OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM
info@sitename.com | 987654321
การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์


จะเป็นอย่างไรถ้าสถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง Responsive Architecture Responsive Architecture สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ที่มาของโครงการ : วิทยานิพนธ์นี้เริ่มจากการตั้งคำถามถึงกายภาพของสถาปัตยกรรมที่เมื่อระยะเวลาการใช้งานผ่านไป ปัจจัยต่างๆที่ช่วยกำหนดกายภาพของสถาปัตยกรรมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้กายภาพที่เคยตอบสนองปัจจัยเหล่านั้นกลับกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ทั้งในด้านของการใช้งาน และด้านสภาพแวดล้อม ทำให้สถาปัตยกรรมไม่สามารถตอบสนองปัจจัย หรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้ การคลี่คลายแนวคิด : เพื่อทำลายข้อจำกัดทางกายภาพที่หยุดนิ่ง ผู้ศึกษาจึงได้เริ่มทำการศึกษากลไกของเครื่องมือที่ทำให้สถาปัตยกรรมมีกายภาพที่มีความ kinetic หรือสามารถเคลื่อนไหว ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ โดยผู้ศึกษาได้ใช้หลักการของ scisoors frame ที่สามารถขยายความยาวได้มาเป็นแกนหลักในการขยับของเครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือสามารถขยับในแนวดิ่งที่ระยะต่างๆได้ โดยหลังจากที่ได้ทำการศึกษาศักยภาพของเครื่องมือพบว่าเครื่องมือที่ได้พัฒนามานั้นสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในปริมาตรคงที่ แนวคิดในการออกแบบ : ผู้ศึกษาได้นำศักยภาพของเครื่องมือที่ได้กล่าวไปที่สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานในปริมาตรคงที่มาช่วยแก้ปัญหาในประเด็น “ความขัดแย้งระหว่างพื้นที่สีเขียวนันทนาการ และพื้นที่เศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการพูดถึงปัญหาระหว่างสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการต่อพื้นที่เศรษฐกิจภายในเขตเมืองอ้างอิงจากบทความในวารสารสุทธิปริทัศน์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ปุณยนุช รุธิรโก (2556, น.55) โดยใช้การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เอื้อให้เกิดทั้งโปรแกรมของพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเวลาเดียวกัน อธิบายโครงการ : ที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ระหว่าง Central Chidlom และ Central Embassy ซึ่งเป็นที่ที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียวนันทนาการมากที่สุด และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยในส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการผู้ศึกษาได้กำหนดให้มีขนาดพื้นที่เพียงพอที่จะช่วยเพิ่มสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวของ Central Embassy ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน EIA และในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Central Embassy…

ความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรมมานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ Architecture of Humanism I Respect for human dignityมานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในอดีตจวบปัจจุบันมนุษย์มีสิ่งที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่นผ่านความเชื่อๆหนึ่ง ขนาดของความเชื่อมีแบบแผนมากขึ้น ความศรัทธาผูกโยงกาลเวลาจนกลายมาเป็นศาสนา สถาปัตยกรรมมีบทบาทในการใช้เป็นพื้นที่เพื่อรองรับพิธีกรรม หรือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นของผู้คน แสดงออกถึงการเคารพในความเชื่อและสักการะศาสดาหรือคำสอนของศาสนานั้นๆที่ซึ่งมนุษย์รับรู้โดยทั่วกันในชื่อว่า ศาสนสถาน และจะเป็นอย่างไรหากสถาปัตยกรรมนั้นจะแสดงออกถึงการเคารพในความเป็นมนุษย์ ที่มีรากฐานปรัชญาความคิดแบบ มนุษยนิยม – มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะ (เคารพ) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง (อย่างนั้นหรือ ?) คำกล่าวข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านไม่พึงพอใจ แต่เรากำลังจะพาย้อนกลับไปยังยุคหนึ่ง สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือที่เรียกอย่างติดปากกันว่ายุคเรเนสซองส์ ( Renaissance ) อย่างที่ทราบกันดีว่าในยุคนี้เกิดพลวัตต่างๆมากมายที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ ปรัชญา การค้นพบในด้านวิทยาศาสตร์เองก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อความเชื่อทางศาสนาเช่นเดียวกัน มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งค้นพบว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล นั่นเป็นจุดที่เสทือนต่อความเชื่อของศาสนจักรอย่างรุนแรง มนุษย์เริ่มรับรู้โดยทั่วกันว่าตนเองก็สามารถสร้างความจริงได้ จากการพิสูจน์และเรียนรู้ ผู้คนเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์ ภาพวาดหรือประติมากรรมมากมายในยุคเรเนสซองส์จึงมักมีการเน้นกายวิภาคของบุคคลหรือเทพเจ้า ให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับมนุษย์ องค์ความรู้ต่างๆส่งผลให้เรเนสซองส์ถูกขนานนามว่าเป็นยุคเรืองปัญญา (…

คุณสมบัติของของไหลทางธรรมชาตินั้นสามารถพบได้ในของเหลว แก๊ส หรือสารแขวนลอยต่างๆที่มีเม็ดอนุภาคกระจายอยู่ในตัวกลางที่มีระบบการเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องและคล่องตัว…

จากความสำคัญของสถาปัตยกรรมรูปแบบวัด ที่เป็นเสมือนศูนย์รวมของทุกกิจกรรมในสังคมมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันกลับเหลือแต่เพียงพื้นที่สำหรับกิจกรรมทางศาสนา ซึ่งทั้งเวลา

การใช้งานพื้นที่สาธารณะในเมืองของผู้คนในแต่ละซีกโลกนั้นล้วนแตกต่างกันไปตามสภาพอากาศ ในเมืองหนาวแสงแดดและความร้อนเป็นสิ่งพิเศษที่สร้างความสุขและความอบอุ่น

“สถาปัตยกรรมช่วยชี้นำให้ความรู้สึกนึกคิดของคนให้เปลี่ยนแปลงไปได้มากน้อยเพียงใด” คือสิ่งที่สถาปนิกทุกคนต้องการหาคำตอบ เช่นเดียวกับโครงการโรงเรียนต้นแบบ ณ อำเภอฝาง เชียงใหม่ แห่งนี้ ที่เป็นผลงานการศึกษาและออกแบบของ ปพิชญา ลิ้มทะวงศ์ จากรั้วสถาปัตย์ เชียงใหม่ ที่อยากเห็นความเท่าเทียมเกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะแวดวงการศึกษา เพื่อความยั่งยืนผ่านการออกแบบของเธอ โรงเรียนต้นแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อำเภอฝาง Fang’s Education Equality Best Practice School

ศูนย์พึ่งพิงทางใจย่านกลางเมือง Place for Healing Life in the City สังคมไทยนั้นผูกพันกับพุทธศาสนามาเป็นเวลานาน จนกระทั่ง พุทธศาสนาเข้ามาอยู่ในทุกๆบริบทของชีวิต

เคยคิดไหมว่า ทำไมการเช็งเม้งถึงต้องถูกยึดติดด้วยรูปแบบเดิมมาเป็นสิบเป็นร้อยปี อากาศร้อนและความไม่เหมาะสมบางอย่าง