Richard Neutra เจ้าพ่อแห่งการออกแบบบ้าน Mid-Century Modern ที่มองความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ

Richard Neutra
เจ้าพ่อแห่งการออกแบบบ้าน Mid-Century Modern
ที่มองความต้องการของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า ‘บ้าน’ คือสถาปัตยกรรมหน่วยย่อยที่สุด แต่ที่แห่งนี้กลับมีการใช้เวลาอยู่ร่วมกันของผู้คนมากที่สุด บ้านที่ใส่ใจในเรื่องของการออกแบบจึงมักจะเป็นสถาปัตยกรรมที่ยกระดับคุณภาพชีวิตได้เห็นภาพชัดเจนที่สุด เพราะต้องอาศัยและใช้เวลาอยู่ในนั้นร่วม 24 ชั่วโมง ทุกระนาบของการออกแบบที่เกิดขึ้นจึงย่อมส่งผลต่อนิสัย และไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่

GreatArchitect ในครั้งนี้ เราจึงขอหยิบเรื่องราวของ Richard Neutra สถาปนิกระดับโลกผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักผ่านการออกแบบ ‘บ้าน’ เพียงแต่บ้านของ Neutra นำความต้องการของผู้อยู่อาศัยมาเป็นที่ตั้ง โดยให้ความสำคัญ เน้นมุมมอง และความรู้สึกเกิดเป็น Well- being ภายใต้รูปลักษณ์โมเดิร์นทันสมัยในแบบเฉพาะตัว แต่ยืดหยุ่นเหมาะกับการอยู่อาศัยจริง แนวคิดดังกล่าวเป็นที่ต้องการจนทำให้เขากลายเป็นสถาปนิกชื่อดังแห่งยุค ผู้ออกแบบบ้าน Mid-Century Modernists ที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก

Born to be Architect

Richard Neutra  เกิดที่เมืองเวียนนา ประเทศออสเตรียในครอบครัวชาวยิวที่ค่อนข้างร่ำรวย อาชีพแรกของเขา คือ การเป็นสถาปนิกชาวยุโรป โดยเขาเองมีโอกาสได้คลุกคลีอยู่กับสถาปนิกคนดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาภายใต้การดูแลของสถาปนิกชาวออสเตรียชื่อดัง Adolf Loos ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเวียนนา และมีโอกาสได้ทำงานในสำนักงานของสถาปนิกชาวเยอรมัน Erich Mendelsohn หลังจากเป็นหัวหน้าสถาปนิกที่เมืองลัคเคินวัลด์ ประเทศเยอรมันในช่วงสั้น ๆ ครอบครัวชาวยิวของเขาก็ตัดสินใจอพยพออกจากยุโรปไปสู่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งนูตราก็ยังคงทำงานร่วมกับดาราดังแห่งวงการสถาปัตยกรรมอย่าง Frank Lloyd Wright ก่อนที่จะเริ่มเส้นทางการเป็นสถาปนิกฝั่ง West Coast ด้วยตนเอง ผ่านชื่อเสียงจากการสร้าง Lovell House ในปีค.ศ.1929

Lovell House สร้างความตื่นตาให้กับวงการสถาปัตยกรรมทั้งในยุโรปและอเมริกา งานแรกของนูตรานี้ความคล้ายคลึงกับงานของ Le Corbusier และ Mies van der Rohe สองศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรม โดยหลายคนมองว่าบ้านหลังนี้เป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยแสดงให้เห็นศักยภาพของอุตสาหกรรมที่ไปไกลกว่าแค่บ้านที่มีประโยชน์ใช้สอยทั่วๆ ไป

โครงสร้างของบ้านค่อนข้างเป็นนวัตกรรมใหม่ในสมัยนั้น โดยตัวระเบียงถูกแขวนด้วยสายเคเบิลเหล็กเรียวจากโครงหลังคาเช่นเดียวกับสระว่ายน้ำที่แขวนลอยอยู่ในคอนกรีตรูปทรงตัวยู นอกจากนี้บริบทที่ตั้งซึ่งเป็นเนินเขายังท้าทายการก่อสร้าง โดยทีมก่อสร้างจำเป็นต้องแบ่งการสร้างโครงของบ้านโลเวลล์เป็นส่วนๆ และขนส่งวัสดุด้วยรถบรรทุกขึ้นไปบนเนินเขาสูงชัน 

สัญลักษณ์หนึ่งของความฝันในแบบ American Dream

ในยุคปัจจุบัน เราเห็นภาพยนตร์จำนวนไม่น้อยที่พยายามตีแผ่เรื่องราว เสนอชีวิตในแบบ American Dream หรือเรียกง่ายๆ ก็คือคติความเชื่อของคนอเมริกันเกี่ยวกับ ความสุข และความสําเร็จในชีวิตที่ทุกคนต่างก็ปรารถนา และอาจเรียกได้ว่า หนึ่งในสัญลักษณ์เหล่านั้น คือ บ้าน  Mid-Century Modern ที่นูตราออกแบบ บ้านที่ซึ่งใช้สถาปนิกดีไซน์ โดยหยิบเอกลักษณ์ความโมเดิร์นเข้ามาเป็นส่วนผสมหลัก เพื่อเติมเต็มสุนทรียะ

บ้านของนูตราเป็นที่นิยมแบบ American Dream มากในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบสำเร็จรูป (prefabricated elements) ในการออกแบบของเขา การใช้กระจกและการดีไซน์ให้บ้านโปร่ง โล่ง สบาย ปรับแต่งให้เหมาะสมกับสไตล์การใช้ชีวิตของเจ้าของบ้านคนนั้นๆ อีกทั้งยังรวมถึงภูมิทัศน์ ความเป็นธรรมชาติที่เขาใส่ใจ ทั้งหมดล้วนเป็นแนวคิดที่บ้านจัดสรรในแถบอเมริกาต่างดิ้นรนตามหา และโฆษณาชวนเชื่อเพื่อให้ได้มาซึ่งยอดขาย

VDL Research House สำหรับการออกแบบบ้านหลังนี้ นูตราพยายามแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมของ Lovell House สามารถนำมาปรับใช้ในการออกแบบอาคารได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงลูกค้าที่ร่ำรวยใช้งบประมาณสูงเท่านั้น นูตราออกแบบโดยใช้แสงธรรมชาติผ่านผนังกระจกที่เปิดออกสู่ลานสวน

บ้านหลังนี้เป็นเหมือนโครงการนำร่อง ที่เขาต้องการแสดงให้เห็นว่าการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ภายในพื้นที่จำกัด ก็ยังสามารถเป็นส่วนตัวได้ ผ่านการออกแบบวางผังบ้านให้รู้สึกถึงความสบาย โปร่งโล่ง ในขณะที่แต่ละฟังก์ชันยังมีความเป็นส่วนตัวระหว่างกันอย่างชัดเจน  

VDL Research House (https://www.dwell.com/)

เมื่อ Bauhaus Modernism ผสมผสาน Southern California

บ้านที่นูตราออกแบบผสมผสานความทันสมัยในแบบ Bauhaus เข้ากับประเพณีการสร้างของ Southern California การปรับตัวที่ไม่เหมือนใครกลายเป็นที่รู้จักในนาม Desert Modernism โดยบ้านของเขามักจะเป็นอาคารที่มีพื้นผิวเรียบและมีลักษณะแบนราบ สร้างด้วยเหล็ก กระจก และคอนกรีตเสริมเหล็ก

The Kaufmann Desert House เป็นบ้านที่ตั้งอยู่ในเมืองปาล์มสปริงส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีเจ้าของบ้านคือ Edgar J. Kaufmann เจ้าของคนเดียวกับ Falling Water House ที่ออกแบบโดย Frank Lloyd Wright นั่นเอง บ้านหลังนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่ช่วยนิยามสุนทรียศาสตร์สมัยใหม่ของเมืองตากอากาศปาล์มสปริงส์ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

การออกแบบบ้านค่อนข้างเรียบง่าย โดยมีใจกลางบ้านเป็นห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องทำกิจกรรมของครอบครัว ส่วนที่เหลือของบ้านแตกกิ่งก้านออกไปในแต่ละทิศทาง โดยมีพื้นที่สระว่ายน้ำทำหน้าที่สร้างความสมดุลและกลมกลืนขององค์ประกอบในการออกแบบโดยรวม ระนาบแนวนอนที่มีระดับต่ำถูกเน้นผ่านชุดประตูกระจกบานเลื่อนที่เปิดออกเพื่อให้ครอบคลุมทางเดินหรือลานบ้าน เป็นวิธีที่นูตราออกแบบบ้านให้กลมกลืนกับภูมิทัศน์ เมื่อเราเปิดประตูกระจกบานเลื่อน ความแตกต่างของพื้นที่ภายในและภายนอกจะถูกเบลอให้รวมกันกลายเป็นพื้นที่เดียว

The Kaufmann Desert House (https://www.dwell.com/)

‘Biorealism’ กลมกลืนกับธรรมชาติ

พูดถึงศัพท์ใหม่ๆ ในยุคหลังอย่าง biophilia, biomimicry หรือ biodiversity คำว่า “bio” มีบทบาทอย่างมากมาย แต่สำหรับ นูตรา เขาเองบัญญัติศัพท์คำว่า ‘Biorealism’ (สัจธรรมชีวนิยม) เพื่อสื่อถึง “ความสัมพันธ์โดยธรรมชาติที่แยกออกไม่ได้ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ” เป็นที่มาที่เราเห็นบ้านโมเดิร์นในรูปทรงเรียบง่าย เข้าถึงและพยายามสร้างความสัมพันธ์กับภูมิทัศน์โดยรอบได้อย่างกลมกลืน

บ้านที่นูตราออกแบบ จึงมักมีลานหรือเฉลียงที่จัดวางในแนวนอน เพื่อให้พื้นที่เอาท์ดอร์ดูเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน ซึ่งเขาเชื่อว่าสถาปัตยกรรมควรเป็นหนทางในการนำมนุษย์กลับคืนสู่ความเป็นตัวเองและความเป็นธรรมชาติ

Taylor House (Photography: Tim Street-Porter via Crosby Doe Associates)

Person-Centered Design ดีไซน์บ้านเพื่อผู้อยู่

อีกหนึ่งแนวคิดที่ทำให้นูตราเป็นที่รู้จักในวงกว้าง คือ การออกแบบที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางแทนที่จะใส่แนวคิดความเป็นตัวเองลงไป เหมือนสถาปนิกระดับโลกคนอื่นๆ เขากลับออกแบบอาคารที่เหมาะสำหรับผู้อยู่อาศัยและตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขามากที่สุด ซึ่งในกระบวนการออกแบบของนูตรา เขามักจะสอบถามถึงความต้องการ ลักษณะนิสัยของลูกค้าเป็นระยะเวลานาน เพื่อทำความเข้าใจว่าจริงๆแล้ว อะไรที่สิ่งที่ผู้อยู่ต้องการ ก่อนจะลงมือทำการออกแบบ

Constance Perkins House คอนสแตนซ์ เพอร์กินส์ทำงานเป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ศิลปะที่ Occidental College  นูตราและเพอร์กินส์ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการออกแบบพัฒนาบ้าน โดยเพอร์กินส์เองได้ส่งรายการสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ ให้กับนูตราพร้อมอัตชีวประวัติแบบย่อ เพื่อให้นูตราทำความเข้าถึงสิ่งที่เธอต้องการสำหรับบ้านหลังใหม่

บ้านหลังเล็กนี้สร้างด้วยวัสดุราคาไม่แพง อย่างไม้ ปูนปลาสเตอร์ และกระจก คานลักษณะขาแมงมุมขยายพื้นที่ออกไปยังแอ่งน้ำทรงคดเคี้ยวเล็กๆ ผ่านผนังกระจกด้านหนึ่งของบ้าน ในทางกายภาพ สัดส่วนและระยะของอาคารทั้งหมดเขายังอ้างอิงมาจากเพอร์กินส์ซึ่งเป็นผู้หญิงตัวเล็ก เธอเป็นผู้หญิงทำงานคนเดียวที่เลือกอาชีพการงานมากกว่าครอบครัว ฉะนั้นบ้านหลังนี้จะไม่มีห้องนอนหลัก แต่รวมพื้นที่ส่วนนอนเข้าไปในพื้นที่ทำงาน เพราะเธอต้องการสภาพแวดล้อมในบ้านที่มีความคิดสร้างสรรค์และเน้นการทำงานเป็นส่วนตัวมากกว่ากิจกรรมครอบครัวและการพักผ่อน บ้านของเธอจึงถือว่ามีอิทธิพลต่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เนื่องด้วยการออกแบบเฉพาะตัว

ยิ่งมองเห็นบ้านที่ Richard Neutra ออกแบบ (ผ่านภาพถ่าย) เรายิ่งรู้สึกว่าหน้าตาของบ้านคลับคล้ายคลับคลาเหมือนบ้านโมเดิร์นยุคปัจจุบันในบ้านเรา เพียงแต่สำหรับเขา นั่นเป็นแนวคิดที่ถือกำเนิดเมื่อหลายทศวรรษก่อน ไม่แปลกใจที่นูตราจะกลายเป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อแนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในฐานะสถาปนิกชาวอเมริกันผู้ยังคงเป็นที่จดจำ นอกจากนี้ เขายังเปลี่ยนแนวคิดของสถาปัตยกรรมด้วยโครงสร้างที่ผสมผสานสภาพแวดล้อมภายนอกเข้ากับพื้นที่ภายใน และที่สำคัญที่สุด คือการศึกษาจิตวิทยาผู้คนไปพร้อมกับการออกแบบ ความสามารถในการวิเคราะห์เกี่ยวกับสุขภาพจิตของเขาทำให้นูตราสามารถออกแบบ ‘บ้าน’ ได้เข้ากับแต่ละบุคคลอย่างแท้จริง

แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตลงในปีค.ศ.1970 แต่ผลงานของ Richard Neutra ก็ได้ทำหน้าที่ขยายขอบเขตสถาปัตยกรรมโมเดิร์น และการค้นพบของเขาก็ยังคงเป็นแรงบันดาลใจในการเติบโตของสถาปัตยกรรมในยุคปัจจุบัน

ที่มา :
https://failedarchitecture.com/richard-neutras-therapeutic-architecture/
https://www.thoughtco.com/richard-neutra-the-international-style-177868
https://www.britannica.com/biography/Richard-Joseph-Neutra
https://www.archdaily.com/104112/ad-classics-kaufmann-house-richard-neutra
https://www.laconservancy.org/architects/richard-neutra
https://blogs.lt.vt.edu/architectureblogdelbridge/class-studies/writing-sample/richard-neutra-with-design-in-mind/
https://www.atomic-ranch.com/architecture-design/preservation-corner/richard-neutra/

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Rafael Moneo สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา ที่พกพาเรื่องราวของบริบทและประวัติศาสตร์มาบรรจุไว้ด้วยกัน

Rafael Moneo
สถาปัตยกรรมเหนือกาลเวลา ที่พกพาเรื่องราวของบริบทและประวัติศาสตร์มาบรรจุไว้ด้วยกัน

เมื่อบริบทพื้นที่แฝงเสน่ห์ของวัฒนธรรมหรือเรื่องราวประวัติศาสตร์อันมีคุณค่าและน่าสนใจ สถาปนิกที่ดีย่อมต้องรักษาสิ่งเหล่านั้นไว้ พร้อมกับการออกแบบความงดงามของสถาปัตยกรรมที่ต้องไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างกลมกลืน แนวคิดใส่ใจบริบทที่เรากล่าวถึงนี้ จึงเป็นเสน่ห์ที่ทำให้สถาปัตยกรรมของสถาปนิกชาวสเปนเจ้าของรางวัล Pritzker Architecture Prize ในปีค.ศ.1996 อย่าง Rafael Moneo (ราฟาเอล โมเนโอ) กลายเป็นที่น่าจดจำ เพราะชื่อเสียงและสถาปัตยกรรมของเขาโดดเด่นด้วยการออกแบบที่นำองค์ประกอบร่วมสมัยมาผสมผสานกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่นั้นๆ ให้รวมเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“ผมมองว่าการนำสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์มาผสมผสานเข้าด้วยกัน เป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะนั่นจะทำให้คนสามารถตีความ และเข้าใจได้ง่ายว่า เพราะเหตุใดเราถึงต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เราอยู่” –Rafael Moneo

Rafael Moneo
Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/
https://www.archdaily.com/875928/rafael-moneo-soane-annual-lecture/596cafaab22e38cfd4000287-rafael-moneo-soane-annual-lecture-photo

นักออกแบบและนักขับเคลื่อนสถาปัตยกรรมผ่านตัวอักษร

ก่อนจะมาเป็นสถาปนิกที่ฝากชื่อเสียงไว้อย่างในปัจจุบัน วัยเยาว์ของโมเนโอ ยังสนใจด้านปรัชญาและการวาดภาพ มากกว่าสถาปัตยกรรม ก่อนจะได้รับอิทธิพลจากพ่อซึ่งเป็นนักออกแบบเชิงอุตสาหกรรม จนตัดสินใจหันมาเลือกเดินบนเส้นทางสายสถาปัตยกรรมตามรอยพ่อ ถึงแม้ว่าจะคนละสาขากันก็ตาม

โมเนโอจบปริญญาด้านสถาปัตยกรรมจาก Superior Technical School of Architecture of Madrid หรือ ETSAM ในปี ค.ศ.1961 หลังจากนั้น 4 ปี เขาจึงเริ่มก่อตั้งบริษัทสถาปัตยกรรมในกรุงมาดริด ประเทศสเปนบ้านเกิด และเริ่มอาชีพการสอนที่ ETSAM ในปีถัดมา จนกระทั่งในปี ค.ศ.1980 โมเนโอได้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ และได้รับการมอบหมายให้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะโรมันแห่งชาติในเมืองเมรีดา ประเทศสเปน ซึ่งเป็นโครงการที่พลิกชีวิต กลายเป็นอาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเขา และทำให้เขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

Photo Credits: https://www.archdaily.pe/pe/02-258325/feliz-cumpleanos-rafael-moneo

National Museum of Roman Art
Merida, Spain 1986

ในปัจจุบันเรามักจะเห็นโครงสร้างซุ้มประตูโค้งถูกนำมาใช้ดัดแปลงจนเกิดความสวยงามกันอย่างมากหลาย แต่รู้หรือไม่ว่าซุ้มประตูโค้งนี้ยังถูกใช้เพื่อแสดงถึงความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของอารยธรรมโรมันในครั้งอดีตกาล ซึ่งโมเนโอเองได้สัมผัสโครงสร้างโบราณและความยิ่งใหญ่เหล่านี้ ภายในพิพิธภัณฑ์ศิลปะโรมันแห่งชาติ ณ เมืองเมริดา ประเทศสเปน ก่อนจะต้องมารับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบ

Photo Credits:
https://rafaelmoneo.com/en/projects/national-museum-of-roman-art/
https://www.pinterest.com/pin/379287599853036898/

พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงละครโดยมีถนนคั่นกลาง ภายในอาคารสูงตระหง่านเหนือพื้นดินและประกอบเข้าหากันด้วยซุ้มอิฐ ซึ่งบริเวณเหนือซุ้มอิฐโค้ง ถูกออกแบบให้เป็นสกายไลท์ที่นำแสงธรรมชาติเข้าสู่พื้นที่ภายใน

Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/national-museum-of-roman-art/

พื้นที่จัดนิทรรศการถูกจัดวางให้อยู่บริเวณชั้นบนในขณะที่ภายใต้ระดับพื้นดินจะเปิดให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสกับอารยธรรมการขุดค้นเมืองอันเก่าแก่ในยุคโรมัน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในสุดยอดตัวอย่างของงานออกแบบที่สามารถอนุรักษ์และจัดแสดงโบราณคดีของสถานที่ไปพร้อมๆ กับการออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ได้อย่างมีความหมาย

Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/national-museum-of-roman-art/

นอกจากการจับปากกาวาดเขียนงานออกแบบเป็นอาชีพ เขายังตั้งใจขับเคลื่อนวงการสถาปัตยกรรมด้วยการใช้ตัวอักษร ผ่านความสนใจด้านงานเขียนบทความสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่มีคุณค่า อีกทั้งยังมีบทบาทเป็นที่รู้จักในฐานะนักวิจารณ์ที่เชี่ยวชาญในสาขาสถาปัตยกรรม และยังเป็นผู้ก่อตั้งนิตยสารสถาปัตยกรรม ‘Arquitectura Bis’ อีกด้วย

นิตยสารสถาปัตยกรรม ‘Arquitectura Bis’
Photo Credits: https://abcblogs.abc.es/fahrenheit-451/arte/revista-arquitecturas-bis-historia-del-diseno.html?ref=https%3A%2F%2Fwww.google.com%2F

โมเนโอเล่าว่า การเขียนงานช่วยให้เขาได้ทบทวนงานออกแบบของตนเอง สร้างบทสนทนาร่วมกับเพื่อนสถาปนิกท่านอื่นๆ ซึ่งนี่เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เขาเข้าใจผลงานและความตั้งใจของสถาปนิกได้เป็นอย่างดี อีกทั้งในขณะเดียวกัน ผลงานการเขียนเหล่านี้ก็ยังได้เผยแพร่ให้บุคคลอื่นๆ และช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนให้กับวงการสถาปัตยกรรมได้ต่อไป

“คุณจำเป็นต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาและสะสมความรู้โดยการเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการ อ่านประวัติ วิจารณ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือพยายามตั้งคำถามกับสิ่งที่คุณรู้อยู่แล้วตลอดเวลา สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ผมไม่เคยออกแบบโครงการด้วยวิธีเพียงวิธีเดียว หรือออกแบบด้วยการใช้สไตล์ แต่ผมมักจะขยายแนวคิดโดยใช้ส่วนผสมของกลยุทธ์ที่แตกต่างกัน” –Rafael Moneo (จากบทสัมภาษณ์ของ Vladimir Belogolovsky ใน https://www.stirworld.com/)

BEULAS FOUNDATION HUESCA, SPAIN 2005
Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/beulas-foundation/

ATOCHA STATION ENLARGEMENT (COMPETITION, FIRST PRIZE 1884-1992 , SECOND ENLARGEMENT 2007-2012)
MADRID, SPAIN
Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/atocha-station-enlargement/

IESU Church
San Sebastian ,Spain 2011

อีกหนึ่งตัวอย่างผลงานที่สร้างปฏิสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ได้ไม่น้อย คือ IESU Church ที่ตั้งอยู่ภายในย่านเล็กๆ ของเมือง San Sebastian ซึ่งหากดูจากภายนอก โบสถ์แห่งนี้ดูจะเหมือนผลงานในช่วงยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย ความมินิมอลโมเดิร์นในสีขาวตัดกับความนุ่มนวลของไม้ แอบซุกซ่อนความลึกลับทั้งจากภายนอกและภายในไว้อย่างน่าสนใจ

Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/iesu-church-in-san-sebastian/

ตัวอาคารด้านนอกหมุนองศาหาผืนที่ดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าบริเวณด้านหลังของโครงการซึ่งเป็นสวนสาธารณะชุมชน รวมถึงพื้นที่ภายในยังมีส่วนของซูเปอร์มาร์เก็ต ทำให้อาคารขนาด 900 ตารางเมตรหลังนี้กลายเป็นจุดศูนย์รวมของคนในชุมชนไปโดยปริยาย

อาคารถูกออกแบบให้โดดเด่นด้วยความสูงที่แตกต่างกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงความสูงในแต่ละจังหวะยังให้ความรู้สึกที่แตกต่าง โดยมีทั้งความสูง 7  11 23 และ 27 เมตร นอกจากนี้โมเนโอยังออกแบบเพดานเป็นรูปลักษณ์ของไม้กางเขนที่ไม่เป็นเส้นบรรจบสม่ำเสมออย่างที่เราคุ้นเคย ซึ่งระหว่างช่องสี่มุมของไม้กางเขนจะถูกเว้นเป็นช่องเปิดที่สามารถดึงแสงสว่างให้ส่องเข้าถึงบริเวณแท่นศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างสวยงาม

Photo Credits:
https://divisare.com/projects/190187-rafael-moneo-francisco-berreteaga-iglesia-de-iesu
https://rafaelmoneo.com/en/projects/iesu-church-in-san-sebastian/

สถาปัตยกรรมที่ดีต้องสดใหม่ แต่มีรากฐานมาจากบริบทที่ตั้ง

สำหรับงานออกแบบของโมเนโอ ถึงแม้บริบทจะเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เพียงตัวแปรเดียวเท่านั้นที่ต้องรักษาไว้โดยห้ามไปแตะต้อง กล่าวคือ สถาปัตยกรรมของเขากำลังทำงานร่วมไปกับบริบท โดยมองหารูปแบบ ความสดใหม่ ที่สามารถปรับให้เข้ากับเรื่องราวของไซต์นั้นๆ ได้อย่างพอดี ‘การออกแบบสิ่งปลูกสร้างให้มีลักษณะเฉพาะของพื้นที่ มองหาสิ่งที่พื้นที่และอาคารต้องการ’ จึงเห็นจะเป็นแนวคิดหรือปรัชญาการออกแบบกว้างๆ ที่โมเนโอยึดถือ

“ผมไม่เคยมองหาภาษาของสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ สามารถนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จากโปรเจ็กต์หนึ่งสู่อีกโปรเจ็กต์ เพราะทุกโครงการมันมีความแตกต่างกัน มีลักษณะเฉพาะในตัวเอง ดังนั้นผมไม่กลัวถ้าหากตัวผมเองจะไม่มีลายเซ็น หรือภาษากลางในการออกแบบ”– Rafael Moneo

TOLEDO CONVENTION CENTER TOLEDO, SPAIN 2010
Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/toledo-convention-center/

SPANISH AMBASSADOR’S RESIDENCE IN WASHINGTON, USA 2002
Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/spanish-ambassadors-residence-in-washington/


อาคารของเขายังโดดเด่นด้วยการเล่นจังหวะของสัดส่วน ระยะห่างระหว่างองค์ประกอบต่างๆ โดยเน้นความชัดเจนของวิธีการในการก่อสร้าง และสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ การพยายามสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสถาปัตยกรรมและเมืองรอบๆ โดยพยายามเชื่อมโยงอาคารเข้ากับถนนเส้นต่างๆ  ด้วยความเชื่อที่ว่าสถาปัตยกรรมจะต้องเติบโตไปพร้อมกับเมือง เพราะเมื่อเทียบสเกลที่ใหญ่โตของเมืองแล้ว อาคารเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ดังนั้นอาคารจึงต้องแสดงตัวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตในเมืองใหญ่ได้อย่างกลมกลืน

“ผมปรับเปลี่ยนและมองหาสิ่งที่เหมาะสมทุกครั้งในการออกแบบ สถาปัตยกรรมควรให้ความเคารพต่อบริบทหรือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัว สถาปนิกไม่ควรคิดถึงเพียงช่วงเวลาปัจจุบัน แต่ยังควรคำนึงถึงทั้งอดีตและเวลาในอนาคตด้วย” โมเนโอกล่าว

LABORATORIES BUILDING FOR COLUMBIA UNIVERSITY. NEW YORK. USA 2010
Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/laboratories-building-for-columbia-university/

Prado Museum Enlargement
Madrid , Spain 2007

หลังจากการแข่งขันประกวดแบบถึง 2 ครั้ง โมเนโอก็ได้รับเลือกให้ออกแบบส่วนขยายใหม่ของพิพิธภัณฑ์และส่วนขยายของธนาคารแห่งชาติสเปน ซึ่งเป็นการจำลองอาคารที่มีอยู่เดิมเกือบทั้งหมดภายใต้การดูแลของกระทรวงวัฒนธรรม โดยอาคารใหม่นี้มีพื้นที่มากกว่า 22,000 ตารางเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่า 50% ของสเกลเดิมที่มีอยู่ เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้เยี่ยมชมได้อย่างครบครัน รวมถึงสามารถจัดเรียง แสดงและอนุรักษ์คอลเล็กชันของผลงานได้มากยิ่งขึ้น

การออกแบบของโมเนโอเผยให้เห็นแนวคิดของเขา โดยให้ความสำคัญกับอาคารดั้งเดิม สภาพแวดล้อมและอาคารบริเวณใกล้เคียงซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่าง โบสถ์ Jerónimos และ Academia Española ซึ่งอาคารใหม่และอาคารเก่าจะถูกเชื่อมโยงเข้าหากันผ่านแพลตฟอร์มที่ออกแบบปกคลุมด้วยพุ่มไม้ เกิดเป็นสวน และพื้นที่สีเขียวให้กับเมือง  

PRADO MUSEUM ENLARGEMENT MADRID, SPAIN 2007
Photo Credits: https://rafaelmoneo.com/en/projects/prado-museum-enlargement/

‘Why We Are Where We Are’ คงจะเป็นนิยามที่สถาปัตยกรรมอันเรียบง่ายของโมเนโอ คอยเตือนให้เราฉุกคิดอยู่เสมอ ไม่ใช่ความโดดเด่นที่พยายามทำตนเองให้น่าจดจำ แต่เป็นความคุ้นเคยของบริบทที่เขาพยายามสอดแทรกเข้าไปในสถาปัตยกรรม เพื่อให้คนในชุมชนภาคภูมิใจ และสัมผัสได้ถึงความเป็นเจ้าของในพื้นที่นั้นๆ ราวกับจะเตือนว่า นี่คือบ้านเกิดของฉันและสถานที่ที่ฉันควรอยู่

ถึงแม้จะเป็นรายละเอียดเพียงเล็กน้อย แต่การที่สเกลอันยิ่งใหญ่ของสิ่งปลูกสร้างสามารถส่งผลถึงความคิดและความรู้สึก เพื่อให้คนธรรมดาที่ผ่านไปมาสามารถรับรู้และสัมผัสได้ไปพร้อมกัน และนั่นก็คงจะเป็นตัวพิสูจน์แล้วว่า สถาปัตยกรรมเหล่านั้นควรคู่แก่การน่าจดจำด้วยชื่อเสียงของ Rafael Moneo สถาปนิกที่มีอิทธิพลคนหนึ่งของยุค

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

สถาปัตยกรรมคิดบวกของ Anne Lacaton และ Jean-Philippe Vassal สองสถาปนิกเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ปี 2021

สถาปัตยกรรมคิดบวกของ Anne Lacaton และ Jean-Philippe Vassal
สองสถาปนิกเจ้าของรางวัล Pritzker Prize ปี 2021

เมื่อช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลายคนตื่นเต้นกับช่วงเวลาสำคัญของวงการสถาปัตยกรรมกับข่าวประกาศผลรางวัลอันทรงเกียรติ Pritzker Architecture Prize ไปหมาดๆ ซึ่งในปี 2021 นี้ รางวัลตกเป็นของสองสถาปนิกชาวฝรั่งเศส Anne Lacaton และ Jean-Philippe Vassal ผู้ก่อตั้งสตูดิโอออกแบบในชื่อ Lacaton & Vassal  GreatArchitects ในครั้งนี้ เราจึงได้โอกาสพาไปรู้จักสถาปนิกทั้งสองผู้ฝากผลงานออกแบบอันมีค่าไว้ให้คนทั่วโลกได้ชื่นชม

“สถาปัตยกรรมที่ดีควรจะต้องเปิดกว้างเพื่อเพิ่มอิสระให้กับทุกคน โดยที่ทุกคนสามารถทำในสิ่งที่ต้องการได้ สถาปัตยกรรมไม่ควรแสดงออก หรือโอ่อ่า แต่ต้องเป็นสิ่งที่คนเห็นแล้วคุ้นเคย มีประโยชน์ สวยงาม และสามารถรองรับชีวิตที่จะเกิดขึ้นภายในนั้นได้อย่างเงียบๆ” – Anne Lacaton

ทั้งคู่สร้างชื่อเสียงผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมคิดบวกที่พยายามไม่มองว่าสิ่งที่มีหรือสิ่งที่เป็นจะกลายเป็นปัญหาเสมอไป ผลงานออกแบบของพวกเขาจึงมักถูกเปรียบเปรยว่าเป็นเครื่องมือที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ซึ่งมักจะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ ‘การเสริมสร้างชีวิตมนุษย์’ โดยให้ประโยชน์ต่อทั้งผู้อยู่อาศัยและสนับสนุนการพัฒนาของเมือง

Anne Lacaton and Jean-Philippe Vassal
Photo Credits: https://www.pritzkerprize.com/laureates/anne-lacaton-and-jean-philippe-vassal

ความงามและความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อทรัพยากร

Anne Lacaton และ Jean-Philippe Vassal พบกันครั้งแรกในระหว่างการฝึกอบรมสถาปัตยกรรมที่เมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส หลังจากนั้น Lacaton ตัดสินใจเรียนต่อในระดับปริญญาโทด้านการวางผังเมืองจากมหาวิทยาลัย Bordeaux Montaigne ในขณะที่ Vassal ย้ายไปศึกษาด้านการวางผังเมืองที่ประเทศไนเจอร์ ในแอฟริกาตะวันตก ซึ่ง Lacaton เองก็มีการไปเยี่ยมเยือน Vassal บ่อยครั้ง

ทั้งคู่มีโอกาสได้ออกแบบและสร้างอาคารร่วมกันเป็นครั้งแรกในเมืองนีอาเม ประเทศไนเจอร์ ซึ่งโปรเจกต์ดังกล่าวเป็นการออกแบบกระท่อมฟางชั่วคราวที่สร้างด้วยกิ่งและพุ่มไม้ที่หาได้ในท้องถิ่น ซึ่งสามารถต้านทานลมได้ถึง 2 ปี นับจากเวลาที่กระท่อมสร้างเสร็จสมบูรณ์ ด้วยความที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากความงดงาม และความอ่อนน้อมถ่อมตนของทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดภายในภูมิประเทศทะเลทรายของประเทศไนเจอร์ โปรเจกต์นี้จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ส่งต่อแนวคิด หลักการที่ทั้งคู่ต่างยึดถือ นั่นคือ “ไม่ทำลายสิ่งที่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่ เคารพในความเรียบง่าย และเสนอความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการออกแบบสถาปัตยกรรม”

Photo Credits:
http://arquitecturasinarquitectura.blogspot.com/2013/09/niamey-niger-lacaton-vassal-1984.html
https://www.stirworld.com/see-news-anne-lacaton-jean-philippe-vassal-the-2021-pritzker-laureates-for-whom-
demolition-is-an-act-of-violence

ในปี ค.ศ.1987 ทั้งคู่ตัดสินใจลงหลักปักฐานและก่อตั้งบริษัท Lacaton & Vassal ขึ้นในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผลงานของพวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญผ่านการออกแบบอาคารใหม่ๆ และโครงการที่ง่ายต่อการเปลี่ยนแปลง โดยส่วนมากจะเป็นโครงการออกแบบที่อยู่อาศัยส่วนตัว อาคารสงเคราะห์ทางสังคม สถาบันวัฒนธรรมและวิชาการ พื้นที่สาธารณะ และการวางผังเมือง

จุดเด่นที่ทำให้ผลงานของทั้งคู่ควรค่าแก่การน่าจดจำ คือความใจกว้างของสถาปัตยกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงการสนับสนุนในเรื่องความยุติธรรมทางสังคม และความยั่งยืน โดยการจัดลำดับความสำคัญของการใช้งานพื้นที่ อิสระทางการใช้งาน ผ่านวัสดุที่ประหยัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Palais de Tokyo, 2014, Paris
Photo Credits:
https://www.dezeen.com/2021/03/17/key-projects-anne-lacaton-jean-philippe-vassal-pritzker-prize/
https://arquitecturaviva.com/works/palais-de-tokyo-10

‘จากภายในสู่ภายนอก’ แก่นแท้ของสถาปัตยกรรมคือผู้คนที่เข้าไปใช้งาน

กว่าจะออกมาเป็นอาคารสักหนึ่งหลัง ย่อมประกอบไปด้วยมิติที่หลากหลาย ทั้งมิติของการออกแบบสถาปัตยกรรมที่จับต้องได้ หรือมิติที่ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างการใช้งานของ Users ซึ่งอาคารของ Anne Lacaton และ Jean-Philippe Vassal ต่างมองแก่นแท้ของงานสถาปัตยกรรมผ่านการใช้งานของผู้คน ผลงานของทั้งคู่จึงใส่ใจการออกแบบจากภายในสู่ภายนอก ด้วยการจินตนาการว่าผู้คนจะเคลื่อนไหวและใช้ชีวิตอย่างไรภายในที่ว่างเหล่านั้น อาคารต้องตอบสนองต่อการใช้งานและแน่นอนว่าต้องอยู่สบาย ฟาซาดและการใช้วัสดุจึงมักเกิดขึ้นในตอนท้ายของกระบวนการออกแบบ แต่กลมกลืนและเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันได้อย่างลงตัว

Tour Bois le Prêtre, 2011, Paris
Photo Credits:
https://modulo.net/it/realizzazioni/riqualificazione-della-torre-bois-le-pretre

ยกตัวอย่างเช่น Latapie House บ้านที่สร้างขึ้นในประเทศฝรั่งเศส โครงการแรกที่พวกเขาได้ออกแบบ หลังจากกลับมาจากประเทศไนเจอร์ สถาปนิกทั้งสองตั้งใจมอบความเป็นอยู่ที่ดีทั้งทางร่างกายและอารมณ์ให้กับผู้อยู่อาศัย โดยนำการใช้เทคโนโลยีเรือนกระจกเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลักเพื่อสร้างสภาวะทางชีวภาพ การใช้แสงอาทิตย์ร่วมกับการระบายอากาศตามธรรมชาติ การออกแบบที่บังแดดและฉนวนกันความร้อน สร้างสภาพอากาศที่อยู่สบายและสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น  

“แรกเริ่มเราได้ศึกษาโรงเรือนในสวนพฤกษศาสตร์ ที่มีพืชอันเปราะบาง แสง ความโปร่งใสที่สวยงาม และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศกลางแจ้ง มันเป็นบรรยากาศและความรู้สึกที่น่าสนใจ ซึ่งเราอยากที่จะนำความละเอียดอ่อนเหล่านั้นมาสู่งานสถาปัตยกรรม” Lacaton เล่า

Latapie House, 1993, Floirac
Photo Credits:
https://www.dezeen.com/2021/03/17/key-projects-anne-lacaton-jean-philippe-vassal-pritzker-prize/
https://www.atlasofplaces.com/atlas-of-places-images/ATLAS-OF-PLACES-LACATON-VASSAL-MAISON-LATAPIE-IMG-3.jpg


นอกจากความสำคัญของผู้ใช้งาน ทั้งสองยังเคารพและให้เกียรติบริบทเดิมที่มีอยู่ก่อนในพื้นที่ สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นทีหลังจึงควรแสดงความอ่อนน้อมถ่อมตน แทนที่จะโออ่าและแสดงตัวเหนือบริบทเดิมเสียจนไม่หลงเหลือเสน่ห์ Cap Ferret House ที่พักส่วนตัวในประเทศฝรั่งเศส พิสูจน์แนวคิดดังกล่าว ด้วยการออกแบบที่รบกวนสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติน้อยที่สุด แทนที่จะกำจัดต้นไม้เดิม 46 ต้นบนพื้นที่โครงการ สองสถาปนิกเลือกที่จะได้ดูแลพืชพันธุ์พื้นเมืองเหล่านี้ โดยยกระดับตัวบ้านและสร้างบ้านขึ้นรอบๆ ลำต้น ทำให้ผู้อยู่อาศัยสามารถใช้ชีวิตท่ามกลางความเขียวขจีได้อย่างเต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ทิ้งแม้แต่ต้นเดียว

Cap Ferret House, 1998, Cap Ferret
Photo Credits:
https://www.dezeen.com/2021/03/17/key-projects-anne-lacaton-jean-philippe-vassal-pritzker-prize/
https://arquitecturaviva.com/assets/uploads/obras/40161/av_imagen.jpeg

แนวทางใหม่ของที่พักอาศัยแบบอาคารสงเคราะห์

Anne Lacaton และ Jean-Philippe Vassal ยังเป็นที่รู้จักในฐานะผู้คิดค้นแนวทางใหม่ของอาคารสงเคราะห์เพื่อสังคม (Social Housing) ตลอดเส้นทางการเป็นสถาปนิก พวกเขาได้ปฏิเสธผังเมืองที่เรียกร้องให้มีการรื้อถอนอาคารดังกล่าว โดยมุ่งเน้นการออกแบบจากพื้นที่ภายในสู่ภายนอก เพื่อจัดลำดับความสำคัญการใช้งานของผู้อยู่อาศัยในอาคาร และความต้องการส่วนรวมสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่

Lacaton & Vassal ได้เปลี่ยนอาคารจำนวน 530 ยูนิตภายในอาคาร 3 หลังที่ Grand Parc ในเมืองบอร์กโดซ์ ประเทศฝรั่งเศส เพื่อพัฒนาฟังก์ชันทางเทคนิค เพิ่มพื้นที่สีเขียวที่มีความลึก 3.8 เมตรและระเบียงเปิดโล่งให้กับอพาร์ทเมนต์ในแต่ละห้อง หน้าต่างบานเล็กถูกแทนที่ด้วยประตูกระจกบานเลื่อนขนาดใหญ่ ที่เปิดออกไปสู่พื้นที่ภายนอกดังกล่าว ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ การออกแบบระบบโมดูลสำเร็จรูป แผ่นพื้นและเสาสำเร็จรูป ทำให้สามารถเพิ่มพื้นที่ว่างที่ยืดหยุ่นในแต่ละยูนิตได้โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้อยู่อาศัยในระหว่างการก่อสร้าง โดยอพาร์ทเมนท์แต่ละห้องใช้เวลาปรับปรุงเพียง 12 – 16 วัน นอกจากนั้นยังคงรักษาค่าเช่าที่เป็นธรรมให้กับผู้อยู่อาศัยในราคาเท่าเดิม

นวัตกรรมจากโครงการดังกล่าวได้รับรางวัล 2019 European Union Prize for Contemporary Architecture – Mies van der Rohe Award และได้รับการยกย่องในเรื่องของ ‘การปรับปรุงพื้นที่และคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย’ รวมถึงเป็นตัวอย่างของอาคารสงเคราะห์เพื่อสังคมที่ช่วยเพิ่มค่าครองชีพทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสม

Transformation of 530 Dwellings, 2017, Bordeaux
Photo Credits:
https://www.dezeen.com/2021/03/17/key-projects-anne-lacaton-jean-philippe-vassal-pritzker-prize/

นอกจากบทบาทของนักออกแบบ สองสถาปนิกยังทำงานอยู่ในแวดวงของการศึกษาสถาปัตยกรรม  โดย Lacaton เป็นรองศาสตราจารย์ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบที่ Swiss Federal Institute of Technology ETH Zurich ตั้งแต่ปีค.ศ. 2017 และยังเป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่วน Vassal เป็นรองศาสตราจารย์ที่ Universität der Künste Berlin ตั้งแต่ปีค.ศ. 2012 และเคยสอนที่มหาวิทยาลัยอื่นๆ ในเยอรมนีและฝรั่งเศสอีกด้วย

École Nationale Supérieure d’Architecture de Nantes, 2009, Nantes

โรงเรียนสถาปัตยกรรมแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตทางตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส อาคารหลังนี้สูง 3 ชั้น ประกอบด้วยชั้นกระจกเรียงรายสูงจากระดับพื้นดิน 9 16 และ 22 เมตรเชื่อมโยงถึงกันด้วยทางลาดที่อยู่ภายนอก อาคารใช้โครงสร้างเหล็กที่มีน้ำหนักเบา เอื้อต่อการออกแบบภายในที่มีขนาดพอดีตัว และออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยน หรือขยายได้ง่าย เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของโรงเรียน

Photo Credits:
https://www.archdaily.com/254193/nantes-school-of-architecture-lacaton-vassal

FRAC Nord-Pas de Calais, 2013, Dunkirk

Lacaton & Vassal แปลงโฉมอู่ต่อเรือที่ถูกทิ้งร้างให้กลายเป็นหอศิลป์ FRAC Nord-Pas de Calais โดยสะท้อนให้เห็นส่วนต่อเติมได้อย่างชัดเจนผ่านการใช้วัสดุโปร่งแสงอย่างโพลีคาร์บอเนต ภายในถูกจัดสเปซไว้อย่างยืดหยุ่นเพื่อรองรับนิทรรศการศิลปะ ความโปร่งใสยังแสดงให้เห็นถึงผลงานศิลปะที่ซ่อนอยู่ภายใน เป็นภาพพื้นหลังให้กับอาคารได้อย่างมีมิติ การออกแบบของพวกเขาได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันประกวดแบบอาคาร ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของคอลเล็กชันงานศิลปะระดับนานาชาติ พื้นที่เก็บผลงานถาวร และห้องโถงนิทรรศการ

Photo Credits:
https://www.dezeen.com/2013/12/11/art-gallery-and-archive-by-lacaton-vassal-mirrors-the-former-shipyard-building-next-to-it/

Ourcq-Juarès Student and Social Housing, 2014, Paris

โครงการที่อยู่อาศัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขต 19 ของปารีส ประกอบด้วยหอพักนักศึกษา อาคารสงเคราะห์เพื่อสังคม บ้านพักคนชราและร้านค้าสามแห่ง จุดเด่นของการออกแบบ คือห้องนั่งเล่นและห้องครัวที่ถูกจัดวางในตำแหน่งที่มองเห็นสวน นอกจากนี้ยังเปิดออกสู่สวนเล็กๆ ส่วนตัว และระเบียง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ภายนอกได้ ในขณะเดียวกันก็อยู่อาศัยได้อย่างอุ่นใจทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว

Photo Credits:
https://www.archdaily.com/476650/ourcq-jaures-student-and-social-housing-lacaton-and-vassal

Le Grand Sud Multipurpose Theater, 2013, Lille

โรงละครอเนกประสงค์แห่งนี้ออกแบบมาเพื่อความยืดหยุ่น โดยมีซุ้มเคลื่อนที่ได้ ที่นั่งที่เคลื่อนย้ายได้ ระบบม่านขนาดใหญ่ และประตูพับบนราง ทำให้สามารถสร้างขอบเขตของพื้นที่ภายในได้อย่างหลากหลาย ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับประเภทของการใช้งานได้ตามที่ต้องการ

Photo Credits:
https://www.archdaily.com/475683/polyvalent-theater-lacaton-and-vassal

หากจะพูดว่าสถาปัตยกรรมของ Anne Lacaton และ Jean-Philippe Vassal เป็นสถาปัตยกรรมคิดบวก ที่ใจกว้างและอ่อนน้อมถ่อมตนก็คงจะไม่มากเกินไปนัก ด้วยความเชื่อที่พยายามจะรักษาทรัพยากรอันมีค่ารวมถึงให้ความสำคัญกับผู้ใช้งานอาคารเป็นหลัก แต่ละผลงานของพวกเขาจึงเรียบง่าย ไม่โฉ่งฉ่าง แต่ตระหนักถึงความเป็นอยู่ของทั้งมนุษย์ เมือง และธรรมชาติ ฝากผลงานอันน่าจดจำไปทั่วโลก สมกับบทบาทของสองสถาปนิกผู้คว้ารางวัล The Pritzker Architecture Prize ในปี 2021 นี้

ภาพและข้อมูลอ้างอิงจาก :
https://www.archdaily.com/958575/who-are-lacaton-and-vassal-15-things-to-know-about-the-2021-pritzker-architecture-laureates
https://www.archdaily.com/958565/anne-lacaton-and-jean-philippe-vassal-receive-the-2021-pritzker-architecture-prize
https://www.dezeen.com/2013/12/11/art-gallery-and-archive-by-lacaton-vassal-mirrors-the-former-shipyard-building-next-to-it/


Photo Credits (ภาพปก) ;
https://arquitecturaviva.com/assets/uploads/obras/40167/av_imagen.jpeg
https://news.yahoo.com/french-duo-win-architectures-top-140902424.html


Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Sou Fujimoto กับ ‘ที่ว่าง’ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมมนุษย์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม

เพราะคนและสถาปัตยกรรมต่างก็ต้องพึ่งพากันและกัน สถาปัตยกรรมออกแบบมาเพื่อมนุษย์ และมนุษย์ก็ต้องอาศัยสถาปัตยกรรมเพื่อตอบสนองกิจกรรมและความเป็นอยู่ที่ตนเองต้องการ อีกทั้งยังมีธรรมชาติเป็นตัวส่งเสริม แต่งแต้มให้บรรยากาศของทุกสิ่งรวมตัวอยู่ด้วยกันได้อย่างสมบูรณ์

Continue reading “Sou Fujimoto กับ ‘ที่ว่าง’ ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมมนุษย์ ธรรมชาติ และสถาปัตยกรรม”

เมื่อแนวคิดสุดซับซ้อนและละเอียดถูกซ่อนภายใต้สถาปัตยกรรมเรขาคณิตเรียบง่ายของ Eduardo Souto de Moura

ภายใต้รูปทรงเรขาคณิตเรียบง่ายและภาพลักษณ์ของสถาปัตยกรรมที่แสดงตนอย่างแข็งแกร่ง ยังซุกซ่อนแนวคิดสุดละเอียดซับซ้อนของ  Eduardo Souto de Moura สถาปนิกชาวโปรตุเกส เจ้าของรางวัลอันทรงเกียรติ Pritzker Prize ในปี 2011

Continue reading “เมื่อแนวคิดสุดซับซ้อนและละเอียดถูกซ่อนภายใต้สถาปัตยกรรมเรขาคณิตเรียบง่ายของ Eduardo Souto de Moura”

ภาพยนตร์ แสงเงา และบริบทพื้นที่ สู่สถาปัตยกรรมที่ยากจะคาดเดาของ Jean Nouvel

หากพูดถึงโลกสถาปัตยกรรมที่มีการออกแบบโดยก้าวข้ามขีดจำกัดรูปแบบเดิมๆ ผ่านแรงบันดาลใจจากบริบทที่อยู่แวดล้อม คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของ ฌ็อง นูแวล (Jean Nouvel) สถาปนิกชาวฝรั่งเศส ผู้ออกแบบโครงการชื่อเสียงระดับโลกโดยปราศจากกฏ สไตล์ หรือสิ่งยึดมั่นตายตัว สู่ผลลัพธ์ของผลงานที่แตกต่างอย่างโดดเด่น

Continue reading “ภาพยนตร์ แสงเงา และบริบทพื้นที่ สู่สถาปัตยกรรมที่ยากจะคาดเดาของ Jean Nouvel”

Frei Otto ปลดปล่อยสถาปัตยกรรมเรขาคณิต สู่การออกแบบเส้นสายธรรมชาติผ่านโครงสร้างผ้าใบแรงดึง

หากกล่าวถึงหนึ่งในสถาปนิกผู้ออกแบบต้นแบบของนวัตกรรมโครงสร้างอาคารหน้าตาหวือหวา หลายคนคงนึกถึงชื่อของ ไฟร อ็อทโท (Frei Otto)’ สถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างชาวเยอรมัน เจ้าของรางวัล Pritzker Prize ปี 2015 ผู้ได้รับขนานนามให้เป็นเจ้าพ่อแห่งการออกแบบโครงสร้างเบา ภายใต้รูปลักษณ์อาคารที่โดดเด่นด้วยการใช้โครงสร้างหลังคาผ้าใบแรงดึงสูง

Continue reading “Frei Otto ปลดปล่อยสถาปัตยกรรมเรขาคณิต สู่การออกแบบเส้นสายธรรมชาติผ่านโครงสร้างผ้าใบแรงดึง”

Kisho Kurokawa สถาปนิกผู้สร้างภาพจำให้สถาปัตยกรรม Metabolism โด่งดังไปทั่วโลก

หลังจากที่นำเสนอ Kenzo Tange สถาปนิกชาวญี่ปุ่น ผู้บุกเบิกแนวคิด Metabolism Architecture ไปเมื่อครั้งก่อน เพื่อให้เข้าใจถึงสถาปัตยกรรมแบบ Matabolism มากขึ้น วันนี้เราจะขอขยายความแนวคิดนี้ ผ่านเรื่องราวการออกแบบของสถาปนิกท่านหนึ่ง ซึ่งเชื่อได้เลยว่า ถ้าพูดถึง Metabolism Architecture หลายๆ คนต้องนึกถึงชื่อของ คิโช คุโรคาวะ (Kisho Kurokawa) อย่างแน่นอน

Continue reading “Kisho Kurokawa สถาปนิกผู้สร้างภาพจำให้สถาปัตยกรรม Metabolism โด่งดังไปทั่วโลก”

Kenzo Tange สถาปนิกผู้บุกเบิกแนวคิด Metabolism Architecture แห่งประเทศญี่ปุ่น

งานออกแบบและสถาปัตยกรรมเกือบทุกชิ้นในประเทศญี่ปุ่นที่เราเห็น ล้วนเรียบง่าย กลมกลืนกับบริบทและเคารพต่อธรรมชาติ แต่ซ่อนแนวคิด เทคนิคจากภูมิปัญญาที่ใส่ใจรายละเอียดทุกขั้นตอนสั่งสมตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบัน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ญี่ปุ่น

Continue reading “Kenzo Tange สถาปนิกผู้บุกเบิกแนวคิด Metabolism Architecture แห่งประเทศญี่ปุ่น”