จะเป็นอย่างไรถ้า สถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง | Responsive Architecture

จะเป็นอย่างไรถ้าสถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
Responsive Architecture

Responsive Architecture
สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

ที่มาของโครงการ :

วิทยานิพนธ์นี้เริ่มจากการตั้งคำถามถึงกายภาพของสถาปัตยกรรมที่เมื่อระยะเวลาการใช้งานผ่านไป ปัจจัยต่างๆที่ช่วยกำหนดกายภาพของสถาปัตยกรรมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้กายภาพที่เคยตอบสนองปัจจัยเหล่านั้นกลับกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ทั้งในด้านของการใช้งาน และด้านสภาพแวดล้อม ทำให้สถาปัตยกรรมไม่สามารถตอบสนองปัจจัย หรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้

การคลี่คลายแนวคิด :

เพื่อทำลายข้อจำกัดทางกายภาพที่หยุดนิ่ง ผู้ศึกษาจึงได้เริ่มทำการศึกษากลไกของเครื่องมือที่ทำให้สถาปัตยกรรมมีกายภาพที่มีความ kinetic หรือสามารถเคลื่อนไหว ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ โดยผู้ศึกษาได้ใช้หลักการของ scisoors frame ที่สามารถขยายความยาวได้มาเป็นแกนหลักในการขยับของเครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือสามารถขยับในแนวดิ่งที่ระยะต่างๆได้ โดยหลังจากที่ได้ทำการศึกษาศักยภาพของเครื่องมือพบว่าเครื่องมือที่ได้พัฒนามานั้นสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในปริมาตรคงที่

แนวคิดในการออกแบบ :

ผู้ศึกษาได้นำศักยภาพของเครื่องมือที่ได้กล่าวไปที่สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานในปริมาตรคงที่มาช่วยแก้ปัญหาในประเด็น “ความขัดแย้งระหว่างพื้นที่สีเขียวนันทนาการ และพื้นที่เศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการพูดถึงปัญหาระหว่างสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการต่อพื้นที่เศรษฐกิจภายในเขตเมืองอ้างอิงจากบทความในวารสารสุทธิปริทัศน์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ปุณยนุช รุธิรโก (2556, น.55) โดยใช้การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เอื้อให้เกิดทั้งโปรแกรมของพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเวลาเดียวกัน

อธิบายโครงการ :

ที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ระหว่าง Central Chidlom และ Central Embassy ซึ่งเป็นที่ที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียวนันทนาการมากที่สุด และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยในส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการผู้ศึกษาได้กำหนดให้มีขนาดพื้นที่เพียงพอที่จะช่วยเพิ่มสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวของ Central Embassy ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน EIA และในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Central Embassy ที่อยู่ข้างเคียง ผู้ศึกษาจึงได้ทำการวิเคราะห์ และเลือกให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงาน และนิทรรศการซึ่งเป็นหมวดหมู่ของพื้นที่ใช้งานในย่านของที่ตั้งโครงการที่ยังขาดหายไปตามวิสัยทัศน์ข้างต้น

โครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือส่วนล่างที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีเขียวที่สามารถขยับเปลี่ยนรูปร่างเพื่อเชื่อมพื้นที่ต่างๆโดยรอบโครงการเข้ามาภายในตัวอาคาร โดยในพื้นที่ในส่วนนี้จะขยับ และเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรของความหนาแน่นของจุดโดยรอบโครงการเพื่อช่วยดึงผู้ใช้งานให้เข้ามาในโครงการมากขึ้น และช่วยให้ย่านเกิดความ active จากการเคลื่อนที่ของผู้คน

พื้นที่สีเขียวนันทนาการส่วนแรก

ในส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนที่มีโปรแกรมของ event space ซ้อนทับอยู่กับพื้นที่สีเขียวนันทนาการ โดยในส่วนของ event space จะถูกเครื่องมือห่อหุ้มทำให้เกิดปริมาตรภายในหลากหลายรูปแบบตามการขยับของเครื่องมือทำให้สามารถรองรับการจัดกิจกรรมต่างๆตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งในแต่ละเครื่องมือย่อยๆภายในส่วนนี้จะมีการเรียงตัวกันแบบ spiral ต่อกันทุกๆครึ่งชั้นขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อให้พื้นที่ในแต่ละเครื่องมือสามารถขยายตัวในแนวดิ่งมาเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานได้อีกด้วย

พื้นที่ event space ที่อยู่ใต้พื้นที่สีเขียวนันทนาการในส่วนที่สอง | Enclosure ในแนวดิ่งของพื้นที่ event space

พื้นที่สีเขียวนันทนาการในส่วนที่สองของโครงการ

วิทยานิพนธ์โดย

นายชวิน วงศ์ศรีสุนทร
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม
มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2563
 
Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

ความหลากหลายทางความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรม : มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรม
มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

Architecture of Humanism I Respect for human dignity
มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในอดีตจวบปัจจุบันมนุษย์มีสิ่งที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่นผ่านความเชื่อๆหนึ่ง ขนาดของความเชื่อมีแบบแผนมากขึ้น ความศรัทธาผูกโยงกาลเวลาจนกลายมาเป็นศาสนา สถาปัตยกรรมมีบทบาทในการใช้เป็นพื้นที่เพื่อรองรับพิธีกรรม หรือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นของผู้คน แสดงออกถึงการเคารพในความเชื่อและสักการะศาสดาหรือคำสอนของศาสนานั้นๆที่ซึ่งมนุษย์รับรู้โดยทั่วกันในชื่อว่า ศาสนสถาน และจะเป็นอย่างไรหากสถาปัตยกรรมนั้นจะแสดงออกถึงการเคารพในความเป็นมนุษย์ ที่มีรากฐานปรัชญาความคิดแบบ มนุษยนิยม – มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะ (เคารพ) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง (อย่างนั้นหรือ ?) คำกล่าวข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านไม่พึงพอใจ แต่เรากำลังจะพาย้อนกลับไปยังยุคหนึ่ง สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือที่เรียกอย่างติดปากกันว่ายุคเรเนสซองส์ ( Renaissance ) อย่างที่ทราบกันดีว่าในยุคนี้เกิดพลวัตต่างๆมากมายที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ ปรัชญา การค้นพบในด้านวิทยาศาสตร์เองก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อความเชื่อทางศาสนาเช่นเดียวกัน มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งค้นพบว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล นั่นเป็นจุดที่เสทือนต่อความเชื่อของศาสนจักรอย่างรุนแรง มนุษย์เริ่มรับรู้โดยทั่วกันว่าตนเองก็สามารถสร้างความจริงได้ จากการพิสูจน์และเรียนรู้ ผู้คนเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์ ภาพวาดหรือประติมากรรมมากมายในยุคเรเนสซองส์จึงมักมีการเน้นกายวิภาคของบุคคลหรือเทพเจ้า ให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับมนุษย์

องค์ความรู้ต่างๆส่งผลให้เรเนสซองส์ถูกขนานนามว่าเป็นยุคเรืองปัญญา ( Age of Enlightenment ) มีผลิตผลสกุลทางความคิดแบบใหม่ที่ชื่อว่า มนุษยนิยม (Humanism) ตามมาด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เชื่อในคุณค่าสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แนวคิดแบบมนุษยนิยมเป็นความเคารพในตัวมนุษย์ แต่ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะลดทอนในความศรัทธาต่อพระเจ้าหรือหลักความเชื่อทางศาสนาต่างๆ – ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปฉันใด ความไม่เชื่อก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดฉันนั้น

ARCHITECTURAL PROGRAMMING

ณ ปัจจุบัน ช่องว่างในสังคมมีระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำผลักคนสองกลุ่มออกจากการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มองเห็นภาพชีวิตประจำวันตรงหน้าต่างกัน ในยามที่คนกลุ่มหนึ่งมีปัญหา แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้น ในทางเดียวกันคนบางกลุ่มยังคงไม่รับรู้ถึงเสียงอันมีค่าของตน อีกทั้งในปัจจุบันเสียงบางเสียงก็ยังคงดังไม่เท่ากันแน่นอนว่าสถาปัตยกรรมไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด อันเนื่องจากหลากหลายปัญหาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

จึงนำมาสู่การทดลอง ออกแบบตัวกลาง (โปรแกรม) ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในบางส่วนของสังคมที่ผุพัง การสร้างพื้นที่เพื่อให้ผู้คนรับรู้ถึงสิทธิที่ตนพึงมี เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นในแสดงออกทางความคิด เพราะการพูดในสิ่งที่ตนคิดคือจุดเริ่มต้นของเสรีภาพทางการพูด (Freedom of speech) รวมไปถึงผู้คนในสังคมจักต้องเรียนรู้ว่าความแตกต่างทางความคิดหรือความเชื่อเป็นเรื่องปกติ

 

มานุษยสถาน เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้วิธีการตามแนวคิดแบบมนุษยนิยมเป็นส่วนหลักในกระบวนการออกแบบ แนวคิดที่เชื่อในคุณค่าของมนุษย์ เคารพในความคิดซึ่งเป็นส่วนสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พื้นที่เพื่อให้ผู้คนที่ต่างสถานภาพในสังคมมาพบกันโดยใช้ทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์(Maslow’s Hierarchy of Needs ) เป็นจุดผสาน พื้นที่เพื่อแสดงออกทางความคิดโดยเสรีและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมไปถึงการสร้างความรู้สึกร่วม ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่เหล่าผู้คนได้รับความเสมอภาคโดยเท่าเทียม ควรค่าแก่การเคารพและรับฟังซึ่งกันและกัน จากพื้นที่สาธารณะที่อยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางบริบทนี้

DESIGN THINKING

มนุษย์ + สถาปัตยกรรม I กระบวนการคิดในการออกแบบที่ก่อรูปอาคาร โดยพิจารณาจากกิจกรรมการใช้งานขอผู้คนเป็นหลัก เป็นคำตอบจากคำถามที่ว่า สถาปัตยกรรมที่เกิดจากผู้คนเป็นอย่างไได้บ้าง ?

การสะท้อนความหลากหลายโดยใช้ความหลากหลายทางบริบท เป็นสะพานเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกัน บริบทที่ตั้งเป็นจุดตัดของระบบขนส่งสาธารณะ ( สถานี BTS สะพานตากสิน ท่าเรือสาธร รวมไปถึงถนนเจริญกรุง ) ซึ่งหากจะมองให้เห็นภาพมากขึ้น ในบริเวณใกล้เคียงมีโรงแรมระดับห้าดาวที่รายล้อมไปด้วยย่านชุมชน จึงทำให้ที่ตั้งโครงการมีศักยภาพในการเชื่อมโยงผู้คนที่หลากหลายสถานภาพทางสังคม ให้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น

ELEMENTS OF ARCHITECTURE

ทางผ่าน สู่ พื้นที่ปฏิสัมพันธ์  I แนวเส้นความหลากหลาย ( Diversity Line )  เป็นการใช้ประโยชน์จาก ทางผ่าน เพื่อส่งเสริมการพบปะของผู้คนโดยบังเอิญ และมีการสร้างพื้นที่ปิดล้อมจากองค์ประกอบทางสถาปัตกรรมที่สัมพันธ์กับการใช้งานของพื้นที่ ให้ผู้คนยังรับรู้ถึงความเป็นสาธารณะของพื้นที่อยู่ (Publicness) ไล่ลำดับจากความเป็นสาธารณะสู่ความเป็นส่วนตัวโดยมีจุดเริ่มจากแนวเส้น Diversity line

ศาสนสถาน สู่ มานุษยสถาน I การศึกษาทิศทางรูปแบบของสถาปัตยกรรม โดยเรียนรู้จากวิธีคิดของศาสนสถาน ซึ่งพบว่า วัด มัสยิด โบสถ์และเทวสถาน  มักมีเอกลักษณ์ที่มาจากความเชื่อหรือคำสอนในศาสนานั้นๆ นำมาสู่การตีความและเรียบเรียงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงการเคารพในมนุษย์

SYMMETRY  I ASYMMETRY
FOCUS ON GOD  I FOCUS ON HUMAN
LIGHT OF GOD  I LIGHT OF NATURE
CENTRALIZED  I DISPERSE

FUNCTIONAL

จากการตั้งคำถามง่ายๆว่า พื้นที่แบบไหนที่ผู้คนต่างสถานภาพทางสังคมจะมาพบกัน ? นำไปสู่การวิเคราะห์จากทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs ) ที่ส่งผลต่อการออกแบบพื้นที่การใช้งาน เพื่อใช้ความต้องการของมนุษย์เป็นแรงดึงดูดผู้คนต่างสถานภาพทางสังคมเข้ามาใช้งานร่วมกัน

โดยมีพื้นที่หลักของโครงการที่สะท้อนถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พื้นที่เพื่อการแสดงออก ( Expression space ) เราเชื่อว่าความคิด หรือการพูดเพื่อแสดงออกของผู้คน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การใช้สถาปัตยกรรมเป็นกระบอกเสียงเพื่อเพิ่มระดับของเสียงให้ดังมากยิ่งขึ้น โดยผู้รับสารไม่จำเป็นจะต้องกดปุ่มอนุญาติเข้าเพื่อฟัง หรือถูกควบคุมโดยอัลกอริทึม ( Algorithm )ในสร้างโลกเสมือนของสิ่งที่ตนอยากฟังเพียงเท่านั้น

ตำแหน่งของ Exprssion space อยู่ในจุดทางผ่านของผู้คน เผื่อว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมา จะบังเอิญได้ยินในเรื่องที่เขาอาจไม่เคยรับรู้มาก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การมองเห็นถึงสิ่งที่ผู้คนในสังคมกำลังเผชิญหน้า

Debate room การสนทนาเบื้องหลังม่าน พื้นที่ที่ผู้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดโดยไม่ตัดสิน การที่มองไม่เห็นรูปร่างภายนอกของคู่สนทนา นำไปสู่การลดอคติจากรูปลักษณ์ภายนอก

LIBERTY WALL การแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ อาจเป็นได้ทั้งผนังและอนุสาวรีย์ตามชื่อเรียกของมัน “เสรีภาพ”

สถาปัตยกรรมที่ก่อรูปโดยมีผู้คนเป็นภาพจำ โอบล้อมกิจกรรมหรือพื้นที่เพื่อการแสดงออกของผู้คน ( Expression space ) จากแนวคิดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

บทสนทนาของผู้พูด และ ผู้ฟัง

มานุษยสถาน เป็นเพียงเสี้ยวส่วนของแรงกระเพื่อมอันเล็กน้อยที่มุ่งหวังให้สังคมเกิดการเคารพซึ่งกันและกัน สร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนเป็นได้ทั้งผู้พูด และ ผู้ฟัง เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพที่ตนพึงมี ผ่านการพบปะผู้คนที่หลากหลาย เป็นสารที่ส่งไปยังผู้ที่นิ่งนอนใจต่อปัญหา หันกลับมาตั้งคำถาม เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่กระตุ้นให้ผู้คนกล้าแสดงออกทางความคิด เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะก่อรูปร่างของคำว่าเสรีภาพให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

 

แด่ ผู้มีอำนาจ

เราจะฟังท่าน และได้โปรดให้ท่านรับฟังเรา

วิทยานิพนธ์โดย

ฑิมพิกา เวชปัญญา
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 5
หลักสูตรสถาปัตยกรรม (สถ.) 
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีการศึกษา 2563
Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

การเช็งเม้งแบบเดิม ๆ จะเปลี่ยนไปกับแนวคิด “ฮวงซุ้ย” ใหม่ ที่น่าจดจำมากกว่าเดิม

เคยคิดไหมว่า ทำไมการเช็งเม้งถึงต้องถูกยึดติดด้วยรูปแบบเดิมมาเป็นสิบเป็นร้อยปี

อากาศร้อนและความไม่เหมาะสมบางอย่าง

Continue reading “การเช็งเม้งแบบเดิม ๆ จะเปลี่ยนไปกับแนวคิด “ฮวงซุ้ย” ใหม่ ที่น่าจดจำมากกว่าเดิม”