Basic Space Coffee จิบกาแฟในสเปซสุดเรียบง่ายที่ทักทายผู้คนผ่านองค์ประกอบคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

Basic Space Coffee
จิบกาแฟในสเปซสุดเรียบง่ายที่ทักทายผู้คนผ่านองค์ประกอบคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

Basic Space Coffee คือชื่อของร้านกาแฟที่ตั้งอยู่หัวมุมสี่แยกในตัวเมืองจังหวัดอยุธยา ประตูไม้ และหลังคาสังกะสีปนสนิมนิดๆ หว่านเสน่ห์ความเป็นเอกลักษณ์เพื่อทักทายผู้คนที่ผ่านไปมา ถึงแม้รูปลักษณ์ที่ผ่านการออกแบบมาของสถาปัตยกรรมจะบอกเราว่าสถานที่แห่งนี้มีความเป็นเจนเนอเรชันใหม่อยู่ไม่น้อย แต่ด้วยองค์ประกอบหรืออะไรบางอย่าง ก็ชวนให้เราหวนนึกถึงความเบสิก และกลิ่นอายความเก่าแต่ก็เก๋าจนชวนให้เข้าไปสัมผัส

บ้านที่เป็นทั้งร้านอาหารของคุณพ่อคุณแม่ และร้านกาแฟของลูกชาย

ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีก่อน พื้นที่หัวมุมนี้เคยเป็นบ้านติดกับโรงหนังเก่า ซึ่งในอดีตเป็นทำเลที่ค่อนข้างเป็นที่นิยมและเฟื่องฟูพอสมควร บ้านหลังนี้จึงเปิดเป็นร้านโชว์ห่วยและร้านอาหาร เพื่อรองรับลูกค้าที่แวะเวียนมาดูหนังเรื่อยมา แต่เมื่อโรงหนังปิดตัวลง ร้านโชว์ห่วยและร้านอาหารจึงค่อยๆ ลดบทบาทจากร้านโชว์ห่วยเหลือเพียงธุรกิจร้านอาหารกึ่งร้านข้าวต้ม จนกระทั่งเมื่อ 5-6 ปีที่ผ่านมา ลูกชายผู้เป็นคนเจนเนอชันใหม่ ได้ตัดสินใจเปิดร้านกาแฟเล็กๆ เพิ่มเติม เพื่อตอบสนองความหลงใหลในกาแฟของตนเอง

ซึ่งหลังจากเปิดขายมาเป็นเวลากว่า 5 ปี ก็เริ่มมองหาลู่ทางในการขยับขยาย เพื่อเพิ่มเมนู จำนวนลูกค้า ที่นั่งรับประทาน ให้ตอบรับกับการเติบโตของร้านในระยะยาว ประกอบกับคุณพ่อคุณแม่ที่มีอายุมากขึ้น ร้านอาหารแห่งนี้จึงถึงเวลาผันเปลี่ยนอีกครั้ง จากแนวคิดขยับขยาย ส่งไม้ต่อให้กับทีมสถาปนิกจาก BodinChapa Architects ผู้เป็นทั้งเพื่อนและลูกค้าประจำ มารับหน้าที่ออกแบบ วางแผนและปรับปรุง Basic Space Coffee แห่งนี้ขึ้นใหม่

(ภาพ Basic Space Coffee บ้านและพื้นที่ครัวเดิม ก่อนการรีโนเวท)

“พื้นที่ตรงนี้ค่อยๆ ผันเปลี่ยนฟังก์ชันมาเรื่อยๆ แต่ละสเปซค่อนข้างมีความหลากหลายในฟังก์ชัน และจะมีรายละเอียดมากมายที่เกิดจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นคนวางแผนที่จะก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างบริเวณนี้ตั้งแต่ต้น รวมถึงมีรายละเอียดเดิมของพื้นที่ อีกทั้งทางเจ้าของยังต้องการให้สเปซนี้ใช้งานร่วมกับความเป็นบ้านได้อย่างกลมกลืน” คุณว่าน-พิชชาภา โล่ห์ทอง (สถาปนิก) เล่าถึงโจทย์จากทางเจ้าของ

หวนคืนสู่ความ ‘Basic’ ภายใน Basic Space Coffee

เพราะชื่อร้าน Basic Space Coffee บ่งบอกคอนเซ็ปต์ ‘Basic Space’ อย่างตรงไปตรงมา ทีมสถาปนิกจึงต้องกลับมามองหาอะไรที่เรียบง่าย ทั้งในแง่ที่ผู้มาเยือนจะมองเข้ามา และในแง่ของเจ้าของบ้านเองที่ต้องมองเห็นและใช้สเปซนั้นในทุกๆ วัน

“พอเราเข้าไปดูในพื้นที่จริง เราเลยพยายามหยิบจับองค์ประกอบต่างๆ ของอาคารเดิมที่เรียบง่าย ซึ่งมันถูกซ่อนไว้อยู่ เราค่อยๆ เผยความงามออกมาให้ได้เห็น เช่น แผ่นสังกะสี หลังคาสีเทาๆ ซึ่งเป็นสีตั้งแต่ยุคของคุณพ่อ เรามองว่ามันคือสเน่ห์ที่เราจะไม่พยายามเปลี่ยนมัน” คุณว่านเล่า

“หลักๆ โปรเจกต์นี้จะเน้นเรื่องของการใช้วัสดุ วีธีการในการก่อสร้างและวิธีการใช้งาน ซึ่งหลายๆ พื้นที่มันเกิดจากองค์ประกอบเดิมที่มีอยู่แล้ว เราเลยตีความว่าคอนเซ็ปต์ที่เกิดขึ้นมันคือ Basic space จริงๆ ซึ่งมันเชื่อมโยงกับแบรนด์ของเขาด้วย” คุณป้อง-บดินทร์ เมืองลือ เล่าเสริม

โต๊ะไม้ขาสิงห์ ชิ้นส่วนในความทรงจำของครอบครัว ซึ่งเป็นโต๊ะที่มีอยู่เดิมในร้านอาหารเก่าของคุณแม่แต่ไม่ได้ผ่านการใช้งาน ถูกนำมาเล่าเรื่องราวภายในร้านกาแฟใหม่ โดยทำหน้าที่ต้อนรับลูกค้าบริเวณหน้าเคาน์เตอร์บาร์กาแฟ ซึ่งคุณว่านเล่าให้เราฟังว่า “เราอยากให้มันเป็นอะไรที่ผู้คนเห็นแล้วเขาจดจำได้ว่า นี่คือสิ่งคุ้นเคยที่อยู่ในชีวิตประจำวัน มันสามารถเอามาดีไซน์เป็นแบบนี้ได้ด้วยหรอ? มันสามารถสร้างความประหลาดใจ และในทางกลับกันมันก็เป็นการเอาสิ่งที่มีอยู่เดิมมาใช้โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทิ้ง”

(แปลนร้าน Basic Space Coffee)

ทักทายแขกผู้มาเยือนด้วยของเดิมที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน

ถึงแม้ร้านกาแฟร้านใหม่นี้จะไม่ได้มีขนาดกว้างขวางใหญ่โต แต่นอกเหนือจากโต๊ะไม้ขาสิงห์ที่เรายกตัวอย่างไป ยังมีรายละเอียดของเรื่องราวอันคุ้ยเคยแฝงอยู่ในทุกดีเทลของการออกแบบ

เสาคอนกรีตสำเร็จรูปถูกนำมาปูเป็นพื้นบริเวณหน้าร้านเรียงรายเพื่อต้อนรับผู้มาเยือน แท่นคอนกรีตที่นั่งหน้าร้านกรุด้วยอิฐดินเผา เกิดจากวิธีการนั่งของคนในร้านเดิมที่มีขนาดเล็ก ผู้คนนั่งหันหน้าเข้าหาบาร์ พูดคุยกับบาริสตาและพูดคุยกันเองราวกับเพื่อนบ้านมาเยี่ยมเยียนหากัน สถาปนิกจึงเลือกที่จะรักษาสเปซเดิมๆ นี้เอาไว้ โดยใช้ประโยชน์จากแท่นกระบะปลูกต้นไม้คอนกรีตเดิมของคุณพ่อ นำมาปรับสเกลให้พอดีกับการนั่ง เสริมด้วยแผ่นไม้ที่นั่งวางซ้อนทับ เพื่อให้เกิดมูฟเมนท์ในการใช้สเปซ โดยสามารถยกออก ยกเข้า หรือขยับซ้าย-ขวาได้ตามความต้องการในการใช้งาน

บานหน้าต่างไม้ทำหน้าที่เป็นตัวแบ่งพื้นที่ภายในและภายนอก และเป็นเหมือนฉากกั้นส่วนนั่งในแต่ละโซนไปในตัว ดีเทลของบานประตูหน้าต่างยังซ่อนกรอบของความโค้งมนเล็กน้อย ล้อรูปฟอร์มกับความโค้งมนของโต๊ะไม้ขาสิงห์ที่อยู่ภายในได้อย่างกลมกลืน เซ็ตบานประตูที่อยู่บริเวณด้านข้างตัวร้าน ยังมีรายละเอียดของรูปแบบที่สามารถเลือกเปิดบน หรือล่างได้ตามการใช้งาน วันไหนอยากจะเปิดทั้งบนและล่างเพื่อให้ร้านกลายเป็นกึ่ง Open-Air ก็ได้บรรยากาศบ้านๆ หรือหากวันไหนต้องการจะปิด เพื่อสร้างขอบเขตให้กับการนั่งรับประทานในร้านก็ไม่ว่ากัน

ภายในร้าน จากเดิมฝ้าที่ตีปิดเรียบ ถูกปรับเปลี่ยนให้เปิดโล่งเพื่อโชว์โครงสร้างเหล็กเดิมที่คุณพ่อเป็นคนริเริ่มให้ช่างก่อสร้างขึ้น “ด้วยความที่คุณพ่อเขาเป็นพ่อครัวร้านอาหาร เขาก็สั่งทำโครงสร้างเอง มันจะไม่เทอะทะและกังวลเรื่องน้ำหนักเหมือนที่ดีไซน์เนอร์หรือวิศวกรออกแบบ เป็นเหล็กบางๆ ที่ค้ำยันกันไป ซึ่งเรามองว่ามันน่ารักดี แต่เราก็มีการตั้งเสาไปรับแนวอะเสด้านข้างเพื่อให้มันแข็งแรงขึ้น” คุณป้องเล่า

ภาพรวมของหลังคาไม่ได้ถูกปรับเปลี่ยนไปมากนัก เพราะสถาปนิกเล่าว่า ตั้งแต่มาถึงตัวไซต์ คาแร็กเตอร์แรกที่เห็นคือหลังคาของร้านที่เป็นเสมือนจุดเด่น มีสีเขียวและมีสีเทาของสังกะสี แซมด้วยสนิมนิดๆ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป วัสดุดังกล่าวกลับแสดงตนได้อย่างเข้าขากับบริบทโดยรอบ กลายเป็นสเน่ห์ที่ทีมสถาปนิกมองว่าไม่อยากเข้าไปแตะต้องมัน

บริเวณบาร์เหนือศรีษะ เดิมจะเป็นเพียงรางน้ำเล็กๆ เมื่อถึงช่วงเวลาของหน้าฝน หรือฝนตกหนักทีไร ก็ต้องมีการรั่วซึม น้ำไหลเจิ่งนองกันทุกครั้งไป สถาปนิกจึงแก้ไขโดยการดีไซน์กระบะรับน้ำกว้างประมาณเมตรกว่า อยู่บริเวณเหนือบาร์และขนานยาวตลอดทั้งร้าน โดยส่วนนี้ยังกลายเป็นรูปทรงหนึ่งที่ตกแต่งและเพิ่มคาแร็กเตอร์ร้านได้อย่างชัดเจน บริเวณด้านหลังบาร์ยังถูกดีไซน์ให้เป็นเสายื่นในลักษณะตัว Y มารับกระบะนี้ เกิดเป็นเสาถี่ๆ และเกิดแพทเทิร์นหลังบาร์ที่เป็นเส้นสายของงานไม้ เสา โชว์โครงเคร่าหลังบาร์ได้อย่างต่อเนื่อง

บริเวณบาร์ยังชัดเจนในเรื่องของการเลือกใช้วัสดุ โดยมีโต๊ะไม้ขาสิงห์ และบล็อกลอนเป็นองค์ประกอบ รวมถึงยังมีกระจกลอน ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นแนวกั้นสเปซระหว่างพนักงานที่อยู่ภายในบาร์และลูกค้าที่มาใช้บริการ เมื่อวัสดุต่างๆ เหล่านี้มารวมตัวกัน จึงกลายเป็นภาพบาร์กาแฟที่ชวนจดจำได้ไม่ยาก

เมื่อถึงเวลาปิดร้านในช่วงเย็นประมาณ 4-5 โมง จากเดิมที่เจ้าของต้องคอยไล่ปิดประตูรอบด้านจำนวน  4-5 บาน ที่ทั้งหนัก ฝืดและเป็นสนิมส่งเสียงดังรบกวนใจ ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็หมดไปเพราะสถาปนิกดีไซน์ประตูบานเลื่อนรางแขวนมีล้อ กึ่งฟาซาดอาคาร โดยใช้วัสดุเป็นเหล็กเจาะรูที่ยังให้ความโปร่งและยอมให้แสงธรรมชาติไหลผ่าน

“สเปซของบ้านและร้านมันเป็นสเปซเดียวกัน ทุกครั้งที่ปิดร้าน 4 โมง แสงสว่างยังมีอยู่เลย แต่เพราะมันเป็นประตูทึบ ทุกอย่างในบ้านมันเลยมืดไปหมด เราเลยมองว่าถ้าเป็นวัสดุที่มีแสงส่องได้ เขาจะรู้สึกถึงเวลาที่ชัดเจนมากขึ้น แสงและความโปร่ง อาจช่วยให้บรรยากาศการอยู่อาศัยเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น”

Something More:  เพื่อให้ร้านกาแฟสามารถเปิดบริการได้ปกติในยามที่มีการรีโนเวทปรับปรุง สถาปนิกจึงต้องแบ่งการก่อสร้างออกเป็น 2 เฟส โดยแบ่งเป็นเฟสของพื้นที่ครัวด้านหลัง และเฟสของร้านกาแฟใหม่ด้านหน้า สถาปนิกปรับปรุงพื้นที่ครัวที่อยู่ด้านหลังด้วยการดีไซน์บล็อกลอนและบล็อกช่องลมซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่ายในละแวกนั้น มาใช้ในการกั้นระหว่างสเปซ ซึ่งเมื่อพื้นที่ครัวตรงนี้ถูกปรับปรุงเสร็จสวยงาม ก็จะทำหน้าที่เป็นคาเฟ่ชั่วคราว เมื่อถึงคิวรีโนเวทคาเฟ่บริเวณด้านหน้าขึ้นใหม่ สลับกันไปเพื่อให้ธุรกิจไม่เกิดการหยุดชะงัก

(Basic Coffee Space Phase 1)

“ด้วยความที่เราทำเองตั้งแต่ดีไซน์ ก่อสร้างเราก็คุมเอง มันเลยทำให้เห็นพัฒนาการ การเพิ่มหรือลดดีเทลบางอย่างหน้างานที่เราสนุกไปกับมัน ทุกจุด ทุกดีเทลของการออกแบบส่งผลกับความประทับใจของเรามากพอสมควร รูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมมันสร้างความสบาย มันทำให้เจ้าของ เขารู้สึกเหมือนบ้าน แต่ละวันที่เขาต้องออกมาทำงาน ขายของ เขาไม่ต้องคอยคีฟคูลเพื่อรักษาภาพลักษณ์อะไรมากมาย มันกลายเป็นความรู้สึกบ้านๆ คล้ายกับมีเพื่อนแวะเวียนมาเยี่ยมแล้วเขาก็แค่ทำกาแฟให้กินเฉยๆ เป็นสเปซที่ให้ความรู้สึกถึง Basic Space ได้จริงๆ” คุณว่านทิ้งท้าย

Location : ถ.บางเอียน ริมคลองมะขามเรียง อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Owner :
คุณพุทธิพงษ์ วณิชย์สุวรรณ และคุณสุภาทิพย์ อ่อนบัวขาว
Architects & Interior :
BodinChapa Architects
Contractor :
BodinChapa Architects
Photographer :
รุ่งกิจ เจริญวัฒน์

Writer

BodinChapa Architects เมื่อสถาปัตยกรรมเกิดจากคำถาม และเรื่องราวระหว่างทางคือการทดลอง

‘BodinChapa’ สตูดิโอไซส์เล็กแต่มากด้วยชั้นเชิงในการออกแบบที่ตอนนี้มีผลงานให้ชวนติดตามอย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่อติดหูที่เกิดจากการรวมกันของชื่อ ‘บดินทร์’ จาก คุณป้อง-บดินทร์ เมืองลือ และ ‘ชาภา’ จากคุณว่าน-พิชชาภา โล่ห์ทอง สองสามีภรรยาที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ภายใต้ความเชื่ออย่างลึกซึ้งว่าสถาปัตยกรรมจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ในทุกๆ มิติของสังคม โดยผ่านการออกแบบที่เกิดจากการทดลองและเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง จนในวันนี้ BodinChapa Architects ได้กลายเป็นหนึ่งในสตูดิโอออกแบบที่น่าจับตามองมากที่สุดอีกแห่งของวงการ

จากการวาดรูปสู่เส้นทางเพื่อต่อยอดทางวิชาชีพที่รัก

กว่า BodinChapa Architects จะเกิดขึ้นได้ต้องเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ทั้งคุณป้อง-คุณบดินทร์และคุณว่าน-พิชชาภายังเป็นเด็ก ด้วยพื้นเพเดิมของทั้งคู่เป็นเด็กต่างจังหวัด โดยที่คุณป้องเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงราย ส่วนคุณว่านเกิดและเติบโตที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาทำให้ทั้งคู่ซึมซับความเป็นพื้นถิ่นมาอย่างเต็มเปี่ยม เริ่มจากทางคุณป้องที่ตอนเด็กได้มีโอกาสได้คลุกคลีกับช่างท้องถิ่นช่วงที่ในชุมชนมีการก่อสร้างบ้านหรืออาคารต่างๆ จากจุดนี้เองที่ทำให้คุณป้องเกิดความสนใจไปถึงข้อสงสัยว่าหากตนเองอยากทำงานเกี่ยวกับด้านนี้จะมีคณะอะไรบ้าง จนเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะเข้าคณะสถาปัตยกรรมเพื่อต่อยอดจากสิ่งที่ตนเองสนใจในวัยเด็ก

ส่วนทางคุณว่านนั้นชื่นชอบการวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ โดยตั้งใจให้รูปภาพนั้นเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองคิดและความรู้สึกมากกว่าการสื่อสารอย่างอื่น เมื่อเติบโตมาทักษะการวาดรูปก็พัฒนาและมีความซับซ้อนมากขึ้น จนถึงจุดเดียวกับคุณป้องที่ค้นหาว่าทักษะที่ตนเองมีอยู่นั้นเหมาะสมกับการเรียนในด้านไหน และเมื่อกลั่นกรองจนแน่ใจแล้ว จึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกัน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังให้มากกว่าการตอบโจทย์การด้านวาดรูป แต่คือการสอนวิธีคิด

คุณป้องและคุณว่านต่างก็เป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งทั้งคู่ต่างบอกเล่าเรื่องราวไปทางเดียวกันว่า ช่วง 5 ปีที่ได้ศึกษาที่นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการทดลองอย่างแท้จริง ทั้งการทดลองการใช้ชีวิต การเรียนรู้สิ่งต่างๆ การเข้าสังคม ไปจนถึงการได้ศึกษาถึงศาสตร์ของความงามของงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่ที่มาที่ไปในการออกแบบ แนวความคิดในการออกแบบ การพัฒนาแบบ ไปจนถึงการเขียนแบบเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งประสบการณ์ที่พบเจอในช่วงเรียนนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของทั้งคู่ในเวลานี้อย่างเหนียวแน่น

จากงานออกแบบคาเฟ่เล็กๆ ที่เชียงรายที่ต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของ BodinChapa Architects

เมื่อเรียนจบทั้งคุณป้องและคุณว่านยังไม่ได้ตัดสินใจก่อตั้ง BodinChapa Architects ในทันที แต่ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะแยกย้ายกันไปหาประสบการณ์กันก่อน โดยคุณว่านเลือกที่จะทำงานในสตูดิโอออกแบบที่มีแนวทางการทำงานที่ตนเองสนใจอยู่หลายปี ส่วนคุณป้องได้เลือกที่จะกลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งตรงกับจังหวะที่เพื่อนอยากให้ออกแบบคาเฟ่ที่ชื่อ Laantim cafe พอดี ทางคุณป้องจึงตัดสินใจรับงานด้วยที่อยากทดลองอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องความเชื่อและความคิดในวิถีทางในการออกแบบ ซึ่งงานออกแบบชิ้นนี้เองได้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คุณป้องเชื่อว่าตนเองสามารถผลิตงานสถาปัตยกรรมที่ดีได้ ทั้งต่อเจ้าของโครงการและบริบท จนเวลาผ่านไป 2-3 ทั้งคู่จึงกลับมาพูดคุยกันถึงรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมที่ทั้งสองคนชอบและอยากทำให้เป็นกิจจะลักษณะเพื่อที่จะได้สื่อสารความเชื่อออกไปได้อย่างเต็มที่ ก็เลยตัดสินใจมาทำงานร่วมกันและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของ BodinChapa Architects

การออกแบบที่เกิดจากการตั้งคำถาม จนไปถึงการเขียนแบบที่เน้นให้ง่ายต่อการก่อสร้างหน้างานให้มากที่สุด

BodinChapa Architects มีลักษณะการทำงานเป็นทีม โดยทุกโครงการที่ออกแบบจะเริ่มจากการตั้งคำถามอย่างละเอียดในทุกๆ มิติเป็นอันดับแรก ตั้งแต่การตั้งคำถามด้วยกันเองในทีม คำถามกับเจ้าของโครงการ จนไปถึงการตั้งคำถามถึงบริบทเพื่อหาทิศทางของโครงการ จากนั้นทั้งสตูดิโอก็ทำการ Brainstorm ความคิดกันในทีมเพื่อสเก็ตช์ออกมา โดยคุณป้องและคุณว่านจะให้เวลาและความสำคัญกับขั้นตอนสเก็ตช์เป็นอย่างยิ่งเพื่อหาความเป็นไปได้ของสถาปัตยกรรมที่จะเกิดขึ้น พอผ่านขั้นตอนนี้ก็ตามด้วย Presentation หรือ 3 มิติเพื่อเสนอเจ้าของโครงการและการเขียนแบบก่อสร้างเพื่อนำไปก่อสร้างหน้างาน ซึ่งในการเขียนแบบก่อสร้างทาง BodinChapa Architects จะเคลียร์รายละเอียดให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดคำถามในหน้างานให้น้อยที่สุดนั่นเอง

จากการหลอมรวมบริบทอย่างพิถีพิถันจนเกิดเป็น Pasang คาเฟ่ที่ BodinChapa ยกให้เป็นโครงการที่ยากที่สุดตั้งแต่ออกแบบมา

หลังจากเปิด BodinChapa Architects มาอย่างเป็นทางการและได้รับโอกาสให้ออกแบบอาคารต่างๆ มาไม่น้อย แต่ก็ยังมีโครงการหนึ่งที่ทั้งคู่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นงานออกแบบที่มีความท้าทายแต่ก็สนุกมากที่สุด โครงการนั้นคือ โครงการป่าซาง ที่จังหวัดเชียงราย

‘ป่าซาง คาเฟ่’ เป็นโครงการออกแบบร้านกาแฟที่ทั้งคู่พูดคุยกันเยอะมากเพื่อหา Direction ที่จะสื่อสารภาษาในแบบของตัวเอง ผ่านงานสถาปัตยกรรม โดยตั้งใจให้สถาปัตยกรรมทำหน้าที่เล่าความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่ร่วมสมัยและมีความโมเดิร์นเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ตัวอาคารถูกออกแบบจากผนัง Modular ที่นำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนเป็นงานสถาปัตยกรรมด้วยต้องการสื่อสารถึงคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ได้อย่างตรงไปตรงมา

คำจำกัดความของสตูดิโอออกแบบที่ไม่ยึดติดกับอะไรแบบเดิม

คุณว่านกล่าวว่าหากจะจำกัดความเป็น BodinChapa Architects ด้วยคำสามคำคงหนีไม่พ้น ‘ภูมิปัญญาเชิงช่าง การทดลองและไฮบริด’ ด้วยความที่ทางสตูดิโอนั้นให้คุณค่ากับความเป็นพื้นถิ่นของบริบทของแต่ละโครงการ จึงทำทั้งคู่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาเชิงช่างเป็นอย่างมาก แต่ด้วยยุคสมัยและข้อจำกัดในการออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย การยึดรูปแบบของความเป็นพื้นถิ่นทางเดียวนั้นยังไม่พอ จึงเกิดมาเป็นการ ‘ทดลอง’ ที่เป็นแนวทางการออกแบบ ทั้งเพื่อเป็นการเรียนรู้และค้นหาผลลัพธ์ทางสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าและบริบท เมื่อการทดลองนำมาผสมผสานกับภูมิปัญญาเชิงช่าง จึงเกิดมาเป็นคำว่า ‘ไฮบริด’ ซึ่งเป็นที่คำที่บ่งบอกรูปแบบสถาปัตยกรรมของ BodinChapa มากที่สุด เพราะที่นี่คือสตูดิโอแห่งการผสมผสานที่ไม่ยึดติดกับอะไรแบบเดิม และเปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอเพื่อให้ทุกงานออกมาสนุก ทั้งในแง่ของการทำงานและตัวงานสถาปัตยกรรม

เมื่อความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงขั้นบันไดแห่งความท้าทาย

แม้ว่าวันนี้ BodinChapa Architects จะเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจในการออกแบบอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งคุณป้องและคุณว่านยังมองว่าความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงบันไดเพียงขั้นหนึ่งในวิชาชีพสถาปนิกเท่านั้น โดยทั้งคู่ได้ย่อยคำว่าความสำเร็จออกเป็นหลายๆ ส่วน เพื่อที่จะได้ประเมินตัวเองตลอดเวลา ว่าสิ่งที่ทำนั้นตรงประเด็นและสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง และมองไปถึงผู้ใช้พื้นที่ในงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบว่ามีความสุขในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่ ซึ่งความสุขของผู้ใช้นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของทั้งสตูดิโอเช่นกัน

 

ฝากอะไรถึงน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานในสายอาชีพสถาปนิก

สำหรับสตูดิโอออกแบบที่มีประสบการณ์ใกล้สิบปีแห่งนี้แนะนำให้น้องๆ คิดว่าการทำงานเป็นการทดลองเพื่อหาว่าเราเหมาะกับอะไร และเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดในทุกๆ มิติของการทำงาน ทั้งเรื่องของการออกแบบ การเข้าสังคม การคุยงานกับลูกค้า การประสานงานกับทั้งวิศวะกรหรือช่างก่อสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ให้เก็บเกี่ยวความรู้ และหากต้องการจะเปิดออฟฟิศของตัวเองหลังจากนี้ก็ให้ถามตัวเองก่อนว่ามีความพร้อมมากแค่ไหน พร้อมทั้งการจัดการรอบด้าน ทั้งการออกแบบ งบประมาณไปจนถึงการเสียภาษีต่างๆ ซึ่งหากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วว่าตัวเองพร้อมก็ให้ลุยเลย

“BodinChapa Architect เกิดจากการตั้งคำถามว่าเราควรจะใช้อะไรในการสื่อสารรูปแบบงานสถาปัตยกรรมในแบบของเรา หรือเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรา เราไม่ต้องการเอาคำนิยามมานิยามว่าเราจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด ดังนั้นเราก็เลยคิดว่าน่าจะเอาชื่อหรืออะไรที่เรามีอยู่มาเล่าเป็นตัวเรา ชื่อ BodinChapa จะแทนบุคคลหรือสถาปนิกที่อยู่ในทีมของเราว่า เราเป็นบุคคล เราเป็นสถาปนิก และเตือนตัวเองตลอดว่า เราจะต้องทำงานสถาปัตยกรรมออกมาเพื่อสื่อสารไปยังคนภายนอก ให้เข้าใจถึงความหมาย คุณค่าตลอดจนการใช้พื้นที่ได้อย่างมีความสุขที่สุด” คุณบดินทร์ เมืองลือ และ คุณพิชชาภา โล่ห์ทอง แห่ง BodinChapa Architects

บดินทร์ เมืองลือ และ พิชชาภา โล่ห์ทอง

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

‘บ้านพริกแกง’ ผลลัพธ์ของการตีความหมายจากบริบท สู่สีสันที่มาจากครกและพริกแกง

เมื่อโจทย์ของการออกแบบ คือ การแปลงโฉมบ้านไม้หลังเก่า ซึ่งเดิมเคยเป็นธุรกิจโรงงานทำพริกแกงของครอบครัวมากว่า 30 ปี ให้ดูทันสมัยรองรับการอยู่อาศัยและธุรกิจของคนรุ่นใหม่อีกเจเนอเรชัน  ทีมสถาปนิกจาก BodinChapa Architects จึงเข้ามารับหน้าที่ออกแบบ

Continue reading “‘บ้านพริกแกง’ ผลลัพธ์ของการตีความหมายจากบริบท สู่สีสันที่มาจากครกและพริกแกง”

Tamarind Bistro and Music House การแทนที่ของวัสดุ ภายในบ้านไม้ที่สะท้อนเสน่ห์ของ ‘ความใหม่ในความเก่า’

Location: ตำบลรอบเวียง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย
Owner: ชนกานต์   ห้อยยี่ภู่
Architect : BodinChapa Architects

Continue reading “Tamarind Bistro and Music House การแทนที่ของวัสดุ ภายในบ้านไม้ที่สะท้อนเสน่ห์ของ ‘ความใหม่ในความเก่า’”

Pasang คาเฟ่แห่งความลับ ที่ซ่อนสถาปัตยกรรมเบื้องหลังบานเกล็ดไม้

“ถ่ายทอดความเป็นพื้นถิ่นสมัยใหม่ ไม่ละทิ้งภูมิปัญญา สร้างสรรค์มูลค่าของวัสดุที่เรียบง่าย”

Continue reading “Pasang คาเฟ่แห่งความลับ ที่ซ่อนสถาปัตยกรรมเบื้องหลังบานเกล็ดไม้”