OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM
info@sitename.com | 987654321
การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์


WIND Clinic คลินิกเสริมความงามที่สร้างสรรค์หน้าตาอาคารให้สวยใสด้วย ‘บล็อกแก้ว’ ความสวยใสของคนเราอาจจะหมายถึง ขาวอมชมพู ไร้ริ้วรอย หรือยังดูหน้าอ่อนกว่าวัยอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับแต่ละคนว่าจะตีความหมายออกมาอย่างไร แต่ถ้าให้พูดถึงความสวยใสของอาคาร คงจะหมายถึงความโปร่งใสที่เป็นพระเอกสำคัญของอาคารอย่างแน่นอน แต่ด้วยแสงแดดที่ให้ความร้อนตลอดทั้งปีของประเทศไทย สถาปนิกจึงต้องเลือกวัสดุโปร่งใสที่สามารถกรองความร้อนจากแสงแดดให้เข้ามาภายในอาคารได้อย่างพอดิบพอดี เช่นเดียวกับ WIND Clinic คลินิกเสริมความงาม ที่สถาปนิกผู้ออกแบบอย่างคุณ สิทธิพล โกมลเวชกุล จากสุธีสถาปนิก เลือกที่จะใช้บล็อกแก้วใสให้เป็นฟาซาดขนาดใหญ่รอบอาคาร แถมยังหันหน้าออกไปสู่ทางทิศตะวันตกอีกด้วย อะไรที่ทำให้สถาปนิกเลือกที่จะออกแบบคลินิกให้สวยใสแต่ไม่กลัวแสงแดดเช่นนี้ไปดูกัน จุดเด่นอยู่ใจกลางเมือง บนพื้นที่กว่า 1,200 ตารางเมตร ตั้งอยู่กลางสี่แยกของตัวเมืองอุบลราชธานี พื้นที่หันออกไปสู่ด้านทิศตะวันตกโดยรอบลายล้อมไปด้วยอาคารสำนักงาน อาคารพาณิชยกรรม บ้านเรือนต่าง ๆ จากศักยภาพของพื้นที่มักจะมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอยู่ตลอดเวลา แต่มีข้อจำกัดอยู่ตรงที่แสงแดดในช่วงบ่ายจะให้ความร้อนเป็นอย่างมาก ทางเจ้าของที่ต้องการจะก่อตั้งคลินิกเสริมความงาม WIND Clinic ในพื้นที่ตรงนี้ จึงอยากให้ตัวอาคารมีดีไซน์ที่โดดเด่น หรูหรา สวยงาม ผสมผสานเข้าธรรมชาตติ อย่างต้นไม้ และแสงแดด แต่ไม่ต้องการความร้อนให้เข้ามาในอาคาร ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันกับการให้บริการของสถาบันที่เน้นการปรับรูปหน้าให้สวยงามเป็นธรรมชาติ ฟังก์ชันภายในออกแบบเสมือนกับโรงแรมหรู ผู้ออกแบบ คุณ สิทธิพล โกมลเวชกุล จากสุธีสถาปนิก เลือกที่จะออกแบบพื้นที่ชั้น Ground…

Tamni Hostel ต่อชีวิตห้องแถวเก่า กับความเชื่อในความงามที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ ของเก่าที่มี ‘ตำหนิ’ แม้คำนี้จะดูมีความหมายด้านลบ แต่หากมองให้ลึกลงไป เราเห็นเสน่ห์ของสิ่งเก่าที่แฝงเรื่องราวเอาไว้ได้อย่างแยบยล และบางครั้ง ‘ตำหนิ’ ก็เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนถึงความทรงจำ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ อาคาร หรือวัตถุให้อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความหมาย นอกจากนั้น ‘ตำหนิ’ ยังเป็นคำที่ ธัญ สิงหเสนี เลือกมาใช้ตั้งชื่อ Tamni Hostel เพราะเชื่อในความสวยงามที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ วันนี้เราได้โอกาสแวะเวียนมาย่านหัวลำโพง จึงชวนทั้งคุณธัญ (เจ้าของ) และ ทอม-พหลไชย เปรมใจ สถาปนิกจาก PO-D Architects มาพูดคุยถึงบทบาทการต่อชีวิตห้องแถวเก่าที่ทรุดโทรมให้กลับมามีตัวตนโดยไม่ละเลยบริบทที่มีอยู่เดิม ความหมายและคุณค่าของสิ่งเก่า “คุณค่าของซอยเดิม บริบทเดิม แน่นอนว่ามันมีอยู่แล้ว และเราก็ไม่ได้ตั้งใจทำมาเพื่อขายไป เราตั้งใจจะอยู่ยาว ซึ่งของเก่าที่เราเห็นมันค่อนข้างโทรมมาก คนที่อยู่เก่าเขาซอยห้องด้วยโครงสร้างไม้อัด ห้องนึงขนาดแค่ 6 ตารางเมตรเอง ความตั้งใจแรก เราเลยอยากให้อาคารมันกลับมามีสภาพที่ทำให้ซอยนี้มีชีวิตกลับมาอีกครั้งในทางที่ดีขึ้น” คุณทอมเล่า “ธัญเอง เขาก็อยากให้มันเปลี่ยนไปโดยไม่ลืมว่าที่นี่เคยเป็นตึกแถวในย่านหัวลำโพง ไม่ใช่ทำใหม่แล้วเอาความเป็นเมืองอย่างอื่นมาใส่ สุดท้ายรวมๆ เราเลยไม่อยากทำให้ที่นี่ดูแปลกแยก ความเป็นห้องแถวต้องเหลืออยู่ ชาวบ้านรอบๆ…

เมื่อสถาปัตยกรรมยุค 1970 อย่าง Nakagin Capsule Tower กำลังจะถูก ‘รื้อถอน’ เป็นที่น่าใจหายทุกครั้งเมื่อสถาปัตยกรรมยุคเก่าแก่จะต้องถูกทุบทิ้ง และปล่อยให้เหลือเพียงรูปถ่ายและแบบก่อสร้างของอาคารให้เราได้รำลึกกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสะเท่าไหร่ เพราะความสำคัญของอาคารเหล่านี้ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์การวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมในยุคสมัยนั้นๆ ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าอาคารทุกหลังในยุคสมัยใหม่นี้ต่างก็ต้องได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุคก่อนไม่มากก็น้อย และอาคารเก่าแก่อย่าง Nakagin Capsule Tower ผลงานชิ้นเอกของ Kisho Kurokawa ในย่านกินซะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งอาคารที่มีคุณค่า และกำลังจะโดนทุบทิ้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งเหตุผลนั้นมากจากด้วยตัวอาคารสร้างมานานกว่า 50 ปี ซึ่งทำให้อาคารหลังมีสภาพทรุดโทรม และยากที่จะดำเนินการแก้ไข จากแนวคิดที่จัดแสดงในงาน Expo สู่การออกแบบจริง สถาปนิก Kisho Kurokawa หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม Metabolism ได้จัดแสดง Takara Beautilion ในงาน Expo เมื่อปี 1970 สถาปนิกได้นำเสนอ installation โครงเหล็กสี่เหลี่ยมที่สามารถนำกล่องโมดูลาร์มาต่อขึ้นไปได้เรื่อย ๆ จนสามารถสร้างความฮือฮาให้กับคนในงานได้ไม่น้อย งานนี้จึงเป็นแรงบัลดาลใจให้กับบริษัท Nakagin…

BAAN SAB MUANG บ้านกึ่งสตูดิโอของสถาปนิกเชียงใหม่ ที่น่าสนใจด้วยมุมมองหลอกตา ผ่านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นกลิ่นอายพื้นถิ่น โดยปกติแล้วสถาปนิกมักจะออกแบบบ้านให้กับคนอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นสถาปนิกลงมือออกแบบบ้านให้กับตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยากไม่ใช่น้อย สำหรับการพิจารณาตัวตน และความชื่นชอบ เพราะประสบการณ์ที่มีอยู่มากมาย จึงต้องนำทั้งหมดมาร้อยเรียงแล้วดึงความพึงพอใจของสถาปนิกในแต่ละส่วนมาประกอบกันเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อไลฟ์สไตล์ และความชื่นชอบส่วนตัวลงมาสู่งานออกแบบให้ได้มากที่สุด งานนี้เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาตกผลึกทางความคิดกันพอสมควรสำหรับบ้าน BAAN SAB MUANG ของสถาปนิกคู่สามีภรรยา Studio Sifah จากจังหวัดเชียงใหม่ ที่พยายามสะท้อนตัวตนผสมผสานความเป็นสากล และกลิ่นอายพื้นถิ่น ที่ผ่านการทดลองหลายต่อหลายครั้ง จนออกมาเป็นทั้งบ้านพักอาศัย และออฟฟิศได้อย่างลงตัว พื้นที่ขนาดเล็กแต่ทำให้ดูใหญ่ด้วยมุมมอง ด้วยขนาดพื้นที่ขนาด 70 ตารางเมตร เป็นพื้นที่หัวมุมขนาดเล็กซึ่งเป็นพื้นที่ของคุณแม่ที่มอบให้กับ คุณโน๊ต และคุณฟ้าคู่สามีภรรยา ทั้งคู่จึงมีความต้องการที่จะสร้างบ้านให้เป็นทั้งที่พักอาศัย และออฟฟิศในตัว ซึ่งการออกแบบจึงจำเป็นต้องทำให้บ้านรู้สึกไม่อึดอัด และใช้งานได้สะดวก โดยที่บ้าน และออฟฟิศต้องไม่กระทบการใช้งานซึ่งกันและกัน “พื้นที่ของเรามีขนาดไม่ใหญ่นัก เราจึงใช้วิธีการลวงตาด้วยแนว perspective ให้เกิดมุมมองเห็นที่กว้าง และยืดยาวออกไปจนเป็นอัตลักษณ์ของอาคาร ตั้งแต่ยกพื้นที่แนวราบบางส่วนด้านหน้าของอาคารให้เสมือนเป็นใต้ถุนยกสูง และดึงมุมอาคารในแนวตั้งให้สูงขึ้นจนเกิดเป็นอาคารสี่เหลี่ยมคางหมู รวมไปถึงส่วนที่เป็นสวนแนวเฉียง และบานที่ปลายออก ซึ่งช่วยสร้างมุมมองให้ดูกว้าง และเพิ่มความสดชื่นขึ้นไปถึงชั้นสองของตัวบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นตัวแบ่งพื้นที่ระหว่างทางเข้าบ้าน และออฟฟิศให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน ฟังก์ชั่นแตกต่างแต่ลงตัว…

เราอาจเปรียบบ้านหลังนี้ได้เหมือนกับปิระมิดของ มาสโลว์ เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดของชีวิตถูกเติมเต็ม ความต้องการลำดับถัดๆ มาจึงเป็นเรื่องของจิตใจ