Lorphoonphol Rice Mill Office ออฟฟิศและส่วนต่อขยายของโรงสีที่มีโจทย์ตั้งต้นจากบริบทและสภาพอากาศ

Lorphoonphol Rice Mill Office
ออฟฟิศและส่วนต่อขยายของโรงสีที่มีโจทย์ตั้งต้นจากบริบทและสภาพอากาศ

ใคร ๆ ก็รู้ว่าหนึ่งในผลิตภัณฑ์ส่งออกหลักของไทยคือ ข้าว ซึ่งเป็นอาหารที่คนไทยเรารับประทานไม่เว้นในแต่ละวัน และยังเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทยในภาคกลาง ที่โรงสีล้อพูนผลซึ่งตั้งอยู่ใจกลางอ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาจึงรายล้อมไปด้วยเกษตรกรมากหน้าหลายตาแวะเวียนนำข้าวที่เก็บเกี่ยวได้มาซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยออฟฟิศหลักของโรงสี เดิมเป็นอาคารยุคคุณพ่อที่ต่อเติมหลายครั้ง ฟังก์ชันก็ขาดการเชื่อมต่อและไม่เหมาะสม ทำให้การดำเนินการเกิดความล่าช้าในบางครั้ง

เมื่อถึงเวลาส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นใหม่ เจ้าของในวัยไม่ถึง 40 ปีจึงพร้อมรีดีไซน์ส่วนออฟฟิศหลักขึ้นใหม่และเพิ่มส่วนต่อขยายเพื่อเป็นศูนย์กลางในการผลิตและรับซื้อวัตถุดิบข้าวเปลือกโดยตรงจากเกษตรกรให้มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น โดยได้ทีมดีไซน์เนอร์จาก PHTAA Living Design รับหน้าที่เปลี่ยนโฉม

Context และ Climate คือจุดเริ่มต้น

คุณวิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล Co-Founder PHTAA Living Design เริ่มเล่าว่าการออกแบบโปรเจกต์โรงสีนี้เริ่มต้นจากบริบท (Context) และสภาพอากาศ (Climate) เป็นจุดตั้งต้น เนื่องจากฟังก์ชันของโรงสีที่ค่อนข้างเฉพาะทางและด้วยบริบทที่ตั้งบริเวณที่ราบลุ่มซึ่งมีแอ่งน้ำขัง ส่วนปัญหาหลักที่พบจากการเข้าไปสำรวจสถานที่ก็คือ ‘ฝุ่น’ จำนวนมากที่เกิดจากการตากข้าว ตีข้าว และการนำแกลบออกจากเมล็ดข้าวที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนงานในระยะยาว รวมถึงไอ ‘ความชื้น’ ที่ขึ้นมาจากดิน ทำให้โจทย์ คือการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไร ให้ช่วยแก้ปัญหาในสองประเด็นหลักนี้ให้ได้มากที่สุด  

(ภาพแสดงแนวคิด Credit : PHTAA)

เมื่อประกอบกับฟังก์ชันทั้งหมดภายในโรงสีจะมีห้องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญมาก นั่นคือ แลปทดลองข้าว ซึ่งเมื่อชาวนานำข้าวเปลือกมาขาย จะต้องมีการนำไปทดลอง และวิเคราะห์คุณภาพของข้าวเพื่อให้ได้บทสรุปของราคาที่เหมาะสมที่สุด ห้องนั้นจึงต้องมีการเก็บข้าวสารจำนวนหนึ่ง และต้องมีค่าความชื้นที่คงที่ เพื่อให้การทดสอบข้าวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ออกแบบจึงเริ่มมองหาวัสดุในการออกแบบห้องดังกล่าวให้ป้องกันฝุ่น และป้องกันการซึมผ่านของน้ำ เพื่อป้องกันความชื้น

แก้ปัญหาด้วยอิฐและบล็อกช่องลม

โจทย์ดังกล่าว นำมาสู่อิฐรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายครอบสันหลังคาที่สั่งทำขึ้นพิเศษ ด้วยขอบที่เอียงลาดลงทำให้เมื่อก่ออิฐเต็มผนัง น้ำจะไหลลงสู่ด้านล่างได้รวดเร็วกว่า ช่วยลดพื้นที่ที่อิฐจะโดนน้ำได้มากขึ้นก่อนที่ความชื้นจะถูกดูดซึมเข้าไปในก้อนอิฐ ต่างกับการก่ออิฐทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาทั่วไป

(ภาพแนวคิดการออกแบบอิฐสามเหลี่ยม)

นอกจากนั้น สำหรับการก่ออิฐทั่วไป ในวันที่ปูนข้างในอิฐเริ่มสึกหรอ น้ำบางส่วนจะสามารถย้อนเข้าไปด้านในก้อนอิฐได้ ซึ่งอิฐทรงสามเหลี่ยมจะแก้ปัญหาดังกล่าวโดยป้องกันการไหลย้อนของน้ำได้มากพอสมควร ส่วนการนำอิฐมาใช้ก่อกำแพงสูง ทีมออกแบบและทีมก่อสร้างยังมีการใช้เสาเหล็กเพื่อช่วยพยุงน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแรง โดยซ่อนเสาเอ็นเหล็กไว้ข้างใน ทำให้วัสดุเกิดความต่อเนื่องกันไปเป็นระนาบยาว หลังจากนั้น อิฐ ซึ่งเป็นวัสดุบ้าน ๆ ที่หาง่าย ประหยัดงบประมาณจึงกลายมาเป็นวัสดุหลักที่ทีมออกแบบนำไปขยายใช้กับส่วนอื่น ๆ ของพื้นที่ ห่อหุ้มตัวสถาปัตยกรรมด้านหน้าและด้านข้างด้วยลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ซึ่งสำหรับด้านหลังที่ติดกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีลมธรรมชาติไหลผ่าน ทีมผู้ออกแบบเลือกใช้บล็อกช่องลมซึ่งมีคาแร็กเตอร์คล้ายคลึงกับอิฐ และยังมีคุณสมบัติที่ปล่อยให้ลมไหลผ่าน ทำให้ลมสามารถพัดผ่านน้ำผ่านบล็อกลมที่มีรูทะลุไปยังอิฐด้านหน้า บริเวณพื้นที่ใจกลางที่มีคอร์ดต้นหลิว ทะลุกับช่องแสงทรงกลมซึ่งเป็นพื้นที่โรงอาหารสำหรับคนงานจึงเย็นสบาย สามารถนั่งพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดทั้งวัน

ส่วนต่อขยายที่ช่วยจัดการฟังก์ชันให้ลงตัว

นอกจากแก้ปัญหาในเรื่องสภาพอากาศและบริบทผ่านการเลือกใช้วัสดุแล้ว ปัญหาสำคัญถัดไป คือฟังก์ชันที่มีอยู่เดิม ซึ่งเกิดจากการต่อเติมที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ทำให้จุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ในการซื้อขายกับเกษตรกรมีปัญหา มีหลายพื้นที่ในการทำงานที่ทับซ้อนกันโดยเฉพาะระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ฝั่งออฟฟิศ ทำให้กระบวนการจัดส่งข้าว คัดเกรดข้าว หรือแม้แต่การชำระเงินให้เกษตรกรล่าช้า

ในการออกแบบและจัดการ ทีมผู้ออกแบบเลือกที่จะเก็บรักษาโครงสร้างอาคาร 4 ชั้นที่มีอยู่เอาไว้แบบเดิม (ตามความต้องการของเจ้าของโรงสี) โดยปรับเปลี่ยนฟังก์ชันภายในใหม่ให้กลายเป็นส่วนของสำนักงานเท่านั้น ก่อนจะเพิ่มพื้นที่ต่อขยายออกมาบริเวณด้านข้างสำหรับเป็นพื้นที่นั่งรอ พื้นที่ชำระเงินสำหรับเกษตรกร สถานีคัดแยกข้าว ห้องประชุม และโรงอาหารสำหรับคนงาน เพื่อทำการแยกส่วนพื้นที่ที่ต้องเชื่อมโยงกับเกษตรกร และส่วนของออฟฟิศภายในอย่างชัดเจน

(ภาพแปลนอาคารชั้น 1)
(ภาพแปลนอาคารชั้น 2)

รายละเอียดของฟังก์ชันภายในยังจัดวางให้เชื่อมต่อกันตามกระบวนการของการซื้อขายข้าวเปลือกจากเกษตรกร ตั้งแต่เริ่มต้นที่เกษตรกรจะขับรถบรรจุข้าวเปลือกเข้ามาจอดยังจุดชั่งน้ำหนัก ก่อนที่จะเดินมานั่งรอบริเวณ Waiting Area โดยข้าวบางส่วนจะถูกนำไปที่แลปทดลองข้าวเพื่อให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คุณภาพ ก่อนจะทำการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร โดยลูปทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบด้วยการวางผังที่ทีมออกแบบดีไซน์ขึ้นใหม่ภายใต้หลังคาของอาคารขนาดใหญ่ ทำให้ฟังก์ชันสามารถอยู่ร่วมเป็นก้อนเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ยังสามารถแบ่งการใช้งานได้อย่างชัดเจนโดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน (ส่วนบริเวณชั้นสองจะเป็นโซนแลปน้ำมันรำข้าว ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนต่อขยายในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการใช้งาน)

(แลปสำหรับตรวจสอบข้าว)

Something More : บริเวณด้านหน้าอาคาร ที่เราเห็นเสาจำนวน 2 ต้น เป็นเพราะทีมดีไซน์เนอร์ต้องการซ่อนรางน้ำแนบกับเสาเพื่อความสวยงามของงานสถาปัตยกรรม โดยออกแบบเสาขนาดเล็กลงจำนวน 2 ต้น ที่มีต้นหนึ่งเป็นท่อน้ำทำหน้าที่ระบายน้ำจากบริเวณหลังคาสู่พื้นด้านล่าง

ในส่วนของอาคารเก่าที่ทางเจ้าของอยากรักษาไว้ เพื่อให้เข้ากับรูปลักษณ์ใหม่ของส่วนต่อขยาย ทีมออกแบบจึงดีไซน์กล่องฟาซาดอาคารด้วยเหล็ก Steel perforated sheet สีขาวที่ดูโมเดิร์นครอบทับอาคารเก่าทั้งหลัง โดยวัสดุที่เลือกใช้ก็ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องนกจำนวนมากที่เข้ามารบกวนบริเวณอาคาร เหล็กที่มีการกักเก็บความร้อนในตัววัสดุจึงช่วยลดการเกาะของนกได้อีกทางหนึ่ง

และแนวคิดทั้งหมด คือ วิธีการรีดีไซน์และแก้ปัญหาผ่านมุมมองการใช้งานวัสดุท้องถิ่นใกล้ตัวของ PHTAA Living Design อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ เพราะบางครั้งการออกแบบที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบที่หรูหราหรือสมบูรณ์แบบ (จนบางครั้งคนธรรมดาก็เข้าไม่ถึง) แต่เป็นการเลือกใช้อะไรที่เราคุ้นเคยมาสร้างสรรค์วิธีการใช้งานใหม่ ๆ ต่อยอดการออกแบบสถาปัตยกรรมไปได้ไกล เช่นเดียวกับ Lorphoonphol Rice Mill Office แห่งนี้

Location: Phaisali , Nakhon Sawan Province, Thailand
Building area : 4000 m²
Architect & Interior : PHTAA living design
Project Team : Suradet Nutham, Pongsakorn Chusuppaisan
Engineer : Angkarn krasuaythong
Contractor : Double Click Construction Company Limited
Photo Credits: Beer singnoi

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

‘บ้านใกล้วัด’ พื้นที่ส่วนตัวที่ปรากฏการณ์ธรรมชาติรับบทสำคัญ

‘บ้านใกล้วัด’
พื้นที่ส่วนตัวที่ปรากฏการณ์ธรรมชาติรับบทสำคัญ

ธรรมชาติและมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งเราต่างพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ เราใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุงอาหารรับประทานเพื่อดำรงชีวิต เราใช้พรรณไม้ แสงแดดและลมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจหรือสร้างความรื่นรมย์ เพราะฉะนั้นบ้านพักอาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ แน่นอนว่าทุกคน ทุกบ้านต้องขอรวมความเป็นธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งไม่มากก็น้อย

ซึ่งสำหรับ ‘บ้านใกล้วัด’ ธรรมชาติกลายเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของบ้านตั้งใจให้เข้ามาผสมผสานจนงานสถาปัตยกรรมกลายเป็นเพียงภาพพื้นหลังเพื่อให้ความสัมพันธ์ของการอยู่อาศัยเกิดขึ้นร่วมไปกับธรรมชาติได้อย่างรื่นรมย์ ปล่อยให้ปรากฏการณ์ที่คาดเดาไม่ได้อย่างแสงแดดไหลท่วมเข้าสู่พื้นที่ ลมที่พัดผ่านปะทะร่างกายเป็นสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ก่อนรูปลักษณ์และภาษาของสถาปัตยกรรม โดยได้สถาปนิกอย่างคุณกาจ – กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ จาก Physicalist รับหน้าที่ออกแบบ

บ้านที่เริ่มต้นมาจากความต้องการของเจ้าของ

ที่ชื่อว่าบ้านใกล้วัด เพราะบ้านหลังนี้อยู่ใกล้วัดสมชื่อ และเป็นวัดที่ครอบครัวของเจ้าของบ้านศรัทธาและตัวเจ้าของบ้านเองก็เคยบวชที่วัดนี้ โดยเจ้าของบ้านตั้งใจให้เป็นบ้านสำหรับครอบครัว ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมาอยู่อาศัยและสามารถเดินเท้าไป-กลับวัดนี้ได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งเป็นบ้านพักในประเทศไทยของสองสามี-ภรรยา เจ้าของบ้าน ที่มีหน้าที่การงานที่ต้องเดินทางไป-กลับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำด้วย

ด้วยความที่เจ้าของบ้านเป็น Designer ทั้งคู่ วันแรกที่เริ่มคุยถึงความต้องการในการออกแบบบ้าน คุณกาจเล่าว่าเจ้าของบ้านใช้วิธีตัดโมเดลมาให้ “ตัวโมเดลเป็นสารตั้งต้นที่บอกเรื่องโปรแกรมที่เขาต้องการ มีห้องนั่งสมาธิเป็น Main Recreation Space มีห้องนั่งเล่น ทานข้าว และห้องนอนคุณพ่อคุณแม่อยู่ที่ชั้นล่าง ส่วนชั้นบนมี master bedroom หนึ่งห้องและห้องนอนแขก เผื่อต้อนรับเพื่อน ๆ ที่สามารถแยกส่วนกับพื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน”

“นอกจากนี้เจ้าของบ้านได้ทำ Design Brief ที่สวยมาก ๆ มาให้ ในบรีฟนั้นมีคีย์เวิร์ดคำว่า Komorebi ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าแสงที่ถูกกรองผ่านต้นไม้ลงมา อีกคีย์เวิร์ดหนึ่งคือการ Integrated with Nature ซึ่งทางเจ้าของคัดข้อความจากหนังสือคำสอนของท่าน ป.ปยุตโต ที่กล่าวถึงสถานที่ที่ให้ใจได้พักผ่อน เป็นสถานที่ที่มีความเป็น ‘รมณีย์’ เป็นพื้นที่ที่น่าสบาย สร้างความรู้สึกสงบ ทำให้จิตชื่นบาน เป็นหลักแหล่งสำคัญที่จะทำให้เรามีสภาพจิตใจอันดี มีความสุขที่เป็นกุศล สิ่งที่เรารู้สึก คือบรีฟมันมีความ Spiritual มาก ๆ เพราะมันพูดถึงคุณภาพของสเปซ แสง หรือสภาวะภายในสเปซเป็นหลัก โดยที่รูปลักษณ์หรือหน้าตาของสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่ตามมา”

บ้านที่เปรียบเสมือนศาลาท่ามกลางธรรมชาติ

เมื่อได้ความต้องการที่ชัดเจนและเฉพาะตัวมาก ๆ เมื่อเริ่มขั้นตอนดีไซน์คุณกาจบอกเราว่า ขั้นตอนนี้เข้มข้นมาก ด้วยความที่เป็นดีไซน์เนอร์ทางเจ้าของเองก็มี Input มากมายที่ช่วยผลักดันงานออกแบบไปพร้อม ๆ กัน และเมื่อเป็นโจทย์ที่มีความเป็นนามธรรมมาก โปรเจกต์นี้จึงเป็นเหมือนการทดลองร่วมกัน ซึ่งทีมออกแบบเลือกเริ่มต้นการพัฒนาสเปซผ่านงานโมเดลกายภาพเป็นหลัก เพื่อตีความโจทย์ที่เป็นนามธรรมออกมาให้เป็นกายภาพที่ชัดเจนให้มากที่สุด ในขั้นตอนแรกจึงเป็น Sketch Design ในทีมซึ่งออกมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อเอาโมเดลทั้งหมดไปคุยกับทางเจ้าของบ้าน ปรากฏว่าข้อดีของแต่ละแบบถูกจับมารวมกัน ซึ่งมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นร่วมกันอยู่ 2 อย่าง

คาแร็กเตอร์แรก คือ การวางผังบ้านที่แต่ละฟังก์ชันถูกแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ต้องการให้แต่ละพื้นที่ใช้สอยมีความเป็นส่วนตัวและเปิดรับภูมิทัศน์ แสง และลม ให้ได้มากที่สุด ส่วนคาแร็กเตอร์ที่สอง คือ การที่สเปซทั้งหมดพยายามเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ภายนอกให้ได้มากที่่สุด ทั้งในมิติของการวางผังและการออกแบบช่องเปิดต่าง ๆ ทั้งสองประเด็นนี้จึงนำมาสู่แมสของบ้านที่กระจายฟังก์ชันทำให้แต่ละก้อนสามารถมีพื้นที่ผิวที่หันหน้าเข้าหาธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

ภาพแปลนชั้น 1
ภาพแปลนชั้น 2
ภาพตัดแสดงแนวคิด
ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิด
ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิด

การมีอยู่และไม่มีอยู่ของสถาปัตยกรรม

หลังจากนั้น จึงเป็นการพยายามทำลายความเป็นฟอร์มของอาคารออกไปให้เหลือเพียง Interior Space ที่ห่อหุ้มฟังก์ชันต่าง ๆ อยู่อย่างเรียบง่าย บ้านทั้งหลังจึงเปรียบเสมือนศาลาในสวน ซึ่งสเปซจะถูกออกแบบให้โครงสร้าง และผนังต่าง ๆ ถูกรวมไว้ที่ส่วนมุมทั้ง 4 ของบ้าน ส่วนบริเวณตรงกลางระหว่างมุมทั้งสี่เปิดเป็นที่ว่างทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงสู่ธรรมชาติในทุกทิศทุกทิศทาง ซึ่งช่องเปิดทั้งหมดในส่วนนี้สามารถเลื่อนเปิดมาเก็บได้ทั้งหมดที่แนวผนังบริเวณมุม ทำให้สเปซมีความก้ำกึ่งระหว่างพื้นที่ภายนอกหรือภายใน ความเป็นห้องหรือความไม่เป็นห้องอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดคือที่ว่างที่ความเป็นสถาปัตยกรรมหายไป ปล่อยให้ธรรมชาติแทรกซึมเข้ามาอย่างเต็มที่ แม้แต่ในพื้นที่ที่ลึกที่สุด อย่างบริเวณห้องน้ำที่อยู่ที่มุมของพื้นที่ ก็ถูกออกแบบโดยการเจาะพื้นและหลังคาทิ้งไปเพื่อเปิดช่องแสงด้านบนและสวนที่ด้านล่าง เหลือไว้เพียงผนังที่สร้างความเป็นส่วนตัว ทำให้ทุกพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนทั้งหมดอยู่เสมอ

ผังบ้านในรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีพื้นที่ใจกลางเป็นคอร์ดยาร์ดที่ออกแบบภูมิทัศน์ให้ไหลเชื่อมสู่ภายใน มีฝั่งหนึ่งของบ้านเป็นห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และครัวยาวตลอดแนวในลักษณะ Open Plan ถัดมาที่ฝั่งซ้ายจากแปลนเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับนั่งสมาธิ โดยมีมุมหนึ่งเป็นบันไดขึ้นสู่ชั้นสองและห้องน้ำ ส่วนฝั่งที่เหลือเป็นห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ที่มีห้องน้ำและ Walk-in Closet ซ่อนอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง

ส่วนพื้นที่ชั้นสอง ก็มีที่มาจากแนวคิดเดียวกันด้วยการแบ่งปีกอาคารอย่างชัดเจน ด้านซ้ายเป็นส่วนของแขกซึ่งแบ่งเป็นสองห้องนอน ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องนอนมาสเตอร์ พื้นที่ทำงาน ห้องน้ำและห้องแต่งตัว บนระนาบพื้นชั้นสองมีช่องเปิดทะลุสู่ชั้นล่างตามตำแหน่งสวน และบนระนาบหลังคามีสกายไลท์ที่นำแสงธรรมชาติลงไปสู่พื้นที่ภายใน ในส่วนวิลล่าในชั้นสองทั้งสองฝั่ง สถาปนิกออกแบบเปลือกอาคารด้วยประตูเมทัลชีทลอนสีขาว ที่สามารถปิดพื้นที่ส่วนนี้ได้อย่างสมบูรณ์ทั้งหมดเมื่อไม่อยู่บ้าน เพื่อการดูแลรักษาบ้านที่ง่ายขึ้น

Something More : บริเวณช่องเปิดชั้นสอง วงกบถูกออกแบบให้เป็นรูปตัว L เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถลอดเข้ามาภายในถึงแม้จะปิดประตูทั้งหมด ทำให้สเปซภายในเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา

“การออกแบบทั้งหมด ทำให้บ้านไม่มีด้านไหนเป็นด้านหน้า ด้านหลัง ชัดเจน สาระในเชิงฟอร์มของมันเลยถูกลบไปทั้งหมด เหมือนเป็นวิลล่าหลายๆ หลังที่ถูกวางล้อมคอร์ดอยู่ในน้ำหนักเท่า ๆ กัน คือเราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เหมือนอยู่ท่ามกลาง หรืออยู่ในธรรมชาติจริง ๆ เราจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแสงที่มันท่วมเข้ามา หรือลมที่พัดใบไม้ ทั้งหมดนี้มันสร้างความรู้สึกสงบ สบาย พักผ่อนบนความที่สถาปัตยกรรมมันเลือนหายไป” สถาปนิกกล่าว

Location : นครปฐม ประเทศไทย
Area : 400 ตารางเมตร
Architects : Physicalist
Design Team : กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์, บุญชู จันทะวาลย์
Landscape : Archive Landscape and Allplants
Structural Engineer : อิทธิพล คนใจซื่อ
M&E Engineer : สุชาดา นิลจันทร์, วิทยา แปงนุจา
Drawings : ธันดร ประกอบผล
Images : ศุภกร ศรีสกุล

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Tono Children’s Book Forest ห้องสมุดสุดสนุกสำหรับเด็กในแบบฉบับของ Tadao Ando

Tono Children’s Book Forest
ห้องสมุดสุดสนุกสำหรับเด็กในแบบฉบับของ Tadao Ando

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า … และพวกเขาก็คืออนาคตของชาติ – แนวคิดสำคัญแสนธรรมดานี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อก้องโลกมักพูดถึงเสมอในยามที่เขาถูกถามถึงจุดประสงค์ของการริเริ่มโปรเจกต์สร้างห้องสมุดสำหรับเด็กภายใต้ธีม Children’s Book Forest ในแบบฉบับของตัวเขาเอง

หลังจากโปรเจกต์แรกสุดอย่าง Nakanoshima Children’s Book Forest ผุดขึ้นในเมืองโอซาก้าเมื่อกลางปี ค.ศ.2020 ห้องสมุดสำหรับเด็กที่อันโดะตั้งใจสร้างขึ้นนี้ก็ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จนต่อยอดสู่โปรเจกต์ที่สองอย่าง Tono Children’s Book Forest ในเมืองโตโนะ จ.อิวาเตะ ซึ่งเปิดทำการเมื่อปี ค.ศ.2021 และโปรเจกต์ที่สามอย่าง KOBE Children’s Book Forest ในเมืองโกเบ จ.เฮียวโกะ ที่เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี ค.ศ.2022 ที่ผ่านมานี้เอง สำหรับห้องสมุดทั้งสามแห่งนั้นอันโดะเป็นผู้ออกแบบเองทั้งหมด แน่นอนว่าสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นแต่ละแห่งนั้นล้วนโชว์เอกลักษณ์ปูนเปลือยตามสไตล์อันโดะได้อย่างโดดเด่น ยกเว้นก็แต่โปรเจกต์พิเศษอย่าง Tono Children’s Book Forest ที่เป็นไอเดียการรีโนเวทอาคารเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่ขึ้นอีกครั้ง

อาคารพาณิชย์เก่าที่ถูกนำมารีโนเวทใหม่ในครั้งนี้เป็นร้านกิโมโนเก่าแก่ประจำย่านที่ชื่อ “มิตายะ (Mitaya)” ดำเนินกิจการมากว่า 120 ปี สำหรับการปรับโฉมครั้งนี้ทางอันโดะเลือกคงลักษณะอาคารแบบดั้งเดิมไว้เพื่อสะท้อนถึงอดีตของพื้นที่ไปในตัว แต่ปรับแบบสถาปัตยกรรมใหม่ให้หวนนึกถึงกลิ่นอายญี่ปุ่นวันวานในรูปแบบอาคารพาณิชย์ยุคโบราณที่เรียกกันว่า “มาชิยะ (町屋 / 町家Machiya)” โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ในยุคปัจจุบันแต่สร้างเลียนแบบอดีตได้อย่างมีเสน่ห์

ภาพอาคารก่อนการรีโนเวท
ภาพโมเดลแสดงแนวคิดการออกแบบ
ภาพอาคารหลังการรีโนเวท

หนึ่งในเอกลักษณ์เด่นของมาชิยะ คือฟาซาดระแนงไม้ด้านหน้าอาคารที่เป็นเสมือนม่านบังตา แต่ความถี่ของระแนงก็สามารถทำให้มองลอดผ่านเพื่อเห็นภายในอาคารได้เช่นกัน นอกจากนี้เสาอาคารด้านในยังคงเสาไม้แบบดั้งเดิมไว้เพื่ออนุรักษ์เสน่ห์สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบโบราณให้คงอยู่ด้วยนั่นเอง สำหรับภายในอาคารนั้นมีการตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมดซึ่งจุดเด่นที่อันโดะสร้างเอกลักษณ์ไว้สำหรับห้องสมุดในสไตล์เฉพาะตัว ก็คือชั้นวางหนังสือขนาดยักษ์ที่เต็มพื้นที่ผนังห้องไปจนถึงใช้แบ่งส่วนอาคารในบางจุด

จุดเด่นทางสถาปัตยกรรมอีกจุดที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบเดียวกันของห้องสมุดในซีรีส์ Children’s Book Forest ก็คือการสร้างบันไดภายในตัวอาคารที่จะเป็นราวระแนงเหล็กสีเทาที่ตัดกับสีของไม้ (พื้นบันไดและชั้นหนังสือ) ได้อย่างโดดเด่นสะดุดตา ตลอดจนฟอร์มของบันไดอันโดะก็ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้มีเอกลักษณ์เข้ากับแต่ละห้องสมุดอีกด้วย นอกจากนี้รายละเอียดของการออกแบบตกแต่งภายในนั้นอันโดะยังคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานเป็นหลัก ฉะนั้นชั้นวางหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนบันได ต่างก็ออกแบบโดยคำนึงถึงสเกลในสัดส่วนเหมาะสมสำหรับการใช้งานของเด็กให้มากที่สุดด้วย

นอกจากเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมแล้ว อันโดะยังใส่ใจในการสร้างอัตลักษณ์ของรูปแบบห้องสมุดที่ไม่เหมือนใคร เริ่มตั้งแต่การวางตัวให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้มากกว่าเป็นห้องสมุด (จึงเลี่ยงใช้คำว่า Library) ฉะนั้นการจัดการเรื่องหนังสือจึงไม่ยึดมาตรฐานการจัดหมวดหมู่ตามแบบสากล รวมถึงไม่มีระบบการยืมคืนหนังสือ ไม่มีบรรณารักษ์คอยเข้มงวด ที่สำคัญเด็ก ๆ ไม่ต้องอึดอัดกับธรรมเนียมปฏิบัติรูปแบบเดิมในการใช้บริการห้องสมุด ที่นี่เด็ก ๆ สามารถที่จะพูดคุย ส่งเสียงดัง อ่านหนังสือออกเสียง หรือแม้แต่วิ่งเล่นได้โดยไม่มีใครว่า เป็นพื้นที่ที่เปิดให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระโดยแท้จริง

ที่น่าสนใจอีกอย่าง ก็คือการคัดเลือกและแบ่งหมวดหนังสือในรูปแบบเฉพาะตัว ที่ไม่ได้แบ่งตามลักษณะหรือฐานความรู้ในแบบมาตรฐานปกติ แต่จะเป็นการแบ่งตามลักษณะความสนใจในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ มากกว่า ซึ่งระบบนี้จะเป็นรูปแบบเดียวกันหมดสำหรับห้องสมุดในเครือของ Children’s Book Forest สำหรับที่ Tono Children’s Book Forest มีการแบ่งหมวดเป็น 13 หมวดด้วยกัน ตัวอย่างการแบ่งหมวดต่าง ๆ เช่น หมวดหนังสือสำหรับคนรักสัตว์, หมวดหนังสือสำหรับการค้นหาอนาคต (Thinking about your future), ไปจนถึงหมวดเชิงปรัชญาสำหรับเด็กที่เป็นหนังสือสอนให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องความตาย เป็นต้น

การคัดสรรหนังสือมาให้เด็กอ่านนั้น ห้องสมุดแห่งนี้จะเน้นการเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่นี่จึงไม่ได้มีเฉพาะแต่หนังสือภาพ หนังสือการ์ตูน หรือหนังสือนิทานเล่มบาง แต่จะเสริมหนังสืออ่านที่อาจจะมีแต่ตัวหนังสือเต็มไปหมด หนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็ก หรือแม้แต่ตำราสอนทำอาหาร ไปจนถึงหนังสือประวัติศาสตร์ และความรู้เรื่องศิลปะ ในแบบที่ผู้ใหญ่ก็อ่านเอาความรู้ได้เช่นกัน ซึ่งการเสริมหนังสือกลุ่มนี้เข้าไปก็เพื่อรองรับระดับความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ความสนใจที่หลากหลาย รวมถึงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ให้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

นอกจากความตั้งใจจะสร้างอนาคตให้กับเด็ก ๆ แล้ว อีกจุดประสงค์หนึ่งของการสร้าง Tono Children’s Book Forest ขึ้นนั้นก็เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 10 ปี ของเหตุการณ์ภัยพิบัติร้ายแรงอย่างแผ่นดินไหวในภูมิภาคโทโฮคุ (2011 Tōhoku earthquake and tsunami) ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2011 ด้วยนั่นเอง ซึ่งพื้นที่ของเมืองโตโนะนี้ก็ถือว่าอยู่ในเขตอันตรายที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักเช่นกัน และการสร้างห้องสมุดสำหรับเด็กแห่งนี้ก็เพื่อช่วยฟื้นฟูชุมชนตลอดจนร่วมสร้างอนาคตใหม่ให้กับเด็ก ๆ ในภูมิภาคนี้ให้ลุกขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

ถึงแม้ว่าในยุคดิจิตอลนี้ผู้คนทั่วโลกจะเข้าถึงข้อมูลมหาศาลอย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่อันโดะก็ยังมีความเชื่อว่าประสบการณ์ในการอ่านหนังสือตลอดจนสัมผัสกระดาษนั้นย่อมแตกต่างจากการเสพสื่อดิจิตอลอย่างแน่นอน และเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าที่เขาต้องการสร้างห้องสมุดขึ้นมาสำหรับเด็ก ๆ นั้นก็เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันกับผู้อื่น ตลอดจนต้องการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก ๆ เพราะการอ่านนั้นจะช่วยจุดประกายความฝัน รวมถึงพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหมือนกับที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า I believe reading helps children to think, Smartphones don’t nurture their minds.” – การอ่านจะช่วยให้เด็กรู้จักพัฒนาทักษะความคิดและบำรุงจิตใจในมิติที่เครื่องมือและสื่อดิจิตอลทั้งหลายก็ทำแบบนี้ไม่ได้

Photo Credit
Tono Children’s Book Forest : https://kodomohonnomori-tono.com/
BACH : http://www.bach-inc.com/works/post_24.html
Japan Architects : https://twitter.com/JapanArchitects/status/1311218661424652288

Writer
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit

นักเขียนที่หลงรักการถ่ายภาพ หลงเสน่ห์การเดินทาง หลงใหลงานดีไซน์ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทุกยุค ตลอดจนสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยั่งยืน

ชวนทุกคนไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในงาน สถาปนิก’65 ภายใต้แนวคิด ‘CO – WITH CREATORS’

ชวนทุกคนไปค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในงาน สถาปนิก’65 ภายใต้แนวคิด ‘CO – WITH CREATORS’

Dsign Something ชวนทุก ๆ คนไปเดินเที่ยวชมงาน สถาปนิก’65 หรือ Architect Expo 2022 ภายใต้แนวคิด ‘CO – WITH CREATORS: พึ่งพา – อาศัย’ ที่ชวนเหล่าครีเอเตอร์หลากหลายแวดวงมาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบให้มีความเป็นอัตลักษณ์ที่ดูน่าสนใจในทุกชิ้นงาน และงานจัดแสดงนิทรรศการ วัสดุ ผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีในการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับวงการออกแบบ ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ จนถึง 1 พฤษภาคม 2565 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โดยความน่าสนใจอยู่ที่นิทรรศการพาวิลเลี่ยน ที่มีความหลากหลายดีไซน์ และเรื่องราวต่าง ๆ ในแต่ละพาวิลเลี่ยนที่เป็นประโยชน์สำหรับทุก ๆ คน ในวันนี้พวกเราจะขอพาไปชมบรรยากาศภายในงาน สถาปนิก’65 กันสักเล็กน้อย เผื่อใครที่กำลังมองหาแรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้กับโปรเจกต์ตัวเองอยู่ก็สามารถเดินทางไปที่งานนี้กันได้เลย

บรรยากาศชวนให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

หากเข้ามาภายในงาน สถาปนิก’65 จะพบกับจุดเด่น อย่างนิทรรศการพาวิลเลี่ยน ที่มีการเล่าเรื่อง และมีกิจกรรมที่มีมากมายแตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น นิทรรศการผลงานของนิสิตนักศึกษา นิทรรศการรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรม นิทรรศการโมเดลสถาปัตยกรรมที่กำลังจะก่อสร้างขึ้นจริง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผลงานศิลปะ ร้านหนังสือสถาปัตยกรรม ร้านวัสดุ เฟอร์นิเจอร์ และเทคโนโลยีการก่อสร้างอาคาร รวมไปถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยที่ใช้ร่วมกับอาคาร และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเมื่อเดินครบทุกโซนแล้ว ทุกคนก็จะได้รับแรงบัลดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ ๆ กลับบ้านไปอย่างแน่นอน

Thematic Pavilion โดย EDL x SHER MAKER

หนึ่งในสี่ผลงานของ Thematic Pavilion ที่ชิ้นนี้ทาง EDL ได้ร่วมสร้างสรรค์กับ SHER MAKER โดย EDL ได้นำไอเดียจากวัสดุจากกระบวนการตีลังขนส่งนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลัก และใช้ไม้มาเป็นโครงสร้างในการยึดติด เพื่อให้เกิดเป็นพื้นที่ปิดล้อม ชวนให้มองเห็นวัสดุในมุมมองการออกแบบใหม่ ๆ และเมื่อเสร็จการจัดแสดงแล้วสามารถนำกลับไปใช้งานใหม่ได้อีกด้วย

ในส่วนของ SHER MAKER ได้หยิบเอา PANAPLAST ลามิเนตโค้งงอ มาใช้ในการทำฝ้าเพดานที่แสงสามารถลอดผ่าน ที่ช่วยให้เกิดภาพบรรยากาศแบบใหม่ ๆ ของสถาปัตยกรรมได้อย่างน่าสนใจ นอกจากนี้ยังมีม้านั่งที่สามารถถอดประกอบใหม่ได้ตลอดด้วยแผ่น COMPACT พาวิลเลี่ยนนี้ยังช่วยสร้างประปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย  

รังมดแดง (Rang Mod Deang) โดย ธรรศ วัฒนาเมธี / อัชฌา สมพงษ์ X ศุภชัย แกล้วทนงค์

ASA Member พาวิลเลี่ยนที่ใช้แนวคิดในการนำเอาความสัมพันธ์ของมด และธรรมชาติ มดต้องพึ่งพาสิ่งรอบตัวในการดำรงชีวิต รวมไปถึงมดตัวอื่นๆ ในรังที่ต้องพึ่งพาอาศัย และมีหน้าที่หลักที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น มดตัวผู้ ตัวเมีย มดนางพญา และมดงาน ที่ต้องดูแลในเรื่องการสร้างรัง และอาหาร จากแนวคิดดังกล่าวนี้นำมาสู่การออกแบบพาวิลเลี่ยน ที่สะท้อนออกมาเป็นรูปฟอร์มไข่มดแดนผ่านแท่นจัดวาง และโคมไฟแตกแต่ง ตัววัสดุทั้งหมดทำขึ้นจากเหล็ก และวัสดุธรรมชาติที่เป็นวัสดุพื้นถิ่นที่มีความเฉพาะตัวของจังหวัดสกลนคร เพื่อให้ได้ฟอร์ม และรูปทรงสเมือนเป็นรังมดแดง ภายในสามารถรองรับการจัดแสดงโมเดลได้มากถึง 100 ชิ้น จากออฟฟิศสถาปนิก 100 แห่ง ซึ่งพาวิลเลี่ยนนี้เสมือนเป็นสถานที่ฟักตัวอ่อนที่กำลังจะนำเสนอผลงานให้ออกมาสู่โลกภายนอก และเป็นสัญลักษณ์ในการทำงานแบบพึ่งพาอาศัยกันด้วย  

Co-breathing house โดย คำรน สุทธิ (Eco Architect) X จีรศักดิ์ พานเพียรศิลป์ (Joez19)

Local innovation ในปีนี้เป็นพาวิลเลี่ยนที่เกิดจากการค้นหาวัสดุ ทดลอง และการออกแบบที่มีความน่าสบาย อยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นความไอเดียหลักของ คำรน สุทธิ (Eco Architect) ผสมผสานไปกับไอเดียของ จีรศักดิ์ พานเพียรศิลป์ หรือ Joez19 ช่างภาพสายครีเอทีฟที่มักจะพูดถึงธรรมชาติ วิถีชีวิต และความทรงจำ จนนำมาสู่การออกแบบพาวิลเลี่ยน Co-breathing house ที่แบ่งออกเป็น 6 ห้อง ซึ่งแต่ละห้องจะพูดถึงวัสดุพื้นถิ่นที่เกิดจากภูมิปัญญาของไทย และนำวัสดุเหล่านี้มาทำเป็นผนัง และฟาซาด (Facade) ให้ผู้คนได้เข้ามาสัมผัสผ่านมือ ตา และการได้ยิน 

Co-with COVID pavilion โดย สาริน นิลสนธิ (D KWA Design Studio) X ผศ.เจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ (Patani Artspace)

ด้วยการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่มีทีท่าว่าจะไม่หายไปง่าย ๆ สถาปนิก และศิลปินจึงนำเสนอการออกแบบผ่านโครงสร้างที่ใช้ผ้าเข้ามาเป็นวัสดุหลัก และเลือกใช้ประโยชน์จากเอฟเฟกต์ของวัสดุต่าง ๆ เพื่อจำลองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตที่ตีความออกมาเป็นท่อนำแสง และใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติสะท้อนแสงมาเป็นตัวแทนของเชื้อไวรัส ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตคู่ขนานกันไปอย่างไม่จบสิ้น เป็นเรื่องราวปกติของทุกสิ่งมีชีวิตที่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันตั้งแต่เราเกิดจนไปถึงวันกลับคืนสู่ธรรมชาติ  

‘รส < ลด > สัมผัส’ (Touchless) โดย ปรัชญา สุขแก้ว X สุเมธ ยอดแก้ว

ASA Club พาวิลเลี่ยนที่สร้างสรรค์จากการใช้ลังกระดาษมาทำเป็นโครงสร้างของพาวิลเลียน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความน้อย แต่มากไปด้วยการใช้งาน เมื่อใช้งานเสร็จแล้วสามารถนำไปต่อขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ หรือทำเป็นหุ่นจำลองจากกระดาษก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร โดยฟังก์ชันการใช้สอยของพาวิลเลี่ยนนี้คือเป็นจุดนัดพบ พักคอย และพื้นที่พักผ่อนของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมงานในครั้งนี้

The Hijab โดย สาโรช พระวงค์ X เอ็มโซเฟียน เบญจเมธา

ASA Experimental Design พาวิลเลี่ยนที่เป็นผลงานประกวดแบบจากทางสมาคมสถาปนิกสยามฯ ตัวพาวิลเลี่ยนนี้ออกแบบด้วยการใช้ผ้าสีดำมาห่อหุ้มโครงสร้างของพาวิลเลี่ยนผ่านการขึ้นรูปด้วยไม้เคร่า เพื่อสื่อสารถึง ‘ฮิญาบ’ สัญลักษณ์แทนความรู้สึก วิถีชีวิต และวัฒนธรรมของภาคใต้

กำแพงแห่งปัญญา (Wall of Wisdom) โดย ธนชาติ สุขสวาสดิ์ / กานต์ คำแหง X กาญจนา ชนาเทพาพร 

ผลงานที่ได้รับรางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมดีเด่นและนิทรรศการรางวัลอาคารอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมประจำปี 2565 พาวิลเลี่ยนนี้ได้ออกแบบให้เป็น sculpture architecture รูปฟอร์มที่คล้ายคลึงกับลักษณะการลำเลียงอาหารของใบไม้ ที่ได้แรงบัลดาลใจมาจากธรรมชาติรอบตัว

นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการพาวิลเลี่ยน สถาปัตยกรรม ผลิตภัณฑ์ และการเสวนาที่น่าสนใจอีกมากมาย สำหรับใครที่สนใจก็สามารถเดินทางไปได้ที่ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: www.ArchitectExpo.com

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

7 Tourism Center จากทั่วโลกที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

7 Tourism Center จากทั่วโลกที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด

ถึงแม้ว่าวันหยุดจะพึ่งสิ้นสุดไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่แผนการท่องเที่ยวของเรานั้นกลับไม่มีวันที่จะสิ้นสุดลง และในทุกวันนี้หนึ่งในการท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างมากก็คือการท่องเที่ยวในเชิงสถาปัตยกรรม ที่นอกจะคอยแนะนำในการเดินทางของเราแล้ว อาคารเหล่านี้ยังมีมิติต่างๆ ซ่อนไว้ให้เราได้เข้าไปค้นหากันอยู่ตลอดเวลา

แต่การที่จะรอให้ถึงวันหยุดและเดินทางไปชมอาคารเหล่านี้ก็คงจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก วันนี้ Dsign Something ชวนไปเที่ยวชมกับ 7 Tourism Center ที่ดูน่าสนใจจากทั่วทุกมุมโลก เผื่อใครจะนำอาคารเหล่านี้ไปวางแพลนการท่องเที่ยววันหยุดยาวในครั้งต่อไป

Wencheng Forest Oxygen Bar Town Parlor
Wenzhou, Zhejiang, China

By GLA Design

Wencheng Forest Oxygen Bar Town Parlor อาคารสาธารณะที่มีฟังก์ชันเป็นทั้ง ศูนย์รองรับนักท่องเที่ยว นิทรรศการ ห้องประชุม ห้องอาหาร และอื่นๆ อาคารแห่งนี้ ตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง เวินโจว ประเทศจีน จากสภาพบริบทที่เป็นล้อมรอบไปด้วยภูเขา และสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีอายุมาอย่างยาวนาน สถาปนิกจาก GLA Design จึงได้นำไอเดียจากสิ่งที่มีอยู่นำไปใช้ในการออกแบบครั้งนี้

สถาปนิกออกแบบด้วยการนำภาพของต้นไม้จากบนภูเขานำมาสร้างแพทเทิร์นใหม่ ให้กลายเป็นทั้งโครงสร้าง และตัวฟาซาดของอาคาร และใช้วัสดุของพื้นที่เพื่อสะท้อนภาพของสถาปัตยกรรมยุคเก่าแก่ของพันธุ์ของชาวชี เช่น ผนังก่ออิฐ โครงสร้างไม้เทียม รวมไปถึงการวางหลังคาซ้อนชั้นก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนถึงความเก่าแก่ นอกจากนี้อาคารแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวิทยาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศจีนอีกด้วย

ที่มา https://www.archdaily.com/935162/wencheng-forest-oxygen-bar-town-parlor-gla-design

Hong-Hyun Bukchon Information Office and Facilities
Bukchon-ro, Jongno-gu, Seoul, South Korea

By Interkerd Architects

หมู่บ้าน บุกชอน มีประเพณี วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่มาอย่างยาวนาน ของกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตามหมู่บ้านนี้ก็ยังมีความเป็นปัจจุบันอยู่ด้วยทำให้นักท่องเที่ยวต่างก็เข้ามาชมพื้นที่กันอย่างไม่ขาดสาย มีสถานที่ท่องเที่ยว ร้านค้า ห้องสมุด Jeongdok และพื้นที่สาธารณะ อยู่ในพื้นที่เดียวกันทั้งหมด แต่การเดินทางมาจากหมู่บ้านกลับเป็นพื้นที่สูง มีทางเข้าทางเดียว ซึ่งเข้าถึงได้ยาก ทาง Jongno-gu จึงได้หมอบหมายให้สถาปนิก Interkerd Architects ปรับปรุงพื้นที่ใหม่ให้เข้าถึงง่าย มีฟังก์ชันที่ตอบรับกับผู้คนในชุมชน และนักท่องเที่ยวให้ครบครัน

การออกแบบในครั้งนี้ขั้นแรกรื้อถอนกำแพงดินสูงถึง 4 เมตร ที่กั้นไว้ตลอดแนวถนน และออกแบบทางเข้าใหม่ให้กลายพิพิธภัณฑ์การศึกษากรุงโซล ข้อมูลการท่องเที่ยว ห้องน้ำสาธารณะ และ Bukchon แกลเลอรี่ และเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายไปยังห้องสมุด Jeongdok โครงการมีจุดมุ่งหมายให้พื้นที่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมากขึ้น เพื่อให้คนในชุมชน และนักท่องเที่ยว ได้เข้ามาใช้งานทั้งการพักผ่อน หาข้อมูล และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในเชิงพิพิธภัณฑ์อีกด้วย

ที่มา https://www.archdaily.com/798062/hong-hyun-bukchon-information-office-and-facilities-interkerd-architects

Dilli Haat
Janakpuri, New Delhi, Delhi, India

By Archohm

‘Haat Beat’ เป็นจุดเริ่มต้นของการประกวดการออกแบบในปี 2548 ที่ได้ Delhi Tourism and Transport Development Corporation เข้ามารับหน้าที่ในการออกแบบ Dilli Haat ในเมือง Janakpuri เป็นที่รองรับนักท่องเที่ยวสถานที่จัดแสดงคอนเสิร์ตฮอลล์ ละครเวที ร้านค้า นิทรรศการ ศิลปะ และอื่นๆ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เติมเต็มชีวิตแบบใหม่ของคนกรุงนิวเดลี และเป็นสถานที่ไม่กี่แห่งที่รองรับผู้คนในกรุงเดลีได้มากขนาดนี้มาก่อน

พื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นการสนทนาระหว่างอดีตและปัจจุบัน การรับรู้ถึงประเพณีและการปรับตัวในยุคปัจจุบัน ที่นำงานฝีมือ และวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่นั้นเข้ามาผสมผสานจนเกิดสิ่งใหม่ขึ้น เพื่อให้คนเมืองได้รับรู้ถึงผลงานศิลปะ ประเพณี ตลอดไปจนถึงการแสดง และสินค้าจากต่างพื้นที่ที่หลากหลาย

ที่มา https://www.archdaily.com/777641/dilli-haat-archohm-consults

Kaohsiung Pop Music Center
Kaohsiung, Taiwan (ROC)

By Manuel A. Monteserín Lahoz

ความพยายามร่วมมือกันระหว่างสภาเทศบาลเมือง กระทรวงวัฒนธรรม และรัฐบาลกลางของไต้หวันเพื่อให้พื้นที่ท่าเรือเกาสง ที่เป็นเสมือนสายน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนในเมืองเป็นเวลานาน ต้องการสร้างสรรค์สถานที่แห่งใหม่ขึ้นมานั่นก็คือ Kaohsiung Pop Music Center เพื่อผลักดันให้วงการเพลงในไต้หวัน และเอเชีย รวมไปถึงวัฒนธรรม ประเพณีต่างๆ ให้ได้จัดแสดงโชว์ และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเมือง งานนี้ออกแบบโดย Manuel A. Monteserín Lahoz

ไอเดียของการออกแบบมาจาก ปะการัง สาหร่าย คลื่น และฟอง จนออกมาเป็นอาคารรูปทรงเลขาคณิตที่สื่อถึงระบบนิเวศที่มีอยู่ร่วมกัน ซึ่งถูกตีความออกมาเป็นฟังก์ชันได้ดังนี้ The GREAT WAVE หอประชุมกลางแจ้งสำหรับ 12,000 คน หอแสดงคอนเสิร์ตสำหรับ 3,500 คน และหอคอยสองหลังที่มีโปรแกรมสำนักงาน พิพิธภัณฑ์ และห้องซ้อม ถัดมาคือ WHALES สำหรับกิจกรรม คอนเสิร์ต และ DOLPHINS ร้านอาหาร 5 แห่ง นอกจากนี้ยังมี The CORAL หรือ Exhibit ศูนย์นิทรรศการ พื้นที่อเนกประสงค์กลางแจ้ง และสวนสาธารณะ

ที่มา https://www.archdaily.com/973916/kaohsiung-pop-music-center-manuel-a-monteserin-lahoz

Zhujiajiao Tourist Center
No.555 Kezhiyuan Road, Qingpu, Shanghai, China

By Wuyang Architecture

อาคารศูนย์นักท่องเที่ยว Zhujiajiao Tourist Center ที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองเก่า Zhujiajiao ที่เป็นเขตประวัติศาสตร์ และเมืองใหม่ ของเมืองเซี่ยงไฮ้ สถาปนิกจาก Wuyang Architecture จึงต้องพยายามสะท้อนทั้งความเก่าและความใหม่ลงบนอาคารหลังนี้

ภายในอาคารเป็นส่วนสำนักงานและบริหารจัดการนักท่องเที่ยว ซึ่งลักษณะของตัวอาคารในชั้นนี้สถาปนิกออกแบบแพทเทิร์นช่องแสงที่ได้ไอเดียมาจากอาคารในเมืองเก่าผ่านการใช้วัสดุไม้ แต่ก็ยังให้ความรู้สึกถึงยุคสมัยใหม่ด้วยเส้นกระจกที่สะท้อนบริบทโดยรอบ และการยื่นส่วนด้านหน้าออกไปยังบ่งบอกถึงการเป็นทางเข้าไปยังภายในตัวอาคาร และเป็นสนทนากับพื้นที่โดยรอบถึงการผสมผสานยุคสมัยเข้าด้วยกัน ในส่วนของหลังคาสถาปนิกใช้เหล็กสีเทาเข้ม และทำเป็นทรงจั่วเพื่อให้เป็นไปตามข้อกฎหมายของเขตพื้นที่ประวัติศาสตร์

ที่มา https://www.archdaily.com/977415/zhujiajiao-tourist-center-wuyang-architecture

Madrid Tourist Information Pavilions
Madrid, Spain

By José Manuel Sanz Arquitectos + Irene Brea

ศาลาขนาดเล็กห้าหลังนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นอาคารพิเศษสำหรับกรุงมาดริด ประเทศสเปน  ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมและการค้ามากมาย เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลให้กับคนในพื้นที่ และศูนย์ให้ข้อมูลสำหรับการท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ตั๋ว แผนที่ อื่นๆ โดยอาคารเหล่านี้ใช้เทคโนโลยีที่ใหม่เข้ามาช่วยในการก่อสร้าง ซึ่งงานนี้ได้สถาปนิกจาก José Manuel Sanz Arquitectos + Irene Brea เข้ามารับหน้าที่ในการออกแบบ

สถาปนิกออกแบบให้อาคารแห่งนี้ดูใสโปร่งโล่ง ให้คนทั้งภายนอก และภายในมองเห็น และรู้สึกเป็นส่วนเดียวกัน และเพื่อให้ผู้คนเข้ามาติดต่อได้สะดวก ตัวอาคารจึงออกแบบให้มีลักษณะเหมือนใบ clover ที่แบ่งออกเป็นสามทิศทาง นั่นก็หมายความว่า แบ่งออกเป็นสามหน้าที่ที่แตกต่างกัน ในขณะเดียวกันตัวหลังคารูปทรงนี้ยังสามารถกันแดด กันลมและกันฝนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ที่มา https://www.archdaily.com/796251/madrid-tourist-information-pavilions-jose-manuel-sanz-arquitectos-plus-irene-brea/57eb4a8de58ece95d900005f-madrid-tourist-information-pavilions-jose-manuel-sanz-arquitectos-plus-irene-brea-floor-plan?next_project=no

Xinxiang Cultural Tourism Centre
Xinxiang, Henan, China

By Zone of Utopia + Mathieu Forest Architecte

กล่องลูกบาศก์น้ำแข็งที่เราเห็นไม่ใช่เพียง Conceptual Design แต่อย่างใด เพราะที่แห่งนี้คือศูนย์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแห่งใหม่จากฝีมือของ Zone of Utopia + Mathieu Forest Architecte ที่สร้างขึ้นจริงแล้ว ณ เมืองซินเซียง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมของเขตการท่องเที่ยวสำหรับกีฬาในช่วงฤดูหนาว

ตัวอาคารประกอบด้วยแมสของก้อนลูกบาศก์น้ำแข็ง 9 ก้อนที่วางทับซ้อนและกระจายตัวออกจากกัน ซึ่งรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายนี้ซ่อนรายละเอียดที่ซับซ้อนมากมายไว้ภายใน เมื่อเราเข้าไปใกล้ตัวอาคารจะเห็นว่าพื้นผิวของส่วนด้านหน้ากระจกจะสกรีนลวดลายคล้ายผลึกน้ำแข็งโปร่งแสงจำนวนมาก ซึ่งทำหน้าที่กรองแสงและการมองเห็นจากภายใน เพื่อ ‘ซ่อน’ และ ‘กระตุ้น’ ความรู้สึกให้ผู้มาเยือนอยากจะเข้าไปค้นหาและถูกดึงดูดเข้าสู่ภายใน ตัวผลึกน้ำแข็งยังสะท้อนและเล่นแสง ทำให้อาคารในยามกลางคืนดูเหมือนเปล่งแสง ราวกับก้อนน้ำแข็งที่ผู้คนสามารถอาศัยอยู่ภายในได้

ที่มา https://www.archdaily.com/972937/ice-cubes-cultural-tourist-center-zone-of-utopia-plus-mathieu-forest-architecte?fbclid=IwAR2un4tSif7HOERgHeAAh8aoPN23GESC91E8Yj45UUiGgQbAkUz5YVYvrm4

นอกจากนี้ยังมีอาคาร Tourism Center ที่น่าสนใจทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน อยู่อีกมากมาย ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของอาคารเหล่านี้คือเป็นพื้นที่สาธารณะที่ให้ผู้คนทั้งคนในชุมชน หรือนักท่องเที่ยวก็ได้เข้ามาใช้งาน เพื่อการพักผ่อน หาความรู้ และเพลิดเพลินไปกับวัฒนธรรม และประเพณีต่างๆ 

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

7 Memorial Architecture สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อ ‘ผู้ล่วงลับ’ ผ่านการระลึกถึงของ ‘ผู้อยู่’

7 Memorial Architecture
สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อ ‘ผู้ล่วงลับ’ ผ่านการระลึกถึงของ ‘ผู้อยู่’

ส่วนใหญ่แล้ว สถาปัตยกรรมที่เราพบเจอในชีวิตประจำวันมักออกแบบและสร้างขึ้นเพื่อ ‘ผู้อยู่’ ที่หมุนเวียนกันเข้ามาใช้งานไม่ซ้ำหน้า หรือแม้แต่เป็นเจ้าของบ้านที่อยู่อาศัยโดยตรง แต่สำหรับ Memorial Architecture สิ่งเหล่านั้นกลับแตกต่างออกไป ด้วยการเป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อ ‘ผู้ล่วงลับ’ สร้างความรู้สึกระลึกถึง และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่และผู้ล่วงลับให้ยังสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ในอีกมิติหนึ่ง

จะเป็นอย่างไรเมื่อสถาปัตยกรรมไม่ได้มีฟังก์ชันที่ชัดเจน แต่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อสร้างความรู้สึกล้วน ๆ
Dsign Something ชวนมาดู 7 Memorial Architecture กับแนวคิดสุดเจ๋งที่ชวนเราไประลึกถึงผู้เสียสละ ผู้ล่วงลับจากเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ จากทั่วโลก

West African slaves Memorial
Bridgetown, Barbados
By Adjaye Associates

ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 เกาะแห่งนี้อยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ โดยมีการค้าทาสแอฟริกันเกือบ 400,000 คนข้ามน้ำข้ามทะเล ซึ่งในปัจจุบันบาร์เบโดสกลายเป็นสาธารณรัฐไปเป็นที่เรียบร้อย สตูดิโอออกแบบ Adjaye Associates นำโดย David Adjaye เจ้าของรางวัล RIBA Royal Gold Medal จึงออกแบบอนุสรณ์สถาน พิพิธภัณฑ์ และสถาบันวิจัยที่เน้นเรื่องผลกระทบของการเป็นทาส “ด้วยเทคนิคและปรัชญาของสุสานดั้งเดิมของแอฟริกา สถานที่ละหมาด และปิรามิด อนุสรณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ให้เกียรติผู้ล่วงลับไปพร้อมกับการจรรโลงใจผู้อยู่ และยังแสดงให้เห็นถึงอนาคตใหม่สำหรับอารยธรรมคนผิวสี” สตูดิโอกล่าว

อนุสรณ์ถูกออกแบบมาเพื่อรำลึกถึงทาสชาวแอฟริกันตะวันตกประมาณ 570 คนที่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินในบริเวณพื้นที่ตั้งโครงการ โดยโครงสร้างจะมีเสาไม้แนวตั้ง 570 ท่อน และแต่ละเสาถูกหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองทรงกลมที่หันไปทางดวงอาทิตย์เพื่อรับแสงตกกระทบ ตัวเนินตั้งอยู่ที่ระดับสูงสุดของพื้นที่ลาดเอียง ซึ่งเข้าถึงได้ผ่านทางลาดที่ทอดขึ้นจากพิพิธภัณฑ์ทรงโดมที่สร้างขึ้นจากดินศิลาแลงสีแดง ซึ่งพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวจะจัดแสดงเนื้อหาโดยเน้นไปที่พื้นที่ฝังศพและการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ในขณะที่มีช่องเปิดวงกลมคั่นกลางโดมเพื่อเปิดมุมมองสู่ทิวทัศน์ท้องฟ้าด้านบนและนำแสงธรรมชาติส่องเข้าถึงพื้นที่ สถานที่แห่งนี้คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างขึ้นในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ซึ่งจะครบหนึ่งปีพอดีตั้งแต่บาร์เบโดสกลายเป็นสาธารณรัฐ

ที่มา : https://www.dezeen.com/2021/12/07/adjaye-memorial-slavery-barbados/

The Dutch Holocaust Memorial of Names
Amsterdam, Netherlands
By Studio Libeskind


เขาวงกตกำแพงอิฐและกระจกมุมเป็นจุดเด่นของ Dutch Holocaust Memorial of Names ที่ออกแบบโดยสตูดิโอของ Daniel Libeskind สถาปนิกชาวโปแลนด์-อเมริกัน และสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยบนถนน Weesperstraat ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ใกล้กับย่านวัฒนธรรมของชาวยิว ซึ่งอนุสรณ์สถานแห่งนี้ยังได้รับความร่วมมือกับสตูดิโอท้องถิ่น Rijnboutt เพื่อรำลึกถึงเหยื่อชาวดัตช์จำนวน 102,000 คนที่ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างเหี้ยมโหด

เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เป็นชาวยิว ชาวซินติ และโรมา ซึ่งถูกกลุ่มนาซีสังหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเพื่อเป็นเกียรติแก่เหยื่อ ผนังของอนุสรณ์สถานจึงสร้างขึ้นจากอิฐ 102,000 ก้อนและจารึกชื่อเหยื่อไว้ และข้าง ๆ กันนั้นยังมีอิฐเปล่าอีก 1,000 ก้อนเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ศพนิรนามอีกจำนวนมากมาย ตัวอิฐถูกจัดเรียงเป็นชุดของผนังสูง 2 เมตรทั่วทั้งพื้นที่และปกคลุมด้วยโครงสร้างสแตนเลสเลียนแบบตัวอักษรฮีบรูสี่ตัว ที่แปลว่า “In memory of” เมื่อเรามองดูจากด้านบน นอกจากนั้น ผู้ออกแบบยังตั้งใจให้โครงสร้างนี้เสมือนว่าลอยอยู่เหนือกำแพง เพื่อสะท้อนถึง “การหยุดชะงักในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชาวดัตช์” นั่นเอง

ที่มา : https://www.dezeen.com/2021/09/24/dutch-holocaust-memorial-studio-libeskind-amsterdam/

The Flowing Paperscapes of the War Memorial
Yilan County, Taiwan

By Willy Yang Architects & Planners

ไม่ใช่แค่งานสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่บางครั้งอนุสรณ์ก็มาในรูปแบบของภูมิทัศน์ เช่นเดียวกับ The Flowing Paperscapes of the War Memorial ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการโจมตีทางอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเกิดขึ้นที่โรงงานกระดาษ Zhongxing
ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงงานผลิตกระดาษที่สำคัญที่สุดในไต้หวัน

ภูมิทัศน์นี้ได้รับการออกแบบตามแนวคิดของกระดาษด้วยรูปแบบที่ละเอียดอ่อนและยืดหยุ่น โดยสถาปนิกได้สร้างภูมิทัศน์ที่ไหลอย่างต่อเนื่องโดยได้รับแรงบันดาลใจจากคลื่นกระดาษที่เรียกว่า Flowing Paperscapes และด้วยความที่เป็นพื้นที่สาธารณะกลางแจ้ง การออกแบบจึงต้องเป็น Universal Design ที่ตอบโจทย์คนทุกวัย ซึ่งไม่ใช่แค่ภูมิทัศน์เพื่อการระลึกถึงเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่พักผ่อน สวนสาธารณะ ความสูงของคลื่นต่าง ๆ ยังออกแบบมาเพื่อการเล่นของเด็ก ๆ ได้อีกด้วย

ที่มา : https://design.museaward.com/winner-info.php?id=5421

World Memorial to the Pandemic
Uruguay

By Gómez Platero

เข้าสู่ปีที่ 3 แล้วที่ COVID-19 ยังไม่จากเราไปไหน และเราเชื่อว่าในอนาคตหากมองย้อนกลับมา เหตุการณ์โรคระบาดนี้จะกลายเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่โลกจดจำ สตูดิโอออกแบบ Gómez Platero จึงออกแบบอนุสรณ์สถานใหม่เป็น Conceptual Design เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และเพื่อแสดงถึงความหวังในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน อีกทั้งยังมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับการไว้ทุกข์และการไตร่ตรอง และยังใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงสร้างผลกระทบทางอารมณ์ได้อย่างน่าสนใจ

อนุสรณ์ตั้งอยู่ริมน้ำ โดยสามารถเข้าถึงได้โดยทางเดินเท้ายาวเท่านั้น และที่ศูนย์กลางของแท่นจะมีช่องว่างที่เปิดออกสู่ทะเลที่อยู่ด้านล่าง ทำให้ผู้คนสามารถสังเกตธรรมชาติได้ และยังได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถประกอบโครงสร้างล่วงหน้าได้ ช่วยลดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติให้น้อยที่สุด โดยโครงสร้างทรงกลมขนาดใหญ่นี้จะทำหน้าที่เป็นประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เชื่อมระหว่างโลกในเมืองและโลกธรรมชาติ สร้างสภาพแวดล้อมในอุดมคติสำหรับการไตร่ตรอง และระลึกถึง

ที่มา : https://www.archdaily.com/945873/worlds-first-large-scale-covid-memorial-designed-for-victims-of-the-pandemic

9/11 Memorial and Museum
New York, USA
By Handel Architects with Peter Walker, Davis Brody Bond

หนึ่งในอนุสรณ์ที่โด่งดังและเป็นที่น่าจดจำคือ 9/11 Memorial and Museum อนุสรณ์สถานและพิพิธภัณฑ์ในมหานครนิวยอร์กที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการโจมตี 11 กันยายน ในปี พ.ศ.2544 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 2,977 คน อนุสรณ์ตั้งอยู่บนพื้นที่ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ซึ่งเดิมเป็นที่ตั้งของตึกแฝดที่ถูกทำลายระหว่างการโจมตี

อนุสรณ์ออกแบบในลักษณะบ่อน้ำสี่เหลี่ยมจำนวนสองบ่อที่แทนที่ฟุตปริ้นท์อาคารตึกแฝดนั้น โดยมีน้ำตกที่ลดหลั่นลงมาบริเวณใจกลาง และมีชื่อของเหยื่อจากการโจมตีถูกตัดเป็นแผงทองสัมฤทธิ์จารึกตามแนวสระทั้งสองสระ แต่ละสระมีพื้นที่ใหญ่เกือบ 2.5 ไร่ และลึกลงไปเกือบ 10 เมตรในแอ่งสี่เหลี่ยม จากนั้นน้ำในสระแต่ละแห่งจะลดลงไปอีกประมาณ 6 เมตร และหายไปในช่องว่างตรงกลางที่เล็กกว่า ซึ่งสถาปนิกเล่าว่า แนวคิดนี้ สะท้อนถึง “การขาดหายไป” และเสียงน้ำไหลลดหลั่นทำให้สระน้ำเป็นสถานที่แห่งความสงบและชวนไตร่ตรอง ซึ่งแยกจากเสียงอึกทึกครึกโครมของเมืองที่อยู่รายล้อม

ที่มา : https://www.911memorial.org/visit/memorial/about-memorial#:~:text=Their%20design%20features%20twin%20waterfall,swamp%20white%20oak%20trees%20grow.
https://www.archdaily.com/168153/in-progress-911-memorial-and-museum

Memorial to the Murdered Jews of Europe
Berlin, Germany

By Peter Eisenman

อีกหนึ่งสถานที่ที่เรียกได้ว่าเป็นอนุสรณ์ระดับตำนานที่ไม่ว่าใครก็ต้องพูดถึงและยังได้รับการออกแบบจากสถาปนิกชื่อดัง นั่นคือ Memorial to the Murdered Jews of Europe อนุสรณ์ในกรุงเบอร์ลินที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหยื่อชาวยิวจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ สิ่งที่น่าสนใจคือ โครงการนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่สอดแทรกอยู่ภายใต้การออกแบบที่มีกริด ออเดอร์ซึ่งเหมือนจะเป็นระบบ’

การออกแบบเริ่มต้นจากโครงสร้างกริดซึ่งประกอบด้วยเสาคอนกรีตจำนวน 2,711 เสา โดยแต่ละต้นมีระยะกว้าง 95 เซนติเมตร ยาว 2.375 เมตร และมีความสูงตั้งแต่ 0-4 เมตร แต่ละเสามีระยะห่างกัน 95 เซนติเมตร เพื่อจำกัดให้สามารถเดินผ่านกริดเสาได้ทีละหนึ่งคนเท่านั้น แต่ละระนาบถูกกำหนดโดยจุดตัดของช่องว่างระหว่างกริดเสาและเส้นกริดของบริบทที่ใหญ่กว่าอย่างเมืองเบอร์ลิน ทำให้พื้นที่เหล่านี้เกิดการย่อ แคบลง ลึกขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์การมองเห็นที่แตกต่างกันในแต่ละจุด และยังมีบันไดลงไปยังพื้นที่ใต้ดินเพื่อชมนิทรรศการและเรื่องราวภายในอนุสรณ์

ที่มา : https://www.arcstreet.com/2021/01/memorial-to-the-murdered-jews-of-europe-by-eisenman-architects.html

Son Yang Won Memorial Museum
Haman-Gun, South Korea

By Lee Eunseok + Atelier KOMA

สำหรับที่สุดท้าย เราขอพามาดูที่ฝั่งเอเชียกันบ้าง สถาปัตยกรรมแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นอนุสาวรีย์ของผู้รักชาติ Son Yang Won ซึ่งเป็นนักบุญของคริสตจักรโปรเตสแตนต์ที่เสียสละ ศักดิ์สิทธิ์และศรัทธาของคริสเตียนในช่วงยุคอาณานิคมของญี่ปุ่น ซึ่งแนวคิดทั้งสามของซนยังวอน นั่นคือ ‘การต่อต้าน’ ‘การเสียสละ’ และ ‘การประนีประนอม’ ยังเป็นพื้นฐานการออกแบบโครงสร้างสำหรับการชมนิทรรศการทั้งสามชั้น

อาคารรูปทรงกระบอกคอนกรีตเปลือยปิดล้อมแยกออกจากพื้นที่ภายนอกโดยสิ้นเชิง และเผยให้เห็นสัญลักษณ์ของอนุสรณ์สถานอย่างชัดเจน โดยจะมีช่องว่างทะลุที่เปิดขึ้นสู่ท้องฟ้าด้านบน ในขณะที่ด้านล่างเป็นผืนน้ำที่สร้างความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย ‘แมสของอาคารที่ถูกยกขึ้น’ เกิดขึ้นจากการค้ำยันมุมหนึ่งของทรงกระบอกด้วยผนังโครงสร้างคอนกรีตที่มีพื้นผิวต่างกัน และตั้งอยู่บนเสาที่วางตัวอย่างกระจัดกระจายในมุมหนึ่งของพื้นที่ อีกทั้งทางเดินภายในยังออกแบบให้มีความแคบเพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจที่ไม่อาจบรรยายได้ของซนยังวอน ตลอดช่วงชีวิตของเขา พื้นที่แห่งนี้ยังได้รับขนานนามว่าเป็น ‘พิพิธภัณฑ์เพื่อการรำลึก’ ที่รวบรวมมรดกทางจิตวิญญาณของซนยางวอนผ่านงานสถาปัตยกรรม

ที่มา : https://www.archdaily.com/873228/son-yang-won-memorial-museum-lee-eunseok-plus-atelier-koma?ad_source=search&ad_medium=projects_tab


นอกจาก 7 สถานที่แห่งการระลึกถึงที่เรากล่าวมาข้างต้น ยังมีอีกหลาย Memorial Architecture ที่ออกแบบได้อย่างน่าสนใจ และมีเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่าแก่นหลักของงานออกแบบสถาปัตยกรรมประเภทนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือการสร้างความรู้สึก สงบ ลึกซึ้ง และชวนให้เราที่เป็น (ผู้อยู่) ใช้เวลานิ่งเงียบสักพักในการไตร่ตรองถึงเรื่องราวหลากอารมณ์ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่ โดยใช้สถาปัตยกรรมเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการสร้างความรู้สึกเหล่านั้น

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

6 จุดสังเกตความปลอดภัย ตามกฎหมายอัคคีภัยในโรงแรม

6 จุดสังเกตความปลอดภัย
ตามกฎหมายอัคคีภัยในโรงแรม

นอกจากประสบการณ์การใช้งาน ความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ การสร้างบรรยากาศที่เหมาะแก่การผ่อนคลาย จะเป็นหัวข้อที่สถาปนิกมักจะให้ความสำคัญในการออกแบบโรงแรมแล้ว เรื่องของความปลอดภัยอาคารก็มีสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม  ทั้งระบบแจ้งเตือน เส้นทางอพยพ วัสดุก่อสร้างที่ปลอดภัยเพียงพอต่อเหตุร้ายที่ไม่มีใครอยากให้เกิด  เราจึงอยากชี้ชวนจุดสังเกตและใส่ใจกับความปลอดภัยของพวกเราทุกคน

1 สูงสี่ชั้น ติดตั้งบันไดหนีไฟ
อาคารที่มีความสูงตั้งแต่สี่ชั้นขึ้นไปให้ติดตั้งบันไดหนีไฟที่ไม่ใช่บันไดในแนวดิ่งเพิ่มจากบันไดหลัก

2 เครื่องดับเพลิง ห่างไม่เกิน 30 เมตร
ติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ 1 เครื่อง ต่อพื้นที่ควรไม่เกิน 200 ตารางเมตร ทุกระยะไม่เกิน 30 เมตร

3 เสียงเตือนภัย กระจายไปทุกชั้น
ติดตั้งระบบสัญญาณเตือนเพลิงไหม้ทุกชั้น เพื่อส่งเสียงหรือสัญญาณให้คนที่อยู่ในอาคารได้ยินหรือทราบอย่างทั่วถึง

4 หนีไป! ด้วยทางหนีไฟในแผนผัง
ติดตั้งแบบแปลนแผนผังของอาคารแต่ละชั้นแสดงตำแหน่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงต่าง ๆ ประตูหรือทางหนีไฟของชั้นนั้นติดไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน

5 ประตูทนไฟ เข้าออกได้สะดวก
ช่องประตูสู่บันไดหนีไฟต้องเป็นบานเปิดทำด้วยวัสดุที่ไม่ติดไฟ ความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 80 เซนติเมตร สูงไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร

6 ไฟสว่าง นำทางออก
ติดตั้งระบบไฟส่องสว่างสำรองเพื่อให้มีแสงสว่างสามารถมองเห็นช่องทางเดินได้ขณะเพลิงไหม้ ด้วยตัวอักษรที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน

*ข้อมูลอ้างอิง กฎกระทรวงฉบับที่ 47 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

Writer
No.028

No.028

นักออกแบบจากรั้วศิลปากรที่ทดลองผันตัวเองมาเป็นนักเขียน หมั่นเสาะหาข่าวสารที่น่าสนใจจากทั้งไทยและต่างประเทศ มาขบคิด เรียบเรียง บอกเล่าผ่านตัวอักษรให้กับคนที่สนใจ เพราะเชื่อว่าแท้จริงแล้ว ดีไซน์ คือเรื่องรอบตัวระยะใกล้ที่กำลังรอใครซักคนมาเปิดอ่าน // Dsign is everything.

Sonny Coffee & Juice คาเฟ่ที่รีโนเวทด้วยชิ้นส่วนของบ้าน และเรื่องราวของวัสดุในมิติที่แตกต่าง

Sonny Coffee & Juice
คาเฟ่ที่รีโนเวทด้วยชิ้นส่วนของบ้าน และเรื่องราวของวัสดุในมิติที่แตกต่าง

หากเราลองสังเกต ส่วนประกอบสำคัญของบ้านหรืออาคารแทบทุกประเภท เราจะพบว่า “วงกบ” เป็นชิ้นส่วนหนึ่งที่ล้อมรอบช่องเปิดอย่างประตูและหน้าต่างอยู่เสมอไม่ว่าจากภายในหรือภายนอก หน้าที่ของวงกบ คือตัวประสานระหว่างผนังกับช่องเปิดที่ทำให้รอยต่อระหว่างวัสดุมีความสมบูรณ์แบบ แม้ว่าปัจจุบันวงกบจะถูกผลิตขึ้นมาด้วยวัสดุหลากหลายประเภท แต่วงกบที่ผลิตจากไม้ ก็เรียกได้ว่าเป็นวัสดุต้นตำรับที่คนไทยนิยมนำมาใช้ตั้งแต่โบราณมาจนถึงปัจจุบัน

ซึ่งสำหรับ Sonny Coffee & Juice คาเฟ่ที่ถูกรีโนเวทจากบ้านทาวเฮาส์เก่าในย่านใจกลางเมืองอยุธยา ฝีมือการออกแบบของสตูดิโอสถาปนิก BodinChapa ซึ่งคุณบดินทร์ เมืองลือ และคุณพิชชาภา โล่ห์ทอง เจ้าของสตูดิโอก็ได้ใช้วงกบไม้มาออกแบบด้วยวิธีการที่แตกต่าง โดยเปลี่ยนหน้าที่และนิยามของวงกบให้มีมิติมากขึ้น ผ่านเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เราไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อนในการรีโนเวททาวเฮาส์

เรื่องราวชิ้นส่วนของบ้าน ในมิติที่ต่างอย่างอบอุ่น

ในการค้นหาแนวคิดการออกแบบเริ่มต้นจากการสำรวจพื้นที่ซึ่งเป็นบ้านทาวน์โฮมสองชั้นที่ขนาบข้างไปด้วยบ้านในรูปแบบเดียวกัน ถนนด้านหน้าค่อนข้างกว้าง และฝั่งตรงข้ามมีพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ ความต้องการที่จะเชื่อมโยงกับบริบทโดยรอบ และยังคงกลิ่นอายที่อบอุ่นเป็นกันเองไว้ สถาปนิกจึงเลือกชิ้นส่วนต่างๆของความเป็นบ้านมาเล่าในมิติที่แตกต่างออกไป ผ่านการออกแบบกรอบอาคารด้านหน้าที่มีความน่าสนใจและเปิดมุมมองสู่ธรรมชาติให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

วงกบไม้โดยสังเกต กับความพิเศษที่เกิดจากช่างและสถาปนิก

 “เราไปเจอวงกบไม้วางกองเรียงกันอยู่ในตลาดในอยุธยา ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมีหลายขนาดและรูปแบบ เราสังเกตเห็นว่าหน้าตัดของมันมี Pattern ที่น่าสนใจ เลยอยากทดลองนำมาออกแบบในรูปแบบใหม่กับอาคาร” สถาปนิกเริ่มเล่าที่ไปที่มาของชิ้นส่วนแรกของบ้านที่จะนำมาถ่ายทอดในการรีโนเวทครั้งนี้ นั่นคือ “วงกบไม้” ซึ่งแน่นอนว่าความพิเศษในการนำรูปตัดและรูปด้านของวงกบที่เกิดจากการเรียงต่อกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ มาถ่ายทอดส่วนต่างๆ ของอาคาร ไม่ว่าจะเป็นผนัง พื้น ฝ้า เคาท์เตอร์ ชั้นวางของ หรือเฟอร์นิเจอร์ โดยวิธีการในการประกอบชิ้นส่วนเหล่านี้ถูกคิดให้สื่อสารกับช่างพื้นถิ่น และในระหว่างการก่อสร้างสถาปนิกเลือกที่จะเก็บลวดลายและผิวสัมผัสของหน้าตัดวงกบไม้ที่เกิดจากใบเลื่อยวงเดือนไว้ให้ได้มากที่สุด เพราะเป็นภาษาที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างสถาปนิกและช่างที่มีความเรียบง่ายไม่ซับซ้อน

ไดอะแกรมโมดูลของวงกบไม้ที่วางต่อกันจนเกิดเป็นลวดลาย
สถาปนิกเลือกใช้ไม้เต็ง ซึ่งเป็นประเภทไม้ที่นิยมนำมาทำวงกบ เพราะเป็นไม้เนื้อแข็งที่มีความแข็งแรงและทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ใช้ได้ทั้งภายในและภายนอก

บริเวณชั้น 1 ด้านหน้าเราจะพบกับเคาท์เตอร์บาร์ที่โดดเด่นด้วย Pattern ของวงกบไม้ มีเส้นสายสถาปัตยกรรมที่เชื่อมต่อจากภายนอกสู่ภายในอาคาร ดึงดูดสายตาต่อผู้พบเห็น ภายในร้านยังมี Pattern ของวงกบไม้ในรูปแบบเดียวกันอีกหลายๆ จุด เช่น ผนังขนาดใหญ่ที่กั้นพื้นที่ระหว่างเคาท์เตอร์บาร์และที่นั่ง เพราะส่วนนี้เป็นเสาและช่องสำหรับงานระบบ จึงถูกออกแบบให้มีความหนาเท่ากับความกว้างของเคาท์เตอร์ เพื่อลดเหลี่ยมมุมที่ไม่ลงตัวและสร้างกริดไลน์ที่ทำให้พื้นที่ดูเรียบร้อยมากที่สุด

แปลนชั้น 1 Sonny Coffee & Juice cr: BodinChapa Architects
แปลนชั้น 2 Sonny Coffee & Juice cr: BodinChapa Architects

สร้างกรอบให้รอบระเบียง

ระเบียงไม้ขนาดใหญ่ชั้น 2 เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบ โดยมีแนวคิดมาจาก ระเบียงบ้าน ซึ่งเป็นชิ้นส่วนที่สองของความเป็นบ้านที่สถาปนิกเลือกมาสร้างพื้นที่ให้มีกลิ่นอายและความรู้สึกเหมือนชานบ้าน เราสามารถนั่งพักผ่อนพร้อมกับมองวิวธรรมชาติฝั่งตรงข้ามที่ร่มรื่นได้ โดยมีกรอบนำสายตา เหมือนภาพวาดสามมิติที่เป็นไม้ในรูปแบบเดียวกับวงกบ มีลักษณะเป็นกรอบสี่เหลี่ยม พื้นพุ่งออกไปในตำแหน่งของระเบียงเดิม ซึ่งทำหน้าที่เป็นกันสาดไปในตัว และมีการปรับระดับให้สูงขึ้นกว่าระดับพื้นชั้น 2เดิม เพื่อเน้นพื้นที่และเพิ่มความโปร่งให้กับพื้นที่ชั้นล่าง

ราวกันตกระเบียงถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นเส้นโค้ง เป็นความตั้งใจของสถาปนิกที่อยากให้มีเส้นสายตัดกับฟอร์มสี่เหลี่ยมของระเบียง นอกจากทำหน้าที่กั้นพื้นที่เพื่อความปลอดภัยในการใช้งานแล้ว ราวระเบียงนี้ก็ยังกลายเป็นโต๊ะบาร์แมชท์เข้ากับเก้าอี้ไม้ในระดับความสูงที่ถูกคิดมาแล้วอย่างพอดิบพอดี

ดีเทลและเส้นสายภายใต้ทิศทางเดียวกัน

ที่นั่งภายในชั้น 2 ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนด้านหน้าบนระเบียง ด้านข้าง และส่วนด้านหลังที่มีที่นั่ง Built-in ติดกำแพง มีความสูงในระดับเดียวกับระเบียงที่ถูกยกขึ้น เพื่อให้เส้นสายการออกแบบเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวภายในร้าน ส่วนใหญ่เป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบ custom made

บางชิ้นผลิตขึ้นจากส่วนประกอบจากวงกบไม้เช่นกัน อย่างโต๊ะวางกาแฟ ที่ขาโต๊ะทำมาจากวงกบไม้ส่วนท็อปโต๊ะเป็นอะคริลิคใสเพื่อโชว์ดีเทลการออกแบบ

สะท้อนภาพวัสดุด้วยวัตถุทรงสี่เหลี่ยม

เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวชิ้นเดียวภายในชั้น 2 ที่ไม่มีส่วนประกอบของไม้คือ แท่นสแตนเลสเงาทรงสี่เหลี่ยม ถูกออกแบบให้เป็นเก้าอี้นั่งและประติมากรรม (sculpture) เพื่อสะท้อนภาพความเป็นไม้และชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาปนิกต้องการให้เห็น ในขณะเดียวกันถ้ามองในแง่ของวัสดุ การสะท้อนก็ทำให้พื้นที่ดูโล่งและกว้างมากยิ่งขึ้น

ขัดเกลาของเก่าและประกบของใหม่ ให้สะท้อนเอกลักษณ์

ในความหมายของการรีโนเวท แน่นอนว่าสถาปนิกก็ยังคงเก็บรักษาดีเทลที่น่าสนใจของอาคารเดิมไว้ เช่น อาร์คโค้งในชั้นแรก ตั้งแต่บริเวณด้านหน้าอาคารมาจนถึงพื้นที่ภายใน ถูกขัดเกลาใหม่ด้วยสีขาว และประกบเข้ากับวัสดุไม้ที่ทำให้การออกแบบดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เป็นการอนุรักษ์รูปแบบของอาคารเก่าที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์เดิมได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งร่องรอยอาคารเก่าที่ถูกเก็บไว้ คือ ผนังอิฐที่อยู่ใต้หลังคา ซึ่งเกิดจากความบังเอิญเจอในระหว่างการรื้อถอนฝ้าเดิมออกเพื่อเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับพื้นที่ สถาปนิกจึงเก็บผนังเก่าส่วนนี้ไว้และผสมผสานเข้ากับการออกแบบใหม่ เพิ่มพื้นที่ปลูกต้นไม้ภายใน พร้อมเปิดช่องแสงด้านบนให้บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นแบบที่ตั้งใจไว้

เชื่อมรอยต่อระหว่างวัสดุ เพื่อระบุความเป็นหนึ่งเดียว

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของวัสดุ นอกจากมีการจับคู่ไม้ในโทนสีที่เข้มและอ่อนผสมผสานสลับกันไปเพื่อเพิ่มมิติในการออกแบบแล้ว เรื่องรอยต่อระหว่างวัสดุก็เป็นสิ่งที่สถาปนิกให้ความสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นส่วนกำแพงวงกบไม้ด้านหน้าที่ไหลต่อเนื่องจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน บวกกับหน้าต่างและประตูเป็นกระจกใสไร้วงกบ ราวกับว่าไม้ภายในและภายนอกเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว

รอยต่อระหว่างวัสดุของผนังด้านซ้าย เป็นอีกหนึ่งส่วนที่คอนทราสกันอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่พื้นและกำแพงด้านหน้าไปจนถึงบันไดที่ถูกเปลี่ยนทิศทางใหม่ให้เหมาะกับฟังก์ชันของคาเฟ่มากขึ้น โดยวัสดุครึ่งล่าง คือเทอรอสโซ่สีส้มอ่อน ซึ่งเป็นวัสดุที่เห็นได้ทั่วไปตามบ้านทาวเฮาส์เก่า ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นวัสดุที่คุ้นเคยกับคนไทยมานาน ส่วนผนังครึ่งบนผนังปูนสีขาวฉาบเรียบธรรมดา แต่เมื่อตัดกับวัสดุปูนที่ไม่ผ่านการขัดและทำสีของคานและพื้นชั้นสองเดิม ก็ยิ่งเห็นได้ชัดเจนว่ารอยต่อระหว่างวัสดุนี้ทำให้เกิดเส้นสายทางสถาปัตยกรรมในทุกทิศทาง ถึงแม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็สร้างมิติให้กับทาวน์เฮาส์หนึ่งคูหาได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

พื้นที่สำหรับทุกคน ภายใต้บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง

ชื่อร้าน “Sonny” ที่แปลว่าลูกชาย เป็นสิ่งที่มีความหมายกับครอบครัวของเจ้าของร้านมาก โดยการออกแบบพื้นที่ให้สอดคล้องกับเรื่องราวนั้นสถาปนิกมองว่า ระเบียงบ้านเป็นเหมือนพื้นที่วิ่งเล่นสำหรับเด็ก และเป็นพื้นที่ที่ครอบครัวมาใช้เวลาร่วมกัน ซึ่งตอบโจทย์ด้วยการสร้างบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ต้อนรับคนทุกเพศทุกวัย บวกกับเมนูของทางร้านที่ไม่ได้มีแค่กาแฟ แต่มีน้ำผลไม้ที่ทุกคนสามารถทานได้ ทั้งหมดนี้จึงเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกันระหว่างร้านและการออกแบบ

หลายครั้งที่เราแทบไม่เคยสังเกตดีเทลต่างๆ ของวัสดุหรือองค์ประกอบชิ้นส่วนของบ้านเลย เพราะสิ่งใกล้ตัวมักเป็นสิ่งที่มักถูกมองข้ามเสมอ แต่สำหรับโปรเจ็กต์รีโนเวทคาเฟ่ Sonny Coffee & Juice นี้ BodinChapa กลับสังเกตเห็นอีกมุมหนึ่งของวัสดุที่พบเจอจากในท้องถิ่นใกล้ๆ และนำมาสร้างมิติใหม่โดยเปลี่ยนวงกบธรรมดาๆ ให้กลายเป็นงานออกแบบที่สะท้อนความเป็นตัวเองอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเราเองก็เชื่อว่าคงมีอีกหลายๆ การสังเกตในโลกนี้ ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสรรค์สิ่งธรรมดานำมาพลิกแพลงใหม่ให้ไม่ธรรมดาและมีความสวยงามในแบบของตัวเองเหมือนดัง Sonny Coffee & Juice แห่งนี้เป็นอย่างแน่นอน

Architects : BodinChapa Architects
Area : 100 m²
Photographs : Rungkit Charoenwat

Writer
Janjitra Horwongsakul

Janjitra Horwongsakul

สถาปนิก ผู้หลงใหลในการเดินทางและสเปซคลีนๆบนภาพฟิล์ม อดีต'นักคิดคำถาม'ของปริศนาฟ้าแลบ ที่ผันตัวเองมาเป็น'นักเล่าความรู้(สึก)'ผ่านตัวหนังสือ

Chicago Townhouse กับแนวคิดที่ยกระดับทาวน์เฮาส์ให้เปลี่ยนไป

Chicago Townhouse
กับแนวคิดที่ยกระดับทาวน์เฮาส์ให้เปลี่ยนไป

ถ้าเราหยิบทาวน์เฮาส์ในประเทศไทยมาวางเรียงต่อกัน สิ่งที่คล้ายคลึงกันคือหน้าตาฝาแฝดที่ดูจะใกล้เคียงกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบด้วยความสูงไม่เกิน 2 ชั้น มีผนังของบ้านกั้นกลางระหว่างกลางและต้องใช้งานร่วมกับบ้านข้างๆ ประกอบกับมีที่ว่างบริเวณด้านหน้าและด้านหลังระหว่างรั้วที่เหลืออยู่เล็กน้อย อีกทั้งยังมาพร้อมบางปัญหาที่หลายคนมองว่า ทึบตัน ดูอึดอัด แสงและลมธรรมชาติเข้าถึงได้น้อย

Chicago Townhouse ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของบ้านเดี่ยวในเมืองชิคาโก บนพื้นที่หน้ากว้าง 7.6 เมตร ลึก 38 เมตร ทาวน์เฮาส์ขนาด 854 ตารางเมตรนี้มีข้อจำกัดด้วยลักษณะพื้นที่แคบ และยังมีกฏหมายของพื้นที่ซึ่งจำกัดความสูงไว้ที่ 7.6 เมตร ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ทีมสถาปนิกจาก Alexander Gorlin Architects จึงออกแบบทางเข้าลดระดับความสูงลง เพื่อไปเพิ่มความสูงของพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณสามชั้นที่เหลือให้ได้มากที่สุด โดยทางเข้าจะตั้งอยู่ตรงกลางขนาบข้างตัวบ้าน เพื่อประหยัดพื้นที่

แปลนชั้น 1-4 ตามลำดับ

นำแสงธรรมชาติส่องเข้าสู่พื้นที่ภายใน

เพื่อปรับโฉมให้บ้านทาวน์เฮาส์แตกต่างจากบ้านในละแวกใกล้เคียง ตัวอาคารออกแบบให้พื้นที่ใช้สอย Cantilever (ยื่นออก) เหนือสวนบริเวณด้านหน้า ส่วนพื้นที่ทางด้านขวาเป็นบันไดที่พาไปสู่ระดับหลักของบ้าน เวียนเป็นเส้นทางยาวต่อขึ้นสู่ชั้นบนโดยมีกระจกสกายไลท์นำแสงธรรมชาติส่องเข้าสู่พื้นที่ภายในได้อย่างทั่วถึง นอกจากนั้น บริเวณด้านหน้าของบ้านยังมีกระจกบานขนาดใหญ่เป็นตัวรับแสงและเปิดมุมมองสู่ภายนอก การยกระดับพื้นที่ห้องนั่งเล่นให้สูงจากระดับสายตาปกติ ยังหลีกเลี่ยงความวุ่นวายจากถนน ทำให้ได้มุมมองที่เป็นส่วนตัว เห็นเรือนยอดไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเข้ามาแทนที่

ในระดับหลัก พื้นที่ทั้งหมดต่อเนื่องเปิดโล่งทั้งชั้นจากด้านหน้าสู่ด้านหลัง โดยมีพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัว และพื้นที่รับประทานอาหารเชื่อมต่อถึงกันตามลำดับ ภายในพื้นที่ยังคุมโทนสีขาวที่ให้ความส่วาง ทำให้พื้นที่ดูโปร่งโล่ง กว้างขวาง รวมถึงมีม่านผ้าร่มสีขาวโปร่งแสงห้อยยาวลงมาจากหน้าต่าง หากเปิดในตอนกลางก็สามารถรับแสงธรรมชาติได้ หรือหากปิดในตอนกลางคืนก็ยังสามารถเติมบรรยากาศให้พื้นที่ด้วยแสงที่นวลตา

ถัดขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นเป็นห้องนอนมาสเตอร์และห้องน้ำที่ออกแบบให้อยู่ในก้อนแมสอาคารที่คล้ายกับลอยอยู่เหนือพื้นที่ ยึดเข้ากับผนังอีกฝั่งด้วยโครงสร้างคานเหล็ก บริเวณกระจกยังกั้นความเป็นส่วนตัวแบบหลวมๆ ด้วย การวางราวเสื้อผ้าเป็นกิมมิกที่โชว์ของสะสมไปพร้อมกับการกั้นพื้นที่ ผนังด้านข้างของห้องนอนยังมีทางสัญจรหลักที่เชื่อมขึ้นสู่พื้นที่ชั้นถัดไป

เฟอร์นิเจอร์เป็นงานประติมากรรม

หากลองสังเกต ภายในบ้านค่อนข้างออกแบบด้วยภาษาที่เรียบง่าย โดยมีเฟอร์นิเจอร์เป็นงานประติมากรรมให้กับบ้าน มีชิ้นส่วนที่ป๊อปอัพโดดเด่นขึ้นมาประมาณ 2-3 ชิ้นติดกับผนังโทนสีขาว ผ้าม่านสีขาว และพื้นสีเทาด้าน ที่ทำหน้าที่ราวกับเป็นแคนวาสของบ้าน

บางส่วนของบ้านอย่างชั้นบนสุด ยังมีการวางฟังก์ชันไว้อย่างหลวมๆ เพื่อเป็นพื้นที่ Multi Function ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม และมีโรงจอดรถตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของตัวบ้าน เชื่อมกับถนนเซอร์วิสที่ไม่มาวุ่นวายรบกวนพื้นที่บริเวณหน้าอาคาร

รูปด้านอาคาร

หากดูจากบริบทของพื้นที่ เมืองร้อนชื้นอย่างบ้านเราคงไม่สามารถนำแนวคิดที่ว่ามาปรับใช้ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยบางส่วนของงานโครงสร้าง การปรับพื้นที่ให้คุ้มค่า การนำแสงสว่างเข้าสู่พื้นที่ภายในก็นับว่าน่าสนใจ และหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของบ้านทาวน์เฮาส์ในต่างประเทศ ที่สามารถหยิบนิดผสมหน่อย มาใช้กับการบ้านแบบไทยๆ เราได้แน่นอน

Architects : Alexander Gorlin Architects
Area : 4000 ft²
Manufacturers :  Luminaire
Structural Engineer : The Structural Shop
Mechanical Engineer : Sheldon Lazan PE
Photographs : Michael Moran

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

เปิดตัวใหม่ล่าสุด!! Metris District Ladprao คอนโดใหม่ Fully Furnished บนทำเล 5 แยกลาดพร้าวใกล้ BTS และ MRT ให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างไร้ขีดจำกัด

เปิดตัวใหม่ล่าสุด!! Metris District Ladprao
คอนโดใหม่ Fully Furnished บนทำเล 5 แยกลาดพร้าว
ใกล้ BTS และ MRT ให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างไร้ขีดจำกัด

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของเราได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกซื้อที่พักอาศัยสักแห่ง ก็กลับกลายเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงมากขึ้น เพราะมีองค์ประกอบสำคัญที่ถูกเพิ่มขึ้นมาในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการดูแลรักษาความสะอาดและความปลอดภัย ฟังก์ชันการใช้งาน หรือสเปซที่ยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ รวมไปถึงพื้นที่สำหรับการ Work from Home หรือแม้แต่พื้นที่ส่วนกลางที่เป็นส่วนตัว สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อที่พักอาศัยในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้

หากกำลังมองหาโครงการคอนโดซักแห่งในทำเลห้าแยกลาดพร้าว ที่จะช่วยให้เราวางแผนการใช้ชีวิต Next Normal ได้อย่างไม่มีลิมิต และยังเป็นหนึ่งในโครงการใหม่ล่าสุดที่น่าจับตามองที่สุดในตอนนี้ ก็คงหนีไม่พ้นน้องใหม่ล่าสุดจากบริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด (มหาชน)  โครงการ Metris District Ladprao ซึ่งอยู่ใกล้กับโครงการเดิมที่ได้รับการตอบรับอย่างดีมาแล้ว โครงการใหม่นี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ แต่ยังตอบโจทย์ทุกมิติการอยู่อาศัย ทั้งเรื่องดีไซน์และฟังก์ชันที่แตกต่างอย่างลงตัว ทำเลที่ตั้ง พื้นที่ส่วนกลาง และห้องพักอาศัย รองรับวีถีชีวิต Next Normal ที่เปลี่ยนแปลงได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการชูจุดเด่นเรื่อง Hygiene และ Home Automation เข้ามา

ภาพจำลองโครงการ Metris District Ladprao

Juxtaposition แตกต่างแต่ลงตัว

โครงการนี้พัฒนาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Juxtaposition” หรือการนำความแตกต่างที่โดดเด่นมาผสมผสานร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัว ทั้งในเรื่องของทำเลที่ตั้ง ที่อยู่ใกล้ห้าแยกลาดพร้าว มีความเป็นเมืองแต่ก็มีความสงบรมรื่นจากพื้นที่สีเขียว รวมไปถึงการดีไซน์ เห็นได้จากรูปแบบอาคารเรียบหรูตามแบบฉบับ Midcentury Modern มาสู่พื้นที่ส่วนกลางที่ตกแต่งและเลือกใช้เฉดสีแสดงความโดดเด่นและ Active ของผู้อยู่อาศัย ตั้งแต่ส่วนทางเข้าโครงการ โถงล็อบบี้ และสระว่ายน้ำ ผสมผสานกับพื้นที่ส่วนกลางที่เน้นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น Sensory Garden หรือพื้นที่สีเขียวตรงส่วนอื่น ๆ ที่แทรกตัวอยู่โดยรอบโครงการ สร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกับสวนจตุจักรและสวนวชิรเบญจทัศ ซึ่งเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลกับโครงการนั่นเอง

Sensory Garden สวนพักผ่อนหย่อนใจเชื่อมต่อกับ Multi-Sport Carpark ด้านหลัง

MAXIMALIFE เต็มที่ในทุกจังหวะชีวิต

 นอกจากดีไซน์ที่ทันสมัยแล้ว ฟังก์ชันในอาคารยังถูกจัดวางมาอย่างลงตัวตามแนวคิด “MAXIMALIFE” ให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้ชีวิตแบบไร้ขีดจำกัด ทั้งในด้านไลฟ์สไตล์การพักอาศัย ด้านความสะดวกสบาย และคุณภาพการใช้ชีวิต    

จุดเด่นของโครงการคือมีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ซึ่งทุกสเปซถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตามแบบ Midcentury Modern  โดยพื้นที่ส่วนกลางจะกระจายตามส่วนต่าง ๆ ในอาคาร ดังนี้

ชั้น 1 – Sensory Garden, Multi-Sport Carpark, Pet Park, Double Volume Lobby, Co-working Lounge และ Mailroom
ชั้น 42 – Cat Haus และ Multi-Pet Playroom
ชั้น 43 – Sky Pool, Panoramic Gym และ Weight Training Studio
ชั้น 44 – Sky Lounge และ Observation Deck
ชั้น 45 – Sky Urban Farm และ Party Deck

Multi-Sport Carpark พื้นที่ส่วนกลางแบบ Multi-function นอกจากจะเป็นพื้นที่ออกกำลังกายกลางแจ้งแล้ว ในขณะเดียวกันก็เป็นที่จอดรถด้วย
Sky Pool และ Jacuzzi ที่มีความยาว 26.5 ม. x 5 ม. ว่ายออกกำลังกายหรือแช่น้ำผ่อนคลายก็สบาย
Sky Urban Farm และ Party Deck ผู้อยู่อาศัยสามารถขึ้นมานั่งชมวิวเมืองยามค่ำคืน และปลูกผักออร์แกนิคในบริเวณนี้ได้
Multi-Pet Playroom ห้องสำหรับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของคุณ
Cat Haus ห้องสำหรับน้องแมวและเจ้าของห้องที่สามารถมาใช้พื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน

Pet Friendly Condo คอนโดที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง

จากประสบการณ์ของ Major Development ในการทำคอนโด Pet Friendly เป็น Developer เจ้าแรก ด้วยประสบการณ์ที่มีมายาวนาน จึงทำให้มีความเชี่ยวชาญ สามารถพัฒนาฟังก์ชัน การใช้วัสดุ และการบริหารการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างผู้พักอาศัยที่มีสัตว์เลี้ยงและไม่มีสัตว์เลี้ยงได้อย่างมีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งพื้นที่ใช้งานในพื้นที่ส่วนกลาง เลือกใช้วัสดุที่ไม่มีสารตกค้าง ใส่ใจเรื่องสุขอนามัยของผู้ใช้ และยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตร่วมกับน้อง ๆ ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เช่น Pet Park, Cat Haus และ Multi-Pet Playroom เป็นพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเฉพาะโครงการนี้  

ภายในห้องพักก็เลือกใช้วัสดุและเฟอร์นิเจอร์ที่ปลอดภัยต่อการดำเนินชีวิตของผู้พักอาศัยและสัตว์เลี้ยง อาทิ ปูพื้นห้องด้วยพื้นสำเร็จรูป SPC (Stone Plastic Composite) ที่มีคุณสมบัติกันน้ำและความชื้น แข็งแรง ทำความสะอาดง่าย ทนรอยขีดข่วนสำหรับในพื้นที่ Living และเลือกใช้พื้นกระเบื้อง COTTO Hygenic Tile ในโซนห้องน้ำและห้องครัว ซึ่งมาพร้อมกับคุณสมบัติแข็งแรงทนทาน มี Anti-Bacteria ทำลายเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 90% และติดตั้งเครื่องปรับอากาศ nanoe™ X และเพิ่ม IP Smart Camera เพื่อตรวจความเคลื่อนไหวภายในห้อง ซึ่งเป็นระบบ 2 Way Communication สามารถพูดคุยกับผู้อยู่อาศัยในห้อง หรือสัตว์เลี้ยงผ่านกล้องวงจรปิดได้อีกด้วย

สเปซที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย

 Metris District Ladprao เป็นโครงการคอนโดมิเนียม High Rise จำนวน 45 ชั้น โดยโครงการจะส่งมอบห้องแบบ Fully Furnished หรือห้องชุดที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบพร้อมเข้าอยู่ ซึ่งมีห้องให้เลือกทั้งหมด 5 แบบ 741 ยูนิต ประกอบด้วย 

●     Studio ขนาดเริ่มต้น 23.7 ตร.ม.
●     1 Bedroom ขนาดเริ่มต้น 28 ตร.ม.
●     1 Bedroom Plus ขนาดเริ่มต้น 34.1 ตร.ม.
●     2 Bedroom 1 Bathroom ขนาดเริ่มต้น 42 ตร.ม.
●     2 Bedroom 2 Bathroom ขนาด 49.6 ตร.ม.

โดยห้องที่จะพาไปดูในวันนี้เป็นห้อง 1 Bedroom ขนาด 30.7 ตร.ม. และห้อง 1 Bedroom Plus ขนาด 34.6 ตร.ม.