Rejectory Circular Mall ชุบชีวิตจตุจักรให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าหมุนเวียนที่สร้างค่านิยมใหม่ให้การบริโภคสินค้า

Rejectory Circular Mall
ชุบชีวิตจตุจักรให้กลายเป็นห้างสรรพสินค้าหมุนเวียนที่สร้างค่านิยมใหม่ให้การบริโภคสินค้า

ยุคสมัยนี้แนวโน้มโลกและแฟชั่นเปลี่ยนไปไวจนแทบไม่ทันตั้งตัว เป็นการบีบบังคับทางอ้อมให้เราต้องออกไปซื้อหาสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งในขณะเดียวกัน สิ่งของเก่าๆ ในบ้านที่เรามีนั้นก็มากเกินความต้องการ การทิ้ง การให้ การขาย หรือบริจาค จึงเป็นทางออกหนึ่งที่มาจัดการกับสิ่งของเหล่านี้  และในปัจจุบันกระแสสังคมที่ให้ความสำคัญกับการแบ่งปันก็มีมากขึ้น เพิ่มโอกาสการก้าวสู่การแบ่งปันกันในสังคมอย่างยั่งยืน

“เริ่มต้นจากตนเองและครอบครัวให้ความสำคัญกับการทิ้งสิ่งของให้มีประโยชน์สูงสุดเสมอ เด็ก ๆ ผมได้มีโอกาสไปที่โรงงานรีไซเคิล และมูลนิธิหลายแห่งเพื่อบริจาคสิ่งของ พอโตขึ้นมาจึงมีความสนใจในเรื่องการรักษ์สิ่งแวดล้อม เรามองเห็นแพล็ตฟอร์มห้างรีไซเคิลในประเทศที่เจริญแล้ว มันสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม เราจึงกลับมามองว่าโครงการรูปแบบนี้ก็น่าจะสามารถปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทยได้  จึงเป็นที่มาของโครงการวิทยานิพนธ์ Rejectory Circular Mall (ห้างสรรพสินค้าหมุนเวียน) ที่หวังจะเป็นแรงบันดาลใจเล็กๆ ในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สังคมไทยตระหนักถึงพฤติกรรมการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น” ตรัยวิศว์  พงษ์บูรณกิจ นักศึกษาเจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์

ห้างสรรพสินค้าหมุนเวียนคืออะไร ?

แล้วห้างสรรพสินค้าหมุนเวียนคืออะไร?
อธิบายง่ายๆ ก็คือ ศูนย์รวมสรรพสินค้าที่ปฏิวัติการช้อปปิงสู่ยุคเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยพลิกจากบทบาทเดิมของผู้บริโภค ที่เป็นผู้ซื้อเพียงอย่างเดียวเปลี่ยนมาเป็นได้ทั้งผู้ให้และผู้ซื้อ หรือผู้ปรับปรุงสิ่งของ เพื่อให้เกิดห่วงโซ่ที่ส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมตามระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (ซึ่งตรงกับ Sustainable Development Goals ที่มีเป้าหมายเพื่อขจัดความยากจนให้หมดไป พร้อม กับดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของสิ่งมีชีวิตทุกคนและทุกที่บนโลก)

“ผู้คนที่มา Rejectory จะไม่ใช่เพียงซื้อสิ่งของแล้วนำกลับไปเท่านั้น แต่เราพยายามสร้างค่านิยมให้ผู้คนที่มามีส่วนร่วมในการปรับปรุงสิ่งของต่างๆ และได้เห็นคุณค่าของทุกๆ วัสดุ ผูกพันกับสิ่งที่ตนเองได้มีส่วนร่วมในการชุบชีวิตกลับขึ้นมา ทำให้สิ่งของที่เสร็จกลับไปมีความหมาย”

(ทิ้งแล้วไปไหน? กลไกของ Rejectory)
(Corporate Identity หรืออัตลักษณ์ขององค์กร)

Rejectory Circular Mall ( Reject + Factory )

Rejectory ไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่สถานที่ แต่เป็นทั้งความเชื่อ และพฤติกรรมในการสร้างค่านิยมใหม่ให้การบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ โดยจะมีแต้มสำหรับใช้ภายในโครงการหลังจากที่ได้ทิ้งอะไรบางอย่าง โดยมีวัฒนธรรมในการบริโภคที่ต่างออกไปผู้คนไม่ได้เข้ามาเพื่อซื้อสิ่งของและกลับออกไป แต่มาเพื่อทิ้งหรือ ซ่อมอะไรบางอย่าง และสร้างสังคมของเศรษฐกิจหมุนเวียนไปด้วยกัน

นำเสนอผ่านตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเป็นแหล่งสินค้าทั้งมือหนึ่งและมือสองที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ เสน่ห์ของจตุจักร คือ การเป็นตลาดกลางแจ้งขนาดใหญ่ที่มีสินค้าหลากหลาย ตอบโจทย์ตั้งแต่วัยรุ่นอายุ 15-16 ปี ไปจนถึงวัย 60 ปีขึ้นไป ราคาสินค้าก็มีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลักหมื่น ที่สำคัญสินค้าในแต่ละประเภทมีมากมายให้เลือกแถมราคายังต่อรองได้ ดึงดูดกลุ่มคนที่ชื่นชอบการช้อปปิงเพื่อสร้างวัฒนธรรมการให้สิ่งของเหลือใช้และการนำกลับมาใช้ใหม่

Rejectory จึงเป็นห้างสรรพสินค้าที่ดึงอัตลักษณ์จากบริบทต่างๆ ของพื้นที่ออกมาเป็น 3 องค์ประกอบ คือ Factory , Circular และ Jatujak ผสมผสานเป็นเอกลักษณ์ของโครงการที่ดึงความพิเศษมาจากพื้นที่จตุจักรซึ่งมีความเฉพาะตัวสูง

(Jatujak Elements ลักษณะเด่นที่พบเห็นในตลาดนัดจตุจักร)

โดย Circular Mall มีบทบาทที่จะช่วยหมุนเวียนทรัพยากรต่าง ๆ ระหว่างผู้ประกอบการ และ ผู้บริโภค โดยที่เป็นตัวกลางในการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาทำให้การซื้อขายสินค้าของจตุจักรกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยอีกด้วย

(เปลี่ยนจตุจักรให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกที่ยั่งยืน)

ชุบชีวิตพื้นที่จตุจักร

เดิม ตัวอาคารคือ JJ OUTLET ที่มีโครงสร้างอาคารเป็นระบบเสาและคานเหล็ก สูงทั้งหมด 4 ชั้น และมีพื้นที่ต่อชั้นประมาณ 8,322 ตรม. ตั้งอยู่บริเวณถนนกำแพงเพชร 2 ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาดนัดจตุจักร โดยตัวอาคารเป็นลักษณะยาว ตั้งเลียบขนานไปกับถนนกำแพงเพชร 2 ในทิศขวางตะวัน

(ภาพอาคารเก่า JJ OUTLET)
(JJ OUTLET Analysis)

การออกแบบภายนอกอาคารได้แรงบันดาลใจมาจากหอนาฬิกาของจตุจักรที่เปรียบเสมือนแลนด์มาร์ค เป็นอีกหนึ่งเสน่ห์และเป็นจุดถ่ายรูป อีกทั้งยังเป็นจุดนัดพบของใครหลาย ๆ คน ด้วยความที่หอนาฬิกาตั้งอยู่ใจกลางของตลาด

(หอนาฬิกาเก่าและใหม่)
(โครงสร้างของหอนาฬิกา)

ตัวอาคารเดิมมีทั้งหมด 4 ชั้น ซึ่งโครงการเปิดให้ลูกค้าเข้าได้เพียง 3 ชั้น ส่วนชั้น 4 เป็นพื้นที่สำหรับ STAFF และบริเวณชั้น 1-2 เป็นพื้นที่การขาย ส่วนชั้น 3 เป็นโซนสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยชั้น 1 -2 จะเชื่อมต่อกันในลักษณะ Open Plan ที่มีบันไดวนหลักอยู่บริเวณใจกลางเชื่อมต่อกันทั้ง 3 ชั้น และมีบันไดย่อยอยู่ทางปีกซ้ายและปีกขวา โดยชั้นล่างแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ปีก และมีพื้นที่ตรงกลางเชื่อมต่อผ่านโถงทางเดิน ซึ่งบริเวณปีกซ้ายจะเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่มีชั้นบนเป็นคาเฟ่ ส่วนบริเวณปีกขวาเป็นโชว์เคสที่มีพื้นที่ด้านบนเป็นโชว์รูม ส่วนพื้นที่ตรงกลางที่เหลือสามารถมานั่งพักคอยหรือจัดแสดงสินค้าได้  ส่วนชั้น 3 มีใจกลางเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการหมุนเวียน ก่อนจะแยกไปที่ฝั่งซ้ายซึ่งเป็น Co-Working และห้องสมุด ในขณะที่ฝั่งขวาเป็น Workshop Studio และ Material Room

(กลไกของนาฬิกาใจกลางอาคาร และการจัดสรรพื้นที่)

พลาซาบริเวณใจกลางได้แนวคิดมาจากกลไกของนาฬิกาที่เก็บพลังงานจากการเคลื่อนไหวมาขับเคลื่อนเข็มนาฬิกา จึงออกแบบให้มีบันไดหลักเพียงอันเดียวอยู่ตรงกลาง ก่อนจะกระจายผู้คนออกจากศูนย์กลางบริเวณชั้น 2 ในลักษณะการเดินเป็นวงกลม

(แนวคิดการออกแบบพลาซาบริเวณใจกลาง)

เมื่อเป็นการออกแบบอาคารใหญ่ ส่วนมากเรามักจะเห็นเอกลักษณ์บางอย่างของการออกแบบเพื่อให้สถานที่แห่งนั้นเป็นที่จดจำได้ สำหรับ Rejectory เองก็มี Kinetic Art วงกลมขนาดใหญ่ที่ใช้พลังงานจากการเดินมาเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในการหมุนงานศิลปะชิ้นนี้ ซึ่งการหมุนยังสะท้อนไปถึงแนวคิดหลักของแบรนด์ ซึ่งเป็นการทำซ้ำหรือการรีไซเคิลนั่นเอง

(แนวคิดการออกแบบ Kinetic Art)

ในส่วนต่าง ๆ ยังมีการนำเอกลักษณ์ของตลาดจตุจักรเดิมมาใช้ในการออกแบบ โดยดึงเอา Sense of Place จากทางเดินในตลาดนัดจตุจักรออกมา ไม่ว่าจะเป็นหลังคาที่แสงแดดทอดตัวลงมาและมีสองข้างทางเป็นร้านค้า ร่ม เต้นท์ ป้ายร้าน ป้ายบอกโซน และ KIOSK ต่างๆ ที่สามารถพบเห็นได้ในตลาดนัดจตุจักร

(องค์ประกอบที่มักพบเห็นได้ในตลาดจตุจักร)

Market Corridor ถูกออกแบบให้มีจุดรับทิ้งสิ่งของใช้แล้วซึ่งจะนำไปส่งกระบวนการรีไซเคิลทั้งหมด 5 ประเภท คือ กระดาษ พลาสติก โลหะ แก้ว และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้ใช้งานจะได้รับคะแนนในการนำไปซื้อสินค้า และบริการต่างๆ ได้ในโครงการ

สำหรับของชิ้นใหญ่อย่างเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าต่าง ๆ ก็มีจุดรับทิ้งสิ่งของเหลือใช้จากทางรถเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่ขับรถมา

(Rejectory Canteen)
(Rejectory Cafe)
(Rejectory Showroom)

การออกแบบเชิงหมุนเวียน (Circular Design) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทั้ง 2 อย่างนี้ต่างก็เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เราไม่สามารถพูดถึงเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยปราศจากการพูดถึงงานดีไซน์ได้ ด้วยเหตุนี้ วัสดุที่ใช้ในโครงการจึงแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม หนึ่งคือ JATUJAK MATERIALS ที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นจตุจักร สอง คือ SCRAP MATERIALS หรือเศษวัสดุต่าง ๆ เช่น เศษเหล็กจากการก่อสร้าง เศษไม้พาเลท ตอบโจทย์แนวคิดการออกแบบเชิงหมุนเวียน เพื่อให้ทรัพยากรเหลือใช้ไม่กลายเป็นขยะ ตรงกันข้าม อาจกลายมาเป็นสมบัติอันมีค่าสำหรับใครบางคนก็เป็นได้

ภายในอาคารยังมีพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการในจตุจักรที่จะสามารถมานั่งคุยงาน หาข้อมูลในการพัฒนาสินค้าของตนเอง เพื่อ สนับสนุนการขยายตลาดออนไลน์ และยังสามารถนำวัสดุต่างๆ ที่เหลือใช้มาแลกเปลี่ยนเป็นวัสดุที่สามารถนำไปใช้ได้ใหม่

(Rejectory Co-Working)
(Rejectory Library)

รวมถึงมีพื้นที่แสดงความคิดสร้างสรรค์จากสิ่งของเหลือใช้ต่างๆ เริ่มจากห้องเก็บเศษวัสดุของเหลือใช้ และพื้นที่สตูดิโอซึ่งเปิดให้ผู้คนสามารถมาใช้งานเพื่อสร้างสรรค์งานศิลปะต่างๆ และยังนำไปวางแสดงโชว์ในพื้นที่แสดงนิทรรศการได้อีกด้วย

(Rejectory Library)
(Sharing Resources)
(Upcycle Studio)
(Upcycle Showcase)
(ตรัยวิศว์ พงษ์บูรณกิจ นักศึกษาเจ้าของผลงานวิทยานิพนธ์)

วิทยานิพนธ์โดย
ตรัยวิศว์  พงษ์บูรณกิจ
คณะมัณฑนศิลป์ สาขาออกแบบตกแต่งภายใน
หลักสูตรศิลปบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร
มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2564
(รางวัลรองชนะเลิศ TIDA Thesis Awards 2021 สาขา Interior Design)
Email : traivisiii@gmail.com

อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ.ชัยณรงค์ อริยะประเสริฐ

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

จะเป็นอย่างไรถ้า สถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง | Responsive Architecture

จะเป็นอย่างไรถ้าสถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
Responsive Architecture

Responsive Architecture
สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

ที่มาของโครงการ :

วิทยานิพนธ์นี้เริ่มจากการตั้งคำถามถึงกายภาพของสถาปัตยกรรมที่เมื่อระยะเวลาการใช้งานผ่านไป ปัจจัยต่างๆที่ช่วยกำหนดกายภาพของสถาปัตยกรรมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้กายภาพที่เคยตอบสนองปัจจัยเหล่านั้นกลับกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ทั้งในด้านของการใช้งาน และด้านสภาพแวดล้อม ทำให้สถาปัตยกรรมไม่สามารถตอบสนองปัจจัย หรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้

การคลี่คลายแนวคิด :

เพื่อทำลายข้อจำกัดทางกายภาพที่หยุดนิ่ง ผู้ศึกษาจึงได้เริ่มทำการศึกษากลไกของเครื่องมือที่ทำให้สถาปัตยกรรมมีกายภาพที่มีความ kinetic หรือสามารถเคลื่อนไหว ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ โดยผู้ศึกษาได้ใช้หลักการของ scisoors frame ที่สามารถขยายความยาวได้มาเป็นแกนหลักในการขยับของเครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือสามารถขยับในแนวดิ่งที่ระยะต่างๆได้ โดยหลังจากที่ได้ทำการศึกษาศักยภาพของเครื่องมือพบว่าเครื่องมือที่ได้พัฒนามานั้นสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในปริมาตรคงที่

แนวคิดในการออกแบบ :

ผู้ศึกษาได้นำศักยภาพของเครื่องมือที่ได้กล่าวไปที่สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานในปริมาตรคงที่มาช่วยแก้ปัญหาในประเด็น “ความขัดแย้งระหว่างพื้นที่สีเขียวนันทนาการ และพื้นที่เศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการพูดถึงปัญหาระหว่างสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการต่อพื้นที่เศรษฐกิจภายในเขตเมืองอ้างอิงจากบทความในวารสารสุทธิปริทัศน์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ปุณยนุช รุธิรโก (2556, น.55) โดยใช้การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เอื้อให้เกิดทั้งโปรแกรมของพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเวลาเดียวกัน

อธิบายโครงการ :

ที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ระหว่าง Central Chidlom และ Central Embassy ซึ่งเป็นที่ที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียวนันทนาการมากที่สุด และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยในส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการผู้ศึกษาได้กำหนดให้มีขนาดพื้นที่เพียงพอที่จะช่วยเพิ่มสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวของ Central Embassy ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน EIA และในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Central Embassy ที่อยู่ข้างเคียง ผู้ศึกษาจึงได้ทำการวิเคราะห์ และเลือกให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงาน และนิทรรศการซึ่งเป็นหมวดหมู่ของพื้นที่ใช้งานในย่านของที่ตั้งโครงการที่ยังขาดหายไปตามวิสัยทัศน์ข้างต้น

โครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือส่วนล่างที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีเขียวที่สามารถขยับเปลี่ยนรูปร่างเพื่อเชื่อมพื้นที่ต่างๆโดยรอบโครงการเข้ามาภายในตัวอาคาร โดยในพื้นที่ในส่วนนี้จะขยับ และเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรของความหนาแน่นของจุดโดยรอบโครงการเพื่อช่วยดึงผู้ใช้งานให้เข้ามาในโครงการมากขึ้น และช่วยให้ย่านเกิดความ active จากการเคลื่อนที่ของผู้คน

พื้นที่สีเขียวนันทนาการส่วนแรก

ในส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนที่มีโปรแกรมของ event space ซ้อนทับอยู่กับพื้นที่สีเขียวนันทนาการ โดยในส่วนของ event space จะถูกเครื่องมือห่อหุ้มทำให้เกิดปริมาตรภายในหลากหลายรูปแบบตามการขยับของเครื่องมือทำให้สามารถรองรับการจัดกิจกรรมต่างๆตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งในแต่ละเครื่องมือย่อยๆภายในส่วนนี้จะมีการเรียงตัวกันแบบ spiral ต่อกันทุกๆครึ่งชั้นขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อให้พื้นที่ในแต่ละเครื่องมือสามารถขยายตัวในแนวดิ่งมาเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานได้อีกด้วย

พื้นที่ event space ที่อยู่ใต้พื้นที่สีเขียวนันทนาการในส่วนที่สอง | Enclosure ในแนวดิ่งของพื้นที่ event space

พื้นที่สีเขียวนันทนาการในส่วนที่สองของโครงการ

วิทยานิพนธ์โดย

นายชวิน วงศ์ศรีสุนทร
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม
มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2563
 
Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

ความหลากหลายทางความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรม : มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรม
มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

Architecture of Humanism I Respect for human dignity
มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในอดีตจวบปัจจุบันมนุษย์มีสิ่งที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่นผ่านความเชื่อๆหนึ่ง ขนาดของความเชื่อมีแบบแผนมากขึ้น ความศรัทธาผูกโยงกาลเวลาจนกลายมาเป็นศาสนา สถาปัตยกรรมมีบทบาทในการใช้เป็นพื้นที่เพื่อรองรับพิธีกรรม หรือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นของผู้คน แสดงออกถึงการเคารพในความเชื่อและสักการะศาสดาหรือคำสอนของศาสนานั้นๆที่ซึ่งมนุษย์รับรู้โดยทั่วกันในชื่อว่า ศาสนสถาน และจะเป็นอย่างไรหากสถาปัตยกรรมนั้นจะแสดงออกถึงการเคารพในความเป็นมนุษย์ ที่มีรากฐานปรัชญาความคิดแบบ มนุษยนิยม – มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะ (เคารพ) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง (อย่างนั้นหรือ ?) คำกล่าวข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านไม่พึงพอใจ แต่เรากำลังจะพาย้อนกลับไปยังยุคหนึ่ง สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือที่เรียกอย่างติดปากกันว่ายุคเรเนสซองส์ ( Renaissance ) อย่างที่ทราบกันดีว่าในยุคนี้เกิดพลวัตต่างๆมากมายที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ ปรัชญา การค้นพบในด้านวิทยาศาสตร์เองก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อความเชื่อทางศาสนาเช่นเดียวกัน มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งค้นพบว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล นั่นเป็นจุดที่เสทือนต่อความเชื่อของศาสนจักรอย่างรุนแรง มนุษย์เริ่มรับรู้โดยทั่วกันว่าตนเองก็สามารถสร้างความจริงได้ จากการพิสูจน์และเรียนรู้ ผู้คนเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์ ภาพวาดหรือประติมากรรมมากมายในยุคเรเนสซองส์จึงมักมีการเน้นกายวิภาคของบุคคลหรือเทพเจ้า ให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับมนุษย์

องค์ความรู้ต่างๆส่งผลให้เรเนสซองส์ถูกขนานนามว่าเป็นยุคเรืองปัญญา ( Age of Enlightenment ) มีผลิตผลสกุลทางความคิดแบบใหม่ที่ชื่อว่า มนุษยนิยม (Humanism) ตามมาด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เชื่อในคุณค่าสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แนวคิดแบบมนุษยนิยมเป็นความเคารพในตัวมนุษย์ แต่ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะลดทอนในความศรัทธาต่อพระเจ้าหรือหลักความเชื่อทางศาสนาต่างๆ – ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปฉันใด ความไม่เชื่อก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดฉันนั้น

ARCHITECTURAL PROGRAMMING

ณ ปัจจุบัน ช่องว่างในสังคมมีระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำผลักคนสองกลุ่มออกจากการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มองเห็นภาพชีวิตประจำวันตรงหน้าต่างกัน ในยามที่คนกลุ่มหนึ่งมีปัญหา แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้น ในทางเดียวกันคนบางกลุ่มยังคงไม่รับรู้ถึงเสียงอันมีค่าของตน อีกทั้งในปัจจุบันเสียงบางเสียงก็ยังคงดังไม่เท่ากันแน่นอนว่าสถาปัตยกรรมไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด อันเนื่องจากหลากหลายปัญหาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

จึงนำมาสู่การทดลอง ออกแบบตัวกลาง (โปรแกรม) ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในบางส่วนของสังคมที่ผุพัง การสร้างพื้นที่เพื่อให้ผู้คนรับรู้ถึงสิทธิที่ตนพึงมี เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นในแสดงออกทางความคิด เพราะการพูดในสิ่งที่ตนคิดคือจุดเริ่มต้นของเสรีภาพทางการพูด (Freedom of speech) รวมไปถึงผู้คนในสังคมจักต้องเรียนรู้ว่าความแตกต่างทางความคิดหรือความเชื่อเป็นเรื่องปกติ

 

มานุษยสถาน เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้วิธีการตามแนวคิดแบบมนุษยนิยมเป็นส่วนหลักในกระบวนการออกแบบ แนวคิดที่เชื่อในคุณค่าของมนุษย์ เคารพในความคิดซึ่งเป็นส่วนสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พื้นที่เพื่อให้ผู้คนที่ต่างสถานภาพในสังคมมาพบกันโดยใช้ทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์(Maslow’s Hierarchy of Needs ) เป็นจุดผสาน พื้นที่เพื่อแสดงออกทางความคิดโดยเสรีและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมไปถึงการสร้างความรู้สึกร่วม ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่เหล่าผู้คนได้รับความเสมอภาคโดยเท่าเทียม ควรค่าแก่การเคารพและรับฟังซึ่งกันและกัน จากพื้นที่สาธารณะที่อยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางบริบทนี้

DESIGN THINKING

มนุษย์ + สถาปัตยกรรม I กระบวนการคิดในการออกแบบที่ก่อรูปอาคาร โดยพิจารณาจากกิจกรรมการใช้งานขอผู้คนเป็นหลัก เป็นคำตอบจากคำถามที่ว่า สถาปัตยกรรมที่เกิดจากผู้คนเป็นอย่างไได้บ้าง ?

การสะท้อนความหลากหลายโดยใช้ความหลากหลายทางบริบท เป็นสะพานเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกัน บริบทที่ตั้งเป็นจุดตัดของระบบขนส่งสาธารณะ ( สถานี BTS สะพานตากสิน ท่าเรือสาธร รวมไปถึงถนนเจริญกรุง ) ซึ่งหากจะมองให้เห็นภาพมากขึ้น ในบริเวณใกล้เคียงมีโรงแรมระดับห้าดาวที่รายล้อมไปด้วยย่านชุมชน จึงทำให้ที่ตั้งโครงการมีศักยภาพในการเชื่อมโยงผู้คนที่หลากหลายสถานภาพทางสังคม ให้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น

ELEMENTS OF ARCHITECTURE

ทางผ่าน สู่ พื้นที่ปฏิสัมพันธ์  I แนวเส้นความหลากหลาย ( Diversity Line )  เป็นการใช้ประโยชน์จาก ทางผ่าน เพื่อส่งเสริมการพบปะของผู้คนโดยบังเอิญ และมีการสร้างพื้นที่ปิดล้อมจากองค์ประกอบทางสถาปัตกรรมที่สัมพันธ์กับการใช้งานของพื้นที่ ให้ผู้คนยังรับรู้ถึงความเป็นสาธารณะของพื้นที่อยู่ (Publicness) ไล่ลำดับจากความเป็นสาธารณะสู่ความเป็นส่วนตัวโดยมีจุดเริ่มจากแนวเส้น Diversity line

ศาสนสถาน สู่ มานุษยสถาน I การศึกษาทิศทางรูปแบบของสถาปัตยกรรม โดยเรียนรู้จากวิธีคิดของศาสนสถาน ซึ่งพบว่า วัด มัสยิด โบสถ์และเทวสถาน  มักมีเอกลักษณ์ที่มาจากความเชื่อหรือคำสอนในศาสนานั้นๆ นำมาสู่การตีความและเรียบเรียงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงการเคารพในมนุษย์

SYMMETRY  I ASYMMETRY
FOCUS ON GOD  I FOCUS ON HUMAN
LIGHT OF GOD  I LIGHT OF NATURE
CENTRALIZED  I DISPERSE

FUNCTIONAL

จากการตั้งคำถามง่ายๆว่า พื้นที่แบบไหนที่ผู้คนต่างสถานภาพทางสังคมจะมาพบกัน ? นำไปสู่การวิเคราะห์จากทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs ) ที่ส่งผลต่อการออกแบบพื้นที่การใช้งาน เพื่อใช้ความต้องการของมนุษย์เป็นแรงดึงดูดผู้คนต่างสถานภาพทางสังคมเข้ามาใช้งานร่วมกัน

โดยมีพื้นที่หลักของโครงการที่สะท้อนถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พื้นที่เพื่อการแสดงออก ( Expression space ) เราเชื่อว่าความคิด หรือการพูดเพื่อแสดงออกของผู้คน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การใช้สถาปัตยกรรมเป็นกระบอกเสียงเพื่อเพิ่มระดับของเสียงให้ดังมากยิ่งขึ้น โดยผู้รับสารไม่จำเป็นจะต้องกดปุ่มอนุญาติเข้าเพื่อฟัง หรือถูกควบคุมโดยอัลกอริทึม ( Algorithm )ในสร้างโลกเสมือนของสิ่งที่ตนอยากฟังเพียงเท่านั้น

ตำแหน่งของ Exprssion space อยู่ในจุดทางผ่านของผู้คน เผื่อว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมา จะบังเอิญได้ยินในเรื่องที่เขาอาจไม่เคยรับรู้มาก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การมองเห็นถึงสิ่งที่ผู้คนในสังคมกำลังเผชิญหน้า

Debate room การสนทนาเบื้องหลังม่าน พื้นที่ที่ผู้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดโดยไม่ตัดสิน การที่มองไม่เห็นรูปร่างภายนอกของคู่สนทนา นำไปสู่การลดอคติจากรูปลักษณ์ภายนอก

LIBERTY WALL การแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ อาจเป็นได้ทั้งผนังและอนุสาวรีย์ตามชื่อเรียกของมัน “เสรีภาพ”

สถาปัตยกรรมที่ก่อรูปโดยมีผู้คนเป็นภาพจำ โอบล้อมกิจกรรมหรือพื้นที่เพื่อการแสดงออกของผู้คน ( Expression space ) จากแนวคิดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

บทสนทนาของผู้พูด และ ผู้ฟัง

มานุษยสถาน เป็นเพียงเสี้ยวส่วนของแรงกระเพื่อมอันเล็กน้อยที่มุ่งหวังให้สังคมเกิดการเคารพซึ่งกันและกัน สร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนเป็นได้ทั้งผู้พูด และ ผู้ฟัง เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพที่ตนพึงมี ผ่านการพบปะผู้คนที่หลากหลาย เป็นสารที่ส่งไปยังผู้ที่นิ่งนอนใจต่อปัญหา หันกลับมาตั้งคำถาม เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่กระตุ้นให้ผู้คนกล้าแสดงออกทางความคิด เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะก่อรูปร่างของคำว่าเสรีภาพให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

 

แด่ ผู้มีอำนาจ

เราจะฟังท่าน และได้โปรดให้ท่านรับฟังเรา

วิทยานิพนธ์โดย

ฑิมพิกา เวชปัญญา
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 5
หลักสูตรสถาปัตยกรรม (สถ.) 
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีการศึกษา 2563
Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

การเช็งเม้งแบบเดิม ๆ จะเปลี่ยนไปกับแนวคิด “ฮวงซุ้ย” ใหม่ ที่น่าจดจำมากกว่าเดิม

เคยคิดไหมว่า ทำไมการเช็งเม้งถึงต้องถูกยึดติดด้วยรูปแบบเดิมมาเป็นสิบเป็นร้อยปี

อากาศร้อนและความไม่เหมาะสมบางอย่าง

Continue reading “การเช็งเม้งแบบเดิม ๆ จะเปลี่ยนไปกับแนวคิด “ฮวงซุ้ย” ใหม่ ที่น่าจดจำมากกว่าเดิม”