TCDC COMMONS CREATIVE FOODS พื้นที่แห่งการเรียนรู้ สู่สถานที่นัดพบของคนรักอาหาร

TCDC COMMONS CREATIVE FOODS
พื้นที่แห่งการเรียนรู้ สู่สถานที่นัดพบของคนรักอาหาร

หากคุณรู้ตัวว่าหลงรักใน อาหาร บทความนี้จะพาคุณไปเยือนสถานที่สร้างสรรค์สุดเฉพาะทางที่อาจเป็นจุดนัดพบของคนที่ชอบในอะไรเหมือนๆ กัน  

บนพื้นที่ชั้น 3 ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เป็นที่ตั้งของ TCDC COMMONS CREATIVE FOODS พื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ในกรอบความคิดสุด Specialist ที่โฟกัสไปถึงเรื่องของอาหารโดยเฉพาะ ภายในมีทั้งส่วนห้องสมุดที่รวบรวบหนังสือด้านอาหารไว้กว่า 2,000 เล่ม พื้นที่ครัวที่สามารถทำอาหารได้จริง จะจัดฟู้ดเวิร์คช็อป หรือจะจัดนิทรรศการด้านอาหารก็สามารถทำได้พร้อม ซึ่งผู้ออกแบบงานนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญการออกแบบร้านอาหารและคาเฟ่ชื่อดังมากมายอย่าง party/space/design มารับหน้าที่จัดการพื้นที่ 189 ตารางเมตร ให้อัดแน่นไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ ความหลากหลาย และการเรียนรู้ที่จะพาทุกคนหลุดออกไปนอกกรอบ

Active หรือ Passive ความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันได้

ฟังก์ชันที่ชัดเจนทั้งสองต่างมีความเป็นตัวของตัวเองสูง อธิบายง่าย ๆ คือ ส่วนห้องสมุดเป็นพื้นที่เงียบต้องการความเป็นส่วนตัว และครัว พื้นที่ร้านอาหาร คาเฟ่ ที่มักจะจอแจและมีความเป็นพื้นที่สาธารณะสูง สถาปนิกจึงหยิบมู้ดของสองพื้นที่ที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ จับมาผสานและเบลนเข้าด้วยกันโดยวางโซนห้องสมุดให้อยู่ส่วนกลางของพื้นที่มากที่สุด เพื่อสื่อสารให้ชัดเจนตั้งแต่ทางเข้าว่าพื้นที่แห่งนี้คืออะไร ถัดไปอีกนิดบริเวณด้านหน้ามีเคาน์เตอร์บาร์ทำหน้าที่ต้อนรับเป็น Welcome Space ที่เชื่อมโยงผู้คน และอำนวยความสะดวกในเรื่องของสมาชิก หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ บริเวณนี้ออกแบบฝ้าเพดานฉาบเรียบ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลวดลายของการรีดแป้งแล้วเกิดเป็นร่องของร้านเบเกอรี่ เป็นดีเทลเล็กๆ ที่เชื่อมระหว่างพื้นที่ห้างซึ่งดูวุ่นวาย เข้ากับพื้นที่ภายในที่ดูสงบเงียบ อีกทั้งยังช่วยลดการสะท้อนเสียงได้ดี

พื้นที่ห้องสมุดและชั้นหนังสือที่อยู่ใจกลางนำไปสู่พื้นที่ฝั่งซ้ายซึ่งเป็นมุมโซฟาเข้ามุมอ่านหนังสือเล็ก ๆ ที่รับแสงธรรมชาติจากกระจกบานใหญ่ได้อย่างพอดี ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องประชุมเก็บเสียงที่รองรับการนั่งประชุมงาน หรือกิจกรรมไลฟ์สดคิดเมนูใหม่ๆ และห้องครัวที่พร้อมใช้งานได้จริง ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดถูกออกแบบให้สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้อย่างไม่มีขอบเขต

“จริง ๆ ธุรกิจเกี่ยวกับอาหารในประเทศเรามีเยอะนะ แต่พื้นที่ที่จะสามารถนั่งคุยไปด้วย ทำอาหาร ทดลองเมนูไปด้วย หรือแม้กระทั่งคุยกันเรื่องอุปกรณ์ในครัว โดยเห็นภาพตรงนั้นจริง ๆ มันไม่ค่อยมีในรูปแบบพื้นที่สาธารณะเท่าไร หรือแม้แต่ห้องสมุดหรือร้านหนังสือเอง หนังสือที่เกี่ยวกับอาหารเฉพาะด้านก็มักจะอยู่ในมุมที่ไม่ใช่จุดเด่นเสมอ เราเลยวางฟังก์ชันให้ทั้งหมดกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน สามารถเดินจากห้องสมุดไปยังส่วนครัวนี้ได้เลย สามารถใช้งานพื้นที่ได้อย่างหลากหลาย” คุณโต-ศุภรัตน์ ชินะถาวร Design Director & Founder แห่ง party/space/design เล่า

ประสบการณ์ใช้งานที่แตกต่างจากห้องสมุดในแบบเดิมๆ

“สิ่งที่เราสนใจ คือ เราจะทำยังไงให้พื้นที่แห่งนี้ดูเป็นห้องสมุดที่สนุกหน่อย จะเป็นไปได้ไหม?”
คุณโตตั้งคำถาม เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อโซน MUNx2 (มันมัน) ของศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ที่ปรับปรุงขึ้นใหม่ให้ครอบคลุมความสนใจที่หลากหลายของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งศิลปะ ภาพถ่าย หรือแม้แต่อาหารเอง

ใจความสำคัญของโปรเจกต์นี้ จึงเป็นการออกแบบประสบการณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ “ลองนึกภาพคนที่เขามาใช้งานตรงนี้อาจจะดูเฮ้วๆ หน่อยก็ได้ มาห้องสมุดไม่จำเป็นต้องถอดรองเท้าหยิบหนังสือ หรือตัวเขาเองอาจมีความสนใจหลายสิ่ง นั่งแปปเดียวก็เบื่อ อยากเปลี่ยนบรรยากาศ มีความ photogenic สูง ต้องการพื้นที่สงบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการพื้นที่สาธารณะ มันมีความต้องการหลากหลายมากในกลุ่มคนนี้”   

ความหลากหลายที่เรากล่าวถึง เป็นเรื่องที่ party/space/design ศึกษาในการออกแบบร้านอาหารเรื่อยมา ซึ่งในหนึ่งพื้นที่จะมีทั้งส่วน Active และ Passive โดยโปรเจกต์นี้จะหยิบความเป็น Passive มาใช้ค่อนข้างเยอะ ผ่านโซนที่นั่งซึ่งหลบมุม ทำให้ผู้ใช้งานบริเวณดังกล่าวไม่สามารถมองเห็นคนที่เดินผ่านไปมาบริเวณ TCDC ด้านนอกได้เลย ในขณะที่หากยืนขึ้นโถงทะลุเคาน์เตอร์บาร์ ไปจนถึงบันไดเลื่อน

ภาพแปลนร้าน

ชั้นหนังสือและขั้นบันไดถูกออกแบบให้กลายเป็นคาแร็กเตอร์ของพื้นที่ โดยเบลนทั้งสองฟังก์ชันเข้าด้วยกัน หากเราจะปีนขึ้นไปหยิบหนังสือก็สามารถเหยียบตู้ด้านล่างขึ้นไปได้เลย หรือจะนั่งห้อยขาบนชั้นหนังสือก็สามารถทำได้ “เรารู้สึกว่าชั้นหนังสือมันต้องเป็นอะไรที่เด็กอยู่ใกล้ได้ เล่นกับมันได้ ไม่ใช่ โห…ต้องใส่ถุงมือเพื่อหยิบ ต้องไปล็อคนั้นล็อคนี้ เราทำลายความเป็นล็อคของห้องสมุดออกไปให้มันดูคล้ายภูเขาหนังสือแทน”

วัสดุ รวมไปถึงมู้ดแอนด์โทนภายใน ยังผสมผสานความหลากหลายเอาไว้อย่างลงตัว ความเป็น Open Kitchen ถูกนำเสนอผ่าน แมททีเรียลสแตนเลสสตีลบริเวณเคาน์เตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งมีความแข็งแรง ทนทาน และเหมาะสำหรับการใช้งานครัวได้จริง ต่างจากบริเวณห้องสมุดที่ต้องให้บรรยากาศผ่อนคลาย สงบ เงียบ เชื้อเชิญให้นั่งอ่านหนังสือ หรือนั่งทำงานได้ทั้งวัน ทีมสถาปนิกจึงใช้วัสดุไม้ ประกอบกับเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะกลมและเก้าอี้ขนาดเล็กที่มักจะใช้กันในร้านอาหาร เพื่อให้บรรยากาศทั้งหมดกลมกล่อมด้วยส่วนผสมที่ยังคงมีความเป็นตัวของตัวเอง

“เราชอบความที่เขาตัดสินใจทำห้องสมุดเกี่ยวกับอาหารโดยเฉพาะ เราเอง รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน เวลาเราจะทำอะไรที่แตกต่างจากสิ่งที่เขาทำต่อเนื่องกันมา ซึ่งถ้ามีตรงนี้เป็นจุดเริ่ม ในอนาคตมันอาจจะมี Creative Food ในแง่อื่น ๆ เกี่ยวกับกาแฟ หรืออะไรก็ตาม ที่แห่งนี้มันเลยกลายเป็นตัวเบิกทางที่ดีในการทำเป็น Specialist ของอาหารด้านอื่น ๆ ได้” คุณโตทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถมาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้ได้แล้ว โดย TCDC COMMONS CREATIVE FOODS เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11:00 – 19:00 น.

Client: Seacon Square & CEA (TCDC)
Architect :  party/space/design
Lighting design : party/space/design
Photo credit: JINNAWAT BORIHANKIJANAN

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

NANA Hunter Coffee Roasters แปลงโฉมโกดังเก่า สู่คาเฟ่ที่ชักชวนผู้คนมาค้นหาเรื่องราวกาแฟผ่านเสน่ห์ของยุค ‘Steampunk’

Location: ถนนพรานนก – พุทธมณฑลสาย 4  บางพรม ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
Owner: Nana Coffee Roasters
Area: 450 ตารางเมตร

Continue reading “NANA Hunter Coffee Roasters แปลงโฉมโกดังเก่า สู่คาเฟ่ที่ชักชวนผู้คนมาค้นหาเรื่องราวกาแฟผ่านเสน่ห์ของยุค ‘Steampunk’”

คุยกับศุภรัตน์ ชินะถาวร สถาปนิกผู้หลงรักกาแฟถึงเบื้องหลังความพิถีพิถันการออกแบบร้านอาหารและคาเฟ่

 

คุณเคยได้ยินชื่อหรือเคยไปนั่งรับประทานอาหาร นั่งจิบกาแฟในร้านอาหารและคาเฟ่ต่างๆ เหล่านี้บ้างไหม? ไม่ว่าจะเป็น Roast, Nana Coffee Roaster, Bottomless, Pacamara, WWA Café รู้หรือไม่ว่าผู้อยู่เบื้องหลังในการออกแบบร้านทั้งหมดนี้คือ party/space/design หรือ p/s/d สตูดิโอออกแบบที่คร่ำหวอดในวงการออกแบบคาเฟ่และร้านอาหารมากว่า 10 ปี ซึ่งยังมีร้านอาหารและคาเฟ่ที่เรายังไม่ได้กล่าวถึงข้างต้นอยู่อีกมากมาย

Continue reading “คุยกับศุภรัตน์ ชินะถาวร สถาปนิกผู้หลงรักกาแฟถึงเบื้องหลังความพิถีพิถันการออกแบบร้านอาหารและคาเฟ่”

Burn Whale…เรือเสบียงในท้องปลาวาฬ

ร้านอาหารซีฟู้ดน้องใหม่ บรรยากาศน่ารักเหมือนคาเฟ่ โดดเด่นด้วยสตอรี่จากเรื่อง Pinocchio

Burn Whale

Owner : คุณนิว – ธนกร เกาทัณฑ์ทอง , คุณชิ – ชลธิชา กลิ่นมาลัย

Location : Siam soi 2, Bangkok, Thailand

Designer : Party / Space / Design

เวลาเราถามว่าเพื่อนหรือใครสักคนว่าจำเรื่องๆ นี้ได้ไหม เรามักจะพูดถึงตัวละครและยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญๆในเรื่องประกอบการเล่าเสมอ เช่น “ชายชรา ช่างไม้ หุ่นไม้ที่พูดโกหกแล้วจมูกจะยาวขึ้น” จากคำใบ้ดังกล่าว พอจะนึกกันออกไหมเอ่ยว่านี่คือเรื่องอะไร…ถูกแล้วค่ะนี่คือเรื่อง Pinocchio ที่ทุกคนล้วนจำฉากที่หุ่นไม้พูดโกหกแล้วจมูกยาวกันได้ แต่วันนี้เราไม่ได้จะมาพูดถึงนิทานกันอย่างเดียว เราจะพาไปชมร้านอาหารซีฟู้ด ใจกลางสยาม ดินแดนของเหล่าวัยรุ่นไทยทุกยุคทุกสมัย ที่ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากนิทานในวัยเด็กอย่างเรื่อง Pinocchio โดยยกเรื่องราวฉากที่ปลาวาฬกลืนกินเรือของ Pinocchio และพ่อเข้าไปในท้องมาเป็นธีมหลักของร้าน

เส้นทางการเดินเรือ

จุดเริ่มต้นที่นำเรามายืนอยู่หน้าร้านในวันนี้ เกิดจากการที่เราชอบเดินเล่นสยามเป็นชีวิตจิตใจ แล้วเกิดสะดุดตากับ façade เชือกด้านหน้าร้าน และบันไดวนภายในร้าน ทำให้เกิดความอยากรู้ขึ้นมาในทันทีว่านี่คือร้านอะไร? จึงนำไปสู่การนัดสัมภาษณ์ และทำให้เราได้มาเจอกับสองหุ่นส่วนเจ้าของร้าน คุณนิว – ธนกร เกาทัณฑ์ทอง และ คุณชิ – ชลธิชา กลิ่นมาลัย ซึ่งทั้งคู่ได้เล่าให้เราฟังว่าร้านนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจประมงของครอบครัวคุณชิ อีกทั้งตนเองค่อนข้างคุ้นเคยกับย่านสยามสแควร์เป็นอย่างดี และก็เห็นว่าในย่านนี้ไม่ค่อยมีร้านอาหารซีฟู้ดระดับพรีเมี่ยม จึงทำให้คิดว่าย่านนี้แหละ เหมาะที่สุดแล้วที่จะใช้เป็นสะพานส่งตรงอาหารทะเลสดๆ จากแพปลาถึงมือลูกค้า

ปลา(วาฬ)เผา

เราคิดว่าชื่อและโลโก้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ใช้ดึงดูดลูกค้าได้ดีไม่แพ้การออกแบบตกแต่งร้าน ชื่อ burn whale นี้ก็เช่นกัน ซึ่งคุณนิวก็ได้เล่าว่า ตัวเขาเองได้บรีฟทีมออกแบบจาก party / space / design ไปว่า เราเป็นร้านอาหารน้องใหม่ แต่เรือของเรานั้นอัดแน่นไปด้วยวัตถุดิบคุณภาพระดับพรีเมี่ยม เราอยากได้ชื่อที่ฟังดูยิ่งใหญ่ พูดแล้วคนจะจำชื่อได้ จึงเป็นที่มาของชื่อ burn whale ที่มีโลโก้ส้อมขนาดใหญ่เสียบกลางตัวปลาวาฬ สาเหตุที่เลือกปลาวาฬ เพราะเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในท้องทะเล เมื่อนำมารวมกับ burn จึงกลายเป็นการย่างปลาวาฬ ซึ่งก็ตรงกับเนื้อเรื่องที่นำมาใช้เป็นสตอรี่เล่าเรื่องภายในร้าน 

เรือของ(พ่อ)พินอคคิโอ

คุณชิเล่าว่า ส่วนตัวชอบงานดีไซน์ของ party / space / design ที่เน้นงานออกแบบที่มีคาแรคเตอร์ที่ค่อนข้างชัดเจน จึงติดต่อไป ให้ช่วยออกแบบร้านนี้ให้บ้าง ซึ่งทางทีมออกแบบก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะได้ฉีกกฎการออกแบบร้านอาหารซีฟู้ดแบบเดิมๆ ให้ดูน่ารักและสนุกสนานเหมือนคาเฟ่ขนมหวาน ด้วยเรื่องราวของ Pinocchio โดยนำฉากที่เรือของพ่อ Pinocchio ถูกปลาวาฬกลืนหายเข้าไปในท้อง จากนั้นก็พยายามหาทางออก โดยใช้วิธีจุดไฟย่างปูปลาตัวน้อยๆ ที่อยู่ในท้องปลาวาฬ เพื่อใช้เป็นอาหารประทังชีวิต ควันที่เกิดจากการย่างก็ทำให้ปลาวาฬสำลัก และคายเรือออกมาในที่สุด

พื้นที่ภายในร้านถูกแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือชั้นล่าง ซึ่งเป็นส่วนของครัว ที่ตกแต่งด้านหน้าร้านด้วยบันไดวน ที่มีราวจับเป็นเชือก เป็นทางที่จะนำไปสู่คลังอาหารในท้องปลาวาฬ และตลอดทางที่เราเดินขึ้นไปชั้น 2 เราก็จะได้เพลิดเพลินไปกับของตกแต่งน่ารักๆ ที่สื่อถึงความเป็นทะเลอย่างเปลือกหอย สมอเรือ เรือใบ เป็นต้น ซึ่งทุกชิ้นคุณนิวเป็นคนเลือกมาตกแต่งเองกับมือ

ถัดมาที่ชั้นบน เป็นพื้นที่รับประทานอาหาร ที่ยกบรรยากาศห้องทำงานของพ่อ Pinocchio มารวมไว้ในเรือ โดยตกแต่งอย่างคลุมโทน ด้วยสีธรรมชาติของไม้ทั้งเข้มและอ่อนสลับกันไป เพื่อสื่อถึงพ่อ Pinocchio ที่เป็นช่างไม้ และทำให้ร้านดูอบอุ่นยิ่งขึ้น

ส่วนฝ้าเพดาน ก็จำลองบรรยากาศให้เป็นเหมือนห้องเครื่องของเรือ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับควบคุมเรืออย่างรอก หรือเชือกลากอวน และไม่ลืมที่จะตกแต่งผนังบริเวณเหนือมุมโซฟาด้วยรูปปลาวาฬ มาสคอตประจำร้าน

รอกส่งอาหาร อีกหนึ่งกิมมิกเล็กๆน้อยๆในร้าน ที่คุณนิวตั้งใจว่าจะให้ลูกค้าใช้เป็นเส้นทางส่งวัตถุดิบที่ลูกค้าเลือกเอง ให้ทางครัวปรุงให้ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ เพราะด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่ของทางร้าน ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการเซอร์วิส จากที่จะให้ลูกค้าเป็นคนปิ้งย่างอาหารเอง กลายเป็นทางร้านจะเป็นผู้ปิ้งย่างให้แทน

ตอนท้ายคุณนิวได้กล่าวไว้ว่า “ผมให้น้ำหนักกับงานดีไซน์เท่าๆกับคุณภาพอาหาร เพราะดีไซน์มักเป็นสิ่งที่ดึงดูดลูกค้าเป็นอย่างแรก แต่ถ้าลูกค้าได้ลองเข้ามาชิมอาหารแล้ว ดีไซน์ก็จะเป็นรอง เพราะลูกค้าที่กลับมาอีกครั้ง ไม่ได้กลับมาเพราะดีไซน์แต่มาเพราะความสดและความอร่อยของรสชาติอาหาร”

กินบนเรือ ปิ้งที่หลังครัว

เมนูอาหารที่นี่จะมีทั้ง A la carte และบุฟเฟ่ต์ที่มีให้เลือกกว่า 18 เมนู อีกทั้งยังมีบริการปิ้งให้เสร็จสัพ เพื่อที่คนกินอย่างเราจะได้กินอย่างสบายใจ ไม่ต้องเสียเวลามานั่งปิ้งย่างเองให้กลิ่นติดตัว สนนราคาบุฟเฟ่ต์อยู่ที่ 799+ แต่ช่วงนี้มีโปรโมชั่น ลดเหลือ 599+ ทานได้ 1 ชั่วโมงครึ่ง โดยจะเริ่มจับเวลาเมื่ออาหารเริ่มมาเสริฟที่โต๊ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก Burn Whale