Greenery Revolution ปฏิวัติพื้นที่สีเขียวให้สอดคล้องกับเมืองยุคใหม่

Greenery Revolution
ปฏิวัติพื้นที่สีเขียวให้สอดคล้องกับเมืองยุคใหม่

ชิบุยา – ย่านทันสมัยในโตเกียวนี้ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในย่านล้ำหน้าอันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ การใช้ประโยชน์ที่ดินในย่านนี้จึงตามมาด้วยแผนการพัฒนาที่ต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความคุ้มค่าบนผืนดินมูลค่ามหาศาลนี้ที่สุด แน่นอนว่าทิศทางการพัฒนาพื้นที่กลางเมืองส่วนใหญ่จะถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นอาคารพาณิชย์ตลอดจนตึกสูงระฟ้า และปฏิเสธไม่ได้ว่าการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบนี้ส่งผลให้พื้นที่สาธารณะตลอดจนพื้นที่สีเขียวสำหรับคนเมืองลดลงอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวเนื่องกัน

เราคงปฏิเสธการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ไม่ได้ เพราะย่านเศรษฐกิจก็ถือเป็นหัวใจสำคัญในการหล่อเลี้ยงประเทศพอๆ กับความสำคัญของพื้นที่สีเขียวที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนเมือง นั่นทำให้หลายโครงการในยุคปัจจุบันนี้ที่เริ่มหันมาพัฒนาสถาปัตยกรรมที่ผสานกับพื้นที่สีเขียวเพื่อให้เกิดประโยชน์หลากมิติไปพร้อมกัน รวมถึงโปรเจกต์น่าสนใจในย่านชิบุยาที่หยิบมาแนะนำกันในคราวนี้ด้วยที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติการพัฒนาพื้นที่สีเขียวผสานสถาปัตยกรรมที่เกิดประโยชน์มากมายหลายมิติทีเดียว

โปรเจกต์ที่ว่านี้ก็คือ Miyashita Park อาคาร Community Mall สารพัดประโยชน์ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม 2020 ที่ผ่านมา การพัฒนาพื้นที่สีเขียวให้สอดคล้องกับพลวัตรเมืองยุคใหม่นี้กำลังได้รับความสนใจไปทั่วโลกเพราะเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่สามารถเอื้อประโยชน์ให้กับทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง แลนด์มาร์กใหม่ของชิบุยานี้ตั้งอยู่บริเวณตะเข็บย่านในโซนที่เชื่อมต่อไปยังฮาราจูกุและโอโมเตะซานโดซึ่งใครที่รู้จักโตเกียวก็จะรู้ดีว่าพื้นที่โดยรอบย่านนี้คือแหล่งฮิปสำหรับนักช้อปแถมยังเป็นแหล่งธุรกิจสำคัญของญี่ปุ่นด้วย

Miyashita Park ประกอบไปด้วยอาคารพาณิชย์แนวยาว 3 ชั้น ที่มีความกว้างของอาคารแค่ราว 35 เมตร แต่กินพื้นที่แนวยาวกว่า 330 เมตร ทอดยาวตลอดแนวถนน Meiji Dori และคู่ขนานไปกับรางรถไฟของ JR ที่เป็นเส้นทางหลักของสายสำคัญมากมายซึ่งก็รวมถึงสาย Yamanote Line ด้วย อาคารด้านล่างสูง 3 ชั้นเป็นที่ตั้งของ RAYARD MIYASHITA PARK ซึ่งเป็น Lifestyle Mall ทันสมัยที่ประกอบไปด้วยร้านค้ามากมาย

ในส่วนของชั้นดาดฟ้าก็คือสวนสาธารณะ Miyashita Park (ชื่อเดียวกับชื่อโครงการ) ที่ออกแบบภูมิสถาปัตย์ให้ทันสมัยและเต็มไปด้วยประโยชน์ใช้สอยหลากหลายมิติ ตั้งแต่การเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ ลานหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่ให้นั่งเล่นอย่างชิลๆ นอกจากนี้ ยังมีคาเฟ่เก๋ๆ ที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศดีๆ ไปจนถึงลานกีฬาคนเมืองในรูปแบบต่างๆ ที่ให้ทุกคนได้สนุกกับการเสียเหงื่อหลากหลายกิจกรรมอีกด้วย

พื้นที่ของ RAYARD MIYASHITA PARK และ Miyashita Park ยังผสานไปสู่อีกส่วนสำคัญที่อยู่ปลายสุดของโครงการนั่นก็คือ sequence MIYASHITA PARK ซึ่งเป็นส่วนของอาคารสูง 18 ชั้นที่ถูกพัฒนาเป็นโรงแรมทันสมัยใจกลางเมืองอีกด้วย โดยโรงแรมนี้มีห้องพักในรูปแบบ Business Hotel ตามสไตล์ตะวันตกไว้บริการ ตลอดจนห้องพักในรูปแบบ Dormitory Room ที่มีเตียงสองชั้นคล้ายสไตล์ Budget Hotel ไว้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเป็นกลุ่มหรือแบบครอบครัว (แต่ไม่ได้เปิดจองแบบแยกเตียงเดี่ยวเหมือนกับ Budget Hotel) พร้อมบาร์ไปจนถึงคาเฟ่เก๋ๆ ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

จะว่าไปแล้วด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมอาจจะไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก แต่ทว่าความน่าสนใจกลับอยู่ที่รายละเอียดของการออกแบบที่เน้นอรรถประโยชน์มากกว่าดีไซน์ สถาปนิกต้องการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมนี้ในรูปแบบ Walkable Architecture ที่ผสานสถาปัตยกรรมเข้ากับวิถีสัญจรไว้ด้วยกัน นอกจากจะกลายเป็นพื้นที่ช้อปปิ้งที่เป็นแหล่งรวมร้านค้าต่างๆ แล้วขณะเดียวกันก็ยังเป็นเส้นทางสัญจรที่ผู้คนสามารถใช้เดินทางในย่านนี้ได้พร้อมกันด้วย ทางเดินส่วนใหญ่เป็นเส้นทางแนวยาวที่ผสานกับโซนการค้า บางส่วนของอาคารผสานกับฟังก์ชั่นสะพานลอยที่ใช้ข้ามถนนได้อย่างปลอดภัยแบบไม่ต้องเดินขึ้นลงให้เสียเวลาด้วย นอกจากนี้ส่วนของสวนสาธารณะด้านบนนอกจากเป็นแหล่งสันทนาการแล้วก็ยังถือเป็นเส้นทางเดินสาธารณะที่ใช้เดินทางสัญจรเชื่อมย่านได้พร้อมกันด้วย นับเป็นเส้นทางสัญจรที่ปลอดภัยและช่วยลดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุบนท้องถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพทีเดียว

อันที่จริงแล้วหลายคนอาจคิดว่า Miyashita Park นั้นน่าจะเป็นการตั้งชื่อเก๋ๆ ให้เข้ากับธุรกิจและการออกแบบโครงการนี้เฉยๆ แต่หากใครรู้ถึงที่ไปที่มาจริงๆ ก็จะรู้ว่าเหตุใดที่ทำให้โครงการนี้ได้รับความสนใจขึ้นมา การตั้งชื่อครั้งนี้นอกจากจะสะท้อนการเป็น Green Community Mall ที่มีอาคารพาณิชย์ผสานพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจแล้ว ชื่อดังกล่าวก็ยังอุทิศให้กับประวัติศาสตร์ดั้งเดิมในคราวเดียวกันด้วย เพราะบริเวณที่ Community Mall แห่งนี้สร้างขึ้นก็คือพื้นที่เดิมของสวนสาธารณะ Miyashita Park (宮下公園) นั่นเอง โดยสวนสาธารณะแห่งนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1953 (ก่อนโอลิมปิกครั้งแรกที่จัดขึ้นโตเกียวเมื่อปี ค.ศ.1964 ด้วยซ้ำ) จากนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่อีกครั้งเมื่อปี ค.ศ.1966 ให้เป็นอาคารจอดรถ (1 ชั้น) ที่ผสานกับสวนสาธารณะอยู่ด้านบนซึ่งถือได้ว่านี่คือสวนสาธารณะลอยฟ้าแห่งแรกของโตเกียวเลยก็ว่าได้

ปัญหาที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือความเสื่อมโทรมไปจนถึงกลายเป็นแหล่งปักหลักของกลุ่มคนไร้บ้าน ทางเมืองโตเกียวจึงได้มีแผนการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่ใหม่ โดยในปี ค.ศ.2009 ได้ปล่อยพื้นที่ให้ยักษ์ใหญ่อย่าง Nike Japan เช่าและปรับเปลี่ยนเป็น Miyashita Nike Park (宮下ナイキパーク) ลานกีฬาสายเอ็กซ์ตรีมที่กำลังเป็นเทรนด์นิยม  จนกระทั่งสัญญาเช่าเดิมหมดลงพื้นที่นี้จึงถูกเปลี่ยนมืออีกครั้งสู่อีกหนึ่งยักษ์ใหญ่แห่งวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นอย่าง Mitsui Fudosan ที่เป็นผู้ปรับโฉม Community Mall รูปแบบล่าสุดนี้นั่นเอง

Miyashita Park เวอร์ชั่นล่าสุดปรับเปลี่ยนจากสวนสาธารณะผสานอาคารจอดรถกลายเป็นสวนสาธารณะผสาน Community Mall ที่ทันสมัย ถึงแม้โปรเจกต์การพัฒนาพื้นที่คราวนี้จะยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่ทาง Mitsui Fudosan ก็ยังคงตัดสินใจเก็บเอกลักษณ์ดั้งเดิมอย่าง “สวนสาธารณะ” ไว้กับสถานที่นี้เหมือนอย่างเคยเช่นกัน ในส่วนรูปแบบของการพัฒนาโครงการนั้นก็อยู่ภายในแนวคิด Multilevel Urban Park System (立体都市公園制度) ที่เป็นการบริหารจัดการการใช้พื้นที่กลางเมืองใหญ่ให้เกิดประโยชน์คุ้มค่าในหลากหลายมิติที่สุด แล้วก็เป็นการพัฒนาสวนสาธารณะกลางเมืองในรูปแบบใหม่ไปพร้อมกันด้วย ส่วนแนวคิดทางสถาปัตยกรรมนั้นมาในรูปแบบ Business Environment integrated with Outdoor Space ที่ต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้กับย่านธุรกิจเมืองใหญ่ ขณะที่ตัวสถาปัตยกรรมเองก็ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายมิติที่เป็นประโยชน์ต่อคนใช้สอยอาคารไปจนถึงคนในชุมชนโดยรอบด้วย

ปอดของคนกรุงยุคใหม่นั้นสามารถเป็นได้มากกว่าแค่พื้นที่สีเขียวที่มีประโยชน์มิติเดียวเหมือนอย่างเคย หรือการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์นั้นก็สามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนเมืองไปพร้อมกันได้เช่นกัน นี่น่าจะเป็นแนวทางการปฏิวัติการพัฒนาพื้นที่สาธารณะใจกลางเมืองแนวใหม่กับคอนเซ็ปต์ Modern Public Space ที่น่าสนใจไม่น้อยด้วย คุ้มค่าและได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย แถมยังสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมเมืองไปพร้อมกัน

Information
Miyashita Park
Location : 6-20-10 Jingumae, Shibuya, Tokyo
Website: www.miyashita-park.tokyo

ขอบคุณข้อมูลจาก
www.miyashita-park.tokyo
https://www.gooood.cn/miyashita-park-by-nikken-sekkei-ltd.htm
https://www.designboom.com/architecture/nikken-sekkei-miyashita-park-shibuya-tokyo-japan-04-25-2021/
https://www.seibu-la.co.jp/park/miyashita-park/
https://www.mitsuifudosan.co.jp/english/shopping/?id=global
https://metropolisjapan.com/miyashita-park/
https://www.nippon.com/en/views/b07801/

ขอบคุณภาพจาก
www.nacasa.co.jp
www.miyashita-park.tokyo
https://www.tokyoweekender.com/2020/08/new-look-miyashita-park/

Writer
Tada Ratchagit

Tada Ratchagit

นักเขียนที่หลงรักการถ่ายภาพ หลงเสน่ห์การเดินทาง หลงใหลงานดีไซน์ไปจนถึงสถาปัตยกรรมทุกยุค ตลอดจนสนใจเรื่องราวของสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตยั่งยืน

บ้านหลังใหม่ของ T.R.O.P ที่เติมเต็มที่ว่างทางสถาปัตยกรรมด้วย Landscape

บ้านหลังใหม่ของ T.R.O.P
ที่เติมเต็มที่ว่างทางสถาปัตยกรรมด้วย Landscape

ออฟฟิศในฝันของคุณแบบไหน ?
หลายคนตอบว่า ออฟฟิศที่ยืดหยุ่น ไม่จำเป็นต้องนั่งโต๊ะทำงานน่าเบื่อเพียงอย่างเดียว
บางคนตอบว่า ออฟฟิศที่มีพื้นที่สีเขียว เงยหน้าจากคอมพิวเตอร์ก็ได้มองเห็นธรรมชาติ
และยังมีผู้คนอีกมากมายที่ตอบว่า ออฟฟิศที่มีพื้นที่ผ่อนคลายให้พนักงาน ทำกิจกรรมอื่นได้บ้าง

เพราะชั่วโมง หรือการผ่อนคลายเพียงเสี้ยวนาที ก็สร้างการทำงานประสิทธิภาพที่ดีได้
รูปแบบของออฟฟิศในฝันทั้งหมดที่กล่าวมานี้ จึงเป็นแนวคิดที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านหลังใหม่ของ Trop : terrains + open space บริษัทออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่นำทีมโดยภูมิสถาปนิก ป๊อก-อรรถพร คบคงสันติ ก่อนจะได้รุ่นน้องคนสนิทอย่าง จูน เซคิโน จาก JUNSEKINO Architecture & Design มารับหน้าที่ออกแบบออฟฟิศหลังใหม่ที่พร้อมเติมเต็มความรู้สึกผ่อนคลาย และยกระดับชีวิตการทำงานของเหล่า TROPster ให้ดีขึ้น

หากมีคนคุ้นตากับบ้านพักส่วนตัวของคุณป๊อกอย่าง Residence Rabbit คงจะจินตนาการถึงอาคารทรงกล่องสีขาว ที่เรียบ นิ่ง และที่สำคัญต้องเนี้ยบ แต่เปล่าเลย…ออฟฟิศหลังใหม่ของ TROP กลับมีบรรยากาศของความโคซี่ เหมือนบ้านที่ปล่อยให้ธรรมชาติเข้ามาใช้งานไปพร้อมๆ กับคน “เรามองว่าพี่ป๊อก เขาเป็นคนเนี้ยบมาก แต่เขาไม่อยากให้ออฟฟิศดูเนี้ยบขนาดนั้น เพราะอยากให้รู้สึกเหมือนเป็นบ้านมากกว่า ปล่อยให้มันรกได้บ้าง สะท้อนความเป็น landscape หน่อยๆ มีต้นไม้ขึ้น มีมอสเกาะบ้าง พูดง่ายๆ ก็คือยอมให้เขรอะได้นิดนึงแต่ต้องไม่สกปรก” คุณจูนเล่า

Open Space ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชื่อ T.R.O.P

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า T.R.O.P ตัวอักษรภาษาอังกฤษสี่ตัวนี้ ย่อมาจาก Terrains ที่แปลว่า ผืนดิน และ Open Space ที่แปลอย่างตรงตัวว่า พื้นที่เปิดโล่ง ซึ่งทั้งสองคำก็สะท้อนขอบเขตของงานภูมิสถาปัตยกรรมได้อย่างสมบูรณ์ ในการออกแบบอาคารเพื่อสื่อตัวตนของ T.R.O.P แน่นอนว่าสองคำนี้ย่อมเข้ามาเป็นองค์ประกอบอย่างไม่ต้องสงสัย

(แปลน TROP : terrains + open space ชั้น 1)
(แปลน TROP : terrains + open space ชั้น 2)
(แปลน TROP : terrains + open space ชั้น 3)

Open Space กลายเป็นส่วนสำคัญของอาคาร โดยมีคอร์ดเปิดโล่งกระจายตัวอยู่ตามมุมอาคารคล้ายโอเอซิสสีเขียวขนาดเล็ก ที่สร้างความผ่อนคลายให้กับพนักงาน คอร์ดแรกคือ Welcome Space ที่มองเห็นได้จากที่จอดรถ เปิดมุมมองเข้าสู่ห้องประชุม และห้องทำงาน ซึ่งต้อนรับแขกเรื่อหรือลูกค้าที่อาจมาเยี่ยมเยือนเป็นบางครั้งคราว บรรยากาศอาคารท่ามกลางความเป็นธรรมชาติจากพื้นที่เปิดโล่งจึงพร้อมทักทาย และแสดงถึงตัวตนของ T.R.O.P ได้เป็นอย่างดี

ถัดจากทางเข้าหลัก พื้นที่เปิดทะลุสู่คอร์ดเปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งเป็นเสมือน Common Area ของเหล่า Tropster ที่สามารถออกมานั่งเล่น เปิดวงสนทนาพูดคุยกัน พักจากการนั่งโต๊ะทำงานมาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติได้บ้างเพื่อรีเซ็ตตัวเอง

บริเวณคอร์ดนี้เองยังเป็นตำแหน่งของบันไดที่ใช้เชื่อมอาคาร ซึ่งเป็นความตั้งใจแรกของคุณป๊อก ซึ่งต้องการให้ทางสัญจรที่จะเชื่อมพื้นที่ทั้งหมดอยู่ภายนอกอาคารเป็น Open Space แกมบังคับ ที่ทำให้พนักงานได้ออกมาสัมผัสอากาศธรรมชาติแทนที่จะนั่งอยู่ภายในห้องสี่เหลี่ยมอุดอู้ทั้งวัน

“อีกอย่างหนึ่งคือ พี่ป๊อกเขาใฝ่ฝันอยากมีโต๊ะทำงาน 8 เมตร ที่เปิดมุมมองได้กว้าง อยากให้ทั้งพนักงานและตัวเขาเองมองเห็นธรรมชาติสีเขียวได้ หรือออกมาสัมผัสอากาศภายนอกได้ในขณะที่ยังเป็นส่วนตัว ไม่มีคนนอกมองเข้ามาเห็น” คุณจูนเล่าให้เราเห็นภาพไปตามผังเลย์เอาท์ที่ตนเองเป็นคนออกแบบ

ที่ชั้นสองของออฟฟิศหลังนี้ เป็นห้องทำงานขนาดใหญ่ของพนักงานและห้องทำงานของไดเรกเตอร์ใหญ่อย่างคุณป๊อก ซึ่งถูกออกแบบให้แยกมุมและกั้นกลางระหว่างกันด้วยคอร์ดพื้นที่สีเขียวที่ยังคงมองเห็นกันได้ แต่แบ่งสัดส่วนของพื้นที่ให้ตัดขาดกันอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีนี้นอกจากจะทำให้ทุกห้องได้มุมมองพื้นที่สีเขียวที่อยู่ส่วนกลางแล้ว ยังลดความเกร็ง ความไม่เป็นตัวเองที่เกิดขึ้นจากการที่หัวหน้างานและพนักงานนั่งทำงานอยู่ใกล้กันอีกด้วย

ส่วนบริเวณชั้นบนสุด ออกแบบให้เป็น Pantry และพื้นที่กิจกรรมของพนักงาน รวมถึงมีสวนดาดฟ้าที่สามารถมาใช้ทำกิจกรรม พักผ่อน จัดปาร์ตี้ หรือทำบาร์บีคิวเอาท์ดอร์กันได้อย่างสนุกสนาน

เรียบง่ายแต่มีรายละเอียด 

เมื่อเราถามถึงการทำงานร่วมกับดีไซน์เนอร์ชื่อดัง มีความกดดันหรือแตกต่างจากการออกแบบโปรเจ็กต์อื่นๆไหม ? คุณจูนก็เล่าให้ฟังว่า “พอเราทำงานกับดีไซน์เนอร์ บางทีเรากลัวว่ามันจะไม่มีอะไร ผมว่าคำนี้มันน่าสนใจ ซึ่งสำหรับพี่ป๊อกเอง เขาก็คอยบอกเราว่า เท่านี้แหละ พอแล้ว เขาต้องการแค่อะไรที่เหมาะสม พอดี ไม่มากและไม่น้อยไป ไม่ใช่ต้องมองหาแต่ความ ‘มีอะไร’ จนเกินความพอดี”

ความเรียบง่าย พอดีที่ว่าสะท้อนผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยเติมแต่งรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ตามแบบฉบับของ JUNSEKINO Architecture & Design โดยงานนี้คุณจูนเลือกใช้อิฐเข้ามาเป็นวัสดุที่เติมเต็มเรื่องราว รายละเอียดและสร้างกิมมิคให้กับอาคาร ด้วยการก่อจัดเรียงอิฐสลับแนวนอนและแนวขวาง สร้างกรอบเฟรมเส้นด้วยเหล็กแผ่นบาง ทำให้งานก่อผนังอิฐดูเนี้ยบ และเฉียบคม บ่งบอกคาแร็กเตอร์ ความเป็น T.R.O.P ได้อย่างลงตัว

อิฐยังมีข้อดีตรงที่ใช้งานได้ทั้งภายนอกและภายใน ซึ่งคุณจูนยังนำอิฐมาใช้ออกแบบบริเวณพื้น เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องเรียบ เนี้ยบกริบ ความรู้สึกจึงแตกต่างจากการที่เราเดินบนพื้นกระเบื้องอย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้นยังสามารถสร้างความเป็นส่วนตัวในขณะที่เปิดให้ลมธรรมชาติไหลผ่านได้ดี เมื่อวันเวลาผันผ่านไป มอสหรือความชื้นจากต้นไม้นานาชนิดที่ปลูกไว้ยังทำหน้าที่เปลี่ยนอิฐสีส้มให้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เติมเต็มกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติและลดความแข็งแกร่งของสถาปัตยกรรมได้อย่างนุ่มนวล

สถาปัตยกรรมเรียบง่ายที่ปล่อยให้ภูมิทัศน์รับบทเด่น

ความเป็นธรรมชาติจากการออกแบบแลนด์สเคปเข้ามาเติมเต็มอาคารทรงกล่อง สร้างอารมณ์คอนทราสได้อย่างน่าสนใจ สถาปัตยกรรมกล่องสี่เหลี่ยมที่ดูประดิษฐ์มากๆ จึงดูมีชีวิตและความเคลื่อนไหว มีความฟรีฟอร์ม หรือความเขียวขจีจากธรรมชาติมาช่วยทำให้อาคารดูซอฟลง

กล่าวได้ว่าการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นผลงานจากสถาปนิกเพียงครึ่งนึง ซึ่งอาคารเหล่านั้นจะสมบูรณ์ได้ต้องอาศัยผู้ใช้งาน ความมีชีวิตชีวาในอาคารจึงไม่ใช่สเปซแต่คือผู้ใช้งานและธรรมชาติที่เติบโตและมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งความที่เป็นออฟฟิศออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม แน่นอนว่าย่อมขาดพื้นที่สีเขียวไปไม่ได้ คุณป๊อกจึงเลือกที่จะแทรกธรรมชาติเข้ามาในที่ว่างทางสถาปัตยกรรมที่เหลืออยู่ อย่างพื้นที่เปิดโล่งทั้งหมดของอาคาร รวมถึงผนัง Green wall ที่ห่อหุ้มอาคาร ตอบโจทย์ในเรื่องมุมมองและความผ่อนคลายจากจุดพักสายตา

คุณจูนเล่าทิ้งท้ายว่า “อาคารมันมีสถาปัตยกรรมอย่างเดียวไม่รอด มันต้องประกอบด้วยแลนด์สเคป อินทีเรีย ผู้รับเหมา หรือการออกแบบแสงสว่างที่ดี ผมอยากทำงานออกแบบที่ไม่ใช่แค่สถาปัตยกรรม แต่ผมอยากให้คนที่อยู่ในตึกมองออกมานอกอาคาร ในทุกอณูของอาคารมีพื้นที่สีเขียว หรือแม้กระทั่งเงาตกกระทบ มันก็ยังคงมองเห็นความเป็นธรรมชาติภายในสเปซ”

จริงอยู่ที่มีเพียงคอมพิวเตอร์ โต๊ะและเก้าอี้ก็สามารถนั่งทำงานได้ แต่จะดีแค่ไหนหากบรรยากาศรอบๆ ถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับชั่วโมงทำงานของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ให้ดีขึ้น เงยหน้าจากคอมพิวเตอร์ก็ได้เจอกับมุมมองสีเขียวพักสายตา หรือหากเกิดอาการเบื่อ จะย้ายการทำงานจากห้องที่อุดอู้มานั่งทำงานกลางคอร์ดยาร์ดที่รายล้อมไปด้วยบรรยากาศธรรมชาติ ความยืดหยุ่นและผ่อนคลายจากบรรยากาศและการออกแบบสถาปัตยกรรมคงจะช่วยเติมเต็มชั่วโมงทำงานในฝันสำหรับใครหลายคนได้มากทีเดียว

Location: ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
Built Area: 740 ตารางเมตร
Architects: Junsekino Architect and Design
Interior: Junsekino Interior Design
Landscape Architect: TROP: terrains + open space
Contractor: G.A. House
Interior Contractor: A2J
Photo credit: Spaceshift Studio

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

บันทึกเรื่องราวที่ซุกซ่อนความเอ็กซ์คลูซีฟและสิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆ องค์ประกอบ ณ The Reserve Sukhumvit 61

แม้ความคึกคักด้วยร้านรวงคาเฟ่ สถานบันเทิงร้านอาหาร ไปจนถึงความแออัดที่มากด้วยผู้คนและตึกรามบ้านช่อง จะเป็นภาพจำให้หลายคนต่างนึกถึงเสมอเมื่อเอ่ยถึงย่านสุขุมวิท สถานที่แห่งหนึ่งใจกลางย่าน กลับยังคงแอบซ่อนอย่างสุขุมและทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีเขียวอันสงบเงียบ

Continue reading “บันทึกเรื่องราวที่ซุกซ่อนความเอ็กซ์คลูซีฟและสิ่งที่ดีที่สุดในทุกๆ องค์ประกอบ ณ The Reserve Sukhumvit 61”

บ้านที่มีจุดเริ่มต้นจาก Landscape และกลบรูปแบบของสถาปัตยกรรมด้วยความรู้สึกของธรรมชาติ

Location : สุขุมวิท 49, กรุงเทพมหานคร ฯ
Area : 435 ตร.ม.
Owner : คุณอารักษ์, คุณสุรีย์พร, และคุณจิรภา พรประภา
Architect : Walllasia Ltd.
Photographer : จิณณวัตร บริหารกิจอนันต์

Continue reading “บ้านที่มีจุดเริ่มต้นจาก Landscape และกลบรูปแบบของสถาปัตยกรรมด้วยความรู้สึกของธรรมชาติ”

VERSO International School โรงเรียนที่เชื่อว่า “การออกแบบโรงเรียนที่ดี ช่วยเพิ่มการเรียนรู้ให้เด็ก”

โรงเรียนนานาชาติเวอร์โซเผยความคืบหน้าให้เหล่านักเรียนและผู้ปกครองได้ตื่นเต้นไปพร้อมๆ กัน ก่อนเปิดภาคการศึกษาแรกในเดือนสิงหาคม 2563 นี้ กับโรงเรียนแห่งอนาคต ที่ได้รับการออกแบบ โดยทีมดีไซน์เนอร์ระดับโลก

Continue reading “VERSO International School โรงเรียนที่เชื่อว่า “การออกแบบโรงเรียนที่ดี ช่วยเพิ่มการเรียนรู้ให้เด็ก””

6 วิธี Transform ให้สวนดูกว้างกว่าความเป็นจริง

ใครๆก็อยากมีพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณบ้านด้วยกันทั้งนั้น เพื่อให้บ้านของเราดูร่มเย็น แต่ก็ไม่ใช่ว่าบ้านทุกหลังจะมีพื้นที่โล่งกว้างไว้สำหรับจัดสวน โดยเฉพาะ Townhouse

Continue reading “6 วิธี Transform ให้สวนดูกว้างกว่าความเป็นจริง”

Casa Verne…แต่ง เสริม เติมสเปซ(สีเขียว)

พลิกโฉมบ้านเก่าจากยุค 1930 ให้กลายเป็นโอเอซิสอันเงียบสงบท่ามกลางยุคแห่งป่าคอนกรีต

Continue reading “Casa Verne…แต่ง เสริม เติมสเปซ(สีเขียว)”

5 ขั้นตอนควรทำ รับมือกับปัญหาสวนในหน้าร้อน

เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนที่เต็มไปด้วยแสงแดดและอุณหภูมิในอากาศที่มีความร้อนสูง นอกจากจะส่งผลทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัวแล้ว แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อต้นไม้สวยๆ ในพื้นที่การจัดสวนอันเป็นที่รักของเราเหมือนกัน

Continue reading “5 ขั้นตอนควรทำ รับมือกับปัญหาสวนในหน้าร้อน”

6 ข้อควรรู้ก่อนคิดจะปลูกไม้ใหญ่ในบ้าน

ซัมเมอร์มาเยือนทีไร ยิ่งตอกย้ำวลีที่ว่า “เมืองไทยเป็นเมืองร้อน” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที เพราะหลายคนมักจะต่อสู้กับอากาศร้อนด้วยการวิ่งไปหาซื้อพัดลม หรือติดเครื่องปรับอากาศเพิ่มในบ้าน

Continue reading “6 ข้อควรรู้ก่อนคิดจะปลูกไม้ใหญ่ในบ้าน”