Teeth Time BKK คลินิกทันตกรรมที่ปรับเรื่องกังวลใจเป็นบรรยากาศสบาย ๆ โดยใช้การออกแบบเป็นหนึ่งในเครื่องมือ

Teeth Time BKK
คลินิกทันตกรรมที่ปรับเรื่องกังวลใจเป็นบรรยากาศสบาย ๆ โดยใช้การออกแบบเป็นหนึ่งในเครื่องมือ

เราพบว่า ปกติเวลาเข้าคลินิกทำฟัน มันมักจะเป็นตึกแถวหรือร้านในห้างสรรพสินค้าที่มี bay หน้าสุดของเสาเป็นล๊อบบี้ มีผู้คนมากหน้าหลายวัยนั่งรอคิว มีทีวีเครื่องไม่ใหญ่ฉายรายการทีวีในวันหยุด และมีเสียงเด็กร้องไห้กระจองอแงคลอเบา ๆ นั่นคือ ภาพคลินิกทำฟันที่เราจดจำตั้งแต่เด็กจนโต

แต่สำหรับ Teeth Time BKK ซึ่งเริ่มต้นจากสองพาร์ทเนอร์คุณหมอกลับแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง ด้วยความตั้งใจเปิดคลินิกแห่งใหม่ในย่านพรานนก – พุทธมณฑล เพื่อปรับโฉมร้านหมอฟัน ผ่านบรรยากาศสบาย ๆ ไม่ต่างจากมานั่งพักผ่อนที่คาเฟ่ พ้องกับคำว่า Tea Time เพื่อช่วยลดความกังวลของคนไข้หลาย ๆ คนที่กลัวจะเจ็บตัวจากทันตกรรม ซึ่งงานนี้ก็ได้เพื่อนอย่าง กาจ-กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ สถาปนิกผู้ออกแบบจาก Physicalist มารับหน้าที่ออกแบบ

การออกแบบที่เริ่มต้นจากพื้นที่ตั้ง

สิ่งหนึ่งที่ทำให้คลินิกทันตกรรมที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างสิ้นเชิง คือ การเป็นอาคารแบบ Stand-alone ต่างจากคลินิกทั่วไปซึ่งมักเช่าที่ตึกแถวและตกแต่งอินทีเรีย โดยคุณกาจเล่าว่า เมื่ออาคารอยู่ในลักษณะแสตนอโลน โจทย์แรกที่คิดจึงเป็นการทำอย่างไรก็ได้ให้อาคารได้ประโยชน์จากการเป็นสแตนอโลนให้ได้มากที่สุด การออกแบบจึงเริ่มต้นขึ้นจากพื้นที่ตั้งโครงการ ซึ่งมีรถเป็นการสัญจรทางเดียวที่เข้าถึงโครงการได้ อีกทั้งการเข้าถึงโครงการยังค่อนข้างยาก เนื่องจากพื้นที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้ทางแยกและตีนสะพานทำให้คนผ่านไปมายากที่จะมองเห็น อาคารจึงต้องมีความสูงมากพอที่จะดึงดูดคนจากทราฟิกเหล่านั้นก่อนที่รถต่าง ๆ จะขับผ่านเลยไปโดยไม่ทันสังเกต นอกจากนั้นอาคารยังต้องมีลานบริเวณด้านหน้า เพื่อสื่อสารกับรถและคนขับอย่างชัดเจนว่า อาคารมีที่จอดรถและสามารถเลี้ยวรถเข้ามาจอดได้ไม่ยาก

เช่นเดียวกัน เพื่อให้อาคารดึงดูดผู้ที่สัญจรไปมา ภาษาของงานสถาปัตยกรรมจึงต้องสร้างแรงกระตุ้นได้มากพอ ซึ่งสองคุณหมอเองก็มีโจทย์มาว่าอยากให้อาคารมีองค์ประกอบในรูปทรงโค้ง Arch ที่ช่วยลดทอนความแข็งกระด้างของทรงกล่องอาคาร ผู้ออกแบบจึงเลือกใช้ทรงโค้งขนาดใหญ่ในลักษณะโค้งเดียวต่อหนึ่งรูปด้านในการออกแบบฟาซาด เพื่อสื่อสารกับรถที่ผ่านไปมาได้ชัดเจนที่สุด “คือถ้าเราไปประดิดประดอยโค้ง มันจะไม่อิมแพค เพราะเวลาคนผ่านมาเร็ว ๆ เขาจะไม่ทันมีเวลาได้สังเกตมากขนาดนั้น เราเลยเลือกทำโค้งเดียวและรีพีทไปเป็นฟาซาดในทุก ๆ ด้าน”

Something More : ฟาซาดออกแบบโดยใช้ตะแกรงเหล็กฉลุลายที่เก็บรายละเอียดของรอยเชื่อมเหล็กต่าง ๆ ให้อยู่ด้านใน ไม่โชว์ออกไปภายนอก และตัวฟาซาดยังแยกชั้นเลเยอร์กับอาคารอย่างชัดเจน เพื่อเป็นเสมือน Skin ของอาคารอีกหนึ่งชั้น ส่วนดีเทลของวัสดุเหล็กฉีกยังเป็นการทดลองใช้วัสดุ เพื่อสร้างแพทเทิร์นของลายที่ไม่ทึบและไม่โปร่งมากจนเกิดไปเมื่อมองจากถนน

นี่คือคลินิกทันตกรรม หรือ คาเฟ่กันแน่?

ถึงแม้จะดูเป็นคลินิกทันตกรรมที่สุดจะเฉพาะทาง แต่โปรแกรมค่อนข้างเรียบง่ายและชัดเจน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 โซน หนึ่ง คือส่วนล๊อบบี้ด้านหน้าสำหรับการนั่งรอของคนไข้ โซนที่สอง คือ ห้องทำฟันที่แบ่งออกเป็นห้องทำฟันผู้ใหญ่ 3 ห้องและของเด็กอีก 1 ห้อง ส่วนโซนสุดท้าย คือ Back of the House หรือเซอร์วิสที่มีทั้ง ห้องเอกซเรย์ ห้องพักคุณหมอ ห้องเก็บของ ห้องน้ำ และห้องทำความสะอาดอุปกรณ์ต่าง ๆ

ในการวางผัง คุณกาจออกแบบอาคารในแต่ละโซนในลักษณะ Linear เพื่อให้ทุกฟังก์ชันสามารถมีช่องเปิดได้ทั้งสองฝั่ง ล้อมรอบคอร์ดยาร์ดบริเวณใจกลางที่มีแสงลอดจากหลังคาทรงกลมด้านบน โดยแสงจะเปลี่ยนทิศทางและสีสันไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน

Something More : การวางฟังในลักษณะ Single Corridor ยังเป็นวิธีที่ง่ายและประหยัดที่สุดในเรื่องของงานระบบและเซอร์วิสต่าง ๆ เนื่องจากด้านหลังจะมีห้องปั๊มลมเล็ก ๆ ที่จ่ายลมไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ ในห้องทำฟัน อีกทั้งยังมีห้องทำความสะอาดเครื่องมือ ที่ต้องนำเครื่องมือใช้แล้วจากห้องทำฟันทุกห้องมาทำความสะอาดก่อนจะส่งกลับไปใช้งานใหม่ การที่ทุกฟังก์ชันเชื่อมต่อถึงกันได้ง่ายจึงสะดวก ประหยัดและเป็นเรื่องจำเป็น
หากเริ่มต้นจากทางเข้า เราจะเจอกับล๊อบบี้ขนาดใหญ่ที่ถูกปรับหลังคาให้สูงโปร่ง อีกทั้งยังมีช่องเปิดกระจกสูง 2 เมตร ยาวขนาบ 2 ข้างของล๊อบบี้ คล้ายกับมุมพาโนราม่าที่ชวนคนไข้ให้เข้ามานั่งสงบจิตใจผ่านการมองพื้นที่สีเขียวที่มีต้นเสม็ดแดงเป็นไม้ลีลาใจกลางพื้นที่ไปพลาง ๆ ถัดเข้าไปเป็นคอร์ริดอร์ของห้องทำฟัน ซึ่งเมื่ออาคารอยู่ในลักษณะแสตนอโลน ข้อดีหนึ่งคือ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของ bay เสา ทำให้สามารถขยายขนาดห้องทำฟันต่าง ๆ ให้ดูสบาย ๆ ได้ด้วยขนาดที่ใหญ่กว่าปกติพอสมควร และมีคอร์ริดอร์ยาวด้านในที่เชื่อมสู่เคาน์เตอร์ล๊อบบี้ เพื่ออำนวยความสะดวกในด้านบริการเช่นเดียวกับคลินิกทั่วไป

ภายในห้องทำฟันทั้ง 4 ห้อง ช่องเปิดยังออกแบบให้ไม่เหมือนกัน เพื่อให้แต่ละห้องมีบรรยากาศที่แตกต่าง ซึ่งหากเราสังเกต การออกแบบอินทีเรียยังมีการใช้รูปทรงกลม หรือโค้งครึ่งวงกลมมาออกแบบส่วนต่าง ๆ เป็นคาแร็กเตอร์ของการออกแบบภายใน และมีเส้นระยะ 2 เมตรจากความสูงกระจกเป็นตัวอ้างอิงในการออกแบบเส้นตั้ง เส้นนอนรอบทั้งสเปซ นอกจากนั้น ดีเทลช่องเปิดยังออกแบบให้เป็นงานเหล็กทั้งหมด เพื่อให้ดูบางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพับขอบบนซ่อนไฟหลืบได้อย่างเรียบง่าย

ห้องทำฟันสำหรับเด็ก

เพื่อส่งเสริมแนวคิดทั้งหมดให้ชัดเจน ลงตัวมากขึ้น เรายังได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณเฟย ก่อเกียรติ กิตติโสภณพงศ์ Design Director จาก InFO ผู้ทำหน้าที่ออกแบบโลโก้ และ งาน Environmental Graphic ซึ่งคุยเฟยเล่าว่า “เราดูว่าสถาปัตยกรรมมีอะไรดี อะไรเด่น แล้วค่อยคิดต่อจากตรงนั้น อย่างที่นี่บรรยากาศสบาย ๆ มาทำฟันและเหมือนได้มานั่งเล่นที่คาเฟ่ด้วย ตอนคิดสโลแกนเราพยายามมองคำที่ดูเฟรนลี่ สบาย ๆ อย่าง Smile กับ Crafting ที่มันดูมีความเป็นมืออาชีพอยู่ เหมือนค่อย ๆ มาใช้เวลา ประณีตสร้างรอยยิ้มของคุณประมาณนี้ เลยออกมาเป็นสโลแกน Crafting Your Smile”

แต่ในการออกแบบโลโก้ คุณหมออยากให้แตกต่างโดยไม่อยากให้โลโก้มีฟันติดอยู่เหมือนคลินิกอื่น ๆ คุณเฟยจึงมองหาอะไรที่สื่อถึงตัวแบรนด์ได้อย่างการนำแปรงสีฟันที่ทุกคนเข้าถึงได้มาดัดแปลงให้เป็นเข็มนาฬิกาเพื่อล้อกับคำว่า Teeth Time หรือแม้กระทั่งหน้าห้องหมอฟันยังมีกิมมิคเล็ก ๆ ที่เอานาฬิกามาทำเป็นสัญลักษณ์บอกเลขห้อง หรือห้องน้ำที่เอาเข็มนาฬิกามาทำเป็นไอคอนต่าง ๆ อย่าง ผู้หญิงและผู้ชาย

“ผมว่าเวลาเราจะเปลี่ยนที่ทำฟันมันวัดใจเหมือนกันนะ มันมักจะมีคำถามว่า หมอจะทำเจ็บไหมนะ จะดีไหม หรือทำที่เดิมก็ดีอยู่แล้ว แต่พอมู้ดของสถาปัตยกรรมมันเปลี่ยน ก็มีคนเข้ามาใช้บริการค่อนข้างเยอะ และก็ทางคุณหมอเล่าให้ฟังว่ามีคุณหมอสมัครงานเข้ามาเยอะเหมือนกัน ซึ่งในอีกมุมหนึ่งนอกจากการออกแบบเพื่อลูกค้าแล้ว มันก็คือสถานที่ทำงานของคุณหมอด้วย ถ้าบรรยากาศมันดี เขาก็น่าจะอยากมาทำงานที่นี่ทุกวัน และมันก็น่าจะส่งผลให้ผู้คนในอาคารนี้อารมณ์ดีกันไปหมดเลย” คุณกาจทิ้งท้าย  

กาจ-กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ สถาปนิกผู้ออกแบบจาก Physicalist และ เฟย-ก่อเกียรติ กิตติโสภณพงศ์ จาก InFO ผู้ออกแบบงานกราฟิก

ในช่วงหลังเราเห็นการออกแบบคลินิกทำฟันที่ให้ความสำคัญกับเรื่องดีไซน์มากขึ้น ซึ่งนับเป็นเรื่องดีที่ช่วยยกระดับในทุกมิติ ตั้งแต่การเป็นพื้นที่ทำงานของเหล่าคุณหมอ การเป็นพื้นที่บรรเทาความเจ็บปวดของคนไข้ หรือแม้แต่ยกระดับความหลากหลายในการออกแบบของสถาปนิก จึงถือเป็นเรื่องยินดีและน่าตื่นเต้นทุกครั้งที่เราได้เห็นสถานที่เฉพาะทางใหม่ ๆ ที่ใช้งานดีไซน์เป็นเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนความรู้สึกหรือพฤติกรรมมนุษย์ หากใครกำลังมีแพลนจะทำฟัน ลองแวะเวียนมาใช้บริการได้ที่ Teeth Time BKK แล้วจะรู้ว่าเรื่องหนักใจของการทำฟันสามารถบรรเทาไปได้ด้วยการออกแบบพื้นที่จริง ๆ 

Location : ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
Architectural Design : Physicalist
Design Team : กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์, ศศิกานต์ สุประดิษฐ ณ อยุธยา, มิรา อินทรกุล
Structural Engineer : อิทธิพล คนใจซื่อ
MEP Engineer : สุชาดา นิลจันทร์ วิทยา แปงนุจา
Brand Identity & Environmental Graphic Design :InFO

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

‘บ้านใกล้วัด’ พื้นที่ส่วนตัวที่ปรากฏการณ์ธรรมชาติรับบทสำคัญ

‘บ้านใกล้วัด’
พื้นที่ส่วนตัวที่ปรากฏการณ์ธรรมชาติรับบทสำคัญ

ธรรมชาติและมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งเราต่างพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ เราใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุงอาหารรับประทานเพื่อดำรงชีวิต เราใช้พรรณไม้ แสงแดดและลมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจหรือสร้างความรื่นรมย์ เพราะฉะนั้นบ้านพักอาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ แน่นอนว่าทุกคน ทุกบ้านต้องขอรวมความเป็นธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งไม่มากก็น้อย

ซึ่งสำหรับ ‘บ้านใกล้วัด’ ธรรมชาติกลายเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของบ้านตั้งใจให้เข้ามาผสมผสานจนงานสถาปัตยกรรมกลายเป็นเพียงภาพพื้นหลังเพื่อให้ความสัมพันธ์ของการอยู่อาศัยเกิดขึ้นร่วมไปกับธรรมชาติได้อย่างรื่นรมย์ ปล่อยให้ปรากฏการณ์ที่คาดเดาไม่ได้อย่างแสงแดดไหลท่วมเข้าสู่พื้นที่ ลมที่พัดผ่านปะทะร่างกายเป็นสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ก่อนรูปลักษณ์และภาษาของสถาปัตยกรรม โดยได้สถาปนิกอย่างคุณกาจ – กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ จาก Physicalist รับหน้าที่ออกแบบ

บ้านที่เริ่มต้นมาจากความต้องการของเจ้าของ

ที่ชื่อว่าบ้านใกล้วัด เพราะบ้านหลังนี้อยู่ใกล้วัดสมชื่อ และเป็นวัดที่ครอบครัวของเจ้าของบ้านศรัทธาและตัวเจ้าของบ้านเองก็เคยบวชที่วัดนี้ โดยเจ้าของบ้านตั้งใจให้เป็นบ้านสำหรับครอบครัว ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมาอยู่อาศัยและสามารถเดินเท้าไป-กลับวัดนี้ได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งเป็นบ้านพักในประเทศไทยของสองสามี-ภรรยา เจ้าของบ้าน ที่มีหน้าที่การงานที่ต้องเดินทางไป-กลับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำด้วย

ด้วยความที่เจ้าของบ้านเป็น Designer ทั้งคู่ วันแรกที่เริ่มคุยถึงความต้องการในการออกแบบบ้าน คุณกาจเล่าว่าเจ้าของบ้านใช้วิธีตัดโมเดลมาให้ “ตัวโมเดลเป็นสารตั้งต้นที่บอกเรื่องโปรแกรมที่เขาต้องการ มีห้องนั่งสมาธิเป็น Main Recreation Space มีห้องนั่งเล่น ทานข้าว และห้องนอนคุณพ่อคุณแม่อยู่ที่ชั้นล่าง ส่วนชั้นบนมี master bedroom หนึ่งห้องและห้องนอนแขก เผื่อต้อนรับเพื่อน ๆ ที่สามารถแยกส่วนกับพื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน”

“นอกจากนี้เจ้าของบ้านได้ทำ Design Brief ที่สวยมาก ๆ มาให้ ในบรีฟนั้นมีคีย์เวิร์ดคำว่า Komorebi ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าแสงที่ถูกกรองผ่านต้นไม้ลงมา อีกคีย์เวิร์ดหนึ่งคือการ Integrated with Nature ซึ่งทางเจ้าของคัดข้อความจากหนังสือคำสอนของท่าน ป.ปยุตโต ที่กล่าวถึงสถานที่ที่ให้ใจได้พักผ่อน เป็นสถานที่ที่มีความเป็น ‘รมณีย์’ เป็นพื้นที่ที่น่าสบาย สร้างความรู้สึกสงบ ทำให้จิตชื่นบาน เป็นหลักแหล่งสำคัญที่จะทำให้เรามีสภาพจิตใจอันดี มีความสุขที่เป็นกุศล สิ่งที่เรารู้สึก คือบรีฟมันมีความ Spiritual มาก ๆ เพราะมันพูดถึงคุณภาพของสเปซ แสง หรือสภาวะภายในสเปซเป็นหลัก โดยที่รูปลักษณ์หรือหน้าตาของสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่ตามมา”

บ้านที่เปรียบเสมือนศาลาท่ามกลางธรรมชาติ

เมื่อได้ความต้องการที่ชัดเจนและเฉพาะตัวมาก ๆ เมื่อเริ่มขั้นตอนดีไซน์คุณกาจบอกเราว่า ขั้นตอนนี้เข้มข้นมาก ด้วยความที่เป็นดีไซน์เนอร์ทางเจ้าของเองก็มี Input มากมายที่ช่วยผลักดันงานออกแบบไปพร้อม ๆ กัน และเมื่อเป็นโจทย์ที่มีความเป็นนามธรรมมาก โปรเจกต์นี้จึงเป็นเหมือนการทดลองร่วมกัน ซึ่งทีมออกแบบเลือกเริ่มต้นการพัฒนาสเปซผ่านงานโมเดลกายภาพเป็นหลัก เพื่อตีความโจทย์ที่เป็นนามธรรมออกมาให้เป็นกายภาพที่ชัดเจนให้มากที่สุด ในขั้นตอนแรกจึงเป็น Sketch Design ในทีมซึ่งออกมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อเอาโมเดลทั้งหมดไปคุยกับทางเจ้าของบ้าน ปรากฏว่าข้อดีของแต่ละแบบถูกจับมารวมกัน ซึ่งมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นร่วมกันอยู่ 2 อย่าง

คาแร็กเตอร์แรก คือ การวางผังบ้านที่แต่ละฟังก์ชันถูกแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ต้องการให้แต่ละพื้นที่ใช้สอยมีความเป็นส่วนตัวและเปิดรับภูมิทัศน์ แสง และลม ให้ได้มากที่สุด ส่วนคาแร็กเตอร์ที่สอง คือ การที่สเปซทั้งหมดพยายามเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ภายนอกให้ได้มากที่่สุด ทั้งในมิติของการวางผังและการออกแบบช่องเปิดต่าง ๆ ทั้งสองประเด็นนี้จึงนำมาสู่แมสของบ้านที่กระจายฟังก์ชันทำให้แต่ละก้อนสามารถมีพื้นที่ผิวที่หันหน้าเข้าหาธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

ภาพแปลนชั้น 1
ภาพแปลนชั้น 2
ภาพตัดแสดงแนวคิด
ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิด
ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิด

การมีอยู่และไม่มีอยู่ของสถาปัตยกรรม

หลังจากนั้น จึงเป็นการพยายามทำลายความเป็นฟอร์มของอาคารออกไปให้เหลือเพียง Interior Space ที่ห่อหุ้มฟังก์ชันต่าง ๆ อยู่อย่างเรียบง่าย บ้านทั้งหลังจึงเปรียบเสมือนศาลาในสวน ซึ่งสเปซจะถูกออกแบบให้โครงสร้าง และผนังต่าง ๆ ถูกรวมไว้ที่ส่วนมุมทั้ง 4 ของบ้าน ส่วนบริเวณตรงกลางระหว่างมุมทั้งสี่เปิดเป็นที่ว่างทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงสู่ธรรมชาติในทุกทิศทุกทิศทาง ซึ่งช่องเปิดทั้งหมดในส่วนนี้สามารถเลื่อนเปิดมาเก็บได้ทั้งหมดที่แนวผนังบริเวณมุม ทำให้สเปซมีความก้ำกึ่งระหว่างพื้นที่ภายนอกหรือภายใน ความเป็นห้องหรือความไม่เป็นห้องอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดคือที่ว่างที่ความเป็นสถาปัตยกรรมหายไป ปล่อยให้ธรรมชาติแทรกซึมเข้ามาอย่างเต็มที่ แม้แต่ในพื้นที่ที่ลึกที่สุด อย่างบริเวณห้องน้ำที่อยู่ที่มุมของพื้นที่ ก็ถูกออกแบบโดยการเจาะพื้นและหลังคาทิ้งไปเพื่อเปิดช่องแสงด้านบนและสวนที่ด้านล่าง เหลือไว้เพียงผนังที่สร้างความเป็นส่วนตัว ทำให้ทุกพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนทั้งหมดอยู่เสมอ

ผังบ้านในรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีพื้นที่ใจกลางเป็นคอร์ดยาร์ดที่ออกแบบภูมิทัศน์ให้ไหลเชื่อมสู่ภายใน มีฝั่งหนึ่งของบ้านเป็นห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และครัวยาวตลอดแนวในลักษณะ Open Plan ถัดมาที่ฝั่งซ้ายจากแปลนเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับนั่งสมาธิ โดยมีมุมหนึ่งเป็นบันไดขึ้นสู่ชั้นสองและห้องน้ำ ส่วนฝั่งที่เหลือเป็นห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ที่มีห้องน้ำและ Walk-in Closet ซ่อนอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง

ส่วนพื้นที่ชั้นสอง ก็มีที่มาจากแนวคิดเดียวกันด้วยการแบ่งปีกอาคารอย่างชัดเจน ด้านซ้ายเป็นส่วนของแขกซึ่งแบ่งเป็นสองห้องนอน ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องนอนมาสเตอร์ พื้นที่ทำงาน ห้องน้ำและห้องแต่งตัว บนระนาบพื้นชั้นสองมีช่องเปิดทะลุสู่ชั้นล่างตามตำแหน่งสวน และบนระนาบหลังคามีสกายไลท์ที่นำแสงธรรมชาติลงไปสู่พื้นที่ภายใน ในส่วนวิลล่าในชั้นสองทั้งสองฝั่ง สถาปนิกออกแบบเปลือกอาคารด้วยประตูเมทัลชีทลอนสีขาว ที่สามารถปิดพื้นที่ส่วนนี้ได้อย่างสมบูรณ์ทั้งหมดเมื่อไม่อยู่บ้าน เพื่อการดูแลรักษาบ้านที่ง่ายขึ้น

Something More : บริเวณช่องเปิดชั้นสอง วงกบถูกออกแบบให้เป็นรูปตัว L เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถลอดเข้ามาภายในถึงแม้จะปิดประตูทั้งหมด ทำให้สเปซภายในเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา

“การออกแบบทั้งหมด ทำให้บ้านไม่มีด้านไหนเป็นด้านหน้า ด้านหลัง ชัดเจน สาระในเชิงฟอร์มของมันเลยถูกลบไปทั้งหมด เหมือนเป็นวิลล่าหลายๆ หลังที่ถูกวางล้อมคอร์ดอยู่ในน้ำหนักเท่า ๆ กัน คือเราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เหมือนอยู่ท่ามกลาง หรืออยู่ในธรรมชาติจริง ๆ เราจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแสงที่มันท่วมเข้ามา หรือลมที่พัดใบไม้ ทั้งหมดนี้มันสร้างความรู้สึกสงบ สบาย พักผ่อนบนความที่สถาปัตยกรรมมันเลือนหายไป” สถาปนิกกล่าว

Location : นครปฐม ประเทศไทย
Area : 400 ตารางเมตร
Architects : Physicalist
Design Team : กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์, บุญชู จันทะวาลย์
Landscape : Archive Landscape and Allplants
Interior Designer : ภาณุภณ บวรวิวุฒิ
Structural Engineer : อิทธิพล คนใจซื่อ
M&E Engineer : สุชาดา นิลจันทร์, วิทยา แปงนุจา
Drawings : ธันดร ประกอบผล
Images : ศุภกร ศรีสกุล

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Baan Sampeng รีโนเวท 1 จากอาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้น ให้เป็นบ้านหลังใหม่ของคู่รักวัยสร้างตัว

Baan Sampeng / 90 Sq.M for 2
รีโนเวท 1 จากอาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้น ให้เป็นบ้านหลังใหม่ของคู่รักวัยสร้างตัว

ลักษณะทั่วไปของอาคารพาณิชย์ที่เราพบเห็นได้ตามริมถนนหรือตรอกซอกซอย ต่างเป็นรูปแบบอาคารที่เอื้อให้ชั้นล่างเปิดทำการค้าขาย หรือไม่ก็เป็นบริษัทปิดสำหรับทำธุรกิจครอบครัว ในขณะที่ชั้นบนเป็นบ้านพักอาศัยที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ Baan Sampeng อาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้นใจกลางย่านสำเพ็งที่เป็นทั้งพื้นที่ธุรกิจจิวเวลรี่และพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัวใหญ่

และเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผ่าน เจนเนอเรชั่นใหม่ที่เริ่มสร้างครอบครัว คุณเคน-ชยพล อุดมศรีสำราญ และคุณไวส์-ศิรดา เลิศจรรยากุล คู่รักวัย 20 ปลายๆ ที่เพิ่งแต่งงานใหม่จึงตัดสินใจรีโนเวทพื้นที่ 1 ชั้นบริเวณชั้น 5 ของอาคารให้เป็นที่พักอาศัยส่วนตัว บนพื้นที่ใช้สอยขนาด 90 ตารางเมตร และได้พี่ชายของฝ่ายหญิงอย่างคุณกาจ-กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Physicalist มาเปลี่ยนพื้นที่ใจกลางเมืองที่วุ่นวายให้กลายเป็นบ้านขนาดพอดีที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

เปลี่ยนพื้นที่ 1 ชั้น ให้ตอบโจทย์ความต่างที่อยู่ด้วยกันได้

โจทย์ของการวางผังบนพื้นที่ 90 ตารางเมตร คุณกาจเริ่มต้นจากกิจกรรมและนิสัยของเจ้าของบ้าน ซึ่งมักจะมีเวลาส่วนตัวที่แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมของตนเอง บางเวลาก็มีเพื่อนคุณเคนแวะเวียนมาสังสรรค์ เล่นเกมส์กันบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึง พื้นที่สงบและเป็นส่วนตัวของคุณไวส์จึงเป็นสิ่งจำเป็น

นำมาสู่การออกแบบวางผัง โดยทีมสถาปนิกรื้อพื้นที่และผนังเดิมออก ก่อนจะจัดการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใหม่ออกเป็น 3 โซนใหญ่ด้วยกันเรียงตามลำดับการเข้าถึง โดยโซนแรกจะเป็นโถงต้อนรับ ครัว Pantry และส่วนรับประทานอาหารที่เข้าถึงได้ผ่านบันไดและลิฟท์หลักซึ่งเป็นของเดิม ถัดมาเป็นโซนที่สองซึ่งอยู่ในลักษณะหน้าตาของห้องที่จงใจวางกั้นระหว่างโซนด้านหน้าและหลัง เพื่อไม่ให้พื้นที่ทั้งหมดเชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์ เพิ่มความเป็นส่วนตัวที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยทั้งคู่สามารถมีมุมส่วนตัวได้ในบางเวลา

ซึ่งในโซนที่สองนี้มีฟังก์ชันเป็นพื้นที่กึ่งเซอร์วิสที่ประกอบด้วยห้องซักรีด walk-in closet และห้องน้ำที่สามารถเปิดประตูเลื่อนเข้า-ออกได้จากสองทาง

(ภาพแปลนบ้านบนขนาด 90 ตารางเมตร)

ภาพบ้านก่อนการรีโนเวท

“พอห้องนี้มันขวางอยู่ มันเลยทำให้เกิดพื้นที่ 2 ก้อน ด้านหน้าและด้านหลัง ถ้าเพื่อนมาปาร์ตี้ก็จะวุ่นวายอยู่แค่ข้างหน้า โดยความเป็นห้องจะมีแค่ห้องนอนและห้องเซอร์วิสตรงกลาง ส่วนที่เหลือเป็นคอมมอนเอเรียที่มีพื้นที่ทางเดินทำหน้าที่เชื่อมและแยกพื้นที่ 2 ก้อนนี้ออกจากกัน” สถาปนิกเล่า

โซนที่สามจัดวางอยู่ด้านในสุด ตามความต้องการความเป็นส่วนตัว โดยแบ่งเป็น 2 พื้นที่หลักๆ นั่นคือห้องนอนและห้องนั่งเล่นที่มีมุมทำงานเล็ก ๆ และมีประตูบานเลื่อนเชื่อมออกสู่ระเบียงที่มองเห็นบรรยากาศความคึกคักของย่านสำเพ็งหรือใช้เป็นพื้นที่เซอร์วิสสำหรับตากผ้าได้เช่นกัน

การออกแบบช่องเปิดที่สัมพันธ์กับสเปซ

ปกติแล้ว ในบ้านทั่วๆ ไป เราจะเห็นช่องเปิดขนาดและตำแหน่งที่ออกแบบซ้ำๆ กันไปหมด ซึ่งเมื่ออยู่อาศัยไปนานๆ บางครั้งเราก็พบว่า ช่องเปิดเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเรื่องอากาศ แสง หรือแม้แต่มุมมองได้เท่าที่ควร บ้านสำเพ็งไม่เป็นแบบนั้น! เพราะหนึ่งในเรื่องที่สถาปนิกให้ความสำคัญบนพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่แห่งนี้ คือ การออกแบบช่องเปิดหรือแสงธรรมชาติที่จำเป็น ทำอย่างไรให้อาคารสูง 7 ชั้นสามารถนำแสงธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ของบริบทรอบด้านเข้ามาในแบบที่ไม่วุ่นวายมากจนเกินไป?

บริเวณห้องรับประทานอาหาร สถาปนิกออกแบบช่องเปิดในลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ครอปวิวภายนอกให้เหลือเพียงสัดส่วน Square 1:1 เพื่อนำแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน ในขณะที่นำความวุ่นวายจากบริบทภายนอกเข้ามาในปริมาณที่พอดี “ถ้าช่องเปิดใหญ่ มันจะเสียความเป็นส่วนตัวไป เราเลยจัดการให้เข้ากับสเปซทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่จำเป็นต้องประจันหน้ากับโลกภายนอกโดยตรง อารมณ์เดียวกับครอปรูปลงไอจี” คุณกาจเล่า

ส่วนโถงทางเดินจากโซนด้านหน้าไปสู่ด้านหลัง ออกแบบให้เป็นช่องเปิดยาวติดกับพื้นที่ที่นำแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้ามาในขณะที่รักษาความเป็นส่วนตัวจากมุมมองของเพื่อนบ้าน บริเวณสุดทางเดิน ยังคงมีบานเปิดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่นำทั้งแสงและลมเข้าสู่ภายใน “ช่องเปิดสามอันที่เรียงตัวกันอยู่ เราพยายามออกแบบให้มันไม่เป็นทางการ โดยพยายามสร้างช่องเปิดในลักษณะแรนดอมที่เป็นของสเปซใครสเปซมัน แต่มีสเกลที่สอดคล้องกับพื้นที่นั้นๆ”    

ในขณะที่ห้องนอนนำแสงเข้าผ่านช่องเปิดบานเล็ก และบานหน้าต่างขนาดสูงเท่าหัวเตียง นอกจากนั้นด้วยความที่วิวและบรรยากาศด้านนอกค่อนข้างมีรายละเอียดและความวุ่นวายมากพอสมควร งานวัสดุ ทางสถาปนิกจึงเลือกใช้โทนสีขาว กระเบื้องพื้นสีเทา และไม้วีเนียร์ เติมเต็มบรรยากาศให้พื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มากกลายเป็นบ้านสงบ ส่วนตัวและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

Location : Sampeng Market, Bangkok, Thailand
Architectural Design : Physicalist
Design Team : Karjvit Rirermvanich, Kalapa Numphueng
Images : Soopakorn Srisakul

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Baan Chumphae ตอบสนองทุกช่วงเวลาพิเศษของครอบครัว ผ่านความสัมพันธ์แบบไร้ขีดจำกัด

Location : ชุมแพ ขอนแก่น
Area : 990 ตารางเมตร

Continue reading “Baan Chumphae ตอบสนองทุกช่วงเวลาพิเศษของครอบครัว ผ่านความสัมพันธ์แบบไร้ขีดจำกัด”

สัดส่วนความเป็นส่วนตัว ในพื้นที่แห่งการพักอาศัย

บ้านเรียบง่ายสีขาวซึ่งมีการจัดวางฟังก์ชันได้อย่างลงตัวภายใต้พื้นที่จำกัด พร้อมทั้งนำธรรมชาติเข้าสู่ตัวบ้านด้วยโถงทางเดินรูปเครื่องหมายบวกและ Façade ที่โค้งหลบต้นมะม่วงต้นใหญ่ 

Continue reading “สัดส่วนความเป็นส่วนตัว ในพื้นที่แห่งการพักอาศัย”