เมื่อสถาปัตยกรรมยุค 1970 อย่าง Nakagin Capsule Tower กำลังจะถูก ‘รื้อถอน’

เมื่อสถาปัตยกรรมยุค 1970 อย่าง Nakagin Capsule Tower กำลังจะถูก ‘รื้อถอน’

เป็นที่น่าใจหายทุกครั้งเมื่อสถาปัตยกรรมยุคเก่าแก่จะต้องถูกทุบทิ้ง และปล่อยให้เหลือเพียงรูปถ่ายและแบบก่อสร้างของอาคารให้เราได้รำลึกกัน แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีสะเท่าไหร่ เพราะความสำคัญของอาคารเหล่านี้ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าได้ อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์การวิวัฒนาการทางสถาปัตยกรรมในยุคสมัยนั้นๆ ด้วย ซึ่งแน่นอนว่าอาคารทุกหลังในยุคสมัยใหม่นี้ต่างก็ต้องได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมยุคก่อนไม่มากก็น้อย

และอาคารเก่าแก่อย่าง Nakagin Capsule Tower ผลงานชิ้นเอกของ Kisho Kurokawa ในย่านกินซะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก็เป็นอีกหนึ่งอาคารที่มีคุณค่า และกำลังจะโดนทุบทิ้งในเร็วๆ นี้ ซึ่งเหตุผลนั้นมากจากด้วยตัวอาคารสร้างมานานกว่า 50 ปี ซึ่งทำให้อาคารหลังมีสภาพทรุดโทรม และยากที่จะดำเนินการแก้ไข

จากแนวคิดที่จัดแสดงในงาน Expo สู่การออกแบบจริง

สถาปนิก Kisho Kurokawa หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม Metabolism ได้จัดแสดง Takara Beautilion ในงาน Expo เมื่อปี 1970 สถาปนิกได้นำเสนอ installation โครงเหล็กสี่เหลี่ยมที่สามารถนำกล่องโมดูลาร์มาต่อขึ้นไปได้เรื่อย ๆ จนสามารถสร้างความฮือฮาให้กับคนในงานได้ไม่น้อย งานนี้จึงเป็นแรงบัลดาลใจให้กับบริษัท Nakagin Co ที่กำลังจะพัฒนาแหล่งที่อยู่อาศัยใหม่ในย่านกินซะ Kisho Kurokawa จึงได้เข้ามาทำหน้าที่ในการออกแบบ Nakagin Tower ซึ่งได้นำไอเดียจากงาน Expo ในคราวนั้นมาใช้เป็นไอเดียในการออกแบบ โดยตัวอาคารแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ส่วนโครงสร้างหลัก ยูนิตห้องพัก และส่วนของงานระบบ ซึ่งสามส่วนนี้สามารถแยกชิ้นส่วนเพื่อซ่อมบำรุงได้

แคปซูลในอาคารแห่งนี้มีทั้งหมด 140 ยูนิต ขนาด 4 x 2.5 x 2.5 เมตร ประกอบแบบไม่สมมาตรเข้ากับช่องชาฟท์ปล่องลิฟต์ และทำหน้าที่เป็นโครงสร้างอาคารทั้ง 2 ฝั่ง ซึ่งฝั่งด้านซ้ายจะสูงที่ 11 ชั้น และด้านขวา สูง 13 ชั้น มีเส้นทางเดินคอนกรีตเชื่อมต่อกันได้ในทุกๆ 3 ชั้น และยังทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของงานระบบด้วย

สถาปนิกออกแบบให้ภายในแคปซูล มีขนาดเท่ากับเสื่อตาตามิ 4 ผืน มีขนาดรวมคือ 3.1 x 2.3 เมตร ภายในแคปซูลประกอบไปด้วย ห้องนอน เตียง ตู้เย็น โต๊ะทำงาน ทีวี เครื่องปรับอากาศ เครื่องฟอกอากาศ และห้องน้ำสำเร็จรูป ด้วยขนาดพื้นที่ที่เล็กภายในจึงต้องติดตั้งไปกับตัวแคปซูล และนำประกอบเข้าด้วยกันเป็น 1 ยูนิต

การซ่อมบำรุงมีค่าใช้จ่ายที่สูง

กว่า 40 ปีมาแล้วที่ตัวอาคารยังไม่เคยได้เกิดการถอดประกอบ หรือนำออกมาดูแลรักษาเลย ที่ถึงแม้จะเป็นอาคารที่ยืนอยู่บนแนวคิดการถอดประกอบในการซ่อมแซม เนื่องจากมูลค่าการซ่อมบำรุงมีราคาที่สูง และสิทธิในการซ่อมนั้นตกไปอยู่ที่ตัวเจ้าของในแต่ละแคปซูลเอง ทำให้การดูแลรักษาทั้งอาคารกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก และไม่ได้รับการดูแลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จนครั้งหนึ่งเคยมีไอเดียการเก็บช่องชาฟท์หลักทั้งสองฝั่งไว้ และทำการซ่อมบำรุงตัวแคปซูลใหม่ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถทำให้คุ้มทุนไปกว่าการสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ได้ จึงทำให้แผนที่กำลังศึกษาหาความเป็นไปได้ในการซ่อมแซมของ Kurokawa เมื่อปี 1988 ต้องยุติลงไป

ในปี 2007 ได้เกิดกระแส “Save Nakagin Capsule Tower”เพราะผู้อยู่อาศัยกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ได้ทำมติให้รื้อถอนอาคารเกิดขึ้น ทางองค์กร Japan Institute of Architects, the Japan Federation of Architect and Building Engineer Associations และ DoCoMoMo Japan และนานาชาติได้สนับสนุน และเก็บอาคารเก่าหลังนี้ไว้เพื่อทำการซ่อมบำรุงอาคารตามแนวคิดของ Kurokawa

แก้ไขด้วยการรื้อถอน

และปัจจุบันนี้ ในหลายๆ ยูนิตถูกทิ้งร้าง โดยที่ไม่มีคนอยู่อาศัย เนื่องจากตัวอาคารประสบปัญหาเกี่ยวกับการงานระบบภายใน เช่นการสึกกร่อนของท่อ และทำให้เกิดน้ำรั่วซึม ผู้อยู่ในแคปซูลบางหลังไม่ต้องการซ่อมบำรุงเพราะมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ค่อนสูง นอกจากนี้ยังมีผู้อาศัยที่กำลังวางแผนรื้อถอนแคปซูลของพวกเขาเพื่อเก็บรักษาไว้ และวางแผนที่จะซ่อมบำรุงบางแคปซูลเพื่อส่งมอบให้กับพิพิธภัณฑ์ต่อไป

ผู้ที่ชื่นชอบอาคารหลังนี้ได้แสดงความเสียใจผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค ถึงการรื้อถอนอาคารแห่งนี้ที่เป็นตัวแทนสถาปัตยกรรมในยุค 1970 ซึ่งในวันที่ 12 เมษายน 2022 ที่จะถึงนี้ก็จะได้ฤกษ์ในการรื้อถอนแล้ว หากใครสนใจสถาปัตยกรรม Nakagin Capsule Tower ในเชิงลึกมากขึ้นก็สามารถเข้าไปอ่านบทความเกี่ยวกับอาคารหลังนี้เต็มๆ ได้ที่ https://bit.ly/3wRBZSR หรือถ้าใครอยากรู้จักสถาปนิก Kisho Kurokawa ให้ยิ่งมากขึ้นก็สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ https://bit.ly/3uAZPQ4

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

BAAN SAB MUANG บ้านกึ่งสตูดิโอของสถาปนิกเชียงใหม่ ที่น่าสนใจด้วยมุมมองหลอกตา ผ่านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นกลิ่นอายพื้นถิ่น

BAAN SAB MUANG
บ้านกึ่งสตูดิโอของสถาปนิกเชียงใหม่
ที่น่าสนใจด้วยมุมมองหลอกตา ผ่านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นกลิ่นอายพื้นถิ่น

โดยปกติแล้วสถาปนิกมักจะออกแบบบ้านให้กับคนอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นสถาปนิกลงมือออกแบบบ้านให้กับตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยากไม่ใช่น้อย สำหรับการพิจารณาตัวตน และความชื่นชอบ เพราะประสบการณ์ที่มีอยู่มากมาย จึงต้องนำทั้งหมดมาร้อยเรียงแล้วดึงความพึงพอใจของสถาปนิกในแต่ละส่วนมาประกอบกันเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อไลฟ์สไตล์ และความชื่นชอบส่วนตัวลงมาสู่งานออกแบบให้ได้มากที่สุด

งานนี้เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาตกผลึกทางความคิดกันพอสมควรสำหรับบ้าน BAAN SAB MUANG ของสถาปนิกคู่สามีภรรยา Studio Sifah จากจังหวัดเชียงใหม่ ที่พยายามสะท้อนตัวตนผสมผสานความเป็นสากล และกลิ่นอายพื้นถิ่น ที่ผ่านการทดลองหลายต่อหลายครั้ง จนออกมาเป็นทั้งบ้านพักอาศัย และออฟฟิศได้อย่างลงตัว

พื้นที่ขนาดเล็กแต่ทำให้ดูใหญ่ด้วยมุมมอง

ด้วยขนาดพื้นที่ขนาด 70 ตารางเมตร เป็นพื้นที่หัวมุมขนาดเล็กซึ่งเป็นพื้นที่ของคุณแม่ที่มอบให้กับ คุณโน๊ต และคุณฟ้าคู่สามีภรรยา ทั้งคู่จึงมีความต้องการที่จะสร้างบ้านให้เป็นทั้งที่พักอาศัย และออฟฟิศในตัว ซึ่งการออกแบบจึงจำเป็นต้องทำให้บ้านรู้สึกไม่อึดอัด และใช้งานได้สะดวก โดยที่บ้าน และออฟฟิศต้องไม่กระทบการใช้งานซึ่งกันและกัน

“พื้นที่ของเรามีขนาดไม่ใหญ่นัก เราจึงใช้วิธีการลวงตาด้วยแนว perspective ให้เกิดมุมมองเห็นที่กว้าง และยืดยาวออกไปจนเป็นอัตลักษณ์ของอาคาร ตั้งแต่ยกพื้นที่แนวราบบางส่วนด้านหน้าของอาคารให้เสมือนเป็นใต้ถุนยกสูง และดึงมุมอาคารในแนวตั้งให้สูงขึ้นจนเกิดเป็นอาคารสี่เหลี่ยมคางหมู รวมไปถึงส่วนที่เป็นสวนแนวเฉียง และบานที่ปลายออก ซึ่งช่วยสร้างมุมมองให้ดูกว้าง และเพิ่มความสดชื่นขึ้นไปถึงชั้นสองของตัวบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นตัวแบ่งพื้นที่ระหว่างทางเข้าบ้าน และออฟฟิศให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน

ฟังก์ชั่นแตกต่างแต่ลงตัว

ในบริเวณพื้นที่ชั้น 1 สถาปนิกวางฟังก์ชั่นให้เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของออฟฟิศ Studio Sifah และนำธรรมชาติจากบริบทภายนอกเข้ามาสู่ภายในบ้านด้วยกระจกบานใหญ่ พร้อมจัดวางเฟอร์นิเจอร์ และโต๊ะทำงานแบบหลวมๆ ชิดริมกระจก เพื่อช่วยให้พนักงานเกิดความผ่อนคลาย และเชื้อเชิญให้มองออกไปยังพื้นที่สีเขียวเพื่อพักสายตาขณะทำงาน  

“จะเห็นได้ว่าวัสดุตั้งแต่พื้นลานหน้าบ้านจนไปถึงภายในตัวออฟฟิศ เราใช้อิฐเผาที่ได้มากจากคนในพื้นที่ และทดลองฉาบคอนกรีตผสมแกลบลงไปบนฝาผนังของตัวบ้าน ประจวบเหมาะพอดีเราได้ฝาไม้ไผ่ลายอำ จากอำเภอหางดง  ซึ่งเป็นฝาผนังเถียงนาของบ้านคุณแม่ เราเลยนำมาทดลองพิมพ์ลายลงไปบนคอนกรีตของฝ้าเพดาน โดยใช้วิธีติดตั้งไปบนแบบไม้อัด แล้วเทคอนกรีตทับลงไป จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงลายออกมา จนเกิดเป็นลายของฝาลายอำบนฝ้าเพดาน ซึ่งในชั้นแรกของบ้านเราตั้งใจโชว์โครงสร้าง แบบไม่ต้องตกแต่งอะไร ให้เหมือนเป็นพื้นที่ทดลองวัสดุ สำหรับออฟฟิศของเราด้วย”

ถัดมาทางด้านขวาทางเข้าของตัวบ้านสถาปนิกออกแบบให้พื้นที่ชั้น 1 มีโถงขนาดพอดีเพื่อเชื้อเชิญผู้พักอาศัยขึ้นไปบนชั้นสอง ที่วางผังอาคารเป็นตัวยู เปิดสเปซตรงกลางให้เป็นที่รวมตัวของคนในบ้าน ด้วยพื้นที่นั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และพื้นที่เตรียมอาหาร ก่อนจะแจกเข้าสู่ห้องนอน ที่อยู่ทางสองฝั่งของตัวอาคาร

“เราตั้งใจให้พื้นที่ด้านบนดูเรียบคม ใช้งานสะดวก ง่าย และไม่ต้องดูแลรักษาเยอะ เราจึงเลือกใช้สกิมโค้ทในการฉาบผนัง จบด้วยโครงฝ้า Shadow Line และติดตั้งเฟอร์นิเจอร์แบบบิลท์อิน ในส่วนของทางเข้าเราเลือกประตูอลูมิเนียมที่เปิดได้สะดวกไม่มีปัญหาเรื่องอุณหภูมิ และเสียงรบกวน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าบ้านหลังนี้ทั้ง 2 ชั้นจะดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเราอยากให้พื้นที่ชั้น 1 ของออฟฟิศบรรยากาศดูเหมาะแก่การทำงาน แต่พื้นที่อยู่อาศัยชั้น 2 อยากให้ดูน่าอยู่อาศัยมากกว่า”

ตกแต่งภายนอกด้วยฟาซาดไม้เผา

สำหรับฟาซาดของอาคาร สถาปนิกเลือกใช้วัสดุผนังไม้เผาแบบญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะเรียบง่ายดูกลมกลืนไปกับบริบท ติดตั้งให้ขนานไปกับแนวเขตที่ดิน โดยนอกจากจะสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับพื้นที่ชั้น 2 ที่เป็นส่วนพักอาศัยแล้ว ยังช่วยควบคุมปริมาณแสงธรรมชาติให้เข้ามาอย่างพอดีกับช่วงเวลาของการอยู่อาศัย และสวนในบ้านหลังนี้อีกด้วย 

 “เราหาวัสดุในการทำฟาดที่ไม่ต้องดูแลรักษาเยอะ เลยเลือกใช้ไม้สนเผาสีดำที่สั่งมาจากญี่ปุ่น เข้ามาใช้ในส่วนของฟาสาดอาคาร ซึ่งช่วยให้ดูกลมกลืนไปกับสายไฟ และยังมีความทนทานต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้ ไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของตัวบ้าน”

การทดลอง และผสมผสานภาษาทางสถาปัตยกรรม

“งานนี้เราเป็นผู้รับเหมาเอง และเริ่มทำกันอยู่ประมาณ 2 ปี จากการทดลองวัสดุ เรียนรู้ประสบการณ์การก่อสร้างแบบใหม่ๆ อยู่ตลอด เพราะสมัยนี้โลกมันเชื่อมต่อกันหมดแล้ว ทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิด อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนเวลาผ่านไปสักพักชั้น 1 ก็เริ่มก่อสร้างเสร็จ จึงได้พาน้อง ๆ ในออฟฟิศเข้ามาทำงาน ทำให้พวกเขาได้เห็นหน้างานก่อสร้างจริงซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวอย่างไม่เคยมีมาก่อน เราพยายามสะท้อนการใช้ชีวิตของเราในด้านการอยู่อาศัย และการทำงานที่สอดคล้องไปยุคสมัยแต่ก็ยังไม่ละทิ้งความเป็นพื้นถิ่นให้ผสมผสานไปด้วยกัน เพื่อให้การอยู่อาศัยหรือการทำงาน เป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย และตอบโจทย์ที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เราคำนึงถึงเสมอ”

TYPE : House & Studio
LOCATION : Suthep, Chiangmai, Thailand
YEAR : 2021
AREA : 335 sq.m.
Architect & Interior Designer :  Worarat Rattanatrai, Sifah Sornchaiyeun – Studio Sifah
Structure Engineer : Jar Pilawan
Contractor : Studio Sifah team
Photographer : Rungkit Charoenwat

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

An Open Mind Will Open Doors บ้านที่เปิดสู่ความต้องการของหัวใจ

เราอาจเปรียบบ้านหลังนี้ได้เหมือนกับปิระมิดของ มาสโลว์​ เมื่อความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดของชีวิตถูกเติมเต็ม ความต้องการลำดับถัดๆ มาจึงเป็นเรื่องของจิตใจ

Continue reading “An Open Mind Will Open Doors บ้านที่เปิดสู่ความต้องการของหัวใจ”