของวัสดุที่เป็นซี่ระแนงจึงสามารถติดตั้งให้โค้งไปตามผนังรั้วได้อย่างง่ายดาย เพื่อสร้างเรื่องราวให้ตัวบ้านมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวแผ่นสามารถทาสีรองพื้น และสีน้ำอะคริลิกได้โดยเลือกสีได้ตามต้องการ

สร้างเอกลักษณ์โดดเด่น ให้รั้วภายนอก

SCG D’COR Trim ที่มีเท็กเจอร์นูนต่ำจึงทำให้แสงเงา เกิดความเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา ที่สร้างความน่าสนใจ และความสวยงามให้กับสถาปัตยกรรม

เพิ่มความโดดเด่นด้วยผนังตกแต่งเซาะร่อง 3 มิติ จาก SCG DCOR MODEENA

ทางสถาปนิกได้เพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้กับตัวบ้านด้วย เอสซีจี เดคคอร์ รุ่น โมดิน่า ผนังตกแต่งเซาะร่อง 3 มิติ ในบริเวณซุ้มประตูจั่วบริเวณทางเข้าหลักของบ้าน  มีการใช้เส้นสายเซาะร่องที่ดูมีมิติตื้นลึกเด่นชัดในตัว มีความสวยงามไร้รอยสกรู สามารถนำมาต่อแผ่นให้เกิดเป็นลวดลาย สร้างมุมมองที่น่าสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ยังมี Pattern ที่แตกต่างกันให้เลือกถึง 5 แบบ สามารถทาสีได้ตามสไตล์ที่ต้องการ และใช้งานได้ทั้งภายในภายนอกอาคาร

ผลิตจากเทคโนโลยี XTrusion ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ SCG DCOR 

SCG D’COR Modeena และ SCG D’COR Trim ผลิตจากเทคโนโลยี X-Trusion ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของ SCG D’COR ที่สามารถขึ้นรูปสามมิติได้ตามต้องการ โดดเด่นไม่เหมือนใคร และเป็นเนื้อเดียวกันตลอดทั้งแผ่น มีความแข็งแรง และความหนาแน่นสูงกว่าไฟเบอร์ซีเมนต์ในระบบการผลิตทั่วไป 60% ด้วยการใช้ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ของ SCG ผสานด้วยเส้นใยไฟเบอร์ชนิดพิเศษและ ซิลิก้าบริสุทธิ์ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเรื่อง ความทนทานต่อทุกสภาพอากาศ จึงสามารถใช้ตกแต่งได้ทั้งภายใน และภายนอก

นอกจากการตกแต่งรั้ว ประตู ในลักษณะของบ้าน Full House แล้ว ยังสามารถนำต่อยอดไอเดีย นำไปตกแต่งฟาซาด (Facade) กรอบอาคาร หรือที่อยู่อาศัยที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ทั้งช่วยด้านสร้างความสวยงาม และสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวบ้านและอาคาร ด้วยวัสดุตกแต่ง SCG D’COR มีความหลากหลายทั้งรูปแบบดีไซน์ และฟังก์ชัน ที่สามารถปรับให้เหมาะสม ตามจินตนาการของนักออกแบบ

บริการติดตั้ง และให้คำปรึกษาจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก SCG DCOR

 สำหรับผู้ที่สนใจวัสดุทดแทนจาก SCG D’COR ก็สามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ เพราะเอสซีจี เดคคอร์ มีบริการ Service Solution แบบครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษางานออกแบบ คัดสรรวัสดุโดยผู้เชี่ยวชาญด้าน Material Science หลากหลายประเภท นอกเหนือจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ยังมีวัสดุทดแทนอื่นๆ อาทิเช่น อลูมิเนียม พลาสวูด WPC ซึ่งสามารถเลือกเหมาะสมกับงานออกแบบที่มีหลายรูปแบบ ช่วยตอบโจทย์งานออกแบบได้ตามจินตนาการของเจ้าของบ้าน และสถาปนิก  จนถึงรายละเอียดของการติดตั้ง พร้อมดูแล และรับประกันหลังการติดตั้ง ให้งานตกแต่ง เป็นเรื่องง่าย สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าอย่างสูงสุด

สำหรับสถาปนิกที่สนใจสอบถามข้อมูลวัสดุ SCG D’COR เพิ่มเติม หรือขอไฟล์ 3D Model : https://bit.ly/3zk02ID  
ข้อมูลสินค้า SCG D’COR : https://bit.ly/38fMYbo
ข้อมูล SCG D’COR Facade Solution : https://bit.ly/3Bb0LfG

Writer
WIMONSIRI M.

WIMONSIRI M.

นักเดินทาง(สมัครเล่น) ที่ผันตัวมาเป็นนักเขียน(ฝึกหัด) สนุกกับการค้นหางานดีไซน์พอๆกับการจัดทริป และฝันว่าอยากใช้ชีวิตอย่าง simple life ในฟาร์มสเตย์ของตัวเอง

Full-House เมื่อสถาปัตยกรรมรวมความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุ

Full-House
เมื่อสถาปัตยกรรมรวมความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุ

เมื่อสมาชิกทั้ง 9 ท่าน 3 เจนเนอเรชัน 2 ครอบครัวต้องมาอยู่อาศัยร่วมกันภายในขอบเขตของที่ดินเพียง 103 ตารางวา ที่รายล้อมไปด้วยถนนทั้ง 3 ด้าน ต้องเผชิญกับกฏหมายระยะร่นอาคารที่บีบบังคับให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยมีน้อยลง พื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่คุณ วิน -ธาวิน หาญบุญเศรษฐ สถาปนิกจาก WARchitect เข้ามารับหน้าที่รังสรรค์สเปซให้เป็นเรื่องราวของ Full-house บ้านหลังใหม่ของครอบครัวใหญ่ทั้ง 9 ท่าน ให้กลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว

Full House เริ่มต้นขึ้นจากการสร้างบ้านเต็มพื้นที่ดินสอดคล้องกับชื่อของบ้าน เพื่อความต้องการของสมาชิกถึง 9 ท่าน โดยคุณวินเล่าว่า “โจทย์แรกที่เราคิด คือทำอย่างไร ให้คนทั้ง 9 คนสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ ซึ่งความท้าทายกว่านั้น คือในสมาชิกทั้ง 9 ท่านจะถูกแบ่งเป็น 2 ครอบครัว 3 เจนเนอเรชัน นั่นก็คือ ครอบครัวของคุณปู่คุณย่า และครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ซึ่งกำลังมีลูกเล็ก ทั้งสองครอบครัวกึ่งๆ แยกออกมาแต่ยังคงอยู่อาศัยร่วมกัน อยู่ชิดกัน มองจากข้างนอกต้องรู้สึกว่าเป็นบ้านหลังเดียวกัน”

เริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัย สู่ฟังก์ชันภายใน

หากเคยเห็นผลงานต่างๆ ของ WARchitect ส่วนใหญ่เราจะคุ้นตากับอาคารแนวดิบ เท่ ลอฟท์ แต่สำหรับบ้านหลังนี้รูปลักษณ์กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความที่มีหัวใจสำคัญของบ้านเป็นสมาชิกตัวน้อยทั้ง 2 คนที่เชื่อมโยงสองครอบครัวใหญ่เข้าไว้ด้วยกันภาพรวมในการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งหมดจึงเน้นไปทางโคซี่ อบอุ่น มีความอ่อนโยนและปลอดภัยกับเด็กเสียมากกว่า สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ในใจที่ทางเจ้าของและสถาปนิกตั้งไว้ ไปพร้อมๆ กับการออกแบบฟังก์ชันภายในเพื่อสมาชิกทั้ง 9  คน

“ตอนแรกเลยเราไม่ได้คิดถึงการหารูปฟอร์ม มันมีความสำคัญก็จริง แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ตามมาทีหลัง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้สมาชิกทั้ง 9 มีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอในพื้นที่จำกัด” ซึ่งเมื่อได้ลองออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในและขึ้นฟอร์มของอาคาร ทางสถาปนิกก็พบว่า อาคารในฝั่งของคุณปู่คุณย่า จะกลายเป็นตึกสามชั้นที่คล้ายกับทาวน์เฮาส์หรือตึกแถว ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีที่ดินมากกว่าแต่กลับมีจำนวนสมาชิกน้อยกว่า ทำให้อาคารมีสามชั้นบ้าง สองชั้นบ้างปะปนกันไป

แต่เพื่อให้บ้าน 2-3 ชั้นที่กระจัดกระจายดูภายนอกแล้ว อยู่ใต้หลังคาเป็นบ้านหลังเดียวกัน สถาปนิกจึงต้องมองหาภาษาทางสถาปัตยกรรมบางอย่างที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง ซึ่งในที่นี้คือ หลังคาจั่วทั้ง 4 ก้อน ที่รับหน้าที่ลดทอนสัดส่วนสูงชะลูดของอาคาร ลดความเป็นตึกแถว โดยจั่วทั้ง 4 จะมีระดับที่แตกต่างกัน “พอมันมีสูง มีกลาง มีต่ำ ผมรู้สึกว่ามันเหมือนบ้านตุ๊กตาของน้องๆ หลานๆ ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ และมันก็ช่วยทอนสเกลของความเป็นตึก ช่วยให้รู้สึกถึงความเป็นบ้านได้ดี” คุณวินเล่าเสริม

ถึงแม้ภายนอกอาคารจะถูกร้อยเรียงรวมกันด้วยหลังคาจั่ว แต่สำหรับฟังก์ชันภายในบ้าน ถูกแบ่งออกเป็นสองหลังอย่างชัดเจน โดยที่จอดรถถูกออกแบบเป็น 2 พื้นที่ ฝั่งหนึ่งเข้าถึงได้จากทิศเหนือ ส่วนอีกฝั่งเข้าถึงผ่านทางทิศตะวันตก ก่อนจะนำทางเข้าสู่ฟังก์ชันหลักส่วนอื่นๆของบ้านที่แต่ละหลังจะมีพื้นที่เป็นส่วนตัว ห้องนั่งเล่น รับประทานอาหาร หรือแม้แต่ส่วนซักล้าง ซึ่งทั้งสองครอบครัวสามารถอยู่บ้านคนละหลังได้โดยไม่จำเป็น ต้องใช้พื้นที่อะไรร่วมกันเลย เว้นเพียงแต่ ครัวไทย ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนมาทำอาหารรับประทานร่วมกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกันโดยเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์ของบ้านทั้งหลังเอาไว้

(ห้องนั่งเล่นสองห้องที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน)

ทางสัญจรขึ้นสู่ชั้นสองจะถูกแยกส่วนเป็นบ้านแต่ละหลังอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้งานชั้นสองจะเป็นส่วนห้องนอนทั้งหมด ในขณะที่ชั้นบนสุดถูกออกแบบให้เป็นห้องนอนในอนาคตของหลานๆ “ผมมองว่า บ้านหลังนี้ ช่วงระยะเวลาในการอยู่อาศัยมันยาวมาก วันนึงหลานๆ ก็จะต้องโตขึ้นไปเรื่อยๆ บ้านหลังนี้อาจจะกลายเป็นของเขา ซึ่งเขาก็อาจจะยังอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัว มันก็เหมาะกับการอยู่อาศัย”

การใช้งานของผู้อยู่อาศัยที่ต้องไปในทิศทางเดียวกับวัสดุ

นอกจากฟังก์ชันบ้านที่ต้องตามใจผู้อยู่อาศัย วัสดุที่ต้องสัมผัสและอยู่ใกล้ชิดก็ต้องตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยเช่นกัน และสำหรับบ้าน Full house หลังนี้ ทางเจ้าของเองมีโจทย์ว่าอยากใช้ไม้สีอ่อน เติมแต่งให้บ้านคุมโทนสีสว่าง เนื่องจากมีสมาชิกของบ้านเป็นทั้งวัยชรา และวัยเด็ก อีกทั้งยังต้องการให้ภาพรวมวัสดุทำความสะอาดง่าย และไม่มีฝุ่น ในการออกแบบสถาปนิกจึงเน้นใช้วัสดุที่เรียบง่าย หรือทาสีอาคารธรรมดาเพื่อให้ได้พื้นผิวที่เรียบ และกักเก็บฝุ่นได้น้อยที่สุด

บริบทเฉพาะตัว กับแนวคิดวัสดุเฉพาะทาง

เนื่องจากทำเลที่ตั้ง รายล้อมไปด้วยถนนและที่อยู่อาศัยในเขตชุมชน ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา สัญจรเข้าออกไปมาอยู่เป็นกิจวัตร ประกอบกับทิศทางของแดด ทำให้สถาปนิกเลือกหันทิศทางของตัวบ้าน ไปทางทิศเหนือเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและความร้อน ส่วนด้านตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นด้านข้างของตัวบ้านจะถูกออกแบบให้ไร้ซึ่งช่องเปิด เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย

เมื่อข้อจำกัดของบริบทผสานเข้ากับความต้องการบ้าน ที่เรียบง่ายจากทางเจ้าของ ทำให้ภาพรวมของบ้านหลังนี้เรียบนิ่ง และมินิมอลจนดูเหมือนขาดรายละเอียดบางอย่างไป  “ภายในบ้านมันเรียบไปหมดแล้ว ส่วนรั้วมันก็ทึบ และมันลากยาว ทำให้ซอยมันแคบ ดูตัน ทำให้บ้านรู้สึกไม่ค่อยน่าอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนที่ดินตรงนี้มันเคยเป็นที่ดินโล่งมานาน มีต้นไม้ขึ้น กลายเป็นสวนส่วนกลางของชาวบ้านแถวนั้น ก็เลยเสนอเจ้าของบ้านว่า เราอาจลงทุนเพิ่มอะไรกับการเลือกใช้วัสดุผนังข้างนอกหน่อย เพื่อให้บ้านหลังนี้มันเหมือนเป็นล๊อบบี้ของชุมชน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ซอยนี้ดูดีขึ้นด้วย”

เพื่อสร้างเรื่องราวให้สถาปัตยกรรมน่าสนใจยิ่งขึ้น บริเวณรั้วทึบภายนอกอาคาร สถาปนิกจึงเลือกใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์ SCG D’COR Trim บัวผนังจากแบรนด์ เอสซีจี เดคคอร์มาตกแต่งโดยติดตั้งหันด้านเว้าออกสู่ถนน ด้วยลักษณะของวัสดุที่เป็นซี่ระแนงจึงสามารถติดตั้งให้โค้งไปตามผนังรั้วได้อย่างง่ายดาย และเมื่อถึงเวลาที่แสงแดดตกกระทบผนัง บัวผนังที่สร้างเท็กเจอร์นูนต่ำจะทำให้แสงเงาเปลี่ยนไป เกิดความเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา ที่สร้างความน่าสนใจและความสวยงามให้กับสถาปัตยกรรมได้ไม่น้อย

เช่นเดียวกับ ซุ้มประตูจั่วบริเวณทางเข้าหลักของบ้าน เพื่อสร้างความแตกต่างให้ภาพรวมของสถาปัตยกรรมดูโดดเด่นและไม่กลืนกันไปเสียหมด สถาปนิกจึงเติมความน่าสนใจ ด้วย SCG D’COR Modeena ไม้ตกแต่งผนังสีน้ำตาลธรรมชาติที่ช่วยสร้างพื้นผิว ลดทอนสเกลของบานประตูไม่ให้ดูใหญ่โต เทอะทะจนห่างไกลความเป็นบ้านไป

“พูดถึงการตกแต่งผนังภายนอก สมมติว่าเรามีผนังอยู่ระนาบหนึ่ง เราจะใช้วัสดุอะไรดี? ถ้าเรามีงบประมาณหลักร้อยปลายๆ ถึงหลักพันต้นๆ ผมว่าตัวเลือกอาจจะเหลือไม่เยอะ อาจจะเป็นสีพ่น หรือติดกระเบื้อง แต่มันก็จะเป็นการตกแต่งไปที่ผิวโดยตรง เกิดเป็นลวดลายแต่ไม่สามารถสร้างเท็กเจอร์หรือฟอร์มของผนังที่มีความนูนต่ำได้ ไฟเบอร์ซีเมนต์ก็เป็นกลุ่มวัสดุที่มาตอบโจทย์งานดีไซน์ตรงนี้ อีกทั้งราคาไม่แพง ติดตั้งง่าย และยังทำสีได้ง่าย เหมือนการทำสีผนังทั่วๆไป” สถาปนิกเล่า

Materials Tips

คุณวินยังแอบแชร์เทคนิคเล็กๆ ให้เราฟังว่า กลุ่มวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ หากติดตั้งบนโครงเหล็ก จะให้ความแข็งแรงปลอดภัยมากกว่า แต่ต้องมีการวัดระยะของตงเหล็กให้มีความถี่มากพอ หรือหากจะติดตั้งกับผนังโดยตรงก็ทำได้เช่นกัน แต่ผนังเหล่านั้นต้องได้ระนาบมากพอสมควร ส่วนการใช้งานวัสดุที่มีลักษณะเป็นร่อง มีความหยาบ หรือเป็นซี่ระแนง แน่นอนว่าอาจจะมีฝุ่นเกาะได้ง่าย แต่การเลือกใช้งานในแนวตั้ง จะช่วยให้ฝุ่นเกาะได้ยากขึ้นและยังสามารถฉีดน้ำ ชำระล้างได้ง่ายกว่า

“ทำบ้านหลังนี้ เหมือนเราได้ผูกพันกับทางเจ้าของบ้านไปด้วย ลูกของเขาก็เหมือนหลานของเรา เราก็อยากให้เขาได้บ้านที่ดีในการอยู่อาศัยต่อในอนาคต รวมถึงเรื่องวัสดุ ถ้าเรามองว่าวัสดุสวยวันนี้ แต่ปีหน้าเสียหาย แสดงว่าเราไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้า การเลือกวัสดุ ผมว่าสำคัญมากๆ วัสดุที่ดี หรือมีโปรไฟล์ตรงกับที่เราต้องการ ก็จะช่วยส่งเสริมงานสถาปัตยกรรมที่เราออกแบบให้มันดีหรือสวยยิ่งขึ้น” คุณวินเล่าทิ้งท้าย

ในขณะที่เด็กน้อยทั้งสองทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัว วัสดุ บริบทและผู้อยู่อาศัยก็ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของสถาปัตยกรรมไม่ต่างกัน สถาปัตยกรรมที่ดีจึงต้องใส่ใจทั้งผู้อยู่อาศัย บริบทที่รายล้อม หรือแม้แต่วัสดุเอง สามปัจจัยเหล่านี้จึงกลายเป็นสายใยแน่นแฟ้น ที่หากขาดใครคนใดคนหนึ่งสถาปัตยกรรมชิ้นนั้นก็คงจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุภายในบ้าน Full-House หลังนี้

Location: เสนานิคม บางเขน กรุงเทพฯ
Built Area: 730 ตารางเมตร
Architect: WARchitect
Photo Credits (เพิ่มเติม) : Rungkit Charoenwat

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

วิน-ธาวิน หาญบุญเศรษฐ WARchitect สถาปนิกที่ยังคงแข่งกับตัวเองในทุกวันเพื่อให้งานเป็นหลักฐานของความตั้งใจ

แม้วันนี้ WARchitect ที่นำทีมโดย คุณวินธาวิน หาญบุญเศรษฐ จะกลายเป็นหนึ่งในสตูดิโอออกแบบที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับทั้งจากแวดวงนักออกแบบและเหล่าเจ้าของโครงการ

Continue reading “วิน-ธาวิน หาญบุญเศรษฐ WARchitect สถาปนิกที่ยังคงแข่งกับตัวเองในทุกวันเพื่อให้งานเป็นหลักฐานของความตั้งใจ”

เปลี่ยนความรู้สึกการทำงานห้องนักบิน สู่การส่งมอบสัมผัสธรรมชาติภายใต้กรอบความเท่ของบ้าน V60

Location : วิภาวดี 60 หลักสี่ กรุงเทพฯ
Gross Built Area : 450 ตารางเมตร
Owner : กฤษณ์ สินธวานนท์  และ ภัทร์วลัย ชาญเชี่ยว

Continue reading “เปลี่ยนความรู้สึกการทำงานห้องนักบิน สู่การส่งมอบสัมผัสธรรมชาติภายใต้กรอบความเท่ของบ้าน V60”

ออกแบบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ดื่มด่ำท้องฟ้าและผืนน้ำภายในพื้นที่ส่วนตัว Sleepless Residence

Location : หมู่บ้านสัมมากร รามคำแหง กรุงเทพฯ
Area : 570 ตารางเมตร
Owner : ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์

Continue reading “ออกแบบช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน ดื่มด่ำท้องฟ้าและผืนน้ำภายในพื้นที่ส่วนตัว Sleepless Residence”