OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM

info@sitename.com | 987654321

Design Makes A Better Life.

การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์

Hereduan Streetfood อัพเลเวลสตรีทฟู้ด สู่ร้านมีบาร์และฝ้าซ่อนไฟ

  • Hereduan Streetfood อัพเลเวลสตรีทฟู้ด สู่ร้านมีบาร์และฝ้าซ่อนไฟ

    Hereduan Streetfood อัพเลเวลสตรีทฟู้ด สู่ร้านมีบาร์และฝ้าซ่อนไฟ

    Hereduan Streetfood อัพเลเวลสตรีทฟู้ด สู่ร้านมีบาร์และฝ้าซ่อนไฟ ‘เฮียด่วนบรรทัดทอง’ เป็นร้านอาหารที่มีชื่อเรียบง่ายเช่นนี้น่าจะเป็นร้านประเภทที่เพียงได้ยินชื่อเราส่วนมากก็คงรู้สึกถึงความขลังของสูตรอาหารเลิศรส และเราก็เชื่อเหลือเกินว่าหนุ่มสาวชาวออฟฟิศโซนสุขุมวิทในเมืองกรุงฯคงคุ้นเคยกับร้านเฮียด่วนเป็นอย่างดี แต่จะเป็นอย่างไรเมื่อเฮียด่วนต้องขยายสาขามาสู่ถนนบรรทัดทองที่เต็มไปด้วยเด็กๆวัยรุ่นวัยเรียน เราแอบเดาเอาเองว่าเรื่องของรูปลักษณ์จากการตกแต่งร้านคงจะมีผลต่อการดึงดูดลูกค้าในย่านนี้ไม่มากก็น้อย Lifestudio ผู้รับหน้าที่การออกแบบร้าน Hereduan Streetfood สาขาบรรทัดทองให้ข้อมูลเบื้องต้นกับเราไว้ให้ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้น “การวางผังของร้านจะมีการแบ่งสัดส่วนหน้าร้านและหลังร้านที่ชัดเจน พอเข้ามาที่หน้าร้านจะเจอกับพื้นที่ตั้งโต๊ะอาหารที่ถูกลดระดับฝ้าลงมาแล้วก็ทำเป็นฝ้าหลุมที่ซ่อนไฟเอาไว้ ปลายตาของส่วนนี้จะพบกับบาร์น้ำ ที่ถูกลดระดับให้เตี้ยลงมาด้วยชั้นวางของด้านบนให้ซ่อนส่วนทำงานด้านหลัง เพื่อแยกหลังร้านออกจากหน้าร้านด้วยพื้นที่บาร์น้ำที่จะเป็นจุดรับสายตาของคนที่เข้าร้าน” สำหรับโทนสีหลักของร้านถูกกำหนดโดยปริยายด้วยวัสดุที่ถูกเลือกใช้ “ลายไม้โทนสีเข้ม ผสมกับพื้นผิวหยาบของกระเบื้องดินเผาและปูนฉาบที่จะถูกตัดกันด้วยวัสดุสีทองแดงที่มีพื้นผิวเงา” วัสดุเหล่านี้จะช่วยสร้างให้บรรยากาศของร้านดูอบอุ่นไม่หนีจากบรรยากาศของร้านดั้งเดิมที่ผู้คนคุ้นเคยกันมานานนม แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างมู้ดร่วมสมัยเข้ากับผู้คนในย่านใหม่มากขึ้น “องค์ประกอบที่เลือกใช้ในการออกแบบตั้งใจให้สื่อถึงความเป็นบ้านเก่า ผ่านการทอนสัดส่วนของส่วนต่างๆ โดยพื้นของร้านเป็นการเรียงสลับของกระเบื้องดินเผาสีเทา และสีดำ เพื่อลดความเป็นผืนใหญ่ของพื้นร้าน ผนังของร้านได้นำองค์ประกอบผนังตีเกล็ดไม้ สลับกับจังหวะผนังลูกฟักที่ถูกนำมาเปลี่ยนสัดส่วนให้ดูเรียบง่ายและเป็นสมัยใหม่มากขึ้น นอกจากนั้นยังผสมด้วยองค์ประกอบของการกลัดขอบผนัง และองค์ประกอบเรขาคณิตลายดอกที่เป็นสีแดงลงไปบนผนังเกล็ดไม้ เพิ่มอารมณ์ความเป็นจีนผสมเข้าไปให้กับร้าน เพื่อให้ตอบรับกับแบรนด์ดิ้งของร้าน” Lifestudio เสริม เราเชื่อว่าใครที่เคยลิ้มลองเมนูต่างๆของเฮียด่วนในภาคเอกมัยจะยังคงสามารถดื่มด่ำกับรสชาติที่คุ้นเคยได้ที่ภาคบรรทัดทองอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันสำหรับนักชิมหน้าใหม่ นอกจากความเอร็ดอร่อยที่หลายคนร่ำลือ Project Name: Hereduan StreetfoodArchitect: lifestudioArea : 120 sq.m.Completion Year: 2024Location: ฺBangkok, ThailandPhoto: สรัล กุลสิงห์ Writer

  • Nhà Quê นิยามของบ้านชานเมืองแห่งเขตร้อนชื้น

    Nhà Quê นิยามของบ้านชานเมืองแห่งเขตร้อนชื้น

    Nhà Quê นิยามของบ้านชานเมืองแห่งเขตร้อนชื้น เขตชานเมือง พื้นที่ที่ไม่ได้มีความโมเดิร์นเต็มตัวแบบใจกลางเมือง แต่ก็ยังไม่ถึงกับว่าเป็นเขตชนบทเสียทีเดียว บ้านชานเมืองแห่งเขตร้อนชื้นหลังนี้ จึงถือเป็นคำตอบที่ถูกใจสำหรับคนที่อยากได้การตกแต่งทันสมัยภายในบ้านแบบคนเมืองแต่ก็อยากเก็บความเป็นธรรมชาติไว้ใกล้ตัว NHÀ Quê เป็นภาษาเวียดนามที่หมายถึง “บ้านในย่านชานเมือง” แม้จะหมายถึงบ้านในย่านชานเมือง แต่ถ้ามองดูดีๆ แล้ว สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในบ้านแบบ NHÀ Quê คือลักษณะที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิมในชนบทของเวียดนามตามแบบบ้าน “ปาเกียน” ที่พื้นที่ภายในบ้านเชื่อมต่อกันทุกส่วน และเปิดสู่บรรยากาศธรรมชาติอันโล่งโปร่งภายนอก แต่บ้าน NHÀ Quê นั้นยังเสริมความดั้งเดิมด้วยสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่ที่กอปรรวมเครื่องอำนวยความสะดวกเพื่อยกมาตรฐานการใช้ชีวิตไปอีกระดับ การตกแต่งและวัสดุในบ้านหลังนี้ปลุกจิตวิญญาณบ้านปาเกียนหรือบ้านไม้ดั้งเดิมของเวียดนามกลับมา ทั้งลวดลายเส้นโค้งวาดลงบนผืนคอนกรีตยิ่งสร้างความนุ่มนวลให้กับวัสดุ คล้ายกับว่าผืนคอนกรีตนั้นไม่ต่างจากไม้ที่เคยเป็นวัสดุสร้างบ้านไม้ดั้งเดิมของชาวเวียดนาม อิฐถูกเรียงซ้อนกันอย่างบรรจงรอเล่นกับแสงและเงาที่จะเข้ามากระทบ แผงกระจกซ้อนกัน ลดหลั่นมีชั้นเชิงสะท้อนงานฝีมือท้องถิ่น ส่วนวัสดุที่ใช้สร้างบ้านทั้งหมดจะเน้นวัสดุท้องถิ่นที่พอจะหาได้ง่ายในท้องตลาด พื้นที่ส่วนกลางขนาดพอประมาณอยู่ตรงใจกลางของบ้านนั้นคือคอร์ทยาร์ด ลานวางต้นไม้และผืนหญ้าสดชื่นเกิดจากการวางพื้นที่รูปตัว L แบ่งเป็นสองส่วนให้หันหน้าโอบกอดกัน คอร์ทยาร์ดในบ้านหลังนี้อยู่บนระดับพื้นดินเดียวกับส่วนอื่นๆ ของบ้าน ทุกห้องสามารถเปิดสู่พื้นที่สาธารณะตรงนี้เพื่อหย่อนใจได้แบบไร้รอยต่อ และไม่ต้องกังวลกับพื้นต่างระดับ ระดับพื้นของแต่ละห้องราบเรียบเสมอกันเอื้อต่อการก้าวเดินของผู้สูงอายุไม่ให้สะดุดหรือหกล้ม อีกทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหมดจะอยู่ในชั้นนี้ชั้นเดียว ไม่เปลืองแรงขึ้นบันไดให้เมื่อย ส่วนชั้นสองเป็นพื้นที่เพิ่มเติมสำหรับแม่บ้าน หรือเก็บเครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็น การสร้างบ้านแบบเปิด เชื่อมต่อกันทุกห้อง ไม่ถูกขวางกั้นโดยสิ่งก่อสร้างใดยิ่งเปิดให้แสงธรรมชาติลอดเข้ามาส่องถึงทั่วทุกมุม เติมพลังด้วยสัมผัสอุ่นๆ จากไอแดด และที่สำคัญ พื้นที่เปิดยังพาลมที่พัดโชยให้ไหลเวียนทั่วทุกห้อง เหมาะกับบ้านในเขตร้อนชื้นที่อากาศระอุจนน่าอึดอัด คอร์ทยาร์ดที่อยู่ตรงกลาง…

  • Red House สิ่งปลูกสร้างส่วนต่อขยายสีแดง ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดจากบ้านจีนทางตอนใต้

    Red House สิ่งปลูกสร้างส่วนต่อขยายสีแดง ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดจากบ้านจีนทางตอนใต้

    Red House สิ่งปลูกสร้างส่วนต่อขยายสีแดง ที่ประยุกต์ใช้แนวคิดจากบ้านจีนทางตอนใต้ เมื่อครอบครัวคนจีนถึงคราวต้องขยับขยายเตรียมต้อนรับญาติผู้ใหญ่ที่เริ่มเกษียณและกำลังจะย้ายเข้ามาเป็นอีกส่วนหนึ่งของบ้าน การต่อเติมอาคารให้กว้างขวางพร้อมใช้งานมากขึ้นจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ Red House ผลงานการออกแบบจาก O.U.R.Architect นั้นเป็นโครงการมีแนวคิดพื้นฐานในการออกแบบประยุกต์มาจาก Tianjing การสร้างและต่อเติมที่อยู่อาศัยตามแบบฉบับบ้านในประเทศจีนแถบตอนใต้ ซึ่งมีหลักการเว้นพื้นที่เปิดคาร์ทยาร์ดให้เป็นสเปซเชื่อมต่อโปรแกรมต่างๆเข้าด้วยกัน นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์ในแง่ของการระบายอากาศอีกด้วย จากเดิมนั้นพื้นที่ในส่วนที่ถูกนำมาสร้างขึ้นเป็น Red House ในปัจจุบันเคยเป็นโกดังเก็บของเก่ามาก่อน แต่ในตอนนี้ก็ได้ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สำหรับห้องนอนจำนวนสองห้องและอีกหนึ่ง living space กึ่ง indoor ไปเรียบร้อยแล้ว บริเวณคอร์ทยาร์ดซึ่งเป็นดั่งพระเอกของโครงการที่เราได้กล่าวถึงไปเมื่อข้างต้นนั้น ทำหน้าที่เชื่อม living space ในบ้านหลังเดิมกับ living space ที่น่าตื่นเต้นขึ้นด้วยฟีเจอร์เก๋ๆของบ้านหลังใหม่เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งฟีเจอร์ที่ว่านี้ก็หมายรวมถึงบ่อปลาคาร์ฟสวยงามเพลินตาที่ถูกสร้างขึ้นล้อมบันไดขึ้นชั้นสองด้วยเช่นกัน เราสามารถพบห้องนอนห้องแรกที่อีกฟากของ living space ในชั้นหนึ่ง และอีกห้องอยู่บนชั้นสองบริเวณเหนือพื้นที่ living space นั่นเอง ในแง่ของวัสดุที่สถาปนิกเลือกใช้ ก็ถือได้ว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สร้างภาพจำให้โครงการ อิฐช่องลมสีแดงสดโดดเด่นสร้างความรู้สึกที่แตกต่างกันให้ผู้ใช้งานระหว่างช่วงกลางวันและช่วงกลางคืน แพทเทิร์นการวางลวดลายนั้นออกจะแรนดอมอยู่สักหน่อยเนื่องจากสถาปนิกต้องการให้บางจุดมีรูขนาดใหญ่เพื่อใช้แทนหน้าต่างเล็กๆที่คนในบ้านสามารถส่องลอดออกมามองความเป็นไปบริเวณด้านนอกได้ อีกทั้งในช่วงกลางคืนก็ยังมีผลต่อลักษณะการส่องสว่างของแสงจากภายในที่สวยงามได้อีกด้วย หลังคาทรงโค้งและมีลักษณะเชิดขึ้นเป็นอีกส่วนหนึ่งของโครงการที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านจีนสมัยเก่า แม้ดูจากภาพรวมแล้ว Red House จะเป็นโครงการซึ่งเกิดขึ้นจากโจทย์ที่เรียบง่าย แต่ด้วยการออกแบบที่เข้าอกเข้าใจลักษณะการอยู่อาศัยของครอบครัวคนจีน บ้านหลังนี้จึงกลายเป็นบ้านยุคใหม่ที่มีกลิ่นอายของความเป็นจีนในระดับที่พอดิบพอดี Project…

  • Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกที่ดูแลเด็กๆในวันที่อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นร้าย

    Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกที่ดูแลเด็กๆในวันที่อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นร้าย

    Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกที่ดูแลเด็กๆในวันที่อากาศเต็มไปด้วยฝุ่นร้าย สถานศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างสังคม เด็กน้อยคนหนึ่งจะเติบโตมาได้ ไม่ได้มีเพียงครอบครัวเท่านั้นที่ช่วยดูแล ช่วงเวลากว่าหนึ่งในสี่ของวันถูกเทไปที่โรงเรียนซึ่งรายล้อมไปด้วยเพื่อนๆและคุณครู ด้วยเหตุนี้โรงเรียนจึงกลายเป็นอาคารหลังสำคัญที่ต้องคอยดูแลเด็กๆไปควบคู่กับหลักสูตรการเรียนการสอน Pitisuksa School Montessori Chiangrai โรงเรียนทางเลือกเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้จากธรรมชาติเป็นผลงานการออกแบบโดย 1922ARCHITECTS ซึ่งคุณนุ๊ก ทรงธรรม ศรีนัครินทร์ สถาปนิกผู้รับผิดชอบโครงการเองก็ส่งลูกของเขามาเรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน สำหรับท่านใดที่ยังไม่เคยได้ยินการเรียนการสอนแบบ Montessori เราขอขยายความให้ฟังแบบสั้นๆกันสักหน่อยว่าเป็นการเรียนการสอนที่เน้นเรื่องการจัดสภาพแวดล้อมให้กับนักเรียนโดยมุ่งเน้นให้เรียนรู้จากธรรมชาติเป็นหลัก และเป็นการเรียนคละกันให้รุ่นน้องได้เรียนรู้จากรุ่นพี่ และให้รุ่นพี่ฝึกเป็นผู้นำจากการดูแลรุ่นน้อง นอกจากอาคารหลังใหม่ของโรงเรียนจะถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กๆโดยการมีธรรมชาติรายล้อมและบรรยากาศภายในชวนผ่อนคลายคล้ายอยู่บ้านแล้ว อีกหนึ่งจุดเด่นที่คงไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการจัดการกับความยั่งยืนของสถาปัตยกรรมนั่นเอง “จังหวัดเชียงรายเนี่ย นอกจากที่จะมีอากาศที่เย็นสภาพแล้ว ก็ยังมีฝุ่น PM2.5 ด้วย เพราะฉะนั้นตัวอาคารของเราก็จะต้องปรับตัวกับสภาพอากาศที่นี่ให้ เพื่อให้เด็กมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งมันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนที่ดีด้วย เพราะฉะนั้นเราจะออกแบบอาคารให้มันเป็น Hybrid-system ก็คือสามารถอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนมากได้ แล้วก็ในช่วงอากาศที่ดี เราก็สามารถเปิดหมดได้ แล้วก็ช่วงที่มีฝุ่น PM2.5 เราก็สามารถสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับเด็กได้ด้วยนะครับ” คุณนุ๊กเล่าให้เราฟังท่ามกลางบรรยากาศร่มรื่นของสนามหญ้าภายในบริเวณโรงเรียน การจัดวางอาคารให้ทิศทางสัมพันธ์กับแดดและลมเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เด็กๆสามารถเอ็นจอยกับการเรียนรู้ได้ในทุกๆวัน “การที่เราจะยืมพลังงานธรรมชาติมาใช้อย่างถูกต้องเนี่ย เราก็ต้องวาง sizing ให้ถูกด้วย ก็คือด้านทิศใต้หน้าต่างจะเล็กกว่าฝั่งทิศเหนือ เพราะฉะนั้นลมที่เข้าจากหน้าต่างที่เล็กกว่า แล้วก็ทางออกที่ใหญ่กว่าจะทำให้ลมแรงขึ้นโดยที่เราไม่ต้องทำอะไร มันก็เป็นจุดที่ทำไมเราต้องใช้หน้าต่างที่มันเล็ก แล้วอีกอย่างนึงก็คือว่าด้านทิศใต้เนี่ยแดดมันจะอ้อมทางทิศใต้ เพราะฉะนั้นการเปิดช่องเปิดเยอะเกินมันก็ทำให้มันร้อน…

  • Thingamajiggy Coffee Roaster ร้านกาแฟขนาด 3×7 ที่เกิดขึ้นตามรอยภูมิปัญญาแห่งการสร้างยุ้งข้าว

    Thingamajiggy Coffee Roaster ร้านกาแฟขนาด 3×7 ที่เกิดขึ้นตามรอยภูมิปัญญาแห่งการสร้างยุ้งข้าว

    Thingamajiggy Coffee Roaster ร้านกาแฟขนาด 3×7 ที่เกิดขึ้นตามรอยภูมิปัญญาแห่งการสร้างยุ้งข้าว เพียงได้ปราดมองไปเห็นสถาปัตยกรรมจากไม้หลังน้อยๆที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของทุ่งนา ความรู้สึกอบอุ่นหัวใจก็น่าจะเกิดขึ้นกับใครหลายคนไม่ต่างจากที่เกิดขึ้นกับเรา Thingamajiggy Coffee Roaster เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่ตั้งอยู่ ณ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกสายภาคเหนืออันโด่งดังอย่าง Yangnar Studio นั่นเอง คุณเท่ง เดโชพล รัตนสัจธรรม หนึ่งใน co-founder ของสตูดิโอเริ่มเล่าเรื่องราวของโปรเจ็คต์ให้เราฟังเป็นการเปิดบทสนทนา “เราได้รับโจทย์มาให้ออกแบบร้านกาแฟ โดยที่เจ้าของก็มีความชื่นชอบผลงานยางนาที่ได้ออกสื่อที่ผ่านๆมา ก็เป็นโอกาสดีครับที่ได้ไปออกแบบให้ทางเจ้าของ ทีนี้มันมีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่ เราก็นำเอาจุดด้อยตรงนั้น พยายามพลิกและกลับมัน ให้มันเกิดเป็นจุดเด่นขึ้นมา” คำว่า ‘ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่’ ของคุณเท่งในที่นี้ถือว่าเป็นข้อจำกัดที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนผ่านตัวเลข 3×7 ซึ่งเป็นความกว้างความยาวของตัวอาคารหลัก ทว่าเมื่อไล่สายตามองไปข้างๆกัน พื้นที่เอ้าท์ดอร์ที่คั่นกลางระหว่างอาคารทั้งสองหลังซึ่งเกิดขึ้นจากโครงสร้างไม้ไผ่ก็ช่วยสร้างความรู้สึกโล่งโปร่งขึ้นมาทดแทนให้แก่ผู้ใช้งานได้ “เรานำเอาภูมิปัญญาของหลองข้าวหรือว่ายุ้งข้าวทางเหนือตอนบนมาปรับประยุกต์ใช้ ให้เกิดฟังก์ชั่นที่มันเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นที่เก็บข้าวก็ปรับมาเป็นอาคารที่รองรับการใช้งานที่มันหลากหลายมากขึ้น” คุณเท่งขยายความให้เราฟังเช่นนั้น การใช้ภาษาสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาเป็นตัวกลางการสื่อสารหลักนั้นได้กลายเป็นข้ออธิบายอย่างดีเยี่ยมว่าเหตุใด Thingamajiggy Coffee Roaster จึงสามารถกลมกลืนกับบริบทโดยรอบได้มากถึงเพียงนี้ ศาลาจากโครงสร้างไม้ไผ่ที่ทางสตูดิโอนิยามว่าเป็นพื้นที่ ‘in-between’ นั้นก็มีความน่าสนใจไม่แพ้ตัวอาคาร และเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากสถาปนิกและโอนเนอร์ว่าเหมาะสม ทีมดีไซเนอร์คำนึงถึงคุณสมบัติที่แท้จริงของวัสดุและออกแบบลักษณะโครงสร้างที่ไม่ซับซ้อนนักโดยยึดไม้ไผ่แต่ละต้นเข้าด้วยกันด้วยเชือกซึ่งเป็นเทคนิคตามภูมิปัญญาท้องถิ่น แม้ไม่สามารถใช้บังแดดบังลมในช่วงเวลาที่สภาพอากาศอยู่ในสถานะสุดโต่งได้ แต่ศาลาไม้ไผ่แห่งนี้ก็สามารถช่วยสร้างร่มเงาให้ผู้ใช้งานที่มานั่งดื่มด่ำกับกาแฟหอมๆในบางช่วงเวลาได้เป็นอย่างดี…

  • แทรกตัวในย่านเก่า ตามแบบฉบับ House KJ

    แทรกตัวในย่านเก่า ตามแบบฉบับ House KJ

    แทรกตัวในย่านเก่า ตามแบบฉบับ House KJ ลองนึกถึงวิถีชีวิตที่ต้องอยู่กับบ้านแนวยาวซึ่งมีความกว้างเพียง 1.8 เมตร เชื่อได้เลยว่าเมื่อเห็นตัวเลขแล้วหลายคนคงจินตนาการถึงความอึดอัดคับแคบขึ้นมาเป็นสิ่งแรก แต่ก่อนจะด่วนตัดสินกันไปแบบนั้น เราอยากให้ลองมาดูวิธีที่ 1-1 Architects บริษัทสถาปนิกสัญชาติญี่ปุ่นเขาจัดกันกับโปรเจ็คต์ House KJ แห่งเมืองเอฮิเมะกันเสียก่อน ลักษณะที่ดินที่ดูบิดเบี้ยวแปลกตาคือปัจจัยส่วนสำคัญที่ทำให้รูปร่างของตัวบ้านออกมาเป็นอาคารลีบๆหลังหนึ่งที่มีความยาวเกือบ 25 เมตรแต่มีความกว้างเฉลี่ยเพียงไม่ถึง 2 เมตรเท่านั้น คำนิยามแปลกๆที่ทางสตูดิโอมอบให้ไซต์ผืนนี้ก็คือ “เสาธงที่บิดเบี้ยว” ซึ่งหากลองพิจารณากันจากภาพมุมสูงแล้ว สายตาหลายคู่คงเห็นพ้องต้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่ามันดูเหมือนเสาธงที่บิดเบี้ยวจริงๆด้วย เนื่องจากถูกรายล้อมไปด้วยบ้านเรือนหลังต่างๆที่จับจองพื้นที่มาก่อนและถนนเอียงๆสายเก่าที่ทอดยาวอยู่ตรงนั้นมานานแล้ว ทำให้ที่ดินพล็อตนี้มีความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านรอบข้างแบบน่าฉงนในหลายแง่มุม จนในที่สุดทางผู้ออกแบบจึงตัดสินใจที่จะวางแกนหลักอาคารจากบริเวณ “เสาธง” ให้ยาวไปจนถึงเกือบสุดปลายอีกฝั่ง และจัดการให้แต่ละช่วงตอนของบ้านนั้นมีช่องเปิดหรือผนังปิดทึบในตำแหน่งที่สอดรับกับเพื่อนบ้านแต่ละหลังอย่างเฉพาะเจาะจง เกิดเป็นความสัมพันธ์ระหว่างภายนอกและภายในแบบที่ไม่ค่อยได้เห็นในโปรเจ็คต์ไหนขึ้นอย่างน่าตื่นตา แม้โดยภาพรวมแล้วอาคารจะดูบางเฉียบ ทว่าเพื่อการอยู่อาศัยที่สะดวกสบายและเป็นสัดส่วน สถาปนิกได้ทำการแต่งเสริมความกว้างให้บางส่วนของบ้านขึ้นมาให้เกิดเป็นสเปซที่เหมาะสมแก่การใช้งานสำหรับแต่ละโปรแกรมมากขึ้น เช่นบริเวณ living space ห้องครัว หรือห้องนอนตามที่เราสามารถเห็นได้จากแปลนนั่นเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจที่สุดสำหรับบ้านหลังนี้คือ แทนที่จะใช้ผนังหนาทึบแบ่งกั้นสัดส่วนกันอย่างที่ได้รับความนิยมโดยสากลโลก แต่ทั้งอาคารนั้นกลับดูเหมือนจะเชื่อมกันเป็นห้องเดียว ปัจจัยที่ช่วยแบ่งสัดส่วนนั้นหาใช้ผนังไม่ ทว่าเป็นการเล่นระดับพื้นอย่างวาไรตี้ต่างหาก แม้รูปร่างของบ้านหลังนี้จะดูไม่ค่อยเป็นที่คุ้นตา แต่น่าแปลกที่เรามองเห็นความอบอุ่นของครอบครัวที่อาศัยอยู่ภายในได้อย่างชัดเจนทีเดียว และถ้าหากลองเทียบเคียงกับบริบทในประเทศไทยซึ่งเต็มไปด้วยที่ดินหน้าตาประหลาดมากมายแล้ว เราคิดว่าแนวคิดการออกแบบที่ 1-1 Architects สร้างขึ้นเพื่อ House KJ นั้นน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆสำหรับการดีลกับคาแรกเตอร์ที่ดินทุกรูปแบบ…

  • Jiunvfeng Study on Mount Tai: Pavilion ปุยเมฆบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์

    Jiunvfeng Study on Mount Tai: Pavilion ปุยเมฆบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์

    Jiunvfeng Study on Mount Tai Pavilion ปุยเมฆบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ ณ ยอดเขาไท่ซาน หนึ่งในห้าภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์แดนมังกรแห่งเมืองไท่อัน สถาปัตยกรรมรูปลักษณ์ประหลาดตาทว่าชวนมองแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนนั้น สีสันและรูปทรงของตัวอาคารให้อารมณ์กลมกลืนกับเหล่าปุยเมฆสีขาวที่โอบล้อมภูเขาสูงชันเหล่านี้ไว้เป็นอย่างดี “ก้อนเมฆล่องลอยบนภูเขา” คือภาพที่ line+ สถาปนิกผู้ออกแบบอาคารบนโลเคชั่นสุดหินหลังนี้วาดไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มการออกแบบ ซึ่งจากการมองด้วยสายตาแล้วนั้น เราเองก็คิดว่าพวกเขาผลลัพธ์สุดท้ายที่ได้ออกมาถือว่าตรงตามโจทย์ที่พวกเขาตั้งไว้ให้ตัวเองอยู่มากทีเดียว Jiunvfeng Study เป็นสถาปัตยกรรมสำหรับการศึกษาเรียนรู้ที่เต็มไปด้วยหนังสือและพื้นที่ซึ่งเหมาะแก่การใช้สมาธิ แม้จะชวนให้เรารู้สึกประหลาดใจอยู่สักหน่อยว่าเหตุใดสถานที่ซึ่งมีประโยชน์ใช้สอยเช่นนี้ถึงมาตั้งอยู่เสียสูงเสียดฟ้า แต่เมื่อลองได้นึกดูดีๆแล้ว การได้นั่งจดจ่อกับเนื้อหาความรู้ท่ามกลางเมฆขาวคงส่งเสริมให้สมองพร้อมรับสิ่งใหม่ได้เต็มที่ หากมองจากทางด้านล่างของภูเขาแล้วนั้น เราสามารถมองเห็นตัวอาคารได้รอบทิศระหว่างนั่งรถไต่ขึ้นตามถนนที่ทอดตัววนเวียนอยู่รอบภูเขา สถาปนิกอธิบายงานของเขาไว้ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็นสามเลเยอร์จากบนลงล่าง ได้แก่ส่วนหลังคาที่มีลักษณะโครงสร้างแบบเมมเบรนสีขาวสะอาดตา ส่วนผนังกระจกใสเกือบรอบตัวอาคาร และส่วนฐานหนักๆที่ก่อขึ้นจากเศษหินเศษปูนนั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถสื่อสารคีย์เวิร์ดคำว่า “ล่องลอย” “สว่างไสว” และ “ทะลุปรุโปร่ง” ผ่านงานดีไซน์ออกมาได้อย่างชัดเจน แม้รูปทรงของตัวอาคารนั้นไม่มีอะไรซับซ้อน เป็นเพียงอาคารแนวยาวไร้ซอกหลืบลึกลับ ทว่าความโค้งมนที่เป็นภาษาหลักก็ทำให้ความเรียบง่ายกลับโดดเด่นขึ้นมา ไม่เพียงแต่ให้ความรู้สึกถึงความนุ่มนวลและเรียบเนียน ลักษณะแปลนอาคารที่ยื่นออกจากยอดเขาทั้งสองข้างยิ่งทำให้คำว่าล่องลอยฟังดูชัดเจนยิ่งขึ้น corridor ที่บีบตัวแคบตรงกลางเพื่อเชื่อมต่อระหว่างสเปซกว้างขวางจากบริเวณสุดทางทั้งสองฝั่ง สร้างความสมดุลระหว่างความ static และ ความ dynamic ให้สเปซขึ้นอย่างสวยงาม ความนุ่มนวลของปุยเมฆและความแข็งแกร่งแห่งหินผาถูกสถาปนิกรังสรรค์ให้กลายเป็นสองสิ่งที่เข้ากันเป็นอย่างดี ดีไซน์ที่ถูกไตร่ตรองมาอย่างถี่ถ้วนส่งเสริมให้ธรรมชาติยิ่งใหญ่และสิ่งปลูกสร้างอันถ่อมตัวแห่งนี้กลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จนในที่สุดก็เกิดเป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้เหนือยอดไม้ให้ผู้ใช้งานได้เข้ามาทดลองจดจ่ออยู่กับสมาธิของตัวเองในรูปแบบที่ยากจะหาได้จากที่ใดในโลก Project Name: Jiunvfeng…

  • ดื่มด่ำกับเท็กซ์เจอร์บนผนัง และ fine-dining แบบฉ่ำๆที่ NAVAN NAVAN CNX

    ดื่มด่ำกับเท็กซ์เจอร์บนผนัง และ fine-dining แบบฉ่ำๆที่ NAVAN NAVAN CNX

    ดื่มด่ำกับเท็กซ์เจอร์บนผนัง และ fine-dining แบบฉ่ำๆที่ NAVAN NAVAN CNX ลักษณะอันดุดัน กำยำ และแข็งแรงของ “เชฟแวน” ผู้เป็นโอนเนอร์แห่ง NAVAN NAVAN CNX ร้านอาหาร fine-dining ณ อำเภอแม่ริม น่าจะทำให้ภาพคอนเซ็ปต์ของร้านถูกวาดขึ้นอย่างเป็นรูปเป็นร่างในจินตนาการของสถาปนิกได้ภายในเวลาเพียงไม่นาน Godmother Studio ผู้สร้างสรรค์อาคารหลังนี้ขึ้นมานั้น เลือกที่จะเกาะคอนเซ็ปต์ของพวกเขาไว้กับคำว่า “ถ้ำ” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของเชฟแวนอย่างที่กล่าวไปเมื่อข้างต้นนั่นเอง นอกจากนี้ ความโดดเด่นในแง่ Creativity ของอาหารทุกๆจานที่เชฟแวนเสิร์ฟ ก็ยิ่งส่งเสริมให้การสร้างสถานที่ซึ่งมีกลิ่นอายแห่งความลึกลับนั้นดูสมเหตุสมผลมากขึ้นอีกโข มองจากภายนอก กำแพงล้อมกรอบที่ดูคล้ายคอนกรีตหนาทึบสร้างความอยากรู้อยากเห็นให้เราเป็นสิ่งแรก เมื่อได้มาสัมผัสกับสไตล์กึ่ง Brutalism แล้ว ความตื่นตาตื่นใจที่เกิดกับเราก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีกระดับ โดยสำหรับวัสดุที่ถูกเลือกใช้ในงาน exterior นั้นได้รับการอธิบายจากสถาปนิกไว้ดังนี้ “เราตั้งใจที่จะใช้วัสดุจริงทั้งหมด เพื่อที่จะเป็นการโชว์สัจจะวัสดุโดยไม่ต้องมีการตกแต่งเพิ่มเติม ภายนอกเป็นงานก่ออิฐฉาบปูนแล้วก็ใช้วิธีการทำผิวแบบโบราณที่เรียกว่า ‘การสลัดดอกปาดเรียบ’ ซึ่งจะทำให้ผนังมี Texture ขึ้นมา” บรรยากาศของทั้งร้านได้รับการเชื่อมต่อคอนเซ็ปต์จากภายนอกสู่ภายใน ประตูกลางฟาซาดสูงตระหง่านทางด้านหน้าทำให้ผู้มาเยี่ยมเยือนรับรู้ได้ทันทีว่าฝั่งนี้คือทางเข้า และเมื่อเดินเข้ามาถึงภายใน สิ่งแรกที่ user จะได้พบเจอนั้นยังไม่ใช่พื้นที่รับประทานอาหารแต่อย่างใด ก่อนจะเดินเข้าไปถึงส่วนในได้นั้น circulation…

  • Sirivit Residence เรือนหอบน Penthouse ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ Built-in จัดการกับสเปซ

    Sirivit Residence เรือนหอบน Penthouse ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ Built-in จัดการกับสเปซ

    Sirivit Residence เรือนหอบน Penthouse ที่ใช้เฟอร์นิเจอร์ Build-in จัดการกับสเปซ Sirivit Residence เป็นที่พักอาศัยกลางกรุงฯอีกแห่งหนึ่งที่ถูกรีโนเวทขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานของคู่รักหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มต้นชีวิตครอบครัว แต่ที่ดูจะแตกต่างออกไปจากคู่อื่นๆที่เราเคยเขียนถึงมาอยู่สักหน่อยก็คือแท้จริงแล้วเรือนหอหลังนี้มีที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของคอนโดมิเนียมย่านอโศก หรือหากเรียกให้เข้าใจกันง่ายขึ้นก็คือ Penthouse นั่นเอง ด้วยความพิเศษของสถานที่ข้อนี้ ทำให้เรารู้สึกสนใจและอยากลองหยิบยกเอาเรื่องราวระหว่างเส้นทางการออกแบบมาเล่าให้ฟังดูสักที mArchten สถาปนิกผู้รับหน้าที่จำแลง Penthouse ยูนิตนี้ให้กลายเป็นเรือนหอแสนอบอุ่นบอกกับเราว่าโจทย์สำคัญที่พวกเขาได้รับมา คุณวีและคุณแพร สองโอนเนอร์ของโครงการนั้นก็คือพวกเขาต้องการให้มีการเพิ่มพื้นที่เก็บของเป็นหลักใหญ่ แม้ว่า Penthouse แห่งนี้จะมีขนาดกว้างขวางถึง 350 ตร.ม.แล้วก็ตาม และในขณะเดียวกัน ภาษาการออกแบบดั้งเดิมอันเรียบง่ายและโปร่งสบายก็เป็นกลิ่นอายที่ทั้งคู่ยังคงต้องการเก็บรักษาไว้เช่นกัน ..ซึ่งคำตอบของโจทย์ที่เราได้ฟังจาก mArchten นั้นก็ง่ายดายเหนือความคาดหมายของเราอยู่มากทีเดียว.. ..Built-in Furniture นั่นเองที่จะช่วยเยียวยาทุกสิ่ง.. ข้อดีของ Built-in Furniture นั้นมีมากมายแต่มักถูกมองข้ามไปเพราะความเรียบง่ายของคอนเซ็ปต์การใช้งาน แน่นอนว่าความคิดการปรับเปลี่ยนการกั้นห้องหับใหม่เพื่อสร้างพื้นที่เก็บของนั้นใช่ว่าจะไม่ผุดขึ้นมาในระบบเลยเสียทีเดียว ทว่าด้วยการพิจารณาของผู้ออกแบบแล้ว อย่างไรข้อดีของ Built-in Furniture ก็มีมากมายกว่าเห็นๆในกรณีนี้ ประเด็นสำคัญข้อหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเราคือ Built-in Furniture ที่เราจะได้เห็นบน Penthouse แห่งนี้สามารถเปลี่ยนแปลงฟังก์ชั่นไปตามกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นจากผู้ใช้งานได้อย่างไม่ซับซ้อน ตัวอย่างแรกที่อยากจะชี้ให้เห็นคือบริเวณห้องรับแขกซึ่งใช้สเปซร่วมกันกับครัวและส่วนรับประทานอาหาร ด้วยหน้าต่างใสที่เรียงตัวเป็นแนวยาว พร้อมให้สองหนุ่มสาวได้ชมวิวย่านอโศกอย่างถนัดตา ทำให้…

  • Roots แปลความแนวคิดจากดิน แดด และพืชพรรณ จนกลายเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกแก่นแท้ของตัวตน

    Roots แปลความแนวคิดจากดิน แดด และพืชพรรณ จนกลายเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกแก่นแท้ของตัวตน

    ROOTS แปลความแนวคิดจากดิน แดด และพืชพรรณ จนกลายเป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่บ่งบอกแก่นแท้ของตัวตน Rootsสาขาราชเทวี ร้านกาแฟชื่อดังสาขาใหม่ กับการออกแบบที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ ผ่านการตีความจากภาพจำและการหยิบยกเอาองค์ประกอบของสีสัน จาก DIN studio การออกแบบบรรยากาศของพื้นที่ภายในร้านด้วยความเรียบง่าย และแฝงไปด้วยดีเทล สามารถมอบแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ใช้งานได้ราวกับนั่งอยู่ในพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะ การออกแบบบรรยากาศพื้นที่ภายในร้าน ที่มาจากสีสัน และภาพจำของ Roots  คุณพิณ ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบได้เล่าให้เราฟังว่า  “ จุดเริ่มต้นของการออกแบบ ทางทีมได้มีการค้นคว้าข้อมูลของทางแบรนด์เพื่อทำความเข้าใจคาแรคเตอร์ และตัวตนของแบรนด์ผ่านองค์ประกอบของสีสัน ที่แสดงอยู่ภายในร้าน และสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ของทางแบรนด์ ซึ่งทำให้พบสี 3 สีที่เป็น Primary Color Palette ของทางแบรนด์ อย่างสีน้ำตาลที่สื่อความหมายมาจากดิน สีเหลืองที่สื่อความหมายมาจากพระอาทิตย์ และสีเขียวที่มาจากใบไม้  ”   ทางทีมผู้ออกแบบจึงได้ลองเอาสี 3 สีหลักนั้นมาจัดเรียง และตีความใหม่ผ่านการแปลความลำดับขั้นตอนของวัฏจักรของการเติบโตของต้นไม้ เริ่มจากรากที่เกิดในดิน เติบโตโผล่พ้นขึ้นมาแตกกิ่งใบ ตามด้วยแสงอาทิตย์ที่ตกกระทบจนทำให้ต้นไม้ต้นนี้สามารถงอกงาม  เมื่อเข้ามาสู่พื้นที่ภายในของตัวร้านจะพบเข้ากับบรรยากาศที่รู้สึกสงบ แต่แฝงไปด้วยแรงบันดาลใจจากองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมที่เปรียบเสมือนกับงานศิลปะ ก่อนที่จะพบกับบาร์ และกลุ่มที่นั่ง  สะท้อนตัวตนของแบรนด์ด้วยวัสดุที่เลือกใช้  หากลองสังเกตที่ Logo และ…