OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM
info@sitename.com | 987654321
การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์


Thingamajiggy Coffee Roaster ร้านกาแฟขนาด 3×7 ที่เกิดขึ้นตามรอยภูมิปัญญาแห่งการสร้างยุ้งข้าว เพียงได้ปราดมองไปเห็นสถาปัตยกรรมจากไม้หลังน้อยๆที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของทุ่งนา ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจก็น่าจะเกิดขึ้นกับใครหลายคนไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นกับเรา Thingamajiggy Coffee Roaster เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่ตั้งอยู่ ณ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกสายภาคเหนืออันโด่งดังอย่าง Yangnar Studio นั่นเอง คุณเท่ง เดโชพล รัตนสัจธรรม หนึ่งใน co-founder ของสตูดิโอเริ่มเล่าเรื่องราวของโปรเจ็คต์ให้เราฟังเป็นการเปิดบทสนทนา “เราได้รับโจทย์มาให้ออกแบบร้านกาแฟ โดยที่เจ้าของก็มีความชื่นชอบผลงานยางนาที่ได้ออกสื่อที่ผ่านๆมา ก็เป็นโอกาสดีครับที่ได้ไปออกแบบให้ทางเจ้าของ ทีนี้มันมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ เราก็นำเอาจุดด้อยตรงนั้น พยายามพลิกและกลับมัน ให้มันเกิดเป็นจุดเด่นขึ้นมา” คำว่า ‘ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่’ ของคุณเท่งในที่นี้ถือว่าเป็นข้อจำกัดที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนผ่านตัวเลข 3×7 ซึ่งเป็นความกว้างความยาวของตัวอาคารหลัก ทว่าเมื่อไล่สายตามองไปข้างๆกัน พื้นที่เอ้าท์ดอร์ที่คั่นกลางระหว่างอาคารทั้งสองหลังซึ่งเกิดขึ้นจากโครงสร้างไม้ไผ่ก็ช่วยสร้างความรู้สึกโล่งโปร่งขึ้นมาทดแทนให้แก่ผู้ใช้งานได้ “เรานำเอาภูมิปัญญาของหลองข้าวหรือว่ายุ้งข้าวทางเหนือตอนบนมาปรับประยุกต์ใช้ ให้เกิดฟังก์ชั่นที่มันเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นที่เก็บข้าวก็ปรับมาเป็นอาคารที่รองรับการใช้งานที่มันหลากหลายมากขึ้น” คุณเท่งขยายความให้เราฟังเช่นนั้น การใช้ภาษาสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาเป็นตัวกลางการสื่อสารหลักนั้นได้กลายเป็นข้ออธิบายอย่างดีเยี่ยมว่าเหตุใด Thingamajiggy Coffee Roaster จึงสามารถกลมกลืนกับบริบทโดยรอบได้มากถึงเพียงนี้ ศาลาจากโครงสร้างไม้ไผ่ที่ทางสตูดิโอนิยามว่าเป็นพื้นที่ ‘in-between’ นั้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ตัวอาคาร และเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากสถาปนิกและโอนเนอร์ว่าเหมาะสม ทีมดีไซเนอร์คำนึงถึงคุณสมบัติที่แท้จริงของวัสดุและออกแบบลักษณะโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนนักโดยยึดไม้ไผ่แต่ละต้นเข้าด้วยกันด้วยเชือกซึ่งเป็นเทคนิคตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้ไม่สามารถใช้บังแดดบังลมในช่วงเวลาที่สภาพอากาศอยู่ในสถานะสุดโต่งได้ แต่ศาลาไม้ไผ่แห่งนี้ก็สามารถช่วยสร้างร่มเงาให้ผู้ใช้งานที่มานั่งดื่มด่ำกับกาแฟหอมๆในบางช่วงเวลาได้เป็นอย่างดี…

Jiunvfeng Study on Mount Tai Pavilion ปุยเมฆบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ณ ยอดเขาไท่ซาน หนึ่งในห้าภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์แดนมังกรแห่งเมืองไท่อัน สถาปัตยกรรมรูปลักษณ์ประหลาดตาทว่าชวนมองแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนนั้น สีสันและรูปทรงของตัวอาคารให้อารมณ์กลมกลืนกับเหล่าปุยเมฆสีขาวที่โอบล้อมภูเขาสูงชันเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี “ก้อนเมฆล่องลอยบนภูเขา” คือภาพที่ line+ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารบนโลเคชั่นสุดหินหลังนี้วาดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการออกแบบ ซึ่งจากการมองด้วยสายตาแล้วนั้น เราเองก็คิดว่าพวกเขาผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ออกมาถือว่าตรงตามโจทย์ที่พวกเขาตั้งไว้ให้ตัวเองอยู่มากทีเดียว Jiunvfeng Study เป็นสถาปัตยกรรมสำหรับการศึกษาเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยหนังสือและพื้นที่ซึ่งเหมาะแก่การใช้สมาธิ แม้จะชวนให้เรารู้สึกประหลาดใจอยู่สักหน่อยว่าเหตุใดสถานที่ซึ่งมีประโยชน์ใช้สอยเช่นนี้ถึงมาตั้งอยู่เสียสูงเสียดฟ้า แต่เมื่อลองได้นึกดูดีๆแล้ว การได้นั่งจดจ่อกับเนื้อหาความรู้ท่ามกลางเมฆขาวคงส่งเสริมให้สมองพร้อมรับสิ่งใหม่ได้เต็มที่ หากมองจากทางด้านล่างของภูเขาแล้วนั้น เราสามารถมองเห็นตัวอาคารได้รอบทิศระหว่างนั่งรถไต่ขึ้นตามถนนที่ทอดตัววนเวียนอยู่รอบภูเขา สถาปนิกอธิบายงานของเขาไว้ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็นสามเลเยอร์จากบนลงล่าง ได้แก่ส่วนหลังคาที่มีลักษณะโครงสร้างแบบเมมเบรนสีขาวสะอาดตา ส่วนผนังกระจกใสเกือบรอบตัวอาคาร และส่วนฐานหนักๆที่ก่อขึ้นจากเศษหินเศษปูนนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสื่อสารคีย์เวิร์ดคำว่า “ล่องลอย” “สว่างไสว” และ “ทะลุปรุโปร่ง” ผ่านงานดีไซน์ออกมาได้อย่างชัดเจน แม้รูปทรงของตัวอาคารนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเพียงอาคารแนวยาวไร้ซอกหลืบลึกลับ ทว่าความโค้งมนที่เป็นภาษาหลักก็ทำให้ความเรียบง่ายกลับโดดเด่นขึ้นมา ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกถึงความนุ่มนวลและเรียบเนียน ลักษณะแปลนอาคารที่ยื่นออกจากยอดเขาทั้งสองข้างยิ่งทำให้คำว่าล่องลอยฟังดูชัดเจนยิ่งขึ้น corridor ที่บีบตัวแคบตรงกลางเพื่อเชื่อมต่อระหว่างสเปซกว้างขวางจากบริเวณสุดทางทั้งสองฝั่ง สร้างความสมดุลระหว่างความ static และ ความ dynamic ให้สเปซขึ้นอย่างสวยงาม ความนุ่มนวลของปุยเมฆและความแข็งแกร่งแห่งหินผาถูกสถาปนิกรังสรรค์ให้กลายเป็นสองสิ่งที่เข้ากันเป็นอย่างดี ดีไซน์ที่ถูกไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนส่งเสริมให้ธรรมชาติยิ่งใหญ่และสิ่งปลูกสร้างอันถ่อมตัวแห่งนี้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนในที่สุดก็เกิดเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้เหนือยอดไม้ให้ผู้ใช้งานได้เข้ามาทดลองจดจ่ออยู่กับสมาธิของตัวเองในรูปแบบที่ยากจะหาได้จากที่ใดในโลก Project Name: Jiunvfeng…

Silom Residence เส้นสายซิกแซกบนสถาปัตยกรรมที่เป็นได้ทั้งบ้านและอาคารเชิงพาณิชย์ หากกล่าวกันถึงที่ดินย่านสาทร เชื่อว่าเหล่าชาวเมืองคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าทำเลทองบริเวณนี้มีราคาต่อตารางวาสูงเพียงใด การได้เห็นบ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ถูกสร้างใหม่ขึ้นในโซนนี้จึงเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก ทว่าไม่นานมานี้ โครงการ Silom Residence อาคารสีขาวที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ หัวมุมหนึ่งในย่านสาทรก็เพิ่งขึ้นถูกสร้างขึ้นให้เราได้ตื่นตาตื่นใจไปตามๆกัน สำหรับผู้ที่เพียงเดินผ่านไปผ่านมาอาจจะคาดเดายากสักหน่อยว่าอาคารเจ็ดชั้นหลังนี้เป็นอาคารประเภทใด แม้กระทั่งเราเอง เมื่อแรกเห็นก็แอบเผลอคิดไปว่าน่าจะเป็นอาคารสำนักงานของบริษัทใหญ่โตสักแห่ง ทว่าข้อเท็จจริงที่ได้ทราบจากทาง Yan Group สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการนั้นถือว่าเหนือจากความคาดหมายของเราไปไกลทีเดียว แท้จริงแล้วอาคารหลังนี้มีประโยชน์ใช้สอยหลักเป็นที่อยู่อาศัยพักพิงใจของครอบครัว owner นั่นเอง ทว่าแม้จุดประสงค์หลักจะถูกสร้างมาเพื่อเป็นบ้าน ที่บริเวณโซนด้านล่างอย่างชั้นหนึ่ง ชั้นสอง หรือแม้กระทั่งชั้นใต้ดิน กลับได้รับการออกแบบให้เป็นพื้นที่เพื่อการพาณิชกรรมตามโจทย์จากเจ้าของ รูปลักษณ์ภายนอกของตัวอาคารนั้นดูเด่นสะดุดตาด้วยสีขาวสว่างทั่วทั้งหลัง รวมทั้งยังมีเส้นสายซิกแซกที่เกิดขึ้นจากฟาซาดเปิดปิดอัตโนมัติใน movement ที่มีลักษณะคล้ายบานเฟี้ยม ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งานต่อ user และอนุญาตให้แสงธรรมชาติเข้าสู่ตัวอาคารได้แล้ว ฟีเจอร์นี้ก็ยังถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบเซ้นส์ของความเคลื่อนไหวจากแสงและเงาที่เปลี่ยนไปตามการใช้งานอีกด้วย กล่าวกันถึงโปรแกรมต่างๆในอาคาร เราคิดว่าเริ่มไล่ดูกันจากชั้นล่างขึ้นชั้นบนน่าจะเป็นการดี อย่างที่ได้เกริ่นไปเมื่อข้างต้นว่าที่ชั้นใต้ดินขยับขึ้นไปจนถึงชั้นหนึ่งและชั้นสองนั้นจะเป็นพื้นที่สำหรับการปล่อยเช่าที่มุ่งเน้นไปยังประโยชน์เพื่อการค้าขาย ซึ่งโปรแกรมนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของทาง owner ที่ไม่เพียงให้ความสำคัญกับความสุขกายสบายใจของคนในครอบครัว แต่ยังคำนึงถึงการสร้างประโยชน์ทางธุรกิจในระยะยาวอีกด้วย Circulation สำหรับพื้นที่ public ในส่วนนี้ได้รับการออกแบบให้แยกตัวออกจาก circulation หลักของผู้อยู่อาศัยทางชั้นบนโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าจุดประสงค์นั้นก็เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวนั่นเอง เพราะถึงอย่างไรแล้วโครงการนี้ก็ยังได้ชื่อว่าเป็น residence หลังหนึ่ง สำหรับพื้นที่บนชั้นสามถึงชั้นเจ็ดนั้นเป็นส่วนไพรเวทของคนในครอบครัว โดยสาเหตุที่ถูกออกแบบให้มีความสูงถึงสี่ชั้นนั้นก็น่าจะมาจากจุดมุ่งหมายเพื่อให้สมาชิกทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีพื้นที่ให้ใช้ชีวิตตามวิถีของตัวเอง…

งานประกาศรางวัล BlueScope Design Award 2023 ภายใต้หัวข้อ ” Beautiful Strength of Coated Steel “ จบลงไปแล้วกับงานมอบรางวัลการประกวดการออกแบบอาคารยอดเยี่ยม BlueScope Design Award 2023 ที่ถูกจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 ปีนี้บรรยากาศงานดูอบอุ่น และหนาแน่นไปด้วยเหล่าสถาปนิกนักออกแบบชื่อดังที่ได้เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกับผู้ชนะทั้ง 4 Category ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel Phayathai วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา โดยกิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วยนิทรรศการที่ถูกจัดขึ้นเพื่อแสดงผลงานของเหล่านักออกแบบที่ร่วมส่งผลงานเข้าประกวดภายใต้โจทย์ “ Beautiful Strength of Coated Steel ” นำเสนอแนวคิดการออกแบบที่นำ “เมทัลชีท” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่ตอบโจทย์การใช้งาน และทำให้อาคารมีความสวยงามโดดเด่นอย่างลงตัว มีผู้ส่งผลงานอาคารมามากกว่า 30 ผลงานในทั้งหมด 4 Category จนได้ผู้ชนะดังนี้ หมวดอาคารที่พักอาศัย…

สถาปัตยกรรมจากรูปทรงธรรมชาติของไม้ นอกเหนือไปจากอาคารที่ปลูกสร้างขึ้นจากโครงสร้างไม้แปรรูปที่เราพบเจอกันอยู่ทั่วไปแล้ว ยังมีงานออกแบบจากไม้ที่มีความเฉพาะตัวซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มสถาปนิกที่มองเห็นศักยภาพและความงดงามของรูปทรงธรรมชาติของต้นไม้ พวกเขานำเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการออกแบบเพื่อเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ให้งานสถาปัตยกรรมไม้ โปรเจกต์ที่เรารวบรวมมาเล่านี้เป็นตัวอย่างอันน่าสนใจที่สะท้อนแนวคิดการออกแบบจากรูปทรงดั้งเดิมของธรรมชาติและแนวคิดเรื่องความยั่งยืน “Tangential Timber” การจัดวางความไม่สมบูรณ์แบบให้ลงตัว ลักษณะรูปทรงลำต้นของต้นไม้บางต้นไม่สมบูรณ์เพียงพอในการนำมาตัดแปรรูปเป็นท่อนยาวเพื่อนำไปใช้เป็นไม้พื้น ไม้ฝา หรือไม้สำหรับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่มีรูปทรงโค้งงอผิดปกติโดยธรรมชาติ ต้นไม้ที่ปริแตกจากการรื้อถอนทำลาย หรือต้นที่ถูกทำให้ผุกร่อนด้วยสภาพดินฟ้าอากาศ ต้นไม้เหล่านั้นไม่ได้ถูกนำไปทิ้งอย่างไร้ประโยชน์ แต่กลับกลายมาเป็นทางเลือกใหม่ให้กับงานสถาปัตยกรรม “Tangential Timber” เป็นงานออกแบบและวิจัยโดยสตูดิโอสถาปนิก After Architecture ร่วมกันกับ University of Virginia ที่นำเอาต้นไม้ที่มีรูปร่างผิดปกติ ผุพังและถูกจัดว่าไร้ประโยชน์ในงานก่อสร้าง มาออกแบบเป็นโครงสร้างที่พวกเขาเรียกว่า “Non-linear wood masonry” โดยผลลัพธ์คือ Pavilion ที่มีลักษณะเป็นซุ้มหลังคาทรงโค้งที่เกิดจากการนำบล็อคไม้มาประกอบเข้าล็อคกัน ทีมออกแบบนำซุงไม้ที่มีรูปร่างคดงอมาเลื่อยออกเป็นชิ้นตามแนวขวาง จนได้บล็อกไม้หน้าตัดวงกลมจำนวนมากซึ่งบล็อกแต่ละชิ้นมีขนาดและรูปร่างที่แตกต่างกัน จากนั้นทำการบันทึกภาพหน้าตัดไม้ทั้งหมดเพื่อเก็บรายละเอียดนำไปแปลงเป็นโมเดลสามมิติเพื่อนำไปเข้าสู่กระบวนการออกแบบตรรกะการจัดวางบล็อกไม้เหล่านั้นต่อไป ก่อนการติดตั้ง บล็อคไม้แต่ละชิ้นถูกตัดแต่งรูปทรงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นด้วยเครื่องวอเตอร์เจ็ท ทั้งนี้เพื่อให้องค์ประกอบแต่ละชิ้นส่วนสามารถประกอบเชื่อมเข้าหากันได้โดยไม่มีต้องอาศัยอุปกรณ์เพิ่มเติมใด ๆ โดยผู้ออกแบบมีความตั้งใจให้โครงสร้างมีความสะดวกทั้งในตอนประกอบติดตั้ง ตอนรื้อถอน และตอนเคลื่อนย้าย แหล่งภาพและข้อมูล https://www.architectmagazine.com/awards/r-d-awards/r-d-award-tangential-timber_ohttps://papers.cumincad.org/data/works/att/acadia22_614.pdfhttps://before-building.com “Ashen Cabin” มองความผุพังให้เป็นโอกาส การทดลองงานสถาปัตยกรรมในแบบของ HANNAH Office เกิดขึ้นจากการค้นคว้าวิจัยเพื่อหาวัสดุใหม่มาใช้ผลิตชิ้นส่วนที่เป็นองค์ประกอบของงานออกแบบ พวกเขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิธีการทำงานและเครื่องไม้เครื่องมือใหม่…

(บ้าน) สายไหมสีขาว กับ ดวงดาวบนฟาซาด สำหรับคู่แต่งงานใหม่ การได้อยู่ใกล้กับบ้านเดิมของครอบครัวที่เติบโตมาคงเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจอยู่ไม่น้อย และเราเดาว่าสองสามีภรรยาเจ้าของบ้านสายไหมหลังนี้ก็น่าจะรู้สึกอย่างนั้นเช่นเดียวกัน ที่ดินที่ถูกเลือกมาสร้างบ้านสวยหลังใหม่ขนาดราวๆ 250 ตร.วา และมีความลึกถึง 50 เมตรแปลงนี้ มีขอบที่ดินทางฝั่งเหนืออยู่ติดกับบ้านคุณพ่อคุณแม่ของฝ่ายชาย เพราะเหตุนี้จึงทำให้มันกลายเป็นผืนดินที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเริ่มต้นชีวิตครอบครัวใหม่ที่สุด บ้านสายไหมเป็นผลงานการออกแบบของ Anonym Studio ที่ตอบโจทย์ของ owner ได้เป็นอย่างดี ความต้องการข้อสำคัญที่นอกเหนือไปจากการจัดการกับทิศทางแดดและลมแล้วนั้น ก็คือการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เมื่อคนนอกอย่างเรามองเข้าไปจากบริเวณหน้าบ้าน จึงไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าภาพรวมของตัวอาคารนั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไรแน่ คุณบอยแห่ง Anonym Studio เล่าให้เราฟังว่าเขาเริ่มต้นงานดีไซน์ชิ้นนี้จากการแยกแมสในชั้นหนึ่งออกเป็นสามส่วนหลักๆ แม้ว่าระหว่างทางจะมีตัวเลือกให้ owner ได้พิจารณามากกว่าหนึ่ง แต่หัวใจสำคัญของแต่ละ option ก็มุ่งเน้นไปในทิศทางเดียวกัน คือปิดผนังทึบทางฝั่งใต้เพื่อรักษา privacy สูงสุดตามความต้องการของ owner นั่นเอง ถัดจากโรงจอดรถซึ่งอยู่ทางด้านหน้าสุดของตัวบ้านเข้าไป โปรแกรมทั้งสามส่วนหลักๆที่ถูกจัดวางเรียงกันตามด้านยาวของแปลงที่ดินนั้นได้แก่โซน living space โซนสำหรับทานข้าว และปิดท้ายด้วยโซนสันทนาการซึ่งเราเดาว่าในวันว่าง สเปซส่วนนี้น่าจะมีเสียงดนตรีแสนอภิรมย์ดังคลอไปทั่วบริเวณ เนื่องจากการเล่นเปียโนนั้นเป็นกิจกรรมโปรดในวันผ่อนคลายของทาง owner อีกหนึ่งไฮไลท์สำหรับชั้นหนึ่งที่ทำเอาเราเซอร์ไพรซ์คือชานพักบันได ไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นบันไดกลายเป็นโซนกึ่ง active แต่เนื่องมาจากความกว้างขวางชวนเอกเขนกที่สถาปนิกออกแบบไว้ให้ จึงทำให้บริเวณนี้กลายเป็นมุมโปรดของคุณผู้หญิงไปโดยปริยาย…

400 Rooms 5 Star Hotel BVLGARI Hotel Bangkok: Fashionable Architecture จากมิลานสู่บางกอก การออกแบบบนพื้นฐานความชัดเจนในตัวตนของแบรนด์เนมระดับโลกอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับดีไซเนอร์หน้าใหม่ การรักษาไว้ซึ่งภาพลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจดจำเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับเชนโรมแรม BVLGARI ที่แตกไลน์ธุรกิจออกมาจากแบรนด์เครื่องประดับที่ใครหลายคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี หากไม่เคยใช้เอง อย่างน้อยก็คงต้องเคยได้ยิน น้องฟ้า อภิสร ขันดี บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ชื่นชอบเครื่องประดับเป็นการส่วนตัวจึงหยิบยกเอาหัวข้อ 400 Rooms 5 Star Hotel โรงแรม 5 ดาว 400 ห้อง ซึ่งมิได้เป็นเพียงการสมมุติแบรนด์ขึ้นมาเอง แต่เป็นการนำเอาเชน BVLGARI Hotel มาพัฒนาต่อขึ้นเป็นวิทยานิพนธ์ของเธอ แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เราเอ่ยถามทันทีที่เปิดบทสนทนาคือ เหตุใดจึงเป็นแบรนด์ BVLGARI? เดิมทีเราเคยแอบคิดเออออเอาเองว่าฟ้าน่าจะเป็นแฟชันนิสตาที่เป็นสาวกของเครื่องประดับแบรนด์เนมและมีไอเท็มสุดไฮเอนเก็บไว้หลายชิ้นไม่ผิดแน่ แต่แท้จริงแล้วเราเดาผิดไปไกลพอสมควร ฟ้าบอกกับเราว่าแม้ไม่เคยเป็นลูกค้าด้วยตัวเอง แต่เธอก็รู้จักแบรนด์นี้มานานแล้วเนื่องจากมีความชื่นชอบในเครื่องประดับ ทว่าการชอบในที่นี้มิใช่เพียงแค่ดูว่าสวยหรือไม่สวยอย่างไร หากแต่ยังหมายรวมไปถึงการสนใจในเรื่องราวของเหมืองเพชรเหมืองพลอย สายแร่ ไปจนถึงกรรมวิธีการผลิตตลอดกระบวนการ จากการศึกษาประวัติความเป็นมาของแบรนด์ทำให้ฟ้าได้ทราบว่า BVLGARI นั้นมีต้นกำเนิดขึ้นในปี 1880 ที่กรุงโรม โดยเริ่มเดินก้าวแรกจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการสร้างสรรค์เครื่องเงิน และออกคอลเลคชั่นสร้างชื่อไปทั่วโลกในปี 1940 ภาพใต้ชื่อ Serpenti ซึ่งเป็นการออกแบบลวดลายโดยยืมเอาแรงบันดาลใจมาจากงูนั่นเอง หลังจากนั้น BVLGARI…

Cliff Café & Tower House กล่องคอนกรีตบนหน้าผา สำหรับคาเฟ่มองฟ้าและหอคอยเกสต์เฮ้าส์ ลักษณะภูมิประเทศอันซับซ้อนยังคงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการออกแบบทางสถาปัตยกรรมอยู่เสมอไม่ว่าในยุคสมัยไหน ด้วยเหตุนี้บ้านเรือนบนภูเขาจึงมีไม่ชุกชุมเหมือนอย่างบนพื้นที่ราบในตัวเมือง แต่ถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าดีไซเนอร์ทุกคนจะยอมยกธงขาวให้กับคอนทัวร์อันน่าปวดหัวเสมอไป สำหรับบางรายแล้วเราคิดว่าสภาพ topography อันพิลึกพิลั่นนั้นอาจกระตุ้นอะดรีนาลีนให้พวกเขารู้สึกสนุกกับการออกแบบมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ Cliff Café and Tower House คือหนึ่งในงานสถาปัตยกรรมจาก Trace Architecture Office ที่ท้าทายธรรมชาติ พื้นที่ริมผาบนจีหมิงต้าวหรือเกาะจีหมิง ในขอบเขตเมืองเวยไห่ มณฑลซานตง ประเทศจีน คือโลเคชั่นที่คาเฟ่และเกสต์เฮ้าส์โครงการนี้จับจองไว้อย่างถาวร หากมองกันจากภาพรวมของตัวโครงการ สองอาคารหลักที่สะดุดตาเราก่อนคงหนีไม่พ้นกล่องคอนกรีตขนาดใหญ่ที่มีบางส่วนยื่นออกมาจากหน้าผาเพื่อท้าทายแรงโน้มถ่วง และอีกหนึ่งอาคารสูงตระหง่านดั่งหอคอยทางด้านหลัง สำหรับอาคารทางด้านหน้านั้นคือส่วนของ Cliff Café ซึ่งทางสตูดิโอกล่าวถึงอาคารหลังนี้ไว้ว่ามันถูกออกแบบให้หันไปทางเส้นขอบฟ้า บางส่วนของสถาปัตยกรรมฝังตัวลงไปกับหน้าผา และแน่นอนว่าทางด้านในก็คือคาเฟ่ ที่ไม่ว่าจะนั่งมุมไหน เพียงหันออกไปทางด้านนอกก็จะได้พบกับผืนฟ้าและท้องทะเลสุดลูกหูลูกตา ซ้ำยังมีดาดฟ้ากว้างให้ขึ้นไปชมวิว ในขณะที่อาคารทรงสูงทางด้านหลังนั้นก็ทำหน้าที่เป็นเกสต์เฮ้าส์สำหรับแขกเพียงครอบครัวเดียว ในทางตรงกันข้ามกับคาเฟ่ ทางสตูดิโอกล่าวถึง Tower House หลังนี้ไว้ว่ามันถูกออกแบบให้ชี้ขึ้นหาเมฆ ส่วนโปรแกรมต่างๆสำหรับที่พักชั่วคราวอย่าง ห้องนั่งเล่น ห้องอ่านหนังสือ ห้องนอน หรือ ห้องน้ำ ก็จะถูกซ้อนกันไว้ หนึ่งชั้นต่อหนึ่งโปรแกรม ต่างจากโครงการ…

“Collective Language: สัมผัส สถาปัตย์” แง้มหลังม่านดูการเตรียมงาน สถาปนิก’67 ..จะมีสักกี่งานที่บรรดาชาวเราตั้งตารอจะได้ไปเยี่ยมเยือนกันทุกปี.. เชื่อได้เลยว่าหากใครเอ่ยถามเหล่าพี่น้องสถาปนิกถึงแหล่งชุมนุมเพื่อนร่วมอาชีพที่ใหญ่ที่สุด ชื่อของงาน “อาษา” ที่คุ้นปากคุ้นหูกันมานานนมคงไม่พ้นเป็นคำตอบแรกๆที่ผุดขึ้นในใจใครหลายคน สำหรับปีนี้ งาน “สถาปนิก’67” กลับมาอีกครั้งภายใต้ชื่อธีมดีพๆอย่าง Collective Language: สัมผัส สถาปัตย์ โดยมีพ่องานอย่างสมาคมสถาปนิกสยามฯ และ ทีทีเอฟ มาร่วมกันสร้างสรรค์ให้งานเกิดขึ้นจริง ภายในงานแถลงข่าวที่จัดขึ้นเมื่อปลายปี 2566 ที่ผ่านมา คุณชนะ สัมพลัง นายกสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงงานนี้เอาไว้ว่า ในปัจจุบันงานอาษานั้น จัดได้ว่าเป็นงานแสดงเทคโนโลยีทางสถาปัตยกรรมและผลิตภัณฑ์ก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนอกจากที่งานในปีนี้จะถูกจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 36 แล้ว ยังตรงกับจังหวะของการก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ 90 ของสมาคมสถาปนิกสยามฯอีกด้วย ทั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสอันดีสำหรับการเล่าเรื่องราวการสื่อสารทางสถาปัตยกรรมตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมาให้เหล่าผู้มาร่วมงานได้ฉลองไปด้วยกัน ซึ่งนอกจากวาระอันสวยงามนี้แล้ว ประธานจัดงานสถาปนิก’67 ทั้งสี่ท่าน ได้แก่ คุณกุลธิดา ทรงกิตติภักดี, คุณชุตยาเวศ สินธุพันธุ์, ดร.พร้อม อุดมเดช, และ ผศ.ดร.รัฐพงษ์ อังกสิทธิ์…

Center for Film and Media Art โรงภาพยนตร์ที่คนสายหนังเห็นแล้วต้องร้องขอ หลังจากโลกของการเสพมหรสพก้าวเข้าสู่การรับชมผ่านจอมือถือ โรงภาพยนตร์ก็ดูเหมือนจะเริ่มจางหายไปเรื่อยๆตามกาลเวลา บ้างตายลง บ้างค่อยๆเงียบเหงา จนเชื่อเหลือเกินว่าบรรดาผู้ที่ยังชื่นชอบการรับชมในโรงใหญ่ คงอดหวั่นใจไม่ได้ว่าสักวันหนึ่งสถานที่เหล่านี้อาจทยอยปิดตัวลงไปหมดก็เป็นได้ ด้วยรสนิยมส่วนตัวที่มีต่อการเสพหนังนอกกระแส เมื่อถึงคราวต้องทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งเป็นจังหวะใกล้กับช่วงที่สังคมกำลังถกเถียงประเด็นการปิดตัวลงของโรงสกาลาและการมาของกรุงเทพฯกลางแปลง น้องแทม กุลจิรา กรรณกุลสุนทร บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ซึ่งปัจจุบันกำลังบินไป intern ถึงเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก) จึงหยิบยกประเด็นการสร้าง Center for Film and Media Art ศูนย์ภาพยนตร์และสื่อศิลปะ ขึ้นมาเป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของเธอ เนื่องจากแทมเป็นคนเชียงใหม่และมักไปนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจที่อ่างแก้วอยู่บ่อยครั้ง เธอจึงรู้สึกผูกพันกับพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเนินหญ้าเป็นพิเศษ แทมเล่าให้เราฟังว่าบางครั้งที่อ่างแก้วนั้นจะมีการจัดคอนเสิร์ตหรือฉายหนังกลางแปลงเป็นครั้งคราว ซึ่งสโลปหญ้าที่เธอชอบนี้เองก็ได้กลายร่างเป็นที่นั่งแบบ amphitheater ชั่วคราว ด้วยเหตุนี้แทมจึงมั่นใจว่า topography เช่นนี้จะสามารถตอบโจทย์โครงการของเธอได้เป็นอย่างดี แน่นอนว่าเมื่อแรงบันดาลใจเกิดขึ้นจากสถานที่ในเชียงใหม่ ไซต์ที่แทมเลือกนั้นจึงเป็นที่ดินผืนหนึ่งในเชียงใหม่เช่นกัน แต่เหตุผลสำหรับการปักหมุดที่นี่นั้นไม่ได้มีเพียงความผูกพันส่วนตัว แทมให้ข้อมูลกับเราเพิ่มเติมว่าในที่นี่มีกลุ่มคนรักภาพยนตร์กระจุกตัวรวมกันอยู่มากมายทีเดียว และที่สำคัญเชียงใหม่ยังเป็นเมืองที่รุ่มรวยทางศิลปะวัฒนธรรม เธอจึงเชื่อว่าเมืองแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่มีศักยภาพมากเพียงพอสำหรับ public space ขนาดใหญ่ของเธอ ตำแหน่งของไซต์ที่แทมเลือกนั้นเป็นที่ดินในความครอบครองของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเดิมทีเคยมีแผนว่าจะถูกทำเป็นที่จอดรถซึ่งมีสวนกว้างขวางอยู่ทางด้านหลัง อาคารโดยรอบประกอบไปด้วยหอศิลป์มช. อาคารเรียน Media Art and…