OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM
info@sitename.com | 987654321
การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์
โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต สวนลุมพินี เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี The century of Lumpini park lifelong learning center and Landscape improvement project พื้นที่สาธารณะ คือองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่สำคัญของเมือง ท่ามกลางการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและประชากรที่มากขึ้น ความคับแคบแออัดและการขาดการจัดการที่ดี ทำให้เมืองขาดความน่าอยู่ พื้นที่สาธารณะจึงเป็นส่วนสำคัญของเมืองที่จะทำให้เมืองและผู้คนมีพื้นที่ที่มากขึ้น เพื่อพูดคุยพบปะและเสริมสร้างความเป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของลานกว้าง ลานคนเมือง หรือสวนสาธารณะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนเมือง ในปัจจุบันคนมากมายเรียกร้องหาสวนสาธารณะ แต่ทำไมสิ่งแรกๆที่คนเมืองนึกถึงยามจะไปพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะผู้คนกลับไม่ใช่มันล่ะ ทำไมจึงไม่ค่อยออกมาใช้สวนสาธารณะกัน ทำไมคนจึงมองสวนสาธารณะเป็นสิ่งที่ควรจะมีแต่กลับไม่ได้สนใจอย่างนั้นหรือ หรืออาจจะเพราะมันไม่มีร้านรวงมากมายห้างสรรพสินค้า ไม่มีที่ติวหนังสือสหรับเด็กหนุ่มสาว จึงได้เกิดเป็นคำถามที่ว่าแล้วทำไมสวนสาธารณะจะมีสิ่งต่างๆเหล่านั้นไม่ได้ล่ะ ถ้าสวนสาธารณะมีมากกว่าแค่ที่ออกกำลังกายหรือนั่งเล่นล่ะ ถ้าคนสามารถมาใช้พบปะกันได้ มีพื้นที่อ่านหนังสือ นั่งติวหนังสือ ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันได้ท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขวีก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว ตลอดเวลาที่ผ่านมาสวนสาธารณะก็ได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัย และหากวันนี้ถ้าเรามองไปในอนาคตข้างหน้า ถ้ามุมมองต่อสวนสาธารณะเป็นได้มากกว่าแค่สวนของการพักผ่อน ถ้าเป็นสวนที่จะช่วยสร้างโอกาส ช่วยสร้างอาชีพและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของผู้คน เป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นได้มากกว่าสวนสาธารณะก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว หากพูดถึงสวนสาธารณะ หลายคนคงคงเคยได้ยินหรือรู้จักชื่อของสวนลุมพินีมากันบ้าง ปัจจุบันสวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สาธารณะที่สำคัญของเมือง ที่มีพื้นที่ถึง 360 ไร่ซึ่งจัดเป็นสวนสาธารณะระดับเมืองหรือ City Park…
สุสานแห่งความทรงจำ เพื่อการระลึกถึง (Memorial Park Columbarium) ในปัจจุบัน สังคมยังขาดความตระหนักรู้ในเรื่องของความตายอีกทั้งยังไม่เป็นที่พูดคุยกันได้อย่างชัดแจ้งในวงสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เราทุกคนเคยประสบและเป็นเรื่องที่เราพบเจอกันเป็นปกติ โดยไม่รู้เลยว่าความตายหรือวันพรุ่งนี้ อะไรจะเกิดก่อนกัน ส่วนหนึ่งจากหนังสือ ความตายกับการตาย มุมมองจากศาสนากับวิทยาศาสตร์ โดย จันทิมา เอียมานนท์ กล่าวว่า “โดยทั่วไปในสังคม ความตายมักถูกสื่อความหมายในแง่ลบ ถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล เป็นสัญญาณของความสูญเสีย ความพลัดพราก และความเศร้าโศกเสียใจ เป็นเรื่องที่ไม่พึงปรารถนาของผู้คน เราจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงความตายกันตรง ๆ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีตามมา ดังนั้นการพูดถึงคำว่า ตาย ตรง ๆ จึงดูเหมือนว่าจะไม่ส่งผลดีให้แก่ผู้พูด และยังไปทำร้ายจิตใจผู้ฟังมากเกินไป อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในทางกลับกันแล้ว ก็ทำให้ฉุกคิดว่า การที่เราไม่เผชิญกับเรื่องตายตรง ๆ ด้วยการกลบเกลื่อนและแสร้งทำเป็นเรื่องอื่น ๆ เช่นนี้ ก็อาจทำให้การตระหนักถึงความตายในแง่ที่เป็นความจริงน้อยลง และทำให้ความตายถูกทำให้เป็นเรื่องด้านลบ และอาจส่งผลกระทบไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย ในแง่ที่ถูกทำให้อยู่ในวังวนของภาพด้านลบนี้ไปด้วย” ความตายหรือคนตาย มักจะถูกนึกถึงในแง่ลบอยู่เสมอ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับความกลัวของคน กุศโลบายบางอย่างที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่อดีต ส่งผลต่อความเชื่อของคนไทยมาจนปัจจุบัน เช่น ความเชื่อที่ว่าคนท้องไม่ควรไปงานศพ เพราะอาจจะมีวิญญาณมาเกิด หรือการผ่านทางที่มีคนตาย วิญญาณจะมาเอาชีวิตไปเป็นตัวตายตัวแทน จึงมีสถานที่หลายแห่งที่ติดอันดับสถานที่น่ากลัว…
จะเป็นอย่างไรถ้าสถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง Responsive Architecture Responsive Architecture สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ที่มาของโครงการ : วิทยานิพนธ์นี้เริ่มจากการตั้งคำถามถึงกายภาพของสถาปัตยกรรมที่เมื่อระยะเวลาการใช้งานผ่านไป ปัจจัยต่างๆที่ช่วยกำหนดกายภาพของสถาปัตยกรรมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้กายภาพที่เคยตอบสนองปัจจัยเหล่านั้นกลับกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ทั้งในด้านของการใช้งาน และด้านสภาพแวดล้อม ทำให้สถาปัตยกรรมไม่สามารถตอบสนองปัจจัย หรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้ การคลี่คลายแนวคิด : เพื่อทำลายข้อจำกัดทางกายภาพที่หยุดนิ่ง ผู้ศึกษาจึงได้เริ่มทำการศึกษากลไกของเครื่องมือที่ทำให้สถาปัตยกรรมมีกายภาพที่มีความ kinetic หรือสามารถเคลื่อนไหว ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ โดยผู้ศึกษาได้ใช้หลักการของ scisoors frame ที่สามารถขยายความยาวได้มาเป็นแกนหลักในการขยับของเครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือสามารถขยับในแนวดิ่งที่ระยะต่างๆได้ โดยหลังจากที่ได้ทำการศึกษาศักยภาพของเครื่องมือพบว่าเครื่องมือที่ได้พัฒนามานั้นสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในปริมาตรคงที่ แนวคิดในการออกแบบ : ผู้ศึกษาได้นำศักยภาพของเครื่องมือที่ได้กล่าวไปที่สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานในปริมาตรคงที่มาช่วยแก้ปัญหาในประเด็น “ความขัดแย้งระหว่างพื้นที่สีเขียวนันทนาการ และพื้นที่เศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการพูดถึงปัญหาระหว่างสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการต่อพื้นที่เศรษฐกิจภายในเขตเมืองอ้างอิงจากบทความในวารสารสุทธิปริทัศน์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ปุณยนุช รุธิรโก (2556, น.55) โดยใช้การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เอื้อให้เกิดทั้งโปรแกรมของพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเวลาเดียวกัน อธิบายโครงการ : ที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ระหว่าง Central Chidlom และ Central Embassy ซึ่งเป็นที่ที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียวนันทนาการมากที่สุด และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยในส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการผู้ศึกษาได้กำหนดให้มีขนาดพื้นที่เพียงพอที่จะช่วยเพิ่มสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวของ Central Embassy ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน EIA และในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Central Embassy…
ความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรมมานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ Architecture of Humanism I Respect for human dignityมานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในอดีตจวบปัจจุบันมนุษย์มีสิ่งที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่นผ่านความเชื่อๆหนึ่ง ขนาดของความเชื่อมีแบบแผนมากขึ้น ความศรัทธาผูกโยงกาลเวลาจนกลายมาเป็นศาสนา สถาปัตยกรรมมีบทบาทในการใช้เป็นพื้นที่เพื่อรองรับพิธีกรรม หรือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นของผู้คน แสดงออกถึงการเคารพในความเชื่อและสักการะศาสดาหรือคำสอนของศาสนานั้นๆที่ซึ่งมนุษย์รับรู้โดยทั่วกันในชื่อว่า ศาสนสถาน และจะเป็นอย่างไรหากสถาปัตยกรรมนั้นจะแสดงออกถึงการเคารพในความเป็นมนุษย์ ที่มีรากฐานปรัชญาความคิดแบบ มนุษยนิยม – มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะ (เคารพ) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง (อย่างนั้นหรือ ?) คำกล่าวข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านไม่พึงพอใจ แต่เรากำลังจะพาย้อนกลับไปยังยุคหนึ่ง สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือที่เรียกอย่างติดปากกันว่ายุคเรเนสซองส์ ( Renaissance ) อย่างที่ทราบกันดีว่าในยุคนี้เกิดพลวัตต่างๆมากมายที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ ปรัชญา การค้นพบในด้านวิทยาศาสตร์เองก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อความเชื่อทางศาสนาเช่นเดียวกัน มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งค้นพบว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล นั่นเป็นจุดที่เสทือนต่อความเชื่อของศาสนจักรอย่างรุนแรง มนุษย์เริ่มรับรู้โดยทั่วกันว่าตนเองก็สามารถสร้างความจริงได้ จากการพิสูจน์และเรียนรู้ ผู้คนเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์ ภาพวาดหรือประติมากรรมมากมายในยุคเรเนสซองส์จึงมักมีการเน้นกายวิภาคของบุคคลหรือเทพเจ้า ให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับมนุษย์ องค์ความรู้ต่างๆส่งผลให้เรเนสซองส์ถูกขนานนามว่าเป็นยุคเรืองปัญญา (…
วิทยานิพนธ์ (THESIS) คืออะไร? ในนิยามของอาจารย์ ต้นข้าว ปาณินท์ วิทยานิพนธ์ คืออะไร? เราทำวิทยานิพนธ์กันด้วยวัตถุประสงค์อะไร ภายใต้การเรียนรู้ห้าปีในโรงเรียนสถาปัตยกรรม วิทยานิพนธ์คือบทสรุปของการศึกษาของเราจริงหรือ? จากตัวอย่างวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษาชั้นปีที่ห้า จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวนหนึ่ง ที่เพิ่งจะส่งและตรวจงานกันไป แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นตัวแทนของงานที่ดีที่สุดจากสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกงานเป็นตัวแทนของการพยายามดิ้นรนตอบคำถามดังกล่าว ของเด็กๆ ที่พยายามจะค้นหาสมดุลระหว่างความจริงและจินตนาการ สมดุลระหว่างประโยชน์ใช้สอยที่ควรจะเป็นและแนวความคิดที่พวกเค้ามี จากความหมายเบื้องต้น คำว่า Thesis มาจากรากภาษากรีก θέσῐς (thésis) หมายถึงตำแหน่ง ซึ่งก็คือการนำเสนอจุดยืนทางความคิด ทฤษฎี และการสร้างข้อเสนอทางความคิด เพื่อการถกเถียง และพิสูจน์ให้เห็น ดังนั้นจากความหมายนี้ เราจะเห็นว่า ทีสิส ไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสนทนา ถกเถียง และนำเสนอความคิด ที่จะพัฒนาเติบโตต่อไปในอนาคต และแน่นอนว่า จุดยืนทางความคิดเชิงสถาปัตยกรรมของเราทุกคนนั้น ย่อมมีได้หลากหลายแนวทาง มันจึงถูกแปลงเป็นหัวข้อและเรื่องราวที่แตกต่างกัน และความแตกต่างอันหลากหลายนี้เอง ที่ทำให้ทีสิสทางสถาปัตยกรรมนั้น มีเนื้อหาที่น่าค้นคว้าศึกษาต่อ ความน่าสนใจในภาพรวมของทีสิสจากแต่ละสถาบัน จึงไม่ใช่ความโดดเด่นของผลงานชิ้นใด แต่เป็นแนวทางและวิธีการนำเสนอที่หลากหลายจากสถาบันนั้นๆ มากกว่า และเมื่อเรามองทีสิสจากหลากหลายสถาบัน…
Coastal Reborn : A symbiosis of architecture and environment วิทยานิพนธ์ที่ตั้งต้นด้วยคำถาม และใช้วิจัยนำไปสู่คำตอบของการออกแบบที่คืนความยั่งยืนให้ชายฝั่งทะเลไทย ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างป่าชายเลนที่โดนทำลาย หรืออัตราการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่พุ่งสูงต่างเป็นเรื่องที่เราได้ฟัง ผ่านหูผ่านตากันอยู่บ่อยๆ แต่น่าเสียดายที่ปัญหาเหล่านี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด การแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนหินทิ้งในหลายๆพื้นที่ ได้ทิ้งคำถามไว้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ว่าวิธีที่ว่า ดีจริงหรือ? ดล-ดลเทพ เจตีร์ เป็นหนึ่งคนที่สนใจและตั้งคำถามกับประเด็นดังกล่าว เขาจึงตัดสินใจหยิบเรื่องราวนี้มาทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาตรีในก้าวสุดท้ายของการเป็นนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผลงานวิทยานิพนธ์ของดลนอกจากจะคว้ารางวัลจากเวทีการประกวดในระดับชาติมาหลายรางวัลแล้ว ล่าสุดยังชนะรางวัลที่ 3 จากเวทีประกวดการออกแบบยั่งยืนระดับโลกอย่าง ‘LafargeHolcim Awards’ ในประเภท Next Generation Prize ภายใต้การให้คำปรึกษาของอาจารย์แพร์ หรือ ผศ.ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล ซึ่งนับเป็นคนไทยคนแรกที่ชนะรางวัลในรุ่นอายุไม่เกิน 30 ปีนี้ ‘Design and Research Integration’ วิถีการเรียนแบบใหม่ที่นำไปสู่การค้นหาข้อเท็จจริง “ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมันอยู่ในหัวผมมาตั้งแต่ช่วงที่อยู่ ปี3 เพราะเป็นประเด็นที่เห็นบ่อย เวลาเปิดข่าว หรือวารสารที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดว่า มันน่าจะนำสถาปัตยกรรมไปจับและทำเป็นวิทยานิพนธ์ได้” ดลเริ่มต้นเล่า…
หากลองสังเกต ตรอกซอกซอยต่างๆ ในกรุงเทพฯ มักซุกซ่อนไปด้วยอาคารเก่าที่มีคุณค่ามากมาย บ้างก็มีโครงสร้างสวยงาม บ้างก็แฝงเอกลักษณ์ของยุคสมัยที่สร้างเสน่ห์ให้กับย่านนั้นๆ แต่น่าเสียดายที่อาคารเหล่านั้นมักถูกปล่อยทิ้งร้าง
เมื่อปีสุดท้ายของการเรียนมาถึง เป็นสัญญาณพร้อมความทรหดกับชั่วโมงของการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน หนักหนาเอาการซะเหลือเกิน แต่ในความทรหดนั้น ก็มีความสนุกปะปนอยู่จนกลายเป็นช่วงเวลาอันน่าจดจำ
คุณสมบัติของของไหลทางธรรมชาตินั้นสามารถพบได้ในของเหลว แก๊ส หรือสารแขวนลอยต่างๆที่มีเม็ดอนุภาคกระจายอยู่ในตัวกลางที่มีระบบการเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องและคล่องตัว…
“สถาปัตยกรรมช่วยชี้นำให้ความรู้สึกนึกคิดของคนให้เปลี่ยนแปลงไปได้มากน้อยเพียงใด” คือสิ่งที่สถาปนิกทุกคนต้องการหาคำตอบ เช่นเดียวกับโครงการโรงเรียนต้นแบบ ณ อำเภอฝาง เชียงใหม่ แห่งนี้ ที่เป็นผลงานการศึกษาและออกแบบของ ปพิชญา ลิ้มทะวงศ์ จากรั้วสถาปัตย์ เชียงใหม่ ที่อยากเห็นความเท่าเทียมเกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะแวดวงการศึกษา เพื่อความยั่งยืนผ่านการออกแบบของเธอ โรงเรียนต้นแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อำเภอฝาง Fang’s Education Equality Best Practice School