TOUCH Architect กับการออกแบบที่ไม่มีสไตล์ แต่มุ่งเน้นความหมายเฉพาะตัวของการอยู่อาศัย

TOUCH Architect
กับการออกแบบที่ไม่มีสไตล์ แต่มุ่งเน้นความหมายเฉพาะตัวของการอยู่อาศัย

เพราะเหตุใด บ้านแต่ละหลังจึงมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?
บริบท ลักษณะนิสัย วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของผู้อาศัยล้วนมีผล และนั่นคือจุดเริ่มต้นแนวคิดหลักของ TOUCH Architect กับสตูดิโอออกแบบขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ที่เชื่อในความหมายของการอยู่อาศัยมากกว่าเพียงรูปลักษณ์และสไตล์ของสถาปัตยกรรม นำทีมโดยคุณเอฟ – เศรษฐการ ยางเดิมและ คุณจือ – ภาพิศ ลีลานิรมล

“Touch แปลตรงตัวเลยว่า สัมผัส เพราะเราอยากให้สถาปัตยกรรมที่เราออกแบบสามารถเป็นอะไรที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ความสวยงาม งบประมาณ รวมถึงฟังก์ชัน เพราะฉะนั้นลูกค้าสิบคน บ้านสิบหลัง แม้ว่าจะมีฟังก์ชัน  2 ห้องนอนเหมือนกัน  แต่ทำไมบ้านแต่ละหลังถึงหน้าตาแตกต่างกัน นี่คือสิ่งที่ TOUCH Architect พยายามเป็นมาเสมอ”

(คุณเอฟ - เศรษฐการ ยางเดิมและ คุณจือ - ภาพิศ ลีลานิรมล ขณะทำงาน)

ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางสถาปนิก

ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดประกอบกับการที่ยุคสมัยนั้นไม่มีสื่อออนไลน์ที่ค้นคว้าหาข้อมูลง่ายเพียงเสี้ยงวินาทีอย่างในปัจจุบัน ‘สถาปนิก’ ในยุคนั้นจึงมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าขอบเขตของการศึกษา หรือการประกอบอาชีพในสายนี้ แท้จริงเป็นอย่างไร คุณเอฟก็เป็นหนึ่งคนที่หลงทางอยู่ในวังวนของการสอบเอนทรานซ์ กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ตนเองต้องการและชอบจริงๆ คืออะไร ก็ต้องใช้เวลาเป็นตัวช่วยอยู่ไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่คอยย้ำให้มั่นใจนั่นคือ อาคารหลากหลายดีไซน์ที่มองเห็นและสะดุดตา นำมาสู่การได้รู้ว่า สถาปนิกคือผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบอาคารเหล่านั้น ความคิดดังกล่าวจึงไม่รอช้าที่จะพาให้คุณเอฟเดินทางมาอยู่ในสายอาชีพนี้อย่างเต็มตัว

แต่สำหรับคุณจือเอง การได้เรียนต่อในคณะสายวิชาชีพ เป็นจุดมุ่งหมายมาตั้งแต่ต้น ผสมกับการที่ตนเองชอบสเก็ตช์ภาพ แต่ไม่ได้มีพื้นฐานการวาดที่โดดเด่น ‘สถาปนิก’ อาชีพที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวิทย์และศิลป์จึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่ตนเองไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเลือกในวันนั้น

หากคิดว่าการเปิดออฟฟิศออกแบบเป็นของตนเองนั้น ต้องเรียนเก่งและเพอร์เฟกต์มาตั้งแต่ต้น ความคิดนั้นก็คงจะดูใจร้ายและสุดโต่งไปเสียหน่อย เพราะวิชาชีพนี้ต้องสั่งสมจากประสบการณ์ มิใช่เพียงตำราที่ท่องจำแล้วเพียงพอ คุณเอฟเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เพราะหากย้อนกลับไปในสมัยเรียน คุณเอฟเล่าว่าตนเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง แต่สั่งสมประสบการณ์ผ่านการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อใช้สำหรับประกอบอาชีพในอนาคต

“บางอย่างเราก็ไม่รู้ จนเราจบมาทำงานผ่านประสบการณ์มากมายหลายปี อย่างตอนนั้นอาจารย์บอกว่า Construction มันเหมือนยาขม ดีแต่ต้องฝืนกิน เพราะถ้าคุณไม่รู้เรื่องงานโครงสร้าง คุณจะเป็นคนกระจอกในสายตาช่าง เราจำคำพูดนั้นได้ดี มันเลยทำให้เราพยายามฝึกฝนตัวเองมาตลอด”

เรื่องราว ‘กล้าได้ กล้าเสีย’ หลังเรียนจบ กับอาชีพที่ไม่มีทางลัด

หลังจากที่ทั้งคู่เรียนจบ จึงมุ่งสู่การเริ่มต้นวัยทำงานเหมือนบุคคลทั่วไป มองหางาน ยื่น Portfolio จนได้มีโอกาสได้เข้าทำงานที่ออฟฟิศสถาปนิกอยู่ประมาณหนึ่งปี ประกอบกับรับหน้าที่ออกแบบเป็นฟรีแลนซ์ควบคู่กันไป

คุณจือเล่าว่า “พองานฟรีแลนซ์เริ่มเยอะ เราก็เริ่มคิดว่าเราควรออกมาทำเต็มตัวดีกว่าไหม จะได้ไม่เอาเปรียบบริษัทและจะได้ทำงานของเราได้เต็มที่ ด้วยความที่เด็ก เรากล้าได้กล้าเสีย อยากทำอะไร เราก็ลองเลย ตอนนั้นเราไม่คิดหรอกว่า อาชีพนี้จะเลี้ยงตัวเองได้แค่ไหน จะมีเงินเข้ามาเยอะไหม เราคิดแค่ว่า มีงานอะไรเข้ามา เรารับหมด เราทำทุกอย่าง”

(TREE Sukkasem VILLA 2012)

“ผมจำได้ว่ามีงานอะไร เราทำหมดในตอนนั้น ไม่เคยเกี่ยง แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมมันลำบากขนาดนี้ ในช่วงที่เราออกมาทำช่วงแรกๆ เราใช้เวลากับวิชาชีพนี้เกือบตลอดเวลาเลย แต่ทำไมสิ่งที่เราทำมันได้ผลตอบแทนกลับมาน้อยมาก ค่าแบบที่ได้กลับมาสมัยก่อนมันน้อยมาก แล้วผลงานของเราเองก็ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่” คุณเอฟเสริม

ทั้งคู่เล่าถึงช่วงเวลาแสนลำบาก หากพูดง่ายๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นขาลงของชีวิตที่ไม่ว่าใครก็คงต้องมีช่วงเวลานี้เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ช่วงเวลาของการท้อถอย เหนื่อยล้า ทำให้ทั้งคุณเอฟและคุณจือต้องถอยกลับมาคิดใหม่ว่า เส้นทางการเป็นสถาปนิกนั้นใช่สำหรับตัวเองหรือยัง? ก่อนจะได้คำตอบว่า ไหนๆ ก็กล้าได้กล้าเสียกันมาขนาดนี้แล้ว หากจะลุยกันอีกสักตั้งจะเป็นไร

(I I I FAÇADE 2016)

“เคยมีรุ่นพี่พูดกับผมว่า วิชาชีพนี้ไม่มีทางลัด ซึ่งผมก็เห็นด้วย เราก็เลยคิดจะลองให้มันรู้ไปเลย เอาให้สุดทางว่าอาชีพนี้โอเคจริงหรือเปล่า เลี้ยงตัวได้จริงไหม แต่ต้องตัดความชอบออกไป เพราะเราเองชอบอาชีพนี้อยู่แล้ว” หลังจากได้ข้อสรุปว่าจะสู้กันอีกครั้ง ทั้งคู่ตั้งเพดานส่วนตัวเอาไว้ หากถึงเพดานนั้นแล้วยังรู้สึกไม่มีความสุขกับวิชาชีพนี้ ก็ถึงเวลาที่ต้องพอ แต่เมื่อสั่งสมประสบการณ์ผ่านงานออกแบบไปเรื่อยๆ ราวกับการหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อรอวันเติบโต ผลงานที่สร้างเสร็จจึงเริ่มมีออกมาให้เห็น เริ่มมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ เกิดเป็นกำลังใจ ที่มาและจุดเริ่มต้นของ TOUCH Architect ในปัจจุบัน

ความตั้งใจของ TOUCH Architect

ถ้าพูดถึงสถาปัตยกรรมที่ TOUCH Architect ออกแบบ อะไรคือสิ่งที่นึกถึงเป็นอย่างแรก? เราโยนคำถาม
“Touch Architect ไม่มีสไตล์ครับ เราออกแบบทุกอย่างจากบริบทที่มี เราหาคำตอบของตัวอาคารนั้น จากคำถามที่ลูกค้าให้มา ถ้าพูดแบบวิชาการหน่อย ก็คือเราคิดแบบ Bottom Up ไม่ใช่ Top down เราไม่ได้คิดว่า หน้าต่าง ประตูควรเป็นแบบนี้ แล้วมายัดฟังก์ชันใส่ทีหลัง อันนี้คือวิธีคิดของเรา”

ผู้คนยังมีหลากพ่อ พันแม่ แล้วสถาปัตยกรรมที่เกิดจากผู้คนเหล่านั้นจะมีหน้าตาเหมือนกันได้อย่างไร
นี่คือคำถามที่ TOUCH Architect ตั้งไว้ในใจเสมอ ขึ้นชื่อว่าเป็นสถาปนิกที่ออกแบบวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย ความหมายที่คุณเอฟและคุณจือเล่าให้เราฟังคงบอกเป็นนัยๆ ว่า ความสวยงามและสไตล์ของสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องรอง แต่สิ่งที่ต้องมาก่อนคือฟังก์ชันและการใช้งานที่ตอบโจทย์

(IN-SIGHT House 2017)

เรื่องราวการออกแบบของ TOUCH Architect เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายจากการสำรวจไซต์งาน พูดคุยกับลูกค้าเพื่อมองหาไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตเพื่อที่จะได้ทำการออกแบบสถาปัตยกรรมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ “แต่สำหรับบางงาน อย่าง option coffee bar การออกแบบมันจะต่างออกไปเล็กน้อย อย่างบ้านเราจะโฟกัสที่คนอยู่อาศัย กับฟังก์ชันเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นโปรเจ็กต์ที่เป็นอาคารสาธารณะ เราก็ต้องมองว่า ร้านกาแฟนั้นจะต้องขายได้ อาคารต้องโด่ดเด่น สวยงาม ดึงดูดและคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ซึ่งสุดท้ายก็ย้อนกลับไปที่แนวคิดว่า จุดประสงค์ของสถาปัตยกรรมนี้ ออกแบบมาเพื่ออะไร และเพื่อใคร นั่นคือแนวคิดสำคัญของเรามากกว่า”

(Option Coffee Bar 2018)

เป้าหมายและความสุขของ TOUCH Architect

“คำตอบของคำถามนี้ เปลี่ยนไปตามช่วงอายุของเรา ถ้าถามคำถามนี้ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน เราจะตอบชัดเจนว่า อยากมีชื่อเสียง เพื่อเอาชื่อเสียงไปหาเงิน แต่พอระยะเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่ชื่อเสียงแล้ว แต่เราอยากทำงานที่ตัวเองชอบ อยากสร้างสถาปัตยกรรมที่ตัวเองพอใจที่จะทำ แต่ ณ ปัจจุบัน คำตอบของเราทั้งสองคน คือการบาลานซ์ความสุขในการทำงาน สิ่งที่เราตั้งเป้าของ Touch Architect ก็คือความสุขของทุกคน ตัวเราเอง ลูกค้า หรือแม้กระทั่งทีมของเรา”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ Touch Architect พิสูจน์ตนเองบนเส้นทางสถาปนิกผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ ซึ่งถึงแม้แต่ละผลงานจะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่มีร่วมกัน นั่นคือความตั้งใจส่งต่อเรื่องราวและการใช้งานภายในที่ตอบโจทย์กลุ่มคน ผู้อยู่อาศัย เพื่อให้สถาปัตยกรรมเป็นมากกว่ากล่องสี่เหลี่ยมที่บรรจุฟังก์ชันไว้ภายใน   

TOUCH Architect

คุณจือ – ภาพิศ ลีลานิรมล
ปริญญาตรี INDA: International Program in Design and Architecture จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณเอฟ – เศรษฐการ ยางเดิม
ปริญญาตรี สาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

คำรน สุทธิ แห่ง Eco Architect กับความเชื่อว่าอาคารทุกหลังที่ออกแบบจะต้องอยู่สบายและหายใจร่วมกับธรรมชาติ

คำรน สุทธิ แห่ง Eco Architect กับความเชื่อว่าอาคารทุกหลังที่ออกแบบ
จะต้องอยู่สบายและหายใจร่วมกับธรรมชาติ

เพื่อสร้างภาวะน่าสบายให้การใช้งานอาคารหรือการอยู่อาศัย สถาปัตยกรรมและมนุษย์จึงจำเป็นต้องพึ่งพาธรรมชาติ สร้างความสัมพันธ์ร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นดังกล่าวส่งต่อสู่แนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมของ คุณแก้ว-คำรน สุทธิ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งออฟฟิศ Eco Architect ด้วยเบื้องหลังความเชื่อว่า บ้านทุกหลังที่ออกแบบจะต้องอยู่สบายอย่างแท้จริง และต้องหายใจร่วมกับธรรมชาติ ไม่เพียงแค่มนุษย์และสถาปัตยกรรม แต่ธรรมชาติเองก็ต้องได้รับการดูแลให้เติบโตไปพร้อมๆ กัน

สถาปัตย์ กับจุดกึ่งกลางความพอดีระหว่าง วิทย์ และ ศิลป์

เชื่อว่าเหตุผลของหลายคนที่เลือกเรียนสถาปัตยกรรม ก็เพราะคณะนี้ถือเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความมีเหตุผลในแบบวิทยาศาสตร์สอดแทรกด้วยสุนทรียศาสตร์แบบงานศิลป์ ซึ่งคุณแก้วเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

เมื่อย้อนกลับไปในสมัยเด็ก ด้วยความที่ได้มองเห็นคุณพ่อที่เป็นช่างไม้ ก่อสร้างบ้านด้วยทีมก่อสร้างเพียงไม่กี่คนและสามารถสร้างเสร็จโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน ประกอบกับพี่สาวที่เรียนวิศวกรรม สิ่งเหล่านี้ปลูกฝังให้คุณแก้วชื่นชอบ และอยากจะเป็นเหมือนคุณพ่อและพี่สาว แต่ด้วยความที่ตนเองไม่ได้ถนัดด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มากรัก แต่กลับรักในการจับดินสอ ขีดๆ เขียนๆ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จึงกลายเป็นคำตอบสุดท้ายที่สร้างจุดเริ่มต้นเส้นทางการเป็นสถาปนิกให้กับคุณแก้วในเวลานั้น

การเรียนสถาปัตย์ที่ทำให้ค้นพบการแข่งขันกับตนเอง

คุณแก้วเข้าไปเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ด้วยการเป็นเด็กโควต้าที่ผ่านการรับเลือก จังหวัดละ 1 คนในภาคอีสาน ด้วยความที่มีแต่คนเก่งๆ ในช่วงแรกของการเรียนคุณแก้วจึงรู้สึกว่าตัวเองอยู่ท้ายแถวของเพื่อนๆ ด้วยเกรดเฉลี่ย ด้วยฝีมือ หรือสกิล กลายเป็นความกดดันที่ทำให้ตนเองหันมาฝึกฝน  พยายามอยู่กับตนเองและฝึกขีด เขียน หัดสกิลไปเรื่อยๆ ค่อยๆไต่ระดับขึ้นมา จนในที่สุดที่มีเทอมหนึ่งที่คุณแก้วสามารถพิชิตเกรด 4.00 ได้สำเร็จ

ทำให้คุณแก้วค้นพบว่า จริงๆ แล้ว เราอาจไม่ต้องไปเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น เพียงแค่อยู่กับตนเอง มีสมาธิกับการเรียน เพียงเท่านั้นก็สามารถพัฒนาและพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่ต้องการได้สำเร็จ “ช่วงปี1 เรามองว่าคนนู้นก็เก่ง คนนี้ก็เก่ง มันบั่นทอนเรามากเลย ทำไมเราไม่เก่งเหมือนเขา แต่พอเราเริ่มอยู่กับตัวเอง มันทำให้เราคิดได้ว่า ที่จริงเราแข่งกับตัวเองมากกว่าโดยไม่ต้องไปแข่งกับใครก็ได้ จนท้ายที่สุดเราได้เกียรตินิยม เลยมองว่า เราไม่ต้องไปแข่งกับใคร เราก็สามารถไปยืนในจุดที่เราคาดหวังได้” คุณแก้วเล่า

การได้เกรดเฉลี่ย 4.00 ไม่ได้หมายความว่าระหว่างทางนั้นง่ายดาย เพราะคุณแก้วเล่าเสริมว่า ตอนเรียนสถาปัตย์ตนเองก็ยังคงงงๆ ไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน อาจเพราะสมัยนั้นไม่มีสื่อที่บอกเล่าเรื่องราวของวิชาชีพมากมายเท่าในปัจจุบัน ทำให้การมองภาพวิชาชีพเป็นเรื่องที่ยาก กลายเป็นเรื่องหรือประเด็นที่อาจารย์สอนแยกกันเป็นส่วนๆ โดยไม่รู้จะนำเรื่องเหล่านั้นมาเรียงร้อยต่อกันให้เป็นภาพรวมของวิชาชีพได้อย่างไร ทำไมถึงต้องเข้าใจคน ทำไมถึงต้องเรียน Drawing และทำไมถึงต้องคำนวนโครงสร้าง

ปัญหาดังกล่าวได้รับการผ่อนคลายจากธรรมชาติ ทริปเล็กๆ หลังเลิกเรียนที่คุณแก้วมักจะเข้าป่า ไปอยู่กับธรรมชาติ และอยู่กับตัวเอง ช่วยกล่อมเกลาจิตใจ ทำให้สงบ มีสมาธิ เริ่มนำเรื่องราวเหล่านั้นมาปะติดปะต่อกัน และเข้าใจในความเป็นวิชาชีพสถาปนิกมากขึ้น

จุดเปลี่ยนและจุดเริ่มต้น บ้านหายใจได้ ของ Eco Architect

ความเป็นธรรมชาติเหล่านั้นถูกซึมซับอยู่ในวิถีชีวิตของคุณแก้วเรื่อยมา แต่จุดที่เรียกได้ว่าเปลี่ยนแนวทางการออกแบบจนเกิดเป็น Eco Architect คือช่วงที่คุณแก้วเรียนจบ และได้มีโอกาสออกแบบบ้านให้ลูกค้าท่าหนึ่งซึ่งเป็นชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ภายในจังหวัดภูเก็ต ด้วยความที่การเรียนที่ผ่านมามักจะสอนจากตำราตะวันตก มีบ้านโมเดิร์นสวยงามให้เรียนรู้มากมาย คุณแก้วที่ยังไม่ได้มีประสบการณ์และเข้าใจในแก่นแท้ของการออกแบบจึงนำแนวคิดบ้านโมเดิร์นที่ตนเองชื่นชอบและเห็นว่าเท่มาใช้ในการออกแบบ

“มันเท่มาก เป็นกล่อง กระจกเยอะ ในตอนนั้นเราเองก็คิดว่ามันเท่สุดละ แต่พอมันสร้างเสร็จแล้ว กลายเป็นว่ามันอยู่ไม่ได้ มันร้อน เพราะวิวที่ดีที่สุดของภูเก็ตคือด้านทิศตะวันตก ก็ต้องเปิดทิศตะวันตกให้เห็นวิวมากที่สุด แต่กลายเป็นว่าพอเปิด ความร้อนจากดวงอาทิตย์เก็บสะสม เขาเลยต้องปิดม่าน เปิดแอร์ แทนที่จะเห็นวิวสวยๆ แทนที่จะได้ลมทะเลสบายๆ กลายเป็นบ้านอยู่ไม่ได้เลย”

การออกแบบที่เกิดปัญหาในครั้งนั้น ทำให้คุณแก้วต้องย้อนกลับมามองเรื่องแก่นของการออกแบบใหม่ทั้งหมด และตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการออกแบบนิเวศน์สถาปัตย์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบจึงเริ่มเปิดออฟฟิศของตนเองในชื่อ Eco Architect ภายใต้ความตั้งใจที่ว่า “บ้านทุกหลังที่ออกแบบจะต้องอยู่สบายและต้องหายใจร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งนอกจากจะอยู่สบายแล้ว ต้องดูแลธรรมชาติควบคู่ไปกับบ้านที่พร้อมจะเติบโตด้วยกัน”

สถาปัตยกรรมที่ประนีประนอมกับธรรมชาติ

เมื่อความตั้งใจ คือการออกแบบสถาปัตยกรรมที่อยู่สบาย การออกแบบอาคารของ Eco Architect จึงต้องเข้าใจสภาพอากาศ หรือการ ‘Design by Climate’ เป็นสำคัญ ขั้นตอนแรกจึงเป็นการสำรวจ เก็บข้อมูลรอบๆ พื้นที่โครงการ เพื่อให้เข้าใจสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น การจัดการกับกระแสลม แสงแดดจากธรรมชาติ ต้นไม้เดิมในพื้นที่ บ่อน้ำ หรือแม้กระทั่งสภาพดิน “เราต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่อยู่โดยรอบว่าเขาให้ประโยชน์อะไรกับเราบ้าง ให้โทษอะไรบ้าง เราจะเลือกอยู่กับเขาอย่างไร จะประนีประนอมกันอย่างไรให้ธรรมชาติก็อยู่ได้ และเราก็อยู่ได้ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการออกแบบ” คุณแก้วเล่า

นอกจากจะเข้าใจธรรมชาติแล้ว ยังต้องทำความเข้าใจลูกค้า หรือที่เราเรียกว่า ‘Human Centric’ โดยแต่ละบุคคลก็จะมีภาวะน่าสบายหรือความสบายที่แตกต่างกัน หลังจากนั้นจึงมาดูบริบทบริเวณนั้น ซึ่งคุณแก้วใช้คำว่า ‘Vernacular Architecture’ เพราะแต่ละที่จะมีความเป็นเอกลักษณ์ของงานสถาปัตยกรรม องค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาท้องถิ่นในบริเวณนั้น เมื่อนำทั้งสามประเด็นมาผสมผสานกัน จึงเกิดเป็นกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมของ Eco Architecture

“ด้วยแนวทางที่เราพยายามวางมันค่อนข้างชัด แม้กระทั่งชื่อออฟฟิศ ลูกค้าเลยมักจะมาในโจทย์ที่อยากได้บ้านแบบไม่ต้องเปิดแอร์ เลยกลายเป็นว่าลูกค้าเลือกเราจากชื่อและแนวทางของออฟฟิศ เราก็พยายามสร้างงานที่มีคุณภาพไปเรื่อยๆ เพื่อให้ลูกค้าอิน และอยากให้ทุกคนอินกับเรื่องพวกนี้ไปด้วย อย่างน้อยๆ คือ เราได้เป็นจุดเล็กๆ ที่จุดประกายให้คนค่อยๆ ตระหนักถึงความสำคัญของธรรมชาติ”

การเป็นสถาปนิก กับบทบาทของน้ำที่ไม่เต็มแก้ว

“จริงๆ เรารู้สึกว่าสถาปนิก เป็นอาชีพที่วิเศษมาก เรามีความสุขที่เราได้นั่งขีดๆ เขียนๆ เรามีความสุขที่เราได้คุยกับลูกค้า ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่ละคนก็จะมีความคิดเห็นที่หลากหลาย มันทำให้เรากลายเป็นน้ำที่ไม่เต็มแก้ว ลูกค้าก็คอยเติมให้เราตลอดเวลา สิ่งเหล่านี้มันทำให้เราก้าวหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ” คุนแก้วเล่าว่าการเป็นสถาปนิกสอนให้ฟัง ฟังให้เยอะและคิดตาม ซึ่งเปิดโอกาสให้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้น เราชอบอะไรหรืออยากจะมีความสุขแค่ไหน

ซึ่งสำหรับคุณแก้ว ความชื่นชอบ แพสชันและแนวทางชัดเจนที่ว่านี้ สะท้อนให้เห็นผ่านผลงานออกแบบสถาปัตยกรรมของ Eco Architect ที่กลายเป็นสถาปัตยกรรมอ่อนน้อมถ่อมตน ที่หวังดีต่อทั้งเพื่อนมนุษย์และธรรมชาติ  

“เราแค่อยากเห็น เรื่องสภาวะน่าสบาย การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การใช้ประโยชน์จากธรรมชาติในแนวทางของ Passive กลายเป็นพื้นฐานที่ทุกออฟฟิศจะใช้ เราไม่ได้มองเรื่องอื่นไกลไปกว่านี้ คือ ถ้าเราช่วยกันในเรื่องประมาณนี้ ผมมองว่าวิชาชีพสถาปนิกจะจับต้องได้ง่ายขึ้น ยกตัวอย่าง ถ้าทุกออฟฟิศออกแบบแล้วบ้านอยู่สบายมากๆ คนที่เข้าไปใช้งานจริงจะสัมผัสได้ง่าย และมันจะทำให้เขาเข้าใจสถาปนิกมากขึ้น เราอยากให้เรื่องแก่นพวกนี้กลายเป็นพื้นฐานหรือทฤษฎีของการออกแบบ และมันจะช่วยขับเคลื่อนให้โลกเราน่าอยู่ขึ้น” คุณแก้วเสริม

Passion กับการเป็นสถาปนิก

แน่นอนว่าหากจะดำเนินชีวิตให้มีความสุขและสนุกกับทุกช่วงเวลา ย่อมจำเป็นต้องอาศัย Passion หรือความหลงใหล จนกลายเป็นสิ่งที่คนส่วนมากในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญ ซึ่งคุณแก้วเองมองว่า Passion ในสายอาชีพนี้เป็นสิ่งที่ดี ซึ่งจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้ตัวเองพยายามพัฒนาให้เก่งขึ้น ไล่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ แต่บางครั้งหากฝันไว้สูง ย่อมแลกด้วยความเหนื่อย จึงไม่แปลกที่เราจะหยุดพักเสียบ้าง เพียงแค่ไม่ลืมความฝันหรือ Passion ที่มี

ในฐานะที่เป็นสถาปนิกรุ่นพี่ ผู้ผ่านประสบการณ์หลากหลายรูปแบบในเส้นทางการเป็นสถาปนิก คุณแก้วฝากถึงน้องๆ เอาไว้ว่า “อย่างที่บอกแหละ เวลาเรียนเราไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบตัวเองกับใคร สู้กับตัวเองให้มาก มีวินัยให้มาก ไม่ต้องมองว่าคนนี้เก่งมาก แล้วมาเปรียบเทียบเก็บไปบั่นทอนจิตใจ สู้เราแข่งกับตัวเองทุกวัน เข้าใจตัวเองให้ได้ ว่าแท้จริงแล้วเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร เราก็จะมีแนวทางของตัวเอง แต่ถ้าเรามัวแต่เปรียบเทียบ เราจะไม่มีทางเข้าใจตัวเอง”

ตลอดเส้นทางสถาปนิกของคุณแก้ว ตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ถึงแม้ในวันนี้ Eco Architect จะมีชื่อเสียง แต่คุณแก้วยังคงเรียนรู้ ทดลอง ราวกับน้ำที่ไม่เต็มแก้วอย่างที่ได้กล่าวไว้ สิ่งหนึ่งที่เป็นแนวทางอันชัดเจน คือความตั้งใจมอบสถาปัตยกรรมที่หวังดีต่อทั้งผู้ใช้งาน และธรรมชาติ เพื่อให้ทั้งสามสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างประนีประนอม

“การอยู่ในสายอาชีพนี้มันมาไกลเกินกว่าที่เราคิดเยอะมาก จริงๆ เราแค่อยากสร้างบ้านสักหลังหนึ่งที่ลูกค้าให้เราออกแบบ ให้มันอยู่สบาย ตอบรับกับพฤติกรรมของเขา และเข้ากับสภาพแวดล้อมตรงนั้นจริงๆ ถ้ามันเกิดขึ้นหลายๆหลัง ผมมองว่า มันจะช่วยโลกได้เยอะมาก เราไม่เคยคิดว่าจะต้องดัง มีชื่อเสียง หรือเป็น Great Architects อะไร แต่แค่มีความสุขกับจุดนี้แค่นั้นเอง ได้เห็นงานที่เราเริ่มออกแบบสร้างเสร็จแต่ละหลังๆ เห็นรอยยิ้มลูกค้า แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว” คุณแก้วทิ้งท้าย

คุณคำรน สุทธิ สถาปนิกและผู้ก่อตั้ง Eco Architect
ปริญญาตรี : สถาปัตยกรรมศาสตร์บัณฑิต สาขาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เกียรตินิยมอันดับสอง)
ปริญญาโท : สถาปัตยกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต สาขานวัตกรรมการออกแบบนิเวศน์สถาปัตย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

(ภาพผลงานประกอบบทความจาก Eco Architect)

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

กึ๋น-กศินร์ ศรศรี นักออกแบบผู้ค้นหาความหมายของการเป็นสถาปนิก ผ่านการเดินทางและปรัชญาการออกแบบ

“สุดท้ายแล้วมันก็ย้อนกลับมาเป็นเรื่องของวิถีชีวิตมากกว่า ว่าเราอยากจะมีกลุ่มคนหรือมีวิถีชีวิตในแต่ละวันเป็นแบบไหน?”

คุณกึ๋น-กศินร์ ศรศรี สถาปนิกแห่ง Volume Matrix Studio เอ่ยระหว่างการสัมภาษณ์เรื่องแนวคิดการทำงานด้านสถาปัตยกรรมและจุดเริ่มต้นของการเป็นสถาปนิก ท่ามกลางร่มเงาไม้ใหญ่รอบด้าน และลมพัดเบาๆ คลายร้อน

Continue reading "กึ๋น-กศินร์ ศรศรี นักออกแบบผู้ค้นหาความหมายของการเป็นสถาปนิก ผ่านการเดินทางและปรัชญาการออกแบบ"

Jun Sekino จากนักเรียนสถาปัตย์ที่เกือบถูกรีไทร์ สู่เส้นทางแห่งการทดลองและฝึกฝนจนกลายเป็นสถาปนิกแนวหน้าของไทย

“เส้นทางการเป็นสถาปนิกสำหรับผม มันคล้ายๆ การวิ่งมาราธอน เวลาเราวิ่งไกลๆ มันจะมีทั้งช่วงที่มีแรง  มีพลัง มีช่วงท้อ เสียงในหัวบอกว่าไม่ไหวแล้ว พอเถอะ แต่ก็กลับมาฮึดใหม่ มันวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ” นี่คือคำพูดของสถาปนิกไทยเชื้อสายญี่ปุ่นคุณ จูน เซคิโน แห่ง Junsekino Architect and Design เมื่อเราถามถึงเส้นทางในสายอาชีพสถาปนิก

Continue reading “Jun Sekino จากนักเรียนสถาปัตย์ที่เกือบถูกรีไทร์ สู่เส้นทางแห่งการทดลองและฝึกฝนจนกลายเป็นสถาปนิกแนวหน้าของไทย”

BodinChapa Architects เมื่อสถาปัตยกรรมเกิดจากคำถาม และเรื่องราวระหว่างทางคือการทดลอง

‘BodinChapa’ สตูดิโอไซส์เล็กแต่มากด้วยชั้นเชิงในการออกแบบที่ตอนนี้มีผลงานให้ชวนติดตามอย่างต่อเนื่อง ด้วยชื่อติดหูที่เกิดจากการรวมกันของชื่อ ‘บดินทร์’ จาก คุณป้อง-บดินทร์ เมืองลือ และ ‘ชาภา’ จากคุณว่าน-พิชชาภา โล่ห์ทอง สองสามีภรรยาที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัท ภายใต้ความเชื่ออย่างลึกซึ้งว่าสถาปัตยกรรมจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ในทุกๆ มิติของสังคม โดยผ่านการออกแบบที่เกิดจากการทดลองและเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ อย่างไม่หยุดนิ่ง จนในวันนี้ BodinChapa Architects ได้กลายเป็นหนึ่งในสตูดิโอออกแบบที่น่าจับตามองมากที่สุดอีกแห่งของวงการ

จากการวาดรูปสู่เส้นทางเพื่อต่อยอดทางวิชาชีพที่รัก

กว่า BodinChapa Architects จะเกิดขึ้นได้ต้องเล่าย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ทั้งคุณป้อง-คุณบดินทร์และคุณว่าน-พิชชาภายังเป็นเด็ก ด้วยพื้นเพเดิมของทั้งคู่เป็นเด็กต่างจังหวัด โดยที่คุณป้องเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงราย ส่วนคุณว่านเกิดและเติบโตที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาทำให้ทั้งคู่ซึมซับความเป็นพื้นถิ่นมาอย่างเต็มเปี่ยม เริ่มจากทางคุณป้องที่ตอนเด็กได้มีโอกาสได้คลุกคลีกับช่างท้องถิ่นช่วงที่ในชุมชนมีการก่อสร้างบ้านหรืออาคารต่างๆ จากจุดนี้เองที่ทำให้คุณป้องเกิดความสนใจไปถึงข้อสงสัยว่าหากตนเองอยากทำงานเกี่ยวกับด้านนี้จะมีคณะอะไรบ้าง จนเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะเข้าคณะสถาปัตยกรรมเพื่อต่อยอดจากสิ่งที่ตนเองสนใจในวัยเด็ก

ส่วนทางคุณว่านนั้นชื่นชอบการวาดรูปมาตั้งแต่เด็กๆ โดยตั้งใจให้รูปภาพนั้นเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดสิ่งที่ตนเองคิดและความรู้สึกมากกว่าการสื่อสารอย่างอื่น เมื่อเติบโตมาทักษะการวาดรูปก็พัฒนาและมีความซับซ้อนมากขึ้น จนถึงจุดเดียวกับคุณป้องที่ค้นหาว่าทักษะที่ตนเองมีอยู่นั้นเหมาะสมกับการเรียนในด้านไหน และเมื่อกลั่นกรองจนแน่ใจแล้ว จึงตัดสินใจเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมเช่นเดียวกัน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังให้มากกว่าการตอบโจทย์การด้านวาดรูป แต่คือการสอนวิธีคิด

คุณป้องและคุณว่านต่างก็เป็นนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ซึ่งทั้งคู่ต่างบอกเล่าเรื่องราวไปทางเดียวกันว่า ช่วง 5 ปีที่ได้ศึกษาที่นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการทดลองอย่างแท้จริง ทั้งการทดลองการใช้ชีวิต การเรียนรู้สิ่งต่างๆ การเข้าสังคม ไปจนถึงการได้ศึกษาถึงศาสตร์ของความงามของงานสถาปัตยกรรม ตั้งแต่ที่มาที่ไปในการออกแบบ แนวความคิดในการออกแบบ การพัฒนาแบบ ไปจนถึงการเขียนแบบเพื่อการก่อสร้าง ซึ่งประสบการณ์ที่พบเจอในช่วงเรียนนั้นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในตัวตนของทั้งคู่ในเวลานี้อย่างเหนียวแน่น

จากงานออกแบบคาเฟ่เล็กๆ ที่เชียงรายที่ต่อมากลายเป็นจุดเริ่มต้นของ BodinChapa Architects

เมื่อเรียนจบทั้งคุณป้องและคุณว่านยังไม่ได้ตัดสินใจก่อตั้ง BodinChapa Architects ในทันที แต่ทั้งคู่ตัดสินใจที่จะแยกย้ายกันไปหาประสบการณ์กันก่อน โดยคุณว่านเลือกที่จะทำงานในสตูดิโอออกแบบที่มีแนวทางการทำงานที่ตนเองสนใจอยู่หลายปี ส่วนคุณป้องได้เลือกที่จะกลับไปบ้านเกิดที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งตรงกับจังหวะที่เพื่อนอยากให้ออกแบบคาเฟ่ที่ชื่อ Laantim cafe พอดี ทางคุณป้องจึงตัดสินใจรับงานด้วยที่อยากทดลองอะไรหลายๆ อย่าง ทั้งเรื่องความเชื่อและความคิดในวิถีทางในการออกแบบ ซึ่งงานออกแบบชิ้นนี้เองได้กลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้คุณป้องเชื่อว่าตนเองสามารถผลิตงานสถาปัตยกรรมที่ดีได้ ทั้งต่อเจ้าของโครงการและบริบท จนเวลาผ่านไป 2-3 ทั้งคู่จึงกลับมาพูดคุยกันถึงรูปแบบของงานสถาปัตยกรรมที่ทั้งสองคนชอบและอยากทำให้เป็นกิจจะลักษณะเพื่อที่จะได้สื่อสารความเชื่อออกไปได้อย่างเต็มที่ ก็เลยตัดสินใจมาทำงานร่วมกันและนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของ BodinChapa Architects

การออกแบบที่เกิดจากการตั้งคำถาม จนไปถึงการเขียนแบบที่เน้นให้ง่ายต่อการก่อสร้างหน้างานให้มากที่สุด

BodinChapa Architects มีลักษณะการทำงานเป็นทีม โดยทุกโครงการที่ออกแบบจะเริ่มจากการตั้งคำถามอย่างละเอียดในทุกๆ มิติเป็นอันดับแรก ตั้งแต่การตั้งคำถามด้วยกันเองในทีม คำถามกับเจ้าของโครงการ จนไปถึงการตั้งคำถามถึงบริบทเพื่อหาทิศทางของโครงการ จากนั้นทั้งสตูดิโอก็ทำการ Brainstorm ความคิดกันในทีมเพื่อสเก็ตช์ออกมา โดยคุณป้องและคุณว่านจะให้เวลาและความสำคัญกับขั้นตอนสเก็ตช์เป็นอย่างยิ่งเพื่อหาความเป็นไปได้ของสถาปัตยกรรมที่จะเกิดขึ้น พอผ่านขั้นตอนนี้ก็ตามด้วย Presentation หรือ 3 มิติเพื่อเสนอเจ้าของโครงการและการเขียนแบบก่อสร้างเพื่อนำไปก่อสร้างหน้างาน ซึ่งในการเขียนแบบก่อสร้างทาง BodinChapa Architects จะเคลียร์รายละเอียดให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดคำถามในหน้างานให้น้อยที่สุดนั่นเอง

จากการหลอมรวมบริบทอย่างพิถีพิถันจนเกิดเป็น Pasang คาเฟ่ที่ BodinChapa ยกให้เป็นโครงการที่ยากที่สุดตั้งแต่ออกแบบมา

หลังจากเปิด BodinChapa Architects มาอย่างเป็นทางการและได้รับโอกาสให้ออกแบบอาคารต่างๆ มาไม่น้อย แต่ก็ยังมีโครงการหนึ่งที่ทั้งคู่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นงานออกแบบที่มีความท้าทายแต่ก็สนุกมากที่สุด โครงการนั้นคือ โครงการป่าซาง ที่จังหวัดเชียงราย

‘ป่าซาง คาเฟ่’ เป็นโครงการออกแบบร้านกาแฟที่ทั้งคู่พูดคุยกันเยอะมากเพื่อหา Direction ที่จะสื่อสารภาษาในแบบของตัวเอง ผ่านงานสถาปัตยกรรม โดยตั้งใจให้สถาปัตยกรรมทำหน้าที่เล่าความเป็นพื้นถิ่นในรูปแบบที่ร่วมสมัยและมีความโมเดิร์นเข้ามาเป็นส่วนประกอบ ตัวอาคารถูกออกแบบจากผนัง Modular ที่นำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนเป็นงานสถาปัตยกรรมด้วยต้องการสื่อสารถึงคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ได้อย่างตรงไปตรงมา

คำจำกัดความของสตูดิโอออกแบบที่ไม่ยึดติดกับอะไรแบบเดิม

คุณว่านกล่าวว่าหากจะจำกัดความเป็น BodinChapa Architects ด้วยคำสามคำคงหนีไม่พ้น ‘ภูมิปัญญาเชิงช่าง การทดลองและไฮบริด’ ด้วยความที่ทางสตูดิโอนั้นให้คุณค่ากับความเป็นพื้นถิ่นของบริบทของแต่ละโครงการ จึงทำทั้งคู่ให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาเชิงช่างเป็นอย่างมาก แต่ด้วยยุคสมัยและข้อจำกัดในการออกแบบเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย การยึดรูปแบบของความเป็นพื้นถิ่นทางเดียวนั้นยังไม่พอ จึงเกิดมาเป็นการ ‘ทดลอง’ ที่เป็นแนวทางการออกแบบ ทั้งเพื่อเป็นการเรียนรู้และค้นหาผลลัพธ์ทางสถาปัตยกรรมที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าและบริบท เมื่อการทดลองนำมาผสมผสานกับภูมิปัญญาเชิงช่าง จึงเกิดมาเป็นคำว่า ‘ไฮบริด’ ซึ่งเป็นที่คำที่บ่งบอกรูปแบบสถาปัตยกรรมของ BodinChapa มากที่สุด เพราะที่นี่คือสตูดิโอแห่งการผสมผสานที่ไม่ยึดติดกับอะไรแบบเดิม และเปิดรับสิ่งใหม่อยู่เสมอเพื่อให้ทุกงานออกมาสนุก ทั้งในแง่ของการทำงานและตัวงานสถาปัตยกรรม

เมื่อความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงขั้นบันไดแห่งความท้าทาย

แม้ว่าวันนี้ BodinChapa Architects จะเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจในการออกแบบอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งคุณป้องและคุณว่านยังมองว่าความสำเร็จในวันนี้เป็นเพียงบันไดเพียงขั้นหนึ่งในวิชาชีพสถาปนิกเท่านั้น โดยทั้งคู่ได้ย่อยคำว่าความสำเร็จออกเป็นหลายๆ ส่วน เพื่อที่จะได้ประเมินตัวเองตลอดเวลา ว่าสิ่งที่ทำนั้นตรงประเด็นและสามารถต่อยอดอะไรได้บ้าง และมองไปถึงผู้ใช้พื้นที่ในงานสถาปัตยกรรมที่ออกแบบว่ามีความสุขในพื้นที่นั้นๆ หรือไม่ ซึ่งความสุขของผู้ใช้นั้นก็ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของทั้งสตูดิโอเช่นกัน

 

ฝากอะไรถึงน้องๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานในสายอาชีพสถาปนิก

สำหรับสตูดิโอออกแบบที่มีประสบการณ์ใกล้สิบปีแห่งนี้แนะนำให้น้องๆ คิดว่าการทำงานเป็นการทดลองเพื่อหาว่าเราเหมาะกับอะไร และเรียนรู้ให้ได้มากที่สุดในทุกๆ มิติของการทำงาน ทั้งเรื่องของการออกแบบ การเข้าสังคม การคุยงานกับลูกค้า การประสานงานกับทั้งวิศวะกรหรือช่างก่อสร้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ให้เก็บเกี่ยวความรู้ และหากต้องการจะเปิดออฟฟิศของตัวเองหลังจากนี้ก็ให้ถามตัวเองก่อนว่ามีความพร้อมมากแค่ไหน พร้อมทั้งการจัดการรอบด้าน ทั้งการออกแบบ งบประมาณไปจนถึงการเสียภาษีต่างๆ ซึ่งหากพิจารณาอย่างละเอียดแล้วว่าตัวเองพร้อมก็ให้ลุยเลย

“BodinChapa Architect เกิดจากการตั้งคำถามว่าเราควรจะใช้อะไรในการสื่อสารรูปแบบงานสถาปัตยกรรมในแบบของเรา หรือเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรา เราไม่ต้องการเอาคำนิยามมานิยามว่าเราจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตลอด ดังนั้นเราก็เลยคิดว่าน่าจะเอาชื่อหรืออะไรที่เรามีอยู่มาเล่าเป็นตัวเรา ชื่อ BodinChapa จะแทนบุคคลหรือสถาปนิกที่อยู่ในทีมของเราว่า เราเป็นบุคคล เราเป็นสถาปนิก และเตือนตัวเองตลอดว่า เราจะต้องทำงานสถาปัตยกรรมออกมาเพื่อสื่อสารไปยังคนภายนอก ให้เข้าใจถึงความหมาย คุณค่าตลอดจนการใช้พื้นที่ได้อย่างมีความสุขที่สุด” คุณบดินทร์ เมืองลือ และ คุณพิชชาภา โล่ห์ทอง แห่ง BodinChapa Architects

บดินทร์ เมืองลือ และ พิชชาภา โล่ห์ทอง

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

 

VaSLab ARCHITECTURE วสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกที่ขับเคลื่อนห้องแล็ปแห่งการทดลองด้วยความเชื่อและไดนามิกดีไซน์

ในวันนี้ภาพของความสำเร็จอาจเป็นภาพที่ใครหลายคนเห็น เมื่อมองไปยัง VaSLab (Vertere Architecture Studio Laboratory) สตูดิโอออกแบบแนวหน้าของเมืองไทย แต่สิ่งที่หลายคนไม่รู้ คือ ทุกเบื้องหลังของ คุณวสุ วิรัชศิลป์

Continue reading “VaSLab ARCHITECTURE วสุ วิรัชศิลป์ สถาปนิกที่ขับเคลื่อนห้องแล็ปแห่งการทดลองด้วยความเชื่อและไดนามิกดีไซน์”

วิน-ธาวิน หาญบุญเศรษฐ WARchitect สถาปนิกที่ยังคงแข่งกับตัวเองในทุกวันเพื่อให้งานเป็นหลักฐานของความตั้งใจ

แม้วันนี้ WARchitect ที่นำทีมโดย คุณวินธาวิน หาญบุญเศรษฐ จะกลายเป็นหนึ่งในสตูดิโอออกแบบที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับทั้งจากแวดวงนักออกแบบและเหล่าเจ้าของโครงการ

Continue reading “วิน-ธาวิน หาญบุญเศรษฐ WARchitect สถาปนิกที่ยังคงแข่งกับตัวเองในทุกวันเพื่อให้งานเป็นหลักฐานของความตั้งใจ”

หนึ่ง-เอกภาพ ดวงแก้ว หรือการมี “แนวทางในการออกแบบ” อาจเป็นความล้มเหลวในวิชาชีพสถาปนิก

หลังจากผ่านประสบการณ์การทำงานในวิชาชีพสถาปัตยกรรมมามากกว่า 10 ปี อันที่จริงต้องกล่าวว่าตั้งแต่เริ่มเรียนในคณะสถาปัตยกรรมแล้วด้วยซ้ำที่ คุณหนึ่งเอกภาพ ดวงแก้ว จาก EKAR

Continue reading “หนึ่ง-เอกภาพ ดวงแก้ว หรือการมี “แนวทางในการออกแบบ” อาจเป็นความล้มเหลวในวิชาชีพสถาปนิก”

จุลสมโณ พงษ์เสฐียร กับการใช้ประสบการณ์เป็นขั้นบันได เพื่อให้รู้ว่าการเป็นสถาปนิกนั้นไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ

จากเด็กคนหนึ่งที่ชื่นชอบการวาดรูปและไม่เคยมีความฝันอยากเป็นอย่างอื่นเลยนอกจากการเป็น ‘สถาปนิก’ จนวันนี้ได้กลายเป็นสถาปนิกไทยที่มีผลงานประกวดไปถึงเวทีระดับโลกอย่าง WAF 2019

Continue reading “จุลสมโณ พงษ์เสฐียร กับการใช้ประสบการณ์เป็นขั้นบันได เพื่อให้รู้ว่าการเป็นสถาปนิกนั้นไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ”

ต้น-บดินทร์ พลางกูร สถาปนิกที่กลั่นกรองบริบทอย่างประณีต เพื่องานออกแบบแห่งตัวตนที่เต็มไปด้วยคุณค่า

โดดเด่นแต่ทว่าถ่อมตนอยู่ในทีกับตู้คอนเทนเนอร์สีขาวสะดุดตาใจกลางเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทออกแบบอย่าง CONTEXT STUDIO ที่มีผลงานออกมาให้เราได้ประทับใจอย่างต่อเนื่องกับงานอาคารประเภท commercial ทั้งคาเฟ่ ร้านอาหารและ retail shop ที่ล้วนแต่ถูกกลั่นกรอง identity ของแบรนด์ผ่านงานดีไซน์อย่างเข้มข้น โดยมี คุณต้น – บดินทร์ พลางกูร – Founder of Context studio

Continue reading “ต้น-บดินทร์ พลางกูร สถาปนิกที่กลั่นกรองบริบทอย่างประณีต เพื่องานออกแบบแห่งตัวตนที่เต็มไปด้วยคุณค่า”