Tono Children’s Book Forest ห้องสมุดสุดสนุกสำหรับเด็กในแบบฉบับของ Tadao Ando

Tono Children’s Book Forest
ห้องสมุดสุดสนุกสำหรับเด็กในแบบฉบับของ Tadao Ando

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า … และพวกเขาก็คืออนาคตของชาติ – แนวคิดสำคัญแสนธรรมดานี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ ทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) สถาปนิกชาวญี่ปุ่นชื่อก้องโลกมักพูดถึงเสมอในยามที่เขาถูกถามถึงจุดประสงค์ของการริเริ่มโปรเจกต์สร้างห้องสมุดสำหรับเด็กภายใต้ธีม Children’s Book Forest ในแบบฉบับของตัวเขาเอง

หลังจากโปรเจกต์แรกสุดอย่าง Nakanoshima Children’s Book Forest ผุดขึ้นในเมืองโอซาก้าเมื่อกลางปี ค.ศ.2020 ห้องสมุดสำหรับเด็กที่อันโดะตั้งใจสร้างขึ้นนี้ก็ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จนต่อยอดสู่โปรเจกต์ที่สองอย่าง Tono Children’s Book Forest ในเมืองโตโนะ จ.อิวาเตะ ซึ่งเปิดทำการเมื่อปี ค.ศ.2021 และโปรเจกต์ที่สามอย่าง KOBE Children’s Book Forest ในเมืองโกเบ จ.เฮียวโกะ ที่เพิ่งเปิดเมื่อต้นปี ค.ศ.2022 ที่ผ่านมานี้เอง สำหรับห้องสมุดทั้งสามแห่งนั้นอันโดะเป็นผู้ออกแบบเองทั้งหมด แน่นอนว่าสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นแต่ละแห่งนั้นล้วนโชว์เอกลักษณ์ปูนเปลือยตามสไตล์อันโดะได้อย่างโดดเด่น ยกเว้นก็แต่โปรเจกต์พิเศษอย่าง Tono Children’s Book Forest ที่เป็นไอเดียการรีโนเวทอาคารเก่าให้กลับมามีชีวิตใหม่ขึ้นอีกครั้ง

อาคารพาณิชย์เก่าที่ถูกนำมารีโนเวทใหม่ในครั้งนี้เป็นร้านกิโมโนเก่าแก่ประจำย่านที่ชื่อ “มิตายะ (Mitaya)” ดำเนินกิจการมากว่า 120 ปี สำหรับการปรับโฉมครั้งนี้ทางอันโดะเลือกคงลักษณะอาคารแบบดั้งเดิมไว้เพื่อสะท้อนถึงอดีตของพื้นที่ไปในตัว แต่ปรับแบบสถาปัตยกรรมใหม่ให้หวนนึกถึงกลิ่นอายญี่ปุ่นวันวานในรูปแบบอาคารพาณิชย์ยุคโบราณที่เรียกกันว่า “มาชิยะ (町屋 / 町家Machiya)” โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ในยุคปัจจุบันแต่สร้างเลียนแบบอดีตได้อย่างมีเสน่ห์

ภาพอาคารก่อนการรีโนเวท
ภาพโมเดลแสดงแนวคิดการออกแบบ
ภาพอาคารหลังการรีโนเวท

หนึ่งในเอกลักษณ์เด่นของมาชิยะ คือฟาซาดระแนงไม้ด้านหน้าอาคารที่เป็นเสมือนม่านบังตา แต่ความถี่ของระแนงก็สามารถทำให้มองลอดผ่านเพื่อเห็นภายในอาคารได้เช่นกัน นอกจากนี้เสาอาคารด้านในยังคงเสาไม้แบบดั้งเดิมไว้เพื่ออนุรักษ์เสน่ห์สถาปัตยกรรมญี่ปุ่นแบบโบราณให้คงอยู่ด้วยนั่นเอง สำหรับภายในอาคารนั้นมีการตกแต่งภายในใหม่ทั้งหมดซึ่งจุดเด่นที่อันโดะสร้างเอกลักษณ์ไว้สำหรับห้องสมุดในสไตล์เฉพาะตัว ก็คือชั้นวางหนังสือขนาดยักษ์ที่เต็มพื้นที่ผนังห้องไปจนถึงใช้แบ่งส่วนอาคารในบางจุด

จุดเด่นทางสถาปัตยกรรมอีกจุดที่ดูจะเป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบเดียวกันของห้องสมุดในซีรีส์ Children’s Book Forest ก็คือการสร้างบันไดภายในตัวอาคารที่จะเป็นราวระแนงเหล็กสีเทาที่ตัดกับสีของไม้ (พื้นบันไดและชั้นหนังสือ) ได้อย่างโดดเด่นสะดุดตา ตลอดจนฟอร์มของบันไดอันโดะก็ออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อให้มีเอกลักษณ์เข้ากับแต่ละห้องสมุดอีกด้วย นอกจากนี้รายละเอียดของการออกแบบตกแต่งภายในนั้นอันโดะยังคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายผู้ใช้งานเป็นหลัก ฉะนั้นชั้นวางหนังสือ โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนบันได ต่างก็ออกแบบโดยคำนึงถึงสเกลในสัดส่วนเหมาะสมสำหรับการใช้งานของเด็กให้มากที่สุดด้วย

นอกจากเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมแล้ว อันโดะยังใส่ใจในการสร้างอัตลักษณ์ของรูปแบบห้องสมุดที่ไม่เหมือนใคร เริ่มตั้งแต่การวางตัวให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้มากกว่าเป็นห้องสมุด (จึงเลี่ยงใช้คำว่า Library) ฉะนั้นการจัดการเรื่องหนังสือจึงไม่ยึดมาตรฐานการจัดหมวดหมู่ตามแบบสากล รวมถึงไม่มีระบบการยืมคืนหนังสือ ไม่มีบรรณารักษ์คอยเข้มงวด ที่สำคัญเด็ก ๆ ไม่ต้องอึดอัดกับธรรมเนียมปฏิบัติรูปแบบเดิมในการใช้บริการห้องสมุด ที่นี่เด็ก ๆ สามารถที่จะพูดคุย ส่งเสียงดัง อ่านหนังสือออกเสียง หรือแม้แต่วิ่งเล่นได้โดยไม่มีใครว่า เป็นพื้นที่ที่เปิดให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระโดยแท้จริง

ที่น่าสนใจอีกอย่าง ก็คือการคัดเลือกและแบ่งหมวดหนังสือในรูปแบบเฉพาะตัว ที่ไม่ได้แบ่งตามลักษณะหรือฐานความรู้ในแบบมาตรฐานปกติ แต่จะเป็นการแบ่งตามลักษณะความสนใจในการเรียนรู้ของเด็ก ๆ มากกว่า ซึ่งระบบนี้จะเป็นรูปแบบเดียวกันหมดสำหรับห้องสมุดในเครือของ Children’s Book Forest สำหรับที่ Tono Children’s Book Forest มีการแบ่งหมวดเป็น 13 หมวดด้วยกัน ตัวอย่างการแบ่งหมวดต่าง ๆ เช่น หมวดหนังสือสำหรับคนรักสัตว์, หมวดหนังสือสำหรับการค้นหาอนาคต (Thinking about your future), ไปจนถึงหมวดเชิงปรัชญาสำหรับเด็กที่เป็นหนังสือสอนให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องความตาย เป็นต้น

การคัดสรรหนังสือมาให้เด็กอ่านนั้น ห้องสมุดแห่งนี้จะเน้นการเรียนรู้ที่หลากหลาย ที่นี่จึงไม่ได้มีเฉพาะแต่หนังสือภาพ หนังสือการ์ตูน หรือหนังสือนิทานเล่มบาง แต่จะเสริมหนังสืออ่านที่อาจจะมีแต่ตัวหนังสือเต็มไปหมด หนังสือวรรณกรรมสำหรับเด็ก หรือแม้แต่ตำราสอนทำอาหาร ไปจนถึงหนังสือประวัติศาสตร์ และความรู้เรื่องศิลปะ ในแบบที่ผู้ใหญ่ก็อ่านเอาความรู้ได้เช่นกัน ซึ่งการเสริมหนังสือกลุ่มนี้เข้าไปก็เพื่อรองรับระดับความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ความสนใจที่หลากหลาย รวมถึงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการใฝ่รู้ให้เพิ่มขึ้นได้ด้วย

นอกจากความตั้งใจจะสร้างอนาคตให้กับเด็ก ๆ แล้ว อีกจุดประสงค์หนึ่งของการสร้าง Tono Children’s Book Forest ขึ้นนั้นก็เพื่อรำลึกถึงวาระครบรอบ 10 ปี ของเหตุการณ์ภัยพิบัติร้ายแรงอย่างแผ่นดินไหวในภูมิภาคโทโฮคุ (2011 Tōhoku earthquake and tsunami) ที่เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2011 ด้วยนั่นเอง ซึ่งพื้นที่ของเมืองโตโนะนี้ก็ถือว่าอยู่ในเขตอันตรายที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักเช่นกัน และการสร้างห้องสมุดสำหรับเด็กแห่งนี้ก็เพื่อช่วยฟื้นฟูชุมชนตลอดจนร่วมสร้างอนาคตใหม่ให้กับเด็ก ๆ ในภูมิภาคนี้ให้ลุกขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของสังคมในอนาคต

ถึงแม้ว่าในยุคดิจิตอลนี้ผู้คนทั่วโลกจะเข้าถึงข้อมูลมหาศาลอย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่อันโดะก็ยังมีความเชื่อว่าประสบการณ์ในการอ่านหนังสือตลอดจนสัมผัสกระดาษนั้นย่อมแตกต่างจากการเสพสื่อดิจิตอลอย่างแน่นอน และเขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าที่เขาต้องการสร้างห้องสมุดขึ้นมาสำหรับเด็ก ๆ นั้นก็เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันกับผู้อื่น ตลอดจนต้องการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก ๆ เพราะการอ่านนั้นจะช่วยจุดประกายความฝัน รวมถึงพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เหมือนกับที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า I believe reading helps children to think, Smartphones don’t nurture their minds.” – การอ่านจะช่วยให้เด็กรู้จักพัฒนาทักษะความคิดและบำรุงจิตใจในมิติที่เครื่องมือและสื่อดิจิตอลทั้งหลายก็ทำแบบนี้ไม่ได้

Photo Credit
Tono Children’s Book Forest : https://kodomohonnomori-tono.com/
BACH : http://www.bach-inc.com/works/post_24.html
Japan Architects : https://twitter.com/JapanArchitects/status/1311218661424652288

Writer
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit

นักเขียนที่หลงรักการถ่ายภาพ หลงเสน่ห์การเดินทาง หลงใหลงานดีไซน์ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทุกยุค ตลอดจนสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยั่งยืน

ปรับลุค…เปลี่ยนยุค Bourse de Commerce renovation by Tadao Ando

ปรับลุค…เปลี่ยนยุค
Bourse de Commerce Renovation by Tadao Ando

การรีโนเวท (Renovation) สถาปัตยกรรมดูจะเป็นหนทางช่วยต่ออายุอาคารเก่าแก่ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แถมการฟื้นคืนชีวิตให้กับอาคารเก่าในยุคนี้มักจะเป็นการบูรณะบนแนวคิดใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องจำเจอยู่กับขนบเดิมๆ เสมอไป ทุกวันนี้เราจึงได้เห็นการแต่งเติมไอเดียต่างๆ ผสานลงไปกับคุณค่าดั้งเดิมจนทำให้ผลลัพท์ที่ออกมากลายเป็นงานอัตลักษณ์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่ไหน แล้วนั่นก็รวมถึงโปรเจกต์ล่าสุดอย่าง Bourse de Commerce ในกรุงปารีสที่เพิ่งเผยโฉมใหม่ออกมาหมาดๆ และกลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่น่าสนใจขึ้นมาในทันที แล้วเสน่ห์ของการรีโนเวทครั้งนี้ก็ช่วยส่งผ่านสถาปัตยกรรมยุคเก่าสู่สถาปัตยกรรมยุคใหม่ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว

เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2021 ที่ผ่านมาภาพโฉมใหม่ของ Bourse de Commerce หลังการรีโนเวทครั้งล่าสุดก็ถูกเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้เห็นเป็นครั้งแรก สิ่งที่สะดุดตาลำดับแรกสุดกลับกลายเป็นความขัดแย้งของการปะทะกันระหว่างดีไซน์สมัยใหม่กับการออกแบบสมัยเก่าอย่างรุนแรงทีเดียว จุดดึงดูดสายตาที่ว่านี้ก็คือเจ้ากำแพงปูนดิบผิวเรียบสไตล์มินิมอลที่ผุดขึ้นท่ามกลางห้องโถงที่เป็นสถาปัตยกรรมยุคเก่าแสนคลาสสิก บ้างก็ว่ามันเป็นความอึดอัดที่อธิบายไม่ถูก แต่บางคนก็ว่านี่คือการสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเช่นกัน จะว่าไปแล้วความขัดแย้งนี้ดูจะเป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของทั้งสองฝั่งไปพร้อมๆ กัน เพราะหากคุณยืนอยู่ตรงกลางห้องโถงแล้วมองไปรอบๆ คุณก็จะเห็นกำแพงปูนสุดเรียบหรูตามแบบฉบับดีไซน์ยุคใหม่ที่อยู่ร่วมกับหลังคาโดมอันแสนอลังการตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมยุคเก่าอย่างลงตัวในแบบที่ไม่มีใครเด่นกว่าใคร

Tadao Ando ผู้อยู่เบื้องหลังการปรับโฉม Bourse de Commerce

หากมองดูสไตล์ของสถาปัตยกรรมที่ผุดขึ้นมาใหม่นี้หลายคนก็คงรู้ได้ในทันทีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรีโนเวทครั้งสำคัญนี้คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากสถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Architecture Prize ประจำปี 1995 อย่าง Tadao Ando แน่ๆ เพราะเอกลักษณ์ที่เป็นเสมือนลายเซ็นต์ของเขามันปรากฏในงานสถาปัตยกรรมที่ถูกรีโนเวทใหม่ในครั้งนี้อย่างชัดเจนทีเดียว

ภาพของกำแพงปูนเปลือยผิวเรียบสีธรรมชาติที่เป็นทั้งโครงสร้าง ดีไซน์ ฟังก์ชั่นต่างๆ ไปจนถึงฟาซาดของอาคารกลายเป็นวัตถุดิบหลักที่เขาจะต้องหยิบมันใส่ลงไปในการสร้างสรรค์งานของเขาทุกชิ้นเสมอ สำหรับการปรับโฉม Bourse de Commerce ในครั้งนี้เขาก็จงใจสร้างกำแพงปูนเปลือยล้อมรอบภายในโถงกลางจนกลายเป็นห้องทรงกระบอก (Cylindrical Concrete Wall) ที่มีความสูง 9 เมตร ยาว (เส้นรอบวง) 29 เมตร ให้ผุดขึ้นภายใต้หลังคาโดม (Rotunda) แสนคลาสสิก หากมองผิวเผินก็อาจคิดว่ากำแพงนี้ผุดขึ้นมาบดบังทัศนียภาพตลอดจนปกปิดมุมมองสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจนหมดสิ้น แต่อันที่จริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเองเรียบร้อยแล้ว

กำแพงทรงกระบอกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้โอบล้อมจนทำให้พื้นที่ด้านในกลายเป็น Exhibition Hall ที่หรูหรามีระดับ ขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่แบ่งกั้นให้โซนด้านนอกรอบกำแพงกลายเป็นแหล่งแสดงงานไปพร้อมกันอีกโซน ซึ่งช่องว่างตรงจุดนี้ทำให้เราได้เดินชมอาคารในมุมมองใหม่ที่ราวกับว่ากำลังเดินชมงานศิลปะอันล้ำค่าไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้สถาปนิกยังออกแบบบันไดให้สามารถเดินขึ้นไปด้านบนเหนือกำแพงทรงกระบอกซึ่งเมื่อถึงข้างบนเราก็จะพบกับเส้นทางเดินแนววงกลมที่กลายเป็นระเบียงชมงานศิลปะอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ตรงจุดนี้ทำให้เราสามารถขึ้นไปชมงานจิตรกรรมฝาผนังตลอดจนสถาปัตยกรรมอันแสนประณีตได้ใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

การออกแบบของ Ando ในคราวนี้ได้ทำให้ Bourse de Commerce เป็นมากกว่าแค่สถานที่แสดงงานศิลปะ เพราะในขณะเดียวกันตัวอาคารเองก็ถูกสถาปัตยกรรมของเขาทำให้มันกลายเป็นผลงานศิลปะที่ผู้ชมสามารถเสพไปพร้อมกับงานศิลปะได้ในตัว แล้วการรีโนเวทครั้งนี้ก็ไม่ได้อยู่เฉพาะส่วนของ Rotunda เท่านั้น เพราะโซนนอกโถงอาคารหลักก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องแสดงนิทรรศการในรูปแบบต่างๆ ด้วยเช่นกัน

แต่รายละเอียดการออกแบบที่น่าสนใจยังไม่หมดอยู่เพียงแค่นี้ เพราะอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจก็คือบริเวณชั้นใต้ดินของโถง Rotunda ที่มีการเชื่อมต่อแนวกำแพงโค้งจากด้านบนสู่แนวกำแพงด้านล่างเช่นกัน สำหรับฟังก์ชันในส่วนนี้ก็คือการแบ่งพื้นที่เพื่อจัดแสดงงานศิลปะได้หลากหลายห้องและมีรูปแบบแปลกตาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน สิ่งที่แตกต่างไปสักหน่อยก็คือตรงกลางด้านล่างนั้นไม่ใช่พื้นที่โล่งแต่กลับถูกปรับให้เป็นห้องประชุมเอนกประสงค์ทรงกระบอกที่ล้อกันกับโถงศิลปะด้านบนได้อย่างดีทีเดียว

สำหรับประวัติศาสตร์ของ Bourse de Commerce นี้แรกเริ่มเดิมทีมันถูกสร้างขึ้นในปี 1763 ให้เป็นยุ้งฉางเก็บข้าวสาลีตลอดจนเป็นตลาดกลางในการค้าขายที่สำคัญของปารีส ก่อนที่จะถูกปรับมาเป็นศูนย์กลางตลาดหุ้น (Stock Exchange) ของฝรั่งเศสในราวปี 1854 กระทั่งตลาดหุ้นย้ายไปยังที่ทำการใหม่ ต่อมาในปี 2016 ก็เปลี่ยนมือมาอยู่กับนักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศสอย่าง François Pinault ที่เป็นผู้ก่อตั้งองค์กร Kering เจ้าของแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Gucci, Yves Saint Laurent และ Bottega Veneta นั่นเอง โดยทางกรุงปารีสได้อนุมัติให้เขาปรับโฉมมรดกทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้ให้กลายเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art Museum) ตลอดจนจัดแสดงศิลปะสะสมของตัวเขาเองที่มีอยู่กว่า 3,500 ชิ้นงาน ซึ่งมหาเศรษฐีผู้นี้เองนั่นล่ะที่เป็นคนเรียกให้ Ando เข้ามาเป็นคีย์แมนสำคัญในการรีโนเวทครั้งใหญ่นี้

เปลี่ยนโบราณสถานยุคเก่า สู่สถาปัตยกรรมยุคเก๋า

การรีโนเวทที่ถูกตีความใหม่ให้มีแนวความคิดกว้างกว่าแค่การบูรณะนั้นอาจเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไม่จบว่ามันเหมาะสมหรือไม่ เพราะหากมองในมุมมองของสายงานอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ก็อาจมองว่าโปรเจกต์นี้ดูไม่โอเคสักเท่าไร แต่หากมองในมุมมองของแวดวงสถาปัตยกรรมไปจนถึงนักออกแบบก็อาจมองว่าไอเดียนี้ช่างกล้าและเจ๋งไม่น้อย

แน่นอนว่ากรณีไหนๆ ก็ไม่มีใครถูกหรือผิด เช่นเดียวกับแนวความคิดของ Ando ที่หนึ่งในสไตล์งานอันโดดเด่นของเขาก็คือการฟื้นชีวิตสถาปัตยรรมเก่าให้มีคุณค่าอีกครั้งด้วยการผสานอัตลักษณ์ใหม่เข้าไปอย่างกลมกลืนนั่นเอง แนวความคิดนี้อยู่บนพื้นฐานจิตวิญญาณแบบฉบับญี่ปุ่นอย่าง 再生 (saisei) ที่เขานำมาปรับเป็นวิถีแห่งการบูรณะในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งคำนี้มีความหมายได้หลากหลายมิติตั้งแต่ การเกิดใหม่ (Rebirth) การปรับโครงสร้างใหม่ (Reconstruction) การปรับการผลิตใหม่ (Reproduction) การสร้างสรรค์ใหม่ (Recreation) ไปจนถึงประโยคที่กินใจอย่าง Return to Life การกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แล้วสำหรับ “ไซเซย์” ที่บริบทของ Ando อาจนิยามลึกขึ้นไปอีกเพราะมันคือ “Regeneration” หรือการปรับยุคใหม่ที่ทำให้ความดั้งเดิมกลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบใหม่สำหรับยุคสมัยใหม่นั่นเอง

ย้อนไปในอดีต … สถาปัตยกรรม Bourse de Commerce นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยการออกแบบของ Nicolas Le Camus de Mézières สถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่โด่งดังในยุคนั้น แรกเริ่มเดิมทีอาคารนี้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นตึกทรงกระบอกสองชั้นแบบเรียบง่ายที่ไม่ได้หรูหราอะไรนัก แถมบริเวณตรงกลางอาคารยังเป็นพื้นที่โล่งแบบไม่มีหลังคาปกคลุมอีกต่างหาก อย่างไรก็ดีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์นี้ก็ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้และนั่นกลับกลายเป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่แข็งแกร่งและมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่โดดเด่นทีเดียว

ต่อมาในปี 1783 ได้มีการสร้างโดมไม้ครอบด้านบนขึ้นมาซึ่งผู้ที่ออกแบบคราวนี้ก็คือ Jacques-Guillaume Legrand และ Jacques Molinos ก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้เผาทำลายไปในปี 1802 จนเสียหายหมดสิ้น แต่เหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้นก็กลับกลายเป็นเหตุผลให้เกิดการออกแบบโครงสร้างหลังคาใหม่ให้แข็งแรงและสวยงามยิ่งขึ้น โดยผู้ออกแบบครั้งนี้ก็คือ François-Joseph Bélanger ที่สร้างหลังคาโดมขึ้นมาใหม่จากโครงสร้างเหล็กที่แสนประณีตงดงาม จนมันกลายมาเป็นอัตลักษณ์แห่งความวิจิตรที่โดดเด่นมาจนถึงยุคปัจจุบันเช่นกัน

อย่างไรก็ตามระหว่างทางก็มีการรีโนเวทเกิดขึ้นหลายครั้งโดยเฉพาะครั้งสำคัญนั้นเกิดขึ้นในปี 1886 ที่เป็นการรีโนเวทครั้งใหญ่ ในส่วนของของอาคารและโครงสร้างหลักยังถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีเช่นเดิมทุกประการ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือการเติมแต่งรายละเอียดต่างๆ ที่วิจิตรลงไปทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่หน้าบันและซุ้มประตูสไตล์โรมัน รูปปั้นต่างๆ ไปจนกระทั่งการเชิญศิลปินผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นมาวาดจิตรกรรมฝาผนังบริเวณฐานเพดานโดมที่แสนงดงามเพื่อถ่ายทอดถึงประวัติศาสตร์การค้าในภูมิภาคทั้ง 5 ของโลกให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนอาคารสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการเงินของประเทศนั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันศิลปะใต้หลังคาโดมชิ้นนี้ (ตลอดจนอาคาร Bourse de Commerce) ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็น Monument Historique โบราณสถานแห่งชาติของฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1975 แล้วก็นับว่านี่คือผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชชิ้นสำคัญของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งการสร้างสรรค์ของ Ando ในครั้งนี้น่าจะเป็นการตอบโจทย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับการมอบชีวิตใหม่ให้โบราณสถานอันทรงคุณค่าแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

Writer

จาก Nagaya House สู่ Row House บ้านกล่องคอนกรีตทรงโมเดิร์นของ Tadao Ando

Azuma House หรือที่รู้จักกันในชื่อ Row House เป็นหนึ่งในผลงานน่าสนใจช่วงแรกๆ ของสถาปนิกมีชื่อชาวญี่ปุ่นอย่างทาดาโอะ อันโดะ (Tadao Ando) ซึ่งถูกออกแบบและสร้างขึ้นในปี 1976 ตั้งอยู่ในเขต Sumiyoshi ใจกลางเมืองโอซาก้า ซึ่งถือเป็นย่านค้าขายและที่อยู่อาศัยสำหรับคนชนชั้นกลางในสมัยนั้น โดยบริบทรอบข้างเป็นบ้านไม้แบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเรียกว่า นากายะ (Nagaya) ซึ่งจะสร้างชิดติดกัน ใช้โครงสร้าง และผนังร่วมกันเหมือนลักษณะของตึกแถว บ้านแบบนากายะนี้เป็นที่นิยมในยุคเอโดะ ในขณะที่เศรษฐกิจและเมืองกำลังขยายตัว ที่ดิน จึงถูกซอยย่อยให้สามารถปลูกที่พักอาศัยสำหรับหลายครัวเรือน เก็บภาษีตามความหน้ากว้างของบ้านที่หันเข้าสู่ถนน ทำให้เกิดที่ดินลักษณะหน้าแคบ แต่ลึก

Continue reading “จาก Nagaya House สู่ Row House บ้านกล่องคอนกรีตทรงโมเดิร์นของ Tadao Ando”

Design Anatomy เรื่องเล่าของคนคิดเยอะ ที่ 21_21 Design Sight

เรื่องราวของสิ่งของในชีวิตประจำวัน ที่จะพาเราไปสู่ต้นกำเนิดของผลิตภัณฑ์นั้นๆ

Continue reading “Design Anatomy เรื่องเล่าของคนคิดเยอะ ที่ 21_21 Design Sight”

การผสานผืนน้ำ ในงานสถาปัตยกรรม : Tadao Ando

การเลือกใช้น้ำเข้ามาผสมผสานลงในงานสถาปัตยกรรมนั้นไม่ใช่เพียงเพราะเหตุผลการให้ความรู้สึกเย็นสบายแต่เพียงอย่างเดียว

Continue reading “การผสานผืนน้ำ ในงานสถาปัตยกรรม : Tadao Ando”