House(be)hide บ้านที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตาม และปล่อยให้ธรรมชาติรับบทนำ

House(be)hide
บ้านที่ทำหน้าที่เป็นผู้ตาม และปล่อยให้ธรรมชาติรับบทนำ

“นี่เป็นความชอบตั้งแต่เด็กเลยนะ เราอยากจะมีบ้านหลังหนึ่งที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว หรือของชีวิตเรา” คุณหนุ่ม-เลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์ เจ้าของบ้านเริ่มเล่าอย่างมีชีวิตชีวา

ความฝันที่ว่า ถูกเติมเต็มภายใน House(be)hide บ้านหลังใหม่ในหมู่บ้านนวธานี ย่านเสรีไทย ซึ่งโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุกว่า 30 ปีที่สงบและร่มรื่นราวกับเป็นโอเอซิสกลางเมือง โจทย์ของบ้านเหมือนจะง่ายแต่สุดจะท้าทายด้วยความตั้งใจเก็บต้นไม้เดิมในที่ดินให้มากที่สุด โดย ‘บ้าน’ จะต้องทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ตาม และปล่อยให้ ‘ธรรมชาติ’ อย่างต้นไม้ใหญ่รับบทนำ

(สถาปนิกผู้ออกแบบ)

House (be)hide ธรรมชาตินำ บ้านตาม
ความคอนทราสที่ซ่อนอยู่ภายใน

ด้วยความที่มองว่าต้นไม้เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะนำพาความสงบ ร่มเย็นเข้ามาสู่การอยู่อาศัย วิถีชีวิตใหม่ของครอบครัวที่เกิดขึ้นจึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่คุณหนุ่มต้องการให้สอดประสานกับธรรมชาติได้อย่างแนบเนียน ก่อนจะมองหาทีมสถาปนิกมาสานต่อบ้านในฝัน ซึ่งสุดท้ายได้ TOUCH Architect มารับหน้าที่ออกแบบ

การออกแบบฟังก์ชัน การวางแพลนนิ่ง หรือแมสของอาคารล้วนเกิดขึ้นจากบริบทของต้นไม้เดิมภายในพื้นที่ บวกกับความต้องการบ้านที่สงบและเป็นส่วนตัว สถาปนิกจึงนำเสนอแนวคิด House (be)hide ที่แปลความหมายตรงตัวว่า ‘อยู่ข้างหลัง’ รวมถึงความหมายแฝงอย่าง ‘การซ่อนตัวบ้าน’ หรือการใช้ชีวิตเอาไว้ภายใน บริเวณด้านหน้าจึงถูกออกแบบให้มีความปิดทึบ และค่อนข้างเป็นส่วนตัว แต่เมื่อเราเดินเข้าสู่ภายในจะพบกับความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง กับบรรยากาศที่เปิดรับความเป็นธรรมชาติ โอบล้อมต้นหูกวางเก่าและเปิดโล่งกลายเป็นพื้นที่เอาท์ดอร์ที่สมาชิกในบ้านสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้อย่างอบอุ่นและเป็นส่วนตัว

เพื่อให้เกิดความรู้สึกแตกต่างอย่างชัดเจน หน้าบ้านออกแบบด้วยรูปลักษณ์โมเดิร์นตามความชื่นชอบของเจ้าของ ส่งคาแร็กเตอร์ดิบ เท่ ในพื้นผิวสีดำเงา เพื่อให้ตัวบ้านทำหน้าที่เป็นแคนวาสที่สะท้อนเงาต้นไม้ระยิบระยับ ใกล้ชิดกับคนมากขึ้นไปอีกหนึ่งมิติ ด้วยรูปลักษณ์ที่ปิดกั้นตัวเองจากภายนอก ทำให้ผู้ที่ผ่านไปมา ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าภายในมีธรรมชาติและบรรยากาศสุดผ่อนคลายซ่อนอยู่

ฟังก์ชันที่สอดคล้องกับธรรมชาติและการอยู่อาศัย

“ทำยังไงให้ตัวบ้านสัมผัสกับพื้นที่เอาท์ดอร์ให้มากที่สุด เพราะเราอยากออกไปใช้ชีวิตข้างนอก” ความต้องการที่ชัดเจนของคุณหนุ่มและครอบครัวส่งต่อสู่การวางผังเลย์เอาท์ในลักษณะตัวแอลที่ล้อมรอบต้นหูกวาง และเพิ่มเส้นรอบรูปของสเปซที่เชื่อมต่อสู่พื้นที่ภายนอกให้มากที่สุด

รูปด้านอาคาร

จากด้านหน้าบริเวณทางเข้าบ้าน พื้นที่แรกสร้างความรู้สึกเชื้อเชิญด้วยการทำขั้นบันไดที่ยกระดับเล็กน้อย เสมือนว่ากำลังต้อนรับแขกแต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เปิดกว้าง พื้นที่บริเวณดังกล่าวจึงคล้าย Privacy Foyer เล็ก ๆ ที่สามารถมานั่งเล่น นั่งคุยงาน นั่งรับประทานอาหารได้ระหว่างวัน หรือจะปิดกลายเป็นห้องเล็ก ๆ ก็ยังสามารถทำได้

ถัดจากนั้นเป็นโถงเปียโน พื้นที่ห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร แพนทรี่ และครัวที่ต่อเนื่องกันเป็นผืนยาว และที่สำคัญฟังก์ชันทั้งหมดยังเชื่อมสู่พื้นที่สวนภายนอก เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวสามารถทำกิจกรรมส่วนตัว ในขณะที่ยังมองเห็น และมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้ดี หรือหากต้องการแบ่งโซนใช้งานที่ชัดเจน ก็มี Soft Partition อย่างผ้าม่านเป็นตัวกั้นสเปซ

“พื้นที่นั่งเล่น เราออกแบบเป็น Double Space ทำให้ห้องนั่งเล่นดูโปร่งมากขึ้นด้วยกระจกสูง ปลูกต้นไม้ริมรั้วเพื่อลดความร้อน และเป็นมุมมองพื้นที่สีเขียวให้กับตัวบ้าน พื้นที่ตรงนี้ยังรวมเข้าไปกับบันได ซึ่งเราตั้งใจวางตำแหน่งใจกลางบ้าน เพื่อให้สมาชิกทุกคนที่ต้องการขึ้นสู่พื้นที่ส่วนตัวชั้นสอง ยังต้องผ่านพื้นที่ส่วนนี้ รับรู้การเคลื่อนไหวของสมาชิกในบ้าน เจอหน้ากันได้ถึงแม้ทุกคนจะมีห้องส่วนตัว” สถาปนิกเล่า

อีกฝั่งหนึ่งของพื้นที่ชั้นหนึ่งเป็น Activity Room ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นไฮท์ไลท์ของบ้าน โดยพื้นที่กิจกรรมของครอบครัวถูกออกแบบยกระดับเพื่อแยกจากพื้นที่ส่วนอื่น ๆ โดยชัดเจน นอกจากนั้นหากเราเปิดบานกระจกทั้งหมดที่อยู่ภายใน พื้นที่ทั้งหมดจะเชื่อมต่อกับลานต้นหูกวางเอาท์ดอร์ เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้อย่างแนบเนียน

“ด้วยความที่ชั้น 1 เป็น living dining ที่ต่อเนื่องกัน เราเลยอยากให้พื้นที่นี้มันแยกตัวออกมา แต่ไม่ตัดขาดจากกัน ถ้ามองจากพื้นที่เอาท์ดอร์ เราจะเห็นว่าแมสอาคารจะมีการขบกับห้องนอนของลูกชายคนโตอยู่ครึ่งหนึ่ง ทำให้ทุกพื้นที่เชื่อมต่อกัน น้อง ๆ จะทำกิจกรรม หรือมีเพื่อนมาเยี่ยมที่บ้าน ก็สามารถมองเห็นซึ่งกันและกันได้”

ส่วนบริเวณชั้นสอง เพื่อให้ห้องนอนมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ และด้วยความที่ต้นหูกวางเป็นตัวกำหนดฟังก์ชัน ทำให้ชั้นสองต้องวางเลย์เอาท์ห้องนอนในลักษณะ Linear เป็นคอริดอร์ยาว ก่อนจะแจกเข้าสู่ห้องนอนทั้ง 4 ห้อง โดยมีมาสเตอร์เบดรูมอยู่สุดทางเดิน ปีกด้านหลังของตัวบ้านเพื่อให้เกิดความเป็นส่วนตัวมากที่สุด

สำหรับห้องนอนคุณหนุ่มโยนโจทย์เพิ่มเติม โดยอยากให้พื้นที่ชั้นสองสัมผัสและใกล้ชิดกับต้นหูกวางได้ไม่น้อยไปกว่าพื้นที่อื่น ๆ ของบ้าน ทีมออกแบบจึงตีความห้องน้ำภายในมาสเตอร์เบดรูมด้วยบรรยากาศอินดอร์ที่ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่เอาท์ดอร์  ด้วยการออกแบบช่องเปิดสกายไลท์ต่อเนื่อง หากยืนอยู่ภายในห้องน้ำ จะเห็นใบของต้นหูกวาง และท้องฟ้าเป็นแบคกราวด์ ไม่ต่างจากการอาบน้ำท่ามกลางธรรมชาติ นอกจากนั้น การใช้วัสดุภายในห้องน้ำยังล้อเลียนธรรมชาติ แต่คงความดูแลรักษาง่าย ด้วยกระเบื้องลายหิน

Something More : ด้วยความที่บ้านมีสเกลใหญ่กว่า 500 ตารางเมตร และไม่ได้มีการใช้กระจกเยอะเท่าไรนัก ทำให้มีพื้นผิวที่เป็นผนังเรียบค่อนข้างเยอะ เสี่ยงต่อการแตกของโครงสร้าง เสียหายในภายหลัง ทางสถาปนิกจึงแก้ไขด้วยการทำ Cladding บางส่วนจากอิฐจริง เพื่อให้ดูแลรักษาได้ง่ายที่สุด ส่วนวัสดุที่ห่อหุ้มบริเวณชั้นล่างเน้นพื้นผิวที่หยาบขึ้น เพื่อคอนทราสกับพื้นผิวดำเงาบริเวณชั้นสอง สำหรับงานรั้ว ออกแบบด้วยอิฐล้อไปกับตัวบ้าน โดยมีแพทเทิร์นบางส่วนที่เปิดโล่งเพื่อรับลมเข้าสู่ภายใน

ถึงแม้ตัวบ้านจะดิบ เท่ในลักษณะโมเดิร์นจัด ที่ตัดตรงเป็นแมสอาคารสี่เหลี่ยมชัดเจนในตัวเอง ส่วนที่ใกล้ชิดกับการอยู่อาศัย ยังสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายลงด้วยการใช้ไม้จริง ซึ่งเป็นไม้เก่าที่ทางเจ้าของซื้อมาจากบ้านหลังเดิม ทุกส่วนผสมที่ลงตัวภายในบ้าน House(be)hide หลังนี้ จึงพร้อมเป็นบ้านในฝันของครอบครัวสมาชิกทั้ง 5 ที่กลมกล่อมทั้งความต้องการ ความชื่นชอบ และความสุขของครอบครัว

Location: เสรีไทย เขตคลองกุ่ม กรุงเทพฯ
Gross Built Area:
580 ตร.ม.
Architects : TOUCH Architect
Lead Architects: เศรษฐการ ยางเดิม, ภาพิศ ลีลานิรมล และ พิชญา ติยะพิษณุไพศาล
Owner:
เลิศวิทย์ ภูมิพิทักษ์
Interior Designer:
Creative Territories
Contractor:
DWN Builder
Civil Engineer:
ชิตติณัฐ วงศ์มณีประทีป

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

TOUCH Architect กับการออกแบบที่ไม่มีสไตล์ แต่มุ่งเน้นความหมายเฉพาะตัวของการอยู่อาศัย

TOUCH Architect
กับการออกแบบที่ไม่มีสไตล์ แต่มุ่งเน้นความหมายเฉพาะตัวของการอยู่อาศัย

เพราะเหตุใด บ้านแต่ละหลังจึงมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง?
บริบท ลักษณะนิสัย วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของผู้อาศัยล้วนมีผล และนั่นคือจุดเริ่มต้นแนวคิดหลักของ TOUCH Architect กับสตูดิโอออกแบบขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ที่เชื่อในความหมายของการอยู่อาศัยมากกว่าเพียงรูปลักษณ์และสไตล์ของสถาปัตยกรรม นำทีมโดยคุณเอฟ – เศรษฐการ ยางเดิมและ คุณจือ – ภาพิศ ลีลานิรมล

“Touch แปลตรงตัวเลยว่า สัมผัส เพราะเราอยากให้สถาปัตยกรรมที่เราออกแบบสามารถเป็นอะไรที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ความสวยงาม งบประมาณ รวมถึงฟังก์ชัน เพราะฉะนั้นลูกค้าสิบคน บ้านสิบหลัง แม้ว่าจะมีฟังก์ชัน  2 ห้องนอนเหมือนกัน  แต่ทำไมบ้านแต่ละหลังถึงหน้าตาแตกต่างกัน นี่คือสิ่งที่ TOUCH Architect พยายามเป็นมาเสมอ”

(คุณเอฟ - เศรษฐการ ยางเดิมและ คุณจือ - ภาพิศ ลีลานิรมล ขณะทำงาน)

ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางสถาปนิก

ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดประกอบกับการที่ยุคสมัยนั้นไม่มีสื่อออนไลน์ที่ค้นคว้าหาข้อมูลง่ายเพียงเสี้ยงวินาทีอย่างในปัจจุบัน ‘สถาปนิก’ ในยุคนั้นจึงมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าขอบเขตของการศึกษา หรือการประกอบอาชีพในสายนี้ แท้จริงเป็นอย่างไร คุณเอฟก็เป็นหนึ่งคนที่หลงทางอยู่ในวังวนของการสอบเอนทรานซ์ กว่าจะรู้ว่าสิ่งที่ตนเองต้องการและชอบจริงๆ คืออะไร ก็ต้องใช้เวลาเป็นตัวช่วยอยู่ไม่น้อย

สิ่งหนึ่งที่คอยย้ำให้มั่นใจนั่นคือ อาคารหลากหลายดีไซน์ที่มองเห็นและสะดุดตา นำมาสู่การได้รู้ว่า สถาปนิกคือผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบอาคารเหล่านั้น ความคิดดังกล่าวจึงไม่รอช้าที่จะพาให้คุณเอฟเดินทางมาอยู่ในสายอาชีพนี้อย่างเต็มตัว

แต่สำหรับคุณจือเอง การได้เรียนต่อในคณะสายวิชาชีพ เป็นจุดมุ่งหมายมาตั้งแต่ต้น ผสมกับการที่ตนเองชอบสเก็ตช์ภาพ แต่ไม่ได้มีพื้นฐานการวาดที่โดดเด่น ‘สถาปนิก’ อาชีพที่อยู่กึ่งกลางระหว่างวิทย์และศิลป์จึงเป็นคำตอบสุดท้ายที่ตนเองไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเลือกในวันนั้น

หากคิดว่าการเปิดออฟฟิศออกแบบเป็นของตนเองนั้น ต้องเรียนเก่งและเพอร์เฟกต์มาตั้งแต่ต้น ความคิดนั้นก็คงจะดูใจร้ายและสุดโต่งไปเสียหน่อย เพราะวิชาชีพนี้ต้องสั่งสมจากประสบการณ์ มิใช่เพียงตำราที่ท่องจำแล้วเพียงพอ คุณเอฟเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เพราะหากย้อนกลับไปในสมัยเรียน คุณเอฟเล่าว่าตนเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง แต่สั่งสมประสบการณ์ผ่านการเก็บรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อใช้สำหรับประกอบอาชีพในอนาคต

“บางอย่างเราก็ไม่รู้ จนเราจบมาทำงานผ่านประสบการณ์มากมายหลายปี อย่างตอนนั้นอาจารย์บอกว่า Construction มันเหมือนยาขม ดีแต่ต้องฝืนกิน เพราะถ้าคุณไม่รู้เรื่องงานโครงสร้าง คุณจะเป็นคนกระจอกในสายตาช่าง เราจำคำพูดนั้นได้ดี มันเลยทำให้เราพยายามฝึกฝนตัวเองมาตลอด”

เรื่องราว ‘กล้าได้ กล้าเสีย’ หลังเรียนจบ กับอาชีพที่ไม่มีทางลัด

หลังจากที่ทั้งคู่เรียนจบ จึงมุ่งสู่การเริ่มต้นวัยทำงานเหมือนบุคคลทั่วไป มองหางาน ยื่น Portfolio จนได้มีโอกาสได้เข้าทำงานที่ออฟฟิศสถาปนิกอยู่ประมาณหนึ่งปี ประกอบกับรับหน้าที่ออกแบบเป็นฟรีแลนซ์ควบคู่กันไป

คุณจือเล่าว่า “พองานฟรีแลนซ์เริ่มเยอะ เราก็เริ่มคิดว่าเราควรออกมาทำเต็มตัวดีกว่าไหม จะได้ไม่เอาเปรียบบริษัทและจะได้ทำงานของเราได้เต็มที่ ด้วยความที่เด็ก เรากล้าได้กล้าเสีย อยากทำอะไร เราก็ลองเลย ตอนนั้นเราไม่คิดหรอกว่า อาชีพนี้จะเลี้ยงตัวเองได้แค่ไหน จะมีเงินเข้ามาเยอะไหม เราคิดแค่ว่า มีงานอะไรเข้ามา เรารับหมด เราทำทุกอย่าง”

(TREE Sukkasem VILLA 2012)

“ผมจำได้ว่ามีงานอะไร เราทำหมดในตอนนั้น ไม่เคยเกี่ยง แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมมันลำบากขนาดนี้ ในช่วงที่เราออกมาทำช่วงแรกๆ เราใช้เวลากับวิชาชีพนี้เกือบตลอดเวลาเลย แต่ทำไมสิ่งที่เราทำมันได้ผลตอบแทนกลับมาน้อยมาก ค่าแบบที่ได้กลับมาสมัยก่อนมันน้อยมาก แล้วผลงานของเราเองก็ยังไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไหร่” คุณเอฟเสริม

ทั้งคู่เล่าถึงช่วงเวลาแสนลำบาก หากพูดง่ายๆ ก็เรียกได้ว่าเป็นขาลงของชีวิตที่ไม่ว่าใครก็คงต้องมีช่วงเวลานี้เป็นของตัวเองกันทั้งนั้น ช่วงเวลาของการท้อถอย เหนื่อยล้า ทำให้ทั้งคุณเอฟและคุณจือต้องถอยกลับมาคิดใหม่ว่า เส้นทางการเป็นสถาปนิกนั้นใช่สำหรับตัวเองหรือยัง? ก่อนจะได้คำตอบว่า ไหนๆ ก็กล้าได้กล้าเสียกันมาขนาดนี้แล้ว หากจะลุยกันอีกสักตั้งจะเป็นไร

(I I I FAÇADE 2016)

“เคยมีรุ่นพี่พูดกับผมว่า วิชาชีพนี้ไม่มีทางลัด ซึ่งผมก็เห็นด้วย เราก็เลยคิดจะลองให้มันรู้ไปเลย เอาให้สุดทางว่าอาชีพนี้โอเคจริงหรือเปล่า เลี้ยงตัวได้จริงไหม แต่ต้องตัดความชอบออกไป เพราะเราเองชอบอาชีพนี้อยู่แล้ว” หลังจากได้ข้อสรุปว่าจะสู้กันอีกครั้ง ทั้งคู่ตั้งเพดานส่วนตัวเอาไว้ หากถึงเพดานนั้นแล้วยังรู้สึกไม่มีความสุขกับวิชาชีพนี้ ก็ถึงเวลาที่ต้องพอ แต่เมื่อสั่งสมประสบการณ์ผ่านงานออกแบบไปเรื่อยๆ ราวกับการหว่านเมล็ดพันธุ์เพื่อรอวันเติบโต ผลงานที่สร้างเสร็จจึงเริ่มมีออกมาให้เห็น เริ่มมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับ เกิดเป็นกำลังใจ ที่มาและจุดเริ่มต้นของ TOUCH Architect ในปัจจุบัน

ความตั้งใจของ TOUCH Architect

ถ้าพูดถึงสถาปัตยกรรมที่ TOUCH Architect ออกแบบ อะไรคือสิ่งที่นึกถึงเป็นอย่างแรก? เราโยนคำถาม
“Touch Architect ไม่มีสไตล์ครับ เราออกแบบทุกอย่างจากบริบทที่มี เราหาคำตอบของตัวอาคารนั้น จากคำถามที่ลูกค้าให้มา ถ้าพูดแบบวิชาการหน่อย ก็คือเราคิดแบบ Bottom Up ไม่ใช่ Top down เราไม่ได้คิดว่า หน้าต่าง ประตูควรเป็นแบบนี้ แล้วมายัดฟังก์ชันใส่ทีหลัง อันนี้คือวิธีคิดของเรา”

ผู้คนยังมีหลากพ่อ พันแม่ แล้วสถาปัตยกรรมที่เกิดจากผู้คนเหล่านั้นจะมีหน้าตาเหมือนกันได้อย่างไร
นี่คือคำถามที่ TOUCH Architect ตั้งไว้ในใจเสมอ ขึ้นชื่อว่าเป็นสถาปนิกที่ออกแบบวิถีชีวิตของผู้อยู่อาศัย ความหมายที่คุณเอฟและคุณจือเล่าให้เราฟังคงบอกเป็นนัยๆ ว่า ความสวยงามและสไตล์ของสถาปัตยกรรมนั้นเป็นเรื่องรอง แต่สิ่งที่ต้องมาก่อนคือฟังก์ชันและการใช้งานที่ตอบโจทย์

(IN-SIGHT House 2017)

เรื่องราวการออกแบบของ TOUCH Architect เริ่มต้นขึ้นอย่างเรียบง่ายจากการสำรวจไซต์งาน พูดคุยกับลูกค้าเพื่อมองหาไลฟ์สไตล์หรือวิถีชีวิตเพื่อที่จะได้ทำการออกแบบสถาปัตยกรรมให้สอดคล้องกับสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ “แต่สำหรับบางงาน อย่าง option coffee bar การออกแบบมันจะต่างออกไปเล็กน้อย อย่างบ้านเราจะโฟกัสที่คนอยู่อาศัย กับฟังก์ชันเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นโปรเจ็กต์ที่เป็นอาคารสาธารณะ เราก็ต้องมองว่า ร้านกาแฟนั้นจะต้องขายได้ อาคารต้องโด่ดเด่น สวยงาม ดึงดูดและคำนึงถึงคนส่วนใหญ่ ซึ่งสุดท้ายก็ย้อนกลับไปที่แนวคิดว่า จุดประสงค์ของสถาปัตยกรรมนี้ ออกแบบมาเพื่ออะไร และเพื่อใคร นั่นคือแนวคิดสำคัญของเรามากกว่า”

(Option Coffee Bar 2018)

เป้าหมายและความสุขของ TOUCH Architect

“คำตอบของคำถามนี้ เปลี่ยนไปตามช่วงอายุของเรา ถ้าถามคำถามนี้ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน เราจะตอบชัดเจนว่า อยากมีชื่อเสียง เพื่อเอาชื่อเสียงไปหาเงิน แต่พอระยะเวลามันผ่านไปเรื่อยๆ มันไม่ใช่ชื่อเสียงแล้ว แต่เราอยากทำงานที่ตัวเองชอบ อยากสร้างสถาปัตยกรรมที่ตัวเองพอใจที่จะทำ แต่ ณ ปัจจุบัน คำตอบของเราทั้งสองคน คือการบาลานซ์ความสุขในการทำงาน สิ่งที่เราตั้งเป้าของ Touch Architect ก็คือความสุขของทุกคน ตัวเราเอง ลูกค้า หรือแม้กระทั่งทีมของเรา”

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ Touch Architect พิสูจน์ตนเองบนเส้นทางสถาปนิกผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ร้านอาหาร หรือร้านกาแฟ ซึ่งถึงแม้แต่ละผลงานจะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่มีร่วมกัน นั่นคือความตั้งใจส่งต่อเรื่องราวและการใช้งานภายในที่ตอบโจทย์กลุ่มคน ผู้อยู่อาศัย เพื่อให้สถาปัตยกรรมเป็นมากกว่ากล่องสี่เหลี่ยมที่บรรจุฟังก์ชันไว้ภายใน   

TOUCH Architect

คุณจือ – ภาพิศ ลีลานิรมล
ปริญญาตรี INDA: International Program in Design and Architecture จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณเอฟ – เศรษฐการ ยางเดิม
ปริญญาตรี สาขาวิชาสถาปัตยกรรมไทย คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่ ‘BAAN123’ ที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

'BAAN123'
จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่บ้านที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

ภายใต้เมืองใหญ่ที่หนาแน่นไปด้วยตึกรามบ้านช่องมากครัวเรือน เราอาจพบได้ว่าการขยายตัวของที่พักอาศัยนั้น เกิดจากจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วการโยกย้ายไปยังถิ่นฐานใหม่อาจไม่ใช่คำตอบที่อบอุ่นนักสำหรับการสานสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวขนาดใหญ่ และนั่นทำให้คำว่า ‘ครอบครัวขยาย’ จึงไม่ใช่ศัพท์ที่คุ้นเคยสำหรับคนยุคปัจจุบัน

ทว่ายังคงมีอีกหนึ่งครัวเรือนในย่านงามวงศ์วานที่ยังแน่นแฟ้นและสานสัมพันธ์กันอย่างเข้าอกเข้าใจ สู่การออกแบบ ‘Baan123’ บ้านหลังใหม่ที่ได้กลายเป็นหัวใจหลักของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ด้วยแนวคิดการออกแบบจากทีมสถาปนิก IF (Integrated Field) กับการปะติดปะต่อความต้องการและเรื่องราวของสมาชิกในครอบครัวทั้ง 7 คน ที่มีถึง 3 เจนเนอร์เรชั่นให้ลงตัวเป็นเรื่องเล่าเดียวกันภายในขอบเขตของบ้านหลังนี้

‘1 2 3 เท่ากับ 1’

ทั้งหมดเริ่มจากบ้านหลังที่ 1 บ้านเดี่ยวหลังเดิมของพ่อและแม่ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดกว้างขวางในย่านงามวงศ์วาน จ.นนทบุรี ก่อนจะเอ่ยชักชวนลูกๆ ให้โยกย้ายครอบครัวเข้ามาปลูกบ้านอีกสักหลังสองหลังในพื้นที่ที่ยังคงว่างอยู่ สู่โจทย์ที่ผู้ออกแบบได้นำกลับไปขบคิดจนเกิดเป็น ‘Baan123’ บ้านที่หากมองกันเพียงผิวเผินคงเห็นเป็นอาคารที่มีหลังคาลาดเอียงล้อไปตามกันจำนวน 3 หลัง โดยอาคารไม่ได้แยกตัวออกจากกันเสียทีเดียว แต่ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยสะพานขนาดยาวทะลุขั้นระหว่างตัวอาคารแต่ละหลัง และกลับกันที่หากมองในแง่ของความลึกซึ่ง พื้นที่ส่วนนี้ก็อาจเป็นสะพานรักที่ได้ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของความใกล้ชิดระหว่างบ้าน 1 2 และ 3 หรือบ้านของครอบครัวพ่อแม่ และครอบครัวของลูกๆ บนพื้นที่โดยรวมกว่า 1,350 ตารางเมตร

รูปตัด BAAN123
รูปด้าน BAAN123

อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังได้ถูกตกตะกอนความคิดผ่านการตั้งคำถามโดยทีมผู้ออกด้วยว่า ทิศทางของบ้านหลังนี้จะต้องออกแบบอย่างไรจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องทั้งกิจกรรมส่วนตัวและกิจกรรมส่วนรวมของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นได้ เพราะกิจกรรมของช่วงวัยที่ต่างกันก็นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายต่อการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารไม่น้อย บ้านหลังนี้จึงนำด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยได้มากกว่า 1 เจเนอร์เรชั่น อาทิ พื้นที่จอดรถที่กว้างขวาง สระว่างน้ำขนาดยาว ไปจนถึงพื้นที่นั่งเล่นที่ยังเป็นส่วนต้อนรับเมื่อแขกไปใครมาก็สามารถแวะเวียนมานั่งพูดคุยได้ตลอดวัน

ผนวกกับตัวอาคารที่ได้ถูกออกแบบให้มีส่วนยกสูงคล้ายใต้ถุนในเรือนไทยสมัยก่อนร่วมด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยตอบโจทย์ให้การเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางนี้สามารถออกแบบให้มีความโปร่งโล่ง กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น และยังเกิดการหมุนเวียนของลมธรรมชาติได้อย่างคล่องตัว ซึ่งในวันที่อากาศดีๆ สมาชิกภายในครอบครัวก็สามารถมานั่งเล่นทำกิจกรรมร่วมกันได้ในพื้นที่ส่วนนี้โดยไม่ต้องเปิดแอร์ในระหว่างวันเลยก็ว่าได้

‘พื้นที่กลางใจ’

สำหรับส่วนที่พักของ Baan123 ผู้ออกแบบได้ปะติดปะต่อ Layout ให้สอดคล้องไปกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ด้วยการวางให้บ้านของพ่อและแม่เป็นบ้านหลังที่ 2 ที่อยู่ระหว่างกลางของบ้านลูกๆ หลังที่ 1 และ 3 เพื่อให้ครอบครัวของลูกๆ สามารถปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองได้และยังคงรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่งแม้ตัวบ้านจะถูกเชื่อมเข้าหากันตลอดทั้ง 3 หลังก็ตาม ขณะที่การจัดวางในรูปแบบนี้ก็ยังสื่อถึงการมอบให้บ้านของพ่อและแม่เป็นดั่งพื้นที่กลางใจ ที่เด็กและผู้ใหญ่จะสามารถเชื่อมถึงกันได้โดยไม่มีกำแพงของเจนเนอร์เรชั่นมากั้นขวาง อีกทั้งพ่อและแม่ก็ยังสามารถเฝ้ามองลูกหลานได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

นอกจากเรื่องของรายละเอียดในการออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านแล้ว การออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับแสงและลมธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่สามารถพบเห็นได้ในทุกๆ มุมของบ้านหลังนี้เช่นกัน เพราะผู้ออกแบบได้ดีไซน์ทั้งบานหน้าต่างและประตูกระจกให้มีขนาดกว้างขวางให้เอื้อต่อการรับลม ซึ่งช่วยให้เกิดการเคลื่อนตัวของอากาศที่ดีในแบบ  Cross ventilation อีกทั้งยังได้ทำการออกแบบช่องเปิดเพื่อรับแสงในอีกหลายๆ ตำแหน่งภายในบ้าน ที่จะช่วยให้บ้านหลังนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์และพึ่งพาบริบทของธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนโดยไม่รู้สึกร้อน ด้วยการเสริมชายคาให้ยื่นออกมาเล็กน้อยพร้อมกับระเบียงที่จะเป็นบัฟเฟอร์กันแดดให้กับตัวบ้านได้ในอีกชั้นหนึ่ง

‘พื้นที่พักใจ’

ในแง่ของการออกแบบพื้นที่ใช้งานสำหรับสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวที่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่สำหรับการปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองนั้น ผู้ออกแบบได้ทำการบ้านโดยทำความเข้าใจกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันและความชอบของเจ้าของพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำกลับมาตีความเป็นงานดีไซน์ให้เกิดการตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากที่สุด โดยแต่ละห้องจะมีฟังก์ชันและดีไซน์ที่แตกต่างกันออกไป

อาทิ ห้องของลูกชายคนโตก็จะมีความเป็นพื้นที่ที่ดูเพล็กซ์มากกว่าห้องอื่นๆ หรือห้องของลูกชายคนเล็กก็จะมีความกว้างขวางยืดหยุ่นต่อการใช้งานและง่ายต่อการรองรับเพื่อนๆ ที่จะเข้ามาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ซึ่งถึงแม้แต่ละห้องจะถูกออกแบบให้มีฟังก์ชันที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ทุกห้องจะถูกครอบด้วยการออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่สบายของผู้อยู่อาศัยทุกคนภายในบ้าน เพื่อช่วยมอบความรู้สึกที่ดีต่อพื้นที่ที่ถูกเอ่ยเรียกว่า ‘บ้าน’ ให้เป็น ‘พื้นที่พักใจ’ ของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างลงตัวที่สุด

แปลน BAAN123 ชั้น 1
แปลน BAAN123 ชั้น 2
แปลน BAAN123 ชั้น 3

แม้นิยามของคำว่าบ้านสำหรับเราทุกคนนั้นอาจต่างกัน แต่ Baan123 ก็ทำให้ได้พบในอีกหนึ่งนิยามแล้วว่า ‘บ้าน คือพื้นที่สำหรับการแบ่งปันที่แท้จริง’ โดยเฉพาะการแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลางผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์กับกิจกรรมการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ไปจนถึงการแบ่งปันพื้นส่วนกลางที่จะนำไปสู่พื้นที่กลางใจสำหรับการแบ่งปันคำสั่งสอนจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลังได้อย่างห่วงใยใกล้ชิด ภายใต้ชายคาของบ้าน 1 2 และ 3 หลังนี้

Location : ชินเขต 2 งามวงศ์วาน นนทบุร
Gross Built Area : 1,350 ตารางเมตร
Owner : ครอบครัวธนาดํารงศักดิ์
Architect & Interior Team : IF (Integrated Field Co.,Ltd.)
Structure Engineer : Basic Design Co.,ltd
Photograph : วีระพล สิงห์น้อย

Writer
Pichapohn Singnimittrakul

Pichapohn Singnimittrakul

Copy writer ผู้มีความสนใจในงานจิตอาสา และ Eco-Living ที่เชื่อว่างานออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้

HOUSE COVE(R) ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

HOUSE COVE(R)
ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

ส่วนต่อขยายของบ้านสีขาวในชื่อ HOUSE COVE(R) นอกจากจะทำหน้าที่ปกคลุมพื้นที่ เป็นเกราะกำบังแสนปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยตามความหมายของคำว่า ‘Cover’ อย่างตรงไปตรงมา อีกนัยหนึ่งยังหมายถึงการห่อหุ้มบ้านจัดสรรสองชั้นเดิมในพื้นที่ 150 ตารางเมตร รวมถึง ‘Cove’ ที่วางตัวอยู่นอกวงเล็บ ยังเล่นคำ สื่อความหมายถึง ลักษณะโค้ง เว้า ซึ่งหากมองประกอบกับบ้านหัวมุมหลังนี้ ก็ถือว่าชื่อ HOUSE COVE(R) ทำหน้าที่บ่งบอกตัวตน และรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเอาไว้ได้มากทีเดียว

เมื่อบ้านจัดสรรหลังเดิมเริ่มมีขนาดไม่เพียงพอต่อการใช้งานของสมาชิกครอบครัว เพราะมีลูกเล็กที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ประกอบกับมีคุณยาย ผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแล บ้านจัดสรรแปลงหัวมุมที่มีพื้นที่ด้านข้างเหลือว่าง จึงถึงเวลาที่ต้องต่อเติม ขยับขยายกลายเป็นบ้านหลังใหม่ โดยได้สถาปนิกจาก TOUCH ARCHITECT นำทีมโดย คุณเอฟ-เศรษฐการ ยางเดิม และคุณจือ-ภาพิศ ลีลานิรมล มาเป็นผู้ออกแบบ

ในส่วนของบ้านเดิม ทางเจ้าของไม่มีความต้องการที่จะรีโนเวทขึ้นใหม่แต่อย่างใด เพียงแค่อยากให้บ้านหลังใหม่ที่ต่อเติมกลมกลืนไปกับบ้านเดิมอย่างเนียบเนียน ทีมสถาปนิกจึงตั้งโจทย์ที่จะสร้างตัวอาคารใหม่ขึ้น และทำฟาซาดใหม่ปกคลุม ไหลต่อเนื่องทั้งบ้านเดิมและบ้านใหม่ ให้ภาพรวมทั้งหมดกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

ส่วนฟังก์ชันของบ้าน ทั้งสองหลังต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยแบ่งการใช้งานอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองหลังก็ยังจำเป็นต่อการอยู่อาศัยโดยไม่มีใครน้อยหน้าใคร บ้านหลังเดิมเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องนอนของลูกๆ ในอนาคต ในขณะที่บ้านใหม่จะมีฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นกว่า โดยทำหน้าที่เป็นห้องเล่นของลูกๆ ห้องนอนของคุณยาย ห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ และห้องดูโทรทัศน์

(ฟาซาดใหม่ที่สร้างขึ้นปกคลุม เพื่อให้บ้านทั้งสองหลังกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน)

จัดสรรพื้นที่จำกัดให้คุ้มที่สุด

เส้นเฉียงพาดไปพาดมาที่ทำให้คาแร็กเตอร์ของบ้านหลังนี้ชัดเจน ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของเจ้าของ แต่เกิดจากข้อจำกัดและปัจจัยในเรื่องที่ดิน ด้วยความที่เป็นบ้านหลังมุม รูปทรงของแปลงที่ดินจึงโค้งมนไปตามเส้นถนนหลักต่างจากแปลงอื่นๆ ในหมู่บ้าน ประกอบกับความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นพอสมควร สถาปนิกจึงจำเป็นต้องเริ่มออกแบบบ้านจากเส้นโค้งที่ล้อไปกับตัวไซต์ เพื่อให้ได้ฟังก์ชันใช้งานเต็มพื้นที่ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตามระยะการร่นของอาคารที่ถูกกฎหมาย

แมสอาคารถูกจัดสรรขึ้นตามรูปทรงของแปลงที่ดิน โดยฟังก์ชันภายในก็ต้องเกิดการประหยัดพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะทางสัญจรอย่างบันได ตำแหน่งบันไดของชั้น 2 และชั้น 3 จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งบันไดที่พาดไปมาระหว่างชั้นนี้เองที่เป็นตัวกำหนดแมสอาคาร เส้นสายและ Slope ความเฉียง โดยที่ชั้นบนสุด สถาปนิกออกแบบ Skylight ขนาดใหญ่ขนานไปกับช่องบันไดเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ส่องเข้าถึง มุมเฉียงของบันไดในบริเวณห้องนั่งเล่นชั้น 1 ยังถูกแทรกด้วยกระจกสูงขึ้นไปจนถึงใต้ Slope ของบันได เพิ่มโอกาสให้แสงสว่างเข้าถึง ช่วยให้ขนาดพื้นที่ที่มีจำกัดนั้นดูกว้างและโปร่งมากขึ้นจากองค์ประกอบธรรมชาติ

Dtips : ด้วยโครงสร้างภาพรวมของบ้านที่เป็นเหล็ก โครงสร้างบันไดจึงต้องทำขึ้นจากเหล็กตามไปด้วย สถาปนิกยังดีไซน์บันไดแผ่นเหล็กพับ โดยออกแบบคานให้เล็กลง และใช้ดีเทล Cladding หุ้มวัสดุไม้ลงบนตัวเหล็กพับ เพื่อโชว์ดีเทลของงานเหล็กสร้างความสวยงามให้กับโครงสร้างบริเวณทางสัญจรทั้งหมดของบ้าน

ด้วยบริบทของบ้าน 2 ชั้นหลังอื่นๆ ที่อยู่รายล้อม ทำให้สถาปนิกมองว่าบ้านที่ต่อเติมใหม่มีเพียงสองชั้นครึ่งก็น่าจะเพียงพอ เพื่อไม่ให้บ้านหลังใหม่นี้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเพื่อนๆ หรือผิดแปลกไปจากบริบทเดิม พื้นที่ส่วนที่เหลือของชั้นสาม จึงถูกออกแบบให้เป็นสวนหลังคาเล็กๆ ที่เปิดให้เด็กๆ ได้ออกมาวิ่งเล่น สัมผัสธรรมชาติภายนอก และยังได้ทดแทนพื้นที่สีเขียวที่หายไปจากเดิม

อีกหนึ่งพื้นที่สวนที่ทางสถาปนิกพยายามคืนให้กับเจ้าของบ้าน คือ ส่วนระยะร่นของอาคารที่ถูกปรับให้เป็นภูมิทัศน์ เทอเรสกลางแจ้ง บ่อน้ำ พื้นที่สีเขียว รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยกรองแสง กรองความร้อนที่จะเข้ามารบกวนการใช้งานพื้นที่ภายใน พื้นที่ทั้งหมดห่อหุ้มด้วยรั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่ง พรางสายตาจากผู้ที่สัญจรไปมาภายนอก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังยอมให้แสงธรรมชาติบางส่วนผ่านทะลุ เพื่อเพิ่มบรรยากาศที่ดีให้กับการอยู่อาศัย

ในขั้นตอนของเปลือกนอกอย่างการเลือกใช้วัสดุ ทีมสถาปนิกเลือกใช้อลูมิเนียม และวัสดุโปร่งแสงอย่างเช่น สกายไลท์ เป็นวัสดุหลัก แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความต้องการของทางเจ้าของ ซึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับโรงงานวัสดุ จึงสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก ซึ่งก็คงทนถาวรตอบโจทย์ความเป็นบ้านได้อย่างเหมาะสม

การอาศัยของสามเจนเนอเรชันในบ้านหลังเดียว

นอกจาก HOUSE COVE(R) จะเชื่อมโยงบ้านหลังเก่าและบ้านหลังใหม่เข้าไว้ด้วยกัน บ้านหลังนี้ยังทำหน้าที่หลอมรวมเจนเนอเรชันทั้งสามเอาไว้อย่างอบอุ่น ส่งผลให้พื้นที่ภายในต้องออกแบบจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวเหล่านี้ให้พอเหมาะพอดีกับไลฟ์สไตล์และการใช้งาน

แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 1
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 2
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 3

บ้านหลังใหม่และบ้านหลังเดิม มีทางเชื่อมเป็นหลังเดียวกันอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นเดิมที่ชั้น 1 ของตัวบ้าน ส่วนห้องนอนของคุณยายออกแบบตามมาตรฐานโดยจัดสรรไว้ที่ชั้น 1 เพื่อให้เดินเหินไปยังส่วนต่างๆ ของบ้านได้อย่างสะดวก ทั้งเดินเชื่อมไปส่วนครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหารภายในบ้านเดิม หรือจะนั่งเล่น คลุกคลีกับหลานๆ ในพื้นที่เล่นบริเวณชั้น 1 ของบ้านใหม่ก็สามารถทำได้สะดวก

ส่วนชั้นสองเป็นฟังก์ชันห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งบันไดที่อยู่ในชั้นนี้จะถูกปิดกั้นด้วยประตูอีกหนึ่งชั้นก่อนจะขึ้นสู่ชั้น 3 เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของทางเจ้าของซึ่งมีการจำกัดชั่วโมงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเด็กๆ เมื่อถึงเวลาดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์บริเวณชั้น 3 เด็กๆ จึงจะผ่านประตูในส่วนนี้ โดยต้องได้รับอนุญาติจากผู้ปกครอง หรือขึ้นไปใช้งานสเปซพร้อม กันเป็นครอบครัว

บริเวณพื้นที่ชั้น 3 เป็นที่ตั้งของห้องดูโทรทัศน์ หรือห้องนั่งเล่นขนาดย่อมที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ รวมถึงวิวที่มองเห็นเรือนยอดไม้ พื้นที่สีเขียวหนาตา ที่ชวนให้ลืมความวุ่นวายจากถนนภายนอกไปชั่วขณะ…

“ปกติ TOUCH Architect เราจะชอบออกแบบงานที่ Simple แต่เกิดฟังก์ชันที่ดี ดังนั้นมันจะไม่เกิดรูปร่างของแมสอาคารที่มันแปลกไป แต่สำหรับโปรเจ็กต์นี้ ไซต์มันแปลก มันเลยได้แมสอาคารที่รูปร่างแปลกตา แต่ว่าเราไม่ได้ทำเพราะอยากทำ เราทำเพราะมันเชื่อมโยงกับความต้องการ บริบท และความสวยงาม ซึ่งทางเจ้าของเองเขาก็ชอบด้วย เราก็แฮปปี้ตาม” คุณจือเล่า

คงจะเรียกได้ว่า HOUSE COVE(R) รับบทเป็นบ้านหัวมุมที่นำข้อจำกัดของพื้นที่มาผสมกับฝีไม้ลายมือในการดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ จากที่ดินทรงโค้งบนหัวมุมถนนที่ดูเหมือนจะกินพื้นที่และสร้างอะไรไม่ได้มากนัก จึงถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่ทั้งแปลกตาและกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดิมไปพร้อมกัน

รูปด้านบ้าน HOUSE COVE(R)
รูปตัดบ้าน HOUSE COVE(R)

Location : หมู่บ้านสีวลี สุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
Gross Built Area : 170 ตารางเมตร
Owner : ก้องเกียรติ พูนพานิช
Lead Architects : เศรษฐการ ยางเดิม และ ภาพิศ ลีลานิรมล TOUCH Architect
Architect & Interior Team : พิชญา ติยะพิษณุไพศาล , สุภานัน ตั้งสัจจานุรักษ์ และ ธนิตา ปัญจวงศ์โรจน์ TOUCH Architect
Structure Engineer : ชิตติณัฐ วงศ์มณีประทีป
Photograph : อานันท์ นฤพันธาวาทย์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

81 Trans-(parent) House จากบ้านทรงกล่องเต็มผืนที่ดิน สู่การเปลี่ยนถ่าย สร้างความโปร่งใสที่สวยงามเหนือกาลเวลา

ที่ผ่านมาเรามีโอกาสสำรวจบ้านมากมายหลายหลังที่มีแนวคิดน่าสนใจแตกต่างกัน ทั้งบ้านที่นำธรรมชาติเข้ามารับบทสำคัญ บ้านที่แสดงตนโดดเด่นด้วยการเลือกใช้วัสดุ หรือบ้านที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์และบริบทของพื้นที่ แต่สำหรับ 81 Trans-(parent) House โจทย์ของการออกแบบเริ่มต้นขึ้นด้วยความต้องการ ‘สร้างบ้านเต็มพื้นที่ดิน’

Continue reading “81 Trans-(parent) House จากบ้านทรงกล่องเต็มผืนที่ดิน สู่การเปลี่ยนถ่าย สร้างความโปร่งใสที่สวยงามเหนือกาลเวลา”

House Enfold เปลี่ยนบ้านธรรมดาให้แสนพิเศษ ด้วยสเปซที่โอบกอดธรรมชาติ

Location: เทพารักษ์ สมุทรปราการ
Architects: เศรษฐการ ยางเดิม และภาพิศ ลีลานิรมล จาก TOUCH Architect
Owner: สิริยศ ภูนุช และกายแก้ว อัมพรวิวัฒน์

Continue reading “House Enfold เปลี่ยนบ้านธรรมดาให้แสนพิเศษ ด้วยสเปซที่โอบกอดธรรมชาติ”

Double S specialty coffee เติมเต็มความรู้สึกของการดื่มกาแฟผ่าน ‘วัสดุ’ ในงานออกแบบ

Designer: คุณเศรษฐการ ยางเดิม และ คุณภาพิศ ลีลานิรมล จาก TOUCH Architect
Location: สุขุมวิท 64 ,กรุงเทพฯ

Continue reading “Double S specialty coffee เติมเต็มความรู้สึกของการดื่มกาแฟผ่าน ‘วัสดุ’ ในงานออกแบบ”