OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM
info@sitename.com | 987654321
การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์


Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกที่ดูแลเด็กๆในวันที่อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นร้าย สถานศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสังคม เด็กน้อยคนหนึ่งจะเติบโตมาได้ ไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่ช่วยดูแล ช่วงเวลากว่าหนึ่งในสี่ของวันถูกเทไปที่โรงเรียนซึ่งรายล้อมไปด้วยเพื่อนๆและคุณครู ด้วยเหตุนี้โรงเรียนจึงกลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ต้องคอยดูแลเด็กๆไปควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากธรรมชาติเป็นผลงานการออกแบบโดย 1922ARCHITECTS ซึ่งคุณนุ๊ก ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ สถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการเองก็ส่งลูกของเขามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับท่านใดที่ยังไม่เคยได้ยินการเรียนการสอนแบบ Montessori เราขอขยายความให้ฟังแบบสั้นๆกันสักหน่อยว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้กับนักเรียนโดยมุ่งเน้นให้เรียนรู้จากธรรมชาติเป็นหลัก และเป็นการเรียนคละกันให้รุ่นน้องได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ และให้รุ่นพี่ฝึกเป็นผู้นำจากการดูแลรุ่นน้อง นอกจากอาคารหลังใหม่ของโรงเรียนจะถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กๆโดยการมีธรรมชาติรายล้อมและบรรยากาศภายในชวนผ่อนคลายคล้ายอยู่บ้านแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นที่คงไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการจัดการกับความยั่งยืนของสถาปัตยกรรมนั่นเอง “จังหวัดเชียงรายเนี่ย นอกจากที่จะมีอากาศที่เย็นสภาพแล้ว ก็ยังมีฝุ่น PM2.5 ด้วย เพราะฉะนั้นตัวอาคารของเราก็จะต้องปรับตัวกับสภาพอากาศที่นี่ให้ เพื่อให้เด็กมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งมันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนที่ดีด้วย เพราะฉะนั้นเราจะออกแบบอาคารให้มันเป็น Hybrid-system ก็คือสามารถอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนมากได้ แล้วก็ในช่วงอากาศที่ดี เราก็สามารถเปิดหมดได้ แล้วก็ช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 เราก็สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กได้ด้วยนะครับ” คุณนุ๊กเล่าให้เราฟังท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของสนามหญ้าภายในบริเวณโรงเรียน การจัดวางอาคารให้ทิศทางสัมพันธ์กับแดดและลมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กๆสามารถเอ็นจอยกับการเรียนรู้ได้ในทุกๆวัน “การที่เราจะยืมพลังงานธรรมชาติมาใช้อย่างถูกต้องเนี่ย เราก็ต้องวาง sizing ให้ถูกด้วย ก็คือด้านทิศใต้หน้าต่างจะเล็กกว่าฝั่งทิศเหนือ เพราะฉะนั้นลมที่เข้าจากหน้าต่างที่เล็กกว่า แล้วก็ทางออกที่ใหญ่กว่าจะทำให้ลมแรงขึ้นโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร มันก็เป็นจุดที่ทำไมเราต้องใช้หน้าต่างที่มันเล็ก แล้วอีกอย่างนึงก็คือว่าด้านทิศใต้เนี่ยแดดมันจะอ้อมทางทิศใต้ เพราะฉะนั้นการเปิดช่องเปิดเยอะเกินมันก็ทำให้มันร้อน…

Thingamajiggy Coffee Roaster ร้านกาแฟขนาด 3×7 ที่เกิดขึ้นตามรอยภูมิปัญญาแห่งการสร้างยุ้งข้าว เพียงได้ปราดมองไปเห็นสถาปัตยกรรมจากไม้หลังน้อยๆที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของทุ่งนา ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจก็น่าจะเกิดขึ้นกับใครหลายคนไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นกับเรา Thingamajiggy Coffee Roaster เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่ตั้งอยู่ ณ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกสายภาคเหนืออันโด่งดังอย่าง Yangnar Studio นั่นเอง คุณเท่ง เดโชพล รัตนสัจธรรม หนึ่งใน co-founder ของสตูดิโอเริ่มเล่าเรื่องราวของโปรเจ็คต์ให้เราฟังเป็นการเปิดบทสนทนา “เราได้รับโจทย์มาให้ออกแบบร้านกาแฟ โดยที่เจ้าของก็มีความชื่นชอบผลงานยางนาที่ได้ออกสื่อที่ผ่านๆมา ก็เป็นโอกาสดีครับที่ได้ไปออกแบบให้ทางเจ้าของ ทีนี้มันมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ เราก็นำเอาจุดด้อยตรงนั้น พยายามพลิกและกลับมัน ให้มันเกิดเป็นจุดเด่นขึ้นมา” คำว่า ‘ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่’ ของคุณเท่งในที่นี้ถือว่าเป็นข้อจำกัดที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนผ่านตัวเลข 3×7 ซึ่งเป็นความกว้างความยาวของตัวอาคารหลัก ทว่าเมื่อไล่สายตามองไปข้างๆกัน พื้นที่เอ้าท์ดอร์ที่คั่นกลางระหว่างอาคารทั้งสองหลังซึ่งเกิดขึ้นจากโครงสร้างไม้ไผ่ก็ช่วยสร้างความรู้สึกโล่งโปร่งขึ้นมาทดแทนให้แก่ผู้ใช้งานได้ “เรานำเอาภูมิปัญญาของหลองข้าวหรือว่ายุ้งข้าวทางเหนือตอนบนมาปรับประยุกต์ใช้ ให้เกิดฟังก์ชั่นที่มันเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นที่เก็บข้าวก็ปรับมาเป็นอาคารที่รองรับการใช้งานที่มันหลากหลายมากขึ้น” คุณเท่งขยายความให้เราฟังเช่นนั้น การใช้ภาษาสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาเป็นตัวกลางการสื่อสารหลักนั้นได้กลายเป็นข้ออธิบายอย่างดีเยี่ยมว่าเหตุใด Thingamajiggy Coffee Roaster จึงสามารถกลมกลืนกับบริบทโดยรอบได้มากถึงเพียงนี้ ศาลาจากโครงสร้างไม้ไผ่ที่ทางสตูดิโอนิยามว่าเป็นพื้นที่ ‘in-between’ นั้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ตัวอาคาร และเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากสถาปนิกและโอนเนอร์ว่าเหมาะสม ทีมดีไซเนอร์คำนึงถึงคุณสมบัติที่แท้จริงของวัสดุและออกแบบลักษณะโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนนักโดยยึดไม้ไผ่แต่ละต้นเข้าด้วยกันด้วยเชือกซึ่งเป็นเทคนิคตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้ไม่สามารถใช้บังแดดบังลมในช่วงเวลาที่สภาพอากาศอยู่ในสถานะสุดโต่งได้ แต่ศาลาไม้ไผ่แห่งนี้ก็สามารถช่วยสร้างร่มเงาให้ผู้ใช้งานที่มานั่งดื่มด่ำกับกาแฟหอมๆในบางช่วงเวลาได้เป็นอย่างดี…

Harmony with Nature House: จากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สู่พื้นที่สำหรับเสียงดนตรีและศิลปะ ท่ามกลางการโอบล้อมของภูเขาและท้องทะเล สิ่งปลูกสร้างหลังหนึ่งยืนตระหง่านเป็นส่วนเดียวกับธรรมชาติรอบข้างอย่างถ่อมตัว Harmony with Nature House เป็นบ้านหลังใหญ่ที่ได้รับการรีโนเวทมาจากศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเก่าๆหลังหนึ่งภายในเขต Hualien ประเทศไต้หวัน โดยฝีมือการออกแบบของสถาปนิกสัญชาติเดียวกันนามว่า Yuan Architects เนื่องจากสภาพภูมิประเทศอันสวยงามของสถานที่ตั้ง แรงบันดาลใจในการรีโนเวทโครงการนี้จึงยืนพื้นอยู่บนการสร้างฟอร์มให้ล้อไปกับความโค้งมนของขุนเขา และมีการเปิดวิวรับทิวทัศน์ท้องทะเลด้วยหน้าต่างสไตล์ฝรั่งเศสบานใหญ่ที่สูงตั้งแต่พื้นจรดฝ้า ความสัมพันธ์ของสเปซภายในอาคารถูกจัดวางให้เกิด flow ที่นุ่มนวล ไร้ซึ่ง partition หนาทึบที่ตัดขาดแต่ละช่วงตอนออกจากกันโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้เอง เส้นขีดแบ่งระหว่างการอยู่นอกอาคารและในอาคารจึงถูกเบลอได้อย่างพอเหมาะ จากด้านในสามารถมองเห็นด้านนอกจนธรรมชาติและอินทีเรียร์นั้นแทบกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วก็ด้วยรูปทรงโค้งมนรอบๆบริเวณอีกเช่นเดียวกันที่เอื้ออำนวยให้การเล็ดลอดเข้ามาของแสงนั้นงดงามนุ่มนวล มีจังหวะชั้นเชิงแตกต่างกันไปในแต่ละเลเยอร์ นอกจากนี้ลำแสงที่ส่องเข้ามายังสามารถเป็นเส้นนำสายตาให้มองเห็นแกนหลักของบ้านอยู่กลายๆอีกด้วย ในแง่ของบรรยากาศการอยู่อาศัยนั้น บ้านหลังนี้ก็สร้างความผ่อนคลายได้มากเช่นเดียวกัน ด้วย elements ต่างๆที่ถูกสร้างขึ้นจากไม้หรือคัฟเวอร์ด้วยสีเอิร์ธโทน ความเป็นมิตรจึงเกิดขึ้นกับ users ทันทีที่เข้ามาสัมผัสสเปซภายใน สำหรับเราแล้ว ทันทีที่ได้เห็นภาพโครงการ เราแอบคาดเดาว่าบ้านหลังนี้คงมีลักษณะที่ตรงจริตกับคนไทยอยู่ไม่น้อย ทั้งลักษณะของการจัดการกับแสงและสเปซของ Yuan Architects อาจสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครที่นึกอยากมีบ้านใหม่ได้ไม่มากก็น้อย Project Name: Harmony with Nature HouseArchitect: Yuan…

UMONG HOUSE บ้านเชียงใหม่ ใครว่าไม่อ่อนโยน มีอยู่บ่อยครั้ง ที่ความอ่อนโยนถูกพาตัวไปอาศัยอยู่ร่วมกับความอ่อนแอ ทั้งที่สองสิ่งนี้ไม่ได้อยากอยู่ใต้ชายคาเดียวกันเลย อ่อนโยนได้ ไม่ต้องอ่อนแอ แข็งแรงได้ ไม่ต้องแข็งกร้าว ความอ่อนโยนสำคัญกับการใช้ชีวิตแค่ไหน หากแข็งกระด้างเกินไป ชีวิตก็คงไม่มีเวลาได้ผ่อนคลายกับความสุข ความอ่อนโยนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ไม่เว้นแม้แต่ในการออกแบบสถาปัตกรรรม ในบ้าน UMONG HOUSE (อุโมงค์ เฮ้าส์) ที่ความแข็งแรงและอ่อนโยนอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข สถาปนิกเลือกเก็บโครงสร้างเดิมของบ้านเก่าแก่ในซอยวัดอุโมงค์ มาเติมแต่งเส้นโค้งในโครงสร้างใหม่เข้าไปจุดต่างๆ เพื่อทำให้บ้านอยู่สบาย ตอบโจทย์ตรงใจเจ้าของบ้านมากที่สุด ชีวิตใหม่ ในบ้านเก่า คุณหมอเดือน เจ้าของบ้านกำลังมองหาบ้านพักอาศัยที่อยู่ใกล้ที่ทำงาน สถาบันวิจัยในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนได้มาพบกับบ้านเก่าทาวน์เฮ้าส์เก่าแก่อายุประมาณ 30 ปีที่ติดป้ายขายอยู่ในซอยวัดอุโมงค์ บ้านขนาดกระทัดรัดกำลังดี เพียงพอที่จะดูแลรักษา ทำความสะอาดบ้านแค่คนเดียวก็ทำได้สบาย คุณหมอส่งไม้ต่อให้สถาปนิกที่เข้าใจเรื่องความเป็นอยู่ในพื้นที่ท้องถิ่น Studio Mai Mai สตูดิโอออกแบบในเมืองเชียงใหม่ให้เข้ามารับหน้าที่ ตรวจเชคความต้องการตามใบสั่งแพทย์ ประเมินความเป็นไปได้ในการรีโนเวทบ้านหลังเก่าบนความต้องการสิ่งใหม่ ๆ โจทย์สำคัญของการรีโนเวทบ้านถูกแบ่งออกเป็น 2 เรื่องสำคัญ 1) โครงสร้างอาคารเดิม หลังจากเข้าไปสำรวจสภาพตัวบ้านอายุราว 30 ปีที่ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา โครงสร้างมีลักษณะเป็นบ้านสองชั้นเป็นโครงปูนผสมไม้ มีหลังคาเป็นเป็นเพิงหมาแหงนลาดลงมาด้านหลังซ้อนกันสองระดับ …

แทรกตัวในย่านเก่า ตามแบบฉบับ House KJ ลองนึกถึงวิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับบ้านแนวยาวซึ่งมีความกว้างเพียง 1.8 เมตร เชื่อได้เลยว่าเมื่อเห็นตัวเลขแล้วหลายคนคงจินตนาการถึงความอึดอัดคับแคบขึ้นมาเป็นสิ่งแรก แต่ก่อนจะด่วนตัดสินกันไปแบบนั้น เราอยากให้ลองมาดูวิธีที่ 1-1 Architects บริษัทสถาปนิกสัญชาติญี่ปุ่นเขาจัดกันกับโปรเจ็คต์ House KJ แห่งเมืองเอฮิเมะกันเสียก่อน ลักษณะที่ดินที่ดูบิดเบี้ยวแปลกตาคือปัจจัยส่วนสำคัญที่ทำให้รูปร่างของตัวบ้านออกมาเป็นอาคารลีบๆหลังหนึ่งที่มีความยาวเกือบ 25 เมตรแต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียงไม่ถึง 2 เมตรเท่านั้น คำนิยามแปลกๆที่ทางสตูดิโอมอบให้ไซต์ผืนนี้ก็คือ “เสาธงที่บิดเบี้ยว” ซึ่งหากลองพิจารณากันจากภาพมุมสูงแล้ว สายตาหลายคู่คงเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่ามันดูเหมือนเสาธงที่บิดเบี้ยวจริงๆด้วย เนื่องจากถูกรายล้อมไปด้วยบ้านเรือนหลังต่างๆที่จับจองพื้นที่มาก่อนและถนนเอียงๆสายเก่าที่ทอดยาวอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ทำให้ที่ดินพล็อตนี้มีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านรอบข้างแบบน่าฉงนในหลายแง่มุม จนในที่สุดทางผู้ออกแบบจึงตัดสินใจที่จะวางแกนหลักอาคารจากบริเวณ “เสาธง” ให้ยาวไปจนถึงเกือบสุดปลายอีกฝั่ง และจัดการให้แต่ละช่วงตอนของบ้านนั้นมีช่องเปิดหรือผนังปิดทึบในตำแหน่งที่สอดรับกับเพื่อนบ้านแต่ละหลังอย่างเฉพาะเจาะจง เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายในแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นในโปรเจ็คต์ไหนขึ้นอย่างน่าตื่นตา แม้โดยภาพรวมแล้วอาคารจะดูบางเฉียบ ทว่าเพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและเป็นสัดส่วน สถาปนิกได้ทำการแต่งเสริมความกว้างให้บางส่วนของบ้านขึ้นมาให้เกิดเป็นสเปซที่เหมาะสมแก่การใช้งานสำหรับแต่ละโปรแกรมมากขึ้น เช่นบริเวณ living space ห้องครัว หรือห้องนอนตามที่เราสามารถเห็นได้จากแปลนนั่นเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับบ้านหลังนี้คือ แทนที่จะใช้ผนังหนาทึบแบ่งกั้นสัดส่วนกันอย่างที่ได้รับความนิยมโดยสากลโลก แต่ทั้งอาคารนั้นกลับดูเหมือนจะเชื่อมกันเป็นห้องเดียว ปัจจัยที่ช่วยแบ่งสัดส่วนนั้นหาใช้ผนังไม่ ทว่าเป็นการเล่นระดับพื้นอย่างวาไรตี้ต่างหาก แม้รูปร่างของบ้านหลังนี้จะดูไม่ค่อยเป็นที่คุ้นตา แต่น่าแปลกที่เรามองเห็นความอบอุ่นของครอบครัวที่อาศัยอยู่ภายในได้อย่างชัดเจนทีเดียว และถ้าหากลองเทียบเคียงกับบริบทในประเทศไทยซึ่งเต็มไปด้วยที่ดินหน้าตาประหลาดมากมายแล้ว เราคิดว่าแนวคิดการออกแบบที่ 1-1 Architects สร้างขึ้นเพื่อ House KJ นั้นน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆสำหรับการดีลกับคาแรกเตอร์ที่ดินทุกรูปแบบ…

FLAC F หลังคาคู่ชีวิต ที่ผู้ผลิตกล้าเคลมว่าทนทานข้าม generation จากปู่สู่พ่อ จากพ่อสู่ลูก จากลูกสู่หลาน.. ที่ผ่านมาคงมีบ้านอยู่อาศัยที่สืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่นจำนวนไม่มากนักที่แทบไม่ต้องซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแปลงวัสดุส่วนใดๆก่อนส่งต่อให้ลูกหลาน generation ถัดไป และนี่เป็นโจทย์ความท้าทายใหม่ที่ทีมงาน FLAC ต้องการที่จะแก้ปัญหาเพื่อให้ลูกค้าเราได้หลังคาที่ใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด หลังจากเปิดตัวหลังคา FLAC เราดีใจที่ได้เห็น designer ใช้หลังคาเพื่อไปตอบโจทย์ปัญหางานออกแบบ ปลดล็อคข้อจำกัดเดิม ๆ ทำสิ่งที่เคยเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ และได้เห็นลูกค้าเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีภายในบ้าน นี่เป็น core value ที่ขับเคลื่อนองค์กรด้วย passion ที่ไม่เคยหยุดพัฒนา และปีนี้เราต่อยอดหลังคานวัตกรรมใหม่ล่าสุดรุ่น FLAC F ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเรื่องอายุการใช้งาน แบบติดตั้งครั้งเดียว ใช้งานได้ตลอดชีวิต สิ่งสำคัญที่ทำให้หลังคา FLAC F แตกต่างจากรุ่นอื่น คือวัสดุที่นำมาใช้ผลิตหลังคาคือ Oppanol หรือ Polyisobutylene ที่ทาง BASF ได้พัฒนามายาวนานกว่า 87 ปี ผลิตโดยบริษัท FDT จากประเทศเยอรมัน ภายใต้แบรนด์ Rhepanol มาตั้งแต่ปี 1938…

Radical Disco: Piper Club สถานที่ชุมนุมสุดฮิปของศิลปินหัวก้าวหน้า ปลายยุค 1960 อันเนื่องจากกระแสการเคลื่อนไหวทางศิลปะในประเทศอิตาลีที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามยุค 1960 – 1970 ที่แนวคิดแบบโมเดิร์น (Modernism) เริ่มเสื่อมถอย บรรดาศิลปินและนักออกแบบอิตาเลียนได้แอบใช้วิชาชีพของตนแสดงออกทางสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความต้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ท้าทายแนวคิดเกี่ยวกับการปกครองแบบเดิมๆ จากความล้มเหลวของภาวะหลังสงคราม โดยพวกเขามีต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคใหม่ (แบบลับๆ) ซึ่งเกิดขึ้นในยุคสมัยที่เริ่มเปิดรับวัฒนธรรมจากชาติตะวันตก อย่างเช่น วัฒนธรรมป๊อบ ฮิปปี้ หรือ วัฒนธรรมดิสโก ซึ่งไนต์คลับได้เริ่มถือกำเนิดขึ้นอย่างแพร่หลายในยุคนี้ โดยนอกจากจะเป็นพื้นที่ปาร์ตี้สังสรรค์แล้วในยุคสมัยดังกล่าว ไนต์คลับนับสถานที่ที่สามารถแสดงออกอุดมการณ์ทางการเมืองได้อย่างเปิดกว้าง รวมถึงเป็นพื้นที่เสรีที่สามารถจัดแสดงนิทรรศการศิลปะ ภาพถ่าย ภาพประกอบ ภาพยนตร์ เพลง หรือหนังสั้น ที่แฝงไปด้วยการวิจารณ์และเสียดสีการปกครองแบบเดิมๆได้อย่างเผ็ดร้อนตามแนวคิดแบบ Post Modern อีกด้วย วันนี้ DsignSomething จะมาขอพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของ ไพเพอร์ ดิสโกเทค (Piper Discotheque) ที่เป็นไนต์คลับที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งที่ปรากฏในหน้าประวัติศาสตร์ด้านการออกแบบสมัยใหม่ของอิตาลีที่ถูกอ้างอิงถึงบ่อยครั้ง สตูดิโอออกแบบหัวก้าวหน้าของอิตาลีล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องในการชุมนุม หรือนำเสนอผลงานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Superstudio, Archizoom, UFO, Zziggurat หรือ 9999…

White House สเปซหลอมรวมสัมพันธ์ ในบ้านสีขาวที่ลูกตั้งชื่อให้ White House เป็นบ้านอีกหนึ่งหลังที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเริ่มต้นครอบครัวใหม่ของสองสามีภรรยาหนุ่มสาวและลูกน้อย แม้ชื่ออาจจะฟังดูพ้องกับทำเนียบประธานาธิบดีทางฝั่งประเทศของลุงแซม ทว่าที่มาที่ไปของชื่อบ้านหลังนี้จริงๆแล้วนั้นกลับมีสตอรี่ที่น่ารักน่าเอ็นดูกว่ากันเยอะ เนื่องจากเป็นศิลปินที่นิยมความเรียบง่ายและไม่ต้องการวิ่งตามเทรนด์ที่ผ่านมาแล้วผ่านไปอย่างฉาบฉวย ทางโอนเนอร์จึงให้โจทย์กับ ACA Architects บริษัทสถาปนิกผู้รับหน้าที่ออกแบบโครงการนี้มาว่าต้องการบ้านที่สามารถใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวได้ตราบนานจนลูกเติบโต ด้วยเหตุนี้สไตล์ที่ฉูดฉาดจึงเป็นทางเลือกที่ไม่เคยผุดขึ้นมาในสมการ ทว่าความ timeless ของดีไซน์ต่างหากที่ถูกให้ความใส่ใจ จากโจทย์โดยรวมที่ดูจะให้อิสระกับผู้ออกแบบอยู่มากพอตัวนั้น แนวคิดการสร้างสรรค์ให้บ้านหลังนี้เป็นดั่งผืนผ้าใบสีขาวที่รอให้ผู้อยู่อาศัยเข้ามาแต่งเติมสีสันด้วยตัวเองจึงเกิดขึ้น ซึ่งหลังจากตั้งธงได้เช่นนี้แล้วนั้น รูปลักษณ์โดยรวมของโครงการจึงออกมาเป็นบ้านหลังสีขาวสีสะอาดตาดั่งที่เราได้เห็นกันจากภาพถ่าย เนื่องจากที่ดินมีลักษณะคล้ายไข่แดงคือถูกล้อมกรอบไปด้วยบ้านหลังอื่นๆจนทำให้ไม่มีมุมให้ผู้อยู่อาศัยมองเห็นทิวทัศน์ได้มากมายนัก สถาปนิกจึงเริ่มการออกแบบจากการเปิดพื้นที่กลางบ้านให้กลายเป็นคอร์ทยาร์ดและที่ตั้งของสระว่ายน้ำ โดยไม่เพียงคำนึงถึงความสวยงามของทัศนียภาพและความเป็นส่วนตัวเท่านั้น การออกแบบในลักษณะนี้ยังมีผลต่อช่วงเวลาที่เอื้อให้โอนเนอร์สามารถออกมาใช้งานพื้นที่เอ้าท์ดอร์โดยไม่ต้องทนกับความร้อนของแดดเมืองไทยในช่วงบ่ายอีกด้วย เนื่องจากจะทั้งบริเวณนั้นจะได้รับร่มเงาจากอาคารทางฝั่งใต้นั่นเอง โครงสร้างที่เรียบง่ายคือสิ่งที่มองเห็นได้ชัดจากบ้านหลังนี้ ส่วนประกอบพื้นฐานอย่างเสาและคานถูกคิดมาอย่างไม่ซับซ้อนจนเกินพอดี องค์ประกอบโดยรวมดูบางเบาเนื่องจากสถาปนิกตั้งใจจำกัดให้ทุกขอบคอนกรีตรอบอาคารมีความหนาเพียง 10 เซ็นติเมตรเท่านั้น ยิ่งเมื่อประกอบกับกระจกบานใหญ่ที่เปิดออกสู่วิวคอร์ทยาร์ดทางทิศเหนือแล้ว อาคารก็ยิ่งดูโปร่งตามากขึ้นไปอีกระดับ การจัดวางโปรแกรมในชั้นหนึ่งประกอบไปด้วยพื้นที่สำหรับนั่งเล่น สำหรับทานข้าว และสำหรับรองรับเพื่อนฝูงยามสังสรรค์ ซึ่งโปรแกรมทั้งหมดนี้จะไม่ถูกกีดกั้นซึ่งกันและกันด้วยผนังใด เนื่องจากอีกหนึ่งข้อรีเควสท์ของทางโอนเนอร์ซึ่งไม่ชอบการแบ่งพื้นที่ภายในออกเป็นห้องๆนั้นก็คือการเปิดให้ทุกโปรแกรมเชื่อมถึงกันด้วยการใช้ Open-plan นั่นเอง เมื่อขยับขึ้นมาที่ชั้นสองก็จะได้เจอกับ Master Bedroom รวมถึงห้องนอนลูกอีก 2 ห้อง ทั้งยังมีห้องพระและห้องทำงานอีกด้วย ส่วนระเบียงที่ทอดยาวนั้นก็ดูสวยงามน่าใช้งานไม่แพ้กัน ด้วยความขาวสว่างอันโดดเด่น ในที่สุดบ้านหลังนี้จึงกลายมาเป็นที่รู้จักกันในนาม White House เนื่องจากเป็นชื่อที่ลูกและเด็กๆชาวแก๊งในละแวกบ้านใช้เรียกบ้านหลังนี้ยามที่ต้องการแวะเวียนมาเล่นด้วยกันในวันว่าง กลายเป็นบ้านแสนอบอุ่นที่ใครก็อยากเข้ามาเยี่ยมเยือน…

Resort for Workation ออฟฟิศสวรรค์ของเหล่า Digital Nomad แม้การระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 จะนำภัยมาสู่โลกใบนี้ในหลากหลายลักษณะ แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ใหญ่ครั้งนี้ก็ได้เปิดประตูบานใหม่ๆให้กับโลกของธุรกิจอยู่พอสมควรเช่นเดียวกัน ตั้งแต่สินค้าในหมวดหมู่สุขอนามัย ไปจนถึงอะไรอื่นๆอีกมากมายที่เรายากจะจินตนาการขึ้นมาเอง หนึ่งในนั้นก็คือวิถีการทำงานของเหล่าพนักงานออฟฟิศที่เปลี่ยนไปพร้อมกันทั่วทั้งโลก วลี ‘Work from Home’ กลายเป็นคำบัญญัติใหม่อย่างไม่เป็นทางการที่ดูเหมือนจะชินหูพวกเรากันเกินไปหน่อยแล้วในวันนี้ น้องแหวน วรางคณา มุสิกา สาวน้อยจากจังหวัดกาญจนบุรี บัณฑิตจบใหม่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นเด็กรุ่นใหม่อีกคนหนึ่งที่สนใจวิถีของการทำงานที่เปลี่ยนไปมากจากยุคพ่อแม่ของเธอ เมื่อถึงเวลาต้องทำวิทยานิพนธ์ “รีสอร์ทเพื่อการทำงานและท่องเที่ยว จังหวัดกาญจนบุรี Workation Resort, Kanchanaburi” จึงกลายเป็นหัวข้อที่เธอหยิบจับขึ้นมาพัฒนา ที่มาที่ไปของไอเดียในช่วงแรกเริ่มนั้นเกิดขึ้นเมื่อแหวนลองอ่านแผนพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีในอีกห้าปีข้างหน้าจนได้เห็นประเด็นทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจของบ้านเกิด แหวนถ่ายทอดให้เราฟังว่าแม้กาญจนบุรีจะขึ้นชื่อได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทย ทว่าความยาวนานเฉลี่ยในการเข้าพักในโรงแรมต่อหนึ่งครั้งของเหล่านักท่องเที่ยวนั้นกลับสั้นเพียงแค่สองวัน ทำให้การกระจายรายได้ในจังหวัดอาจไม่สะพัดเท่าที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุนี้เอง แหวนจึงวางเป้าหมายที่จะเพิ่มช่วงเวลาเฉลี่ยในการเข้าพักแต่ละครั้งของนักเดินทางให้ยาวนานมากขึ้น ซึ่งเมื่อนึกมาถึงตรงนี้ คำว่า Work from Home จึงกลายเป็นคำสำคัญที่ผุดขึ้นมาตอบโจทย์อยู่กลายๆนั่นเอง แม้เราๆท่านๆทั้งหลายจะได้รู้จักกับคำว่า Digital Nomad กันมาหลายปีตั้งแต่ก่อนช่วงโควิด แต่สรรพนามคำนี้กลับเป็นที่คุ้นเคยและปรากฏเด่นชัดขึ้นหลังจากเกิดกิจกรรมการกักตัวขึ้นทั่วทุกมุมโลก การทำงานผ่านสัญญาณอินเตอร์เน็ตดูจะกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวสำหรับเหล่าออฟฟิศเวิร์คเกอร์แทบทุกชีวิตไปโดยปริยาย และแน่นอนว่าแม้วิถีเช่นนี้จะถูกเรียกด้วยคำว่า Work from Home แต่เอาเข้าจริงๆที่นั่งทำงานของเราก็ไม่จำเป็นต้องเป็น…

Jiunvfeng Study on Mount Tai Pavilion ปุยเมฆบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ณ ยอดเขาไท่ซาน หนึ่งในห้าภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์แดนมังกรแห่งเมืองไท่อัน สถาปัตยกรรมรูปลักษณ์ประหลาดตาทว่าชวนมองแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนนั้น สีสันและรูปทรงของตัวอาคารให้อารมณ์กลมกลืนกับเหล่าปุยเมฆสีขาวที่โอบล้อมภูเขาสูงชันเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี “ก้อนเมฆล่องลอยบนภูเขา” คือภาพที่ line+ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารบนโลเคชั่นสุดหินหลังนี้วาดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการออกแบบ ซึ่งจากการมองด้วยสายตาแล้วนั้น เราเองก็คิดว่าพวกเขาผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ออกมาถือว่าตรงตามโจทย์ที่พวกเขาตั้งไว้ให้ตัวเองอยู่มากทีเดียว Jiunvfeng Study เป็นสถาปัตยกรรมสำหรับการศึกษาเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยหนังสือและพื้นที่ซึ่งเหมาะแก่การใช้สมาธิ แม้จะชวนให้เรารู้สึกประหลาดใจอยู่สักหน่อยว่าเหตุใดสถานที่ซึ่งมีประโยชน์ใช้สอยเช่นนี้ถึงมาตั้งอยู่เสียสูงเสียดฟ้า แต่เมื่อลองได้นึกดูดีๆแล้ว การได้นั่งจดจ่อกับเนื้อหาความรู้ท่ามกลางเมฆขาวคงส่งเสริมให้สมองพร้อมรับสิ่งใหม่ได้เต็มที่ หากมองจากทางด้านล่างของภูเขาแล้วนั้น เราสามารถมองเห็นตัวอาคารได้รอบทิศระหว่างนั่งรถไต่ขึ้นตามถนนที่ทอดตัววนเวียนอยู่รอบภูเขา สถาปนิกอธิบายงานของเขาไว้ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็นสามเลเยอร์จากบนลงล่าง ได้แก่ส่วนหลังคาที่มีลักษณะโครงสร้างแบบเมมเบรนสีขาวสะอาดตา ส่วนผนังกระจกใสเกือบรอบตัวอาคาร และส่วนฐานหนักๆที่ก่อขึ้นจากเศษหินเศษปูนนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสื่อสารคีย์เวิร์ดคำว่า “ล่องลอย” “สว่างไสว” และ “ทะลุปรุโปร่ง” ผ่านงานดีไซน์ออกมาได้อย่างชัดเจน แม้รูปทรงของตัวอาคารนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเพียงอาคารแนวยาวไร้ซอกหลืบลึกลับ ทว่าความโค้งมนที่เป็นภาษาหลักก็ทำให้ความเรียบง่ายกลับโดดเด่นขึ้นมา ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกถึงความนุ่มนวลและเรียบเนียน ลักษณะแปลนอาคารที่ยื่นออกจากยอดเขาทั้งสองข้างยิ่งทำให้คำว่าล่องลอยฟังดูชัดเจนยิ่งขึ้น corridor ที่บีบตัวแคบตรงกลางเพื่อเชื่อมต่อระหว่างสเปซกว้างขวางจากบริเวณสุดทางทั้งสองฝั่ง สร้างความสมดุลระหว่างความ static และ ความ dynamic ให้สเปซขึ้นอย่างสวยงาม ความนุ่มนวลของปุยเมฆและความแข็งแกร่งแห่งหินผาถูกสถาปนิกรังสรรค์ให้กลายเป็นสองสิ่งที่เข้ากันเป็นอย่างดี ดีไซน์ที่ถูกไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนส่งเสริมให้ธรรมชาติยิ่งใหญ่และสิ่งปลูกสร้างอันถ่อมตัวแห่งนี้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนในที่สุดก็เกิดเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้เหนือยอดไม้ให้ผู้ใช้งานได้เข้ามาทดลองจดจ่ออยู่กับสมาธิของตัวเองในรูปแบบที่ยากจะหาได้จากที่ใดในโลก Project Name: Jiunvfeng…