โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต สวนลุมพินี เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี

โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์และศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต สวนลุมพินี เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี The century of Lumpini park lifelong learning center and Landscape improvement project

พื้นที่สาธารณะ คือองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่สำคัญของเมือง ท่ามกลางการเจริญเติบโตที่รวดเร็วและประชากรที่มากขึ้น ความคับแคบแออัดและการขาดการจัดการที่ดี ทำให้เมืองขาดความน่าอยู่ พื้นที่สาธารณะจึงเป็นส่วนสำคัญของเมืองที่จะทำให้เมืองและผู้คนมีพื้นที่ที่มากขึ้น เพื่อพูดคุยพบปะและเสริมสร้างความเป็นเมืองที่น่าอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของลานกว้าง ลานคนเมือง หรือสวนสาธารณะ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนเมือง

ในปัจจุบันคนมากมายเรียกร้องหาสวนสาธารณะ แต่ทำไมสิ่งแรกๆที่คนเมืองนึกถึงยามจะไปพักผ่อนหย่อนใจหรือพบปะผู้คนกลับไม่ใช่มันล่ะ ทำไมจึงไม่ค่อยออกมาใช้สวนสาธารณะกัน ทำไมคนจึงมองสวนสาธารณะเป็นสิ่งที่ควรจะมีแต่กลับไม่ได้สนใจอย่างนั้นหรือ หรืออาจจะเพราะมันไม่มีร้านรวงมากมายห้างสรรพสินค้า ไม่มีที่ติวหนังสือสหรับเด็กหนุ่มสาว จึงได้เกิดเป็นคำถามที่ว่าแล้วทำไมสวนสาธารณะจะมีสิ่งต่างๆเหล่านั้นไม่ได้ล่ะ ถ้าสวนสาธารณะมีมากกว่าแค่ที่ออกกำลังกายหรือนั่งเล่นล่ะ ถ้าคนสามารถมาใช้พบปะกันได้ มีพื้นที่อ่านหนังสือ นั่งติวหนังสือ ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันได้ท่ามกลางธรรมชาติที่เขียวขวีก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว

ตลอดเวลาที่ผ่านมาสวนสาธารณะก็ได้มีการปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละยุคสมัย และหากวันนี้ถ้าเรามองไปในอนาคตข้างหน้า ถ้ามุมมองต่อสวนสาธารณะเป็นได้มากกว่าแค่สวนของการพักผ่อน ถ้าเป็นสวนที่จะช่วยสร้างโอกาส ช่วยสร้างอาชีพและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของผู้คน เป็นพื้นที่สาธารณะที่เป็นได้มากกว่าสวนสาธารณะก็คงจะดีไม่น้อยทีเดียว

หากพูดถึงสวนสาธารณะ หลายคนคงคงเคยได้ยินหรือรู้จักชื่อของสวนลุมพินีมากันบ้าง ปัจจุบันสวนลุมพินีเป็นสวนสาธารณะที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ เป็นพื้นที่สาธารณะที่สำคัญของเมือง ที่มีพื้นที่ถึง 360 ไร่ซึ่งจัดเป็นสวนสาธารณะระดับเมืองหรือ City Park เป็นพื้นที่สีเขียวที่หาได้ยากตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ล้อมรอบด้านด้วยย่านพาณิชยกรรมหลัก(CBD) ใจกลางเมืองที่สำคัญของกรุงเทพ ไม่ว่าจะเป็น ย่านสีลม ย่านสาทรหรือย่านหลังสวน ทำให้สวนลุมพินีมีบทบาทที่สำคัญในการก่อให้เกิดกิจกรรมต่างๆ ต่อเมืองในทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะทางกายภาพและทางเศรษฐกิจ สังคม ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมๆกับการเจริญเติบโตของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร และยังเป็นที่พื้นที่พบปะที่ทำกิจกรรมต่างๆชองผู้คน ที่เราเห็นกันมาไม่ว่าจะเป็นการปั่นเรือเป็ด วิ่งออกกำลังกาย หรือแม้กระทั้งรำไทเก็ก และเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนกรุงเทพมาอย่างยาวนาน และจะมีอายุจะครบ 100 ปี ในปี พ.ศ.2568 นี้

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสวนลุมพินีได้มีเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุค มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกที่ใช้เป็นที่พักของทหารญี่ปุ่น ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำที่ได้ถูกปล่อยปะจนทรุดโทรมลงไปแล้ว ผ่านเหตุการณ์สำคัญต่างๆไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมือง หรือจัดงานสำคัญต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน ในยุค Digital Disruption ที่สังคมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อย่างที่เราทราบกันดีอยู่ในปัจจุบัน อาจทำให้คนบ้างกลุ่มปรับตัวไม่ทันและบวกกับสังคมผู้สูงอายุที่มีมากขึ้น จึงอาจส่งผลต่ออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว จะมีผลในทางลบต่อแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจเนื่องจากการลดลงของกำลังแรงงานซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ

หากการจะมีสร้างความตื่นตัวให้กับคนทั่วไปได้รู้ถึงความสำคัญที่เกิดขึ้นได้นั้น รัฐเองจะมีส่วนช่วยอย่างมากที่จะกระตุ้นและสร้างความสำคัญในจุดนี้ ซึ่งเราได้หยิบเอา ‘21st-Century Skill’ หรือ ‘ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21’ มาเป็นแนวคิดในการส่งเสริมการพัฒนาตนเอง และสร้างทักษะและกระบวนการเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือ Lifelong Learning จึงเกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่สร้างโลกทัศน์ของการเรียนรู้ที่มากกว่าในห้องเรียน มีทั้งการเรียนรู้จากการเล่น เรียนรู้จากการทำกิจกรรม เรียนรู้จากการลงมือทำ และสร้างพื้นที่ที่ทุกคนสามารถ ทำกิจกรรมร่วมกันได้ มีพื้นที่ที่สามรถออกมาแสดงความสามรถที่ตัวเองมี มีพื้นที่รวมกลุ่มกันทำกิจกรรมที่ตัวเองสนใจ และมีพื้นที่คนสามรถออกมาพูดและแสดงความคิดเห็นต่อกันได้

21st-Century Skill’ คือทักษะที่ประกอบไปด้วย Critical thinking, Creativity, Collaboration และ Communication เป็นทักษะต่างๆที่เคนควรจะต้องมีเพื่อใช้ชีวิตอยู่ ‘ให้รอด’ เมื่อเกิดและเติบโตมาในโลกยุคนี้

Lifelong Learning คือ รูปแบบหนึ่งของการศึกษาที่เริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้วยตัวเอง (Self-initiated study) ซึ่งเน้นการพัฒนาส่วนบุคคล โดยไม่เกี่ยงว่าจะอยู่ในวัยไหนก็สามารถเรื่องรู้ได้ต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นความสมัครใจในการเรียนรู้เพื่อบรรลุ เติมเต็มเป้าหมายของตัวเอง และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

อีกทั้งในสวนลุมพินีเองก็มีปัจจัยส่งเสริมด้านอื่นๆที่เหมาะแก่การเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ทำเลที่ตั้งที่ติดกับรถไฟฟ้าทั้งสองสาย อยู่ใจกลางเมือง ร่มรื่นเขียวขจีเหมาะสมจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ และหากมีสนับสนุนที่เหมาะสม ก็ไม่ยากเลยที่สวนสาธารณะแห่งนี้จะเป็นทั้งพื้นที่พักผ่อน พื้นที่เรียนรู้ และสร้างโอกาสให้กับประชาชนที่เข้ามาใช้งาน

ในขั้นตอนการออกแบบได้มีการวิเคราะห์ผังเดิมของสวยลุมพินี แนวแกนจากถนนสีลม การพัฒนาผังตามแต่ละยุค ประวัติศาสตร์ การพัฒนาของพื้นที่โดยรอบ เชื่อมต่อโครงข่าย Bangkok Super connector การปรับปรุงและอนุรักษ์อาคารสำคัญ โดยมีการให้คะแนน และกำหนดขอบเขตที่จะสามารถจะปรับปรุงได้ ในการแบ่ง Zoning เอง ได้จัด Passive ไว้ส่วนบน และ ให้ Active ติดกับ infrastructure เดิมที่เป็นศูนย์กีฬา พื้นที่กิจกรรมให้อยู่ในส่วนเดิม และ Learning Zone ให้อยู่บริเวณศูนย์กลางที่มีความ private และติดกับ pond ที่ให้มุมมอง มีการเชื่อมระบบน้ำเดิมทั้งสองบ่อเพิ่มเติม ให้เชื่อมต่อกันโดยในแนวคลองที่ขุดเพิ่มเติมโดยรอบเป็นแนว Buffer

ในโครงการได้แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วน Learning และ park& recreation ภายใต้ concept Agility (ความคล่องแคล่ว เฉียบคม) ที่มุ่งหวังที่จะพัฒนาศักยภาพทั้งในด้านร่างกาย และความคิดที่พร้อมจะเรียนรู้อยู่เสมอ มีพื้นที่ห้องสมุดขนาดใหญ่ที่พร้อมรองรับการเรียนรู้และใช้งานของผู้คนอย่างครบครัน พร้อมด้วย workshop และ co working space สำหรับนักเรียน นักศึกษาที่นั่งเรียน ติวหนังสอน

ในส่วนลานด้านหน้าออกแบบให้เกิดการ enclose มากขึ้นเพื่อขับให้พระบรมราชานุสาวรีย์ ดูเด่นขึ้น และยังเป็นพื้นที่ที่คนสามรถออกมาแสดงออกหรือ สื่อสารกับสังคมได้เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่คนผ่านเป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่แรกที่คนจะเข้าสู่สวนลุมพินี เป็น Landmark ของสวนลุมพินี โดยคนจะเดินเข้ามาจากทางทั้ง MRTสีลม skywalkจาก BTSศาลาแดง และทางเดินจากถนนสีลม

มีการเชื่อม skywalk จากสถานีบีทีเอส ศาลาแดงเข้ามายังสวนโดยตรง เพื่อเชื้อเชิญให้ผู้คนได้เข้ามารู้จัก และเรียนรู้ในสวนแห่งนี้

ถัดเข้ามากลางสวน ออกแบบให้ sculpture ช้าง หันข้างเพื่อให้คนที่เดินมาจากแนวแกนได้เห็นมิติของ sculpture และจึงเกิดการเว้น space และทางเดินโดยรอบด้วย

เส้นทางSkywalk ในโครงการยังเชื่อมกับ Green Bridge (สะพานเขียว) และโครงข่าย Bangkok Super connector

เมื่อเดินไปจนถึงจุดชมวิวลอยฟ้าเพื่อชมวิวทิวทัศน์เมืองมุมสูงแล้ว เมื่อหันกลับมา จะเห็น sculpture อยู่สุดปลายสายตา

อาคาร lifelong learning center ประกอบไปด้วยห้องสมุดที่กว้างและครบครัน สตูดิโอ และ co-working ที่รองรับการใช้งานของคนที่จะเข้ามาใช้งาน

ในส่วนของสนามเด็กเล่น มีพื้นที่กิจกรรม ที่เปิดสนามหญ้า ให้เป็น Meeting Lawn พื้นที่พบปะหรือทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม มี Amphitheater เป็นจุดรวมผล พื้นที่สนามเด็กเล่นและพื้นที่กิจกรรมในบริเวณเดียวกัน ทำให้เกิดการมองเห็นและได้สัมผัสกิจกรรมที่หลากหลายของคนวัยต่างๆในบรรยากาศโอบล้อมที่เห็นถึงกันและกัน

เป็นส่วน Active Zone พื้นที่กิจกรรมที่กลุ่มคนต่างๆ ได้สามารถมาทำกิจกรรมร่วมกันได้ ถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน พื้นที่สำหรับทำกิจกรรมกลางแจ้ง แบ่งพื้นที่การใช้งานหลายขนาด สำหรับกิจกรรมที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอล สเก็ตบอร์ด ซ้อมเชียร์หลีดเดอร์ หรือ แม้กระทั้งรำไทเก๊ก  

พื้นที่กิจกรรมและสนามกีฬาสำหรับเยาวชนและคนทั่วไป ได้พบปะพูดคุย ทำกิจกรรมที่มีความสนใจร่วมกัน

แต่เดิมสวนลุมพินี ได้อิทธิพลการออกแบบสวนในสไตน์สวนอังกฤษ จึงได้ออกแบบให้มีบ่อน้ำเพิ่มเติม และใช้ดินที่ขุดขึ้นมา ถมเป็นเนินดิน ใช้ในการโอบล้อม space และยังสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับ การเปิดมุมมอง การสร้างบรรยากาศ สร้างสะพานแบบต่างๆ เพื่อให้เป็นภาพภูมิทัศน์ (Picturesque) ตามสไตน์สวนอังกฤษ

มีพื้นที่นั่งเล่นเละทำกิจกรรม ปิกนิกกลางแจ้งและดูหนังท่ามกลางวิวเมืองยามค่ำคืน

บริเวณลานอาคารบันเทิง จัด Event space ไว้จัดกิจกรรมในช่วงสุดสัปดาห์ เช่น งานเต้น Swing Dancing หรือ ลีลาส จัดงานศิลปะ  หรือกิจกรรมประจำปีต่างๆ เช่นงานกาชาดที่สามารถจุคนได้มากกว่า 20,000 คน

และเนื่องด้วยสวนลุมพินีจะมีครบรอบ 100 ปี จึงเป็นโอกาสอันดีหากจะพัฒนาสวนลุมพินี ให้เป็นจุดกระเพื่อมเล็กๆเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เป็นพื้นที่เรียนรู้ และเสริมสร้างสรรค์ทักษะที่สำคัญและจำเป็น ในการปรับตัวในอนาคตที่มาถึงแล้วในตอนนี้ของคนกลุ่มต่างๆไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มผู้สูงวัยเอง นักเรียน นักศึกษา หรือคนวัยทำงานเองก็ดี ให้มีความพร้อมสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับตัวไปกับอนาคตได้ ที่ซึ่งนอกจากจะเป็นสวนสาธารณะสำหรับการพักผ่อนแล้ว แต่ยังเป็นสวนที่บ่มเพาะเมล็ดพันธ์ที่ดีและยังช่วยสร้างโอกาสและอนาคตให้กับลูกหลานต่อไป

โดยหวังว่าหากสวนสาธารณะของรัฐเอง หากมีแนวคิดที่ตอบโจทย์การใช้งานของคนในปัจจุบัน ปรับเปลี่ยนแนวคิดในการใช้งานสวนแบบเดิม ให้เป็นมากกว่าสวน ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ก็คงจะดีกว่าในปัจจุบันไม่น้อยทีเดียว และหากในอนาคตแนวทางการจัดการสวนสาธารณะของรัฐได้เห็นถึงมุมมองในและโอกาสต่างๆในพื้นที่ที่มีอยู่ สวนสาธารณะในบ้านเราก็คงจะมีสีสรรค์และไม่ด้อยไปกว่าชาติอื่นๆอย่างแน่นอน

วิทยานิพนธ์โดย

สิปปวิชญ์ รู้อยู่
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 5
หลักสูตรภูมิสถาปัตยกรรม (ภ.สถ.)
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีการศึกษา 2563

Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

สุสานแห่งความทรงจำ เพื่อการระลึกถึง (Memorial Park Columbarium)

สุสานแห่งความทรงจำ เพื่อการระลึกถึง
(Memorial Park Columbarium)

ในปัจจุบัน สังคมยังขาดความตระหนักรู้ในเรื่องของความตายอีกทั้งยังไม่เป็นที่พูดคุยกันได้อย่างชัดแจ้งในวงสนทนาอย่างเป็นกันเอง ถึงแม้ว่าจะเป็นสิ่งใกล้ตัวที่เราทุกคนเคยประสบและเป็นเรื่องที่เราพบเจอกันเป็นปกติ โดยไม่รู้เลยว่าความตายหรือวันพรุ่งนี้ อะไรจะเกิดก่อนกัน

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ ความตายกับการตาย มุมมองจากศาสนากับวิทยาศาสตร์ โดย จันทิมา เอียมานนท์ กล่าวว่า “โดยทั่วไปในสังคม ความตายมักถูกสื่อความหมายในแง่ลบ ถือว่าเป็นเรื่องอัปมงคล เป็นสัญญาณของความสูญเสีย ความพลัดพราก และความเศร้าโศกเสียใจ เป็นเรื่องที่ไม่พึงปรารถนาของผู้คน เราจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงความตายกันตรง ๆ เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีตามมา ดังนั้นการพูดถึงคำว่า ตาย ตรง ๆ จึงดูเหมือนว่าจะไม่ส่งผลดีให้แก่ผู้พูด และยังไปทำร้ายจิตใจผู้ฟังมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในทางกลับกันแล้ว ก็ทำให้ฉุกคิดว่า การที่เราไม่เผชิญกับเรื่องตายตรง ๆ ด้วยการกลบเกลื่อนและแสร้งทำเป็นเรื่องอื่น ๆ เช่นนี้ ก็อาจทำให้การตระหนักถึงความตายในแง่ที่เป็นความจริงน้อยลง และทำให้ความตายถูกทำให้เป็นเรื่องด้านลบ และอาจส่งผลกระทบไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับความตาย ในแง่ที่ถูกทำให้อยู่ในวังวนของภาพด้านลบนี้ไปด้วย

ความตายหรือคนตาย มักจะถูกนึกถึงในแง่ลบอยู่เสมอ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับความกลัวของคน กุศโลบายบางอย่างที่ส่งต่อกันมาตั้งแต่อดีต ส่งผลต่อความเชื่อของคนไทยมาจนปัจจุบัน เช่น ความเชื่อที่ว่าคนท้องไม่ควรไปงานศพ เพราะอาจจะมีวิญญาณมาเกิด หรือการผ่านทางที่มีคนตาย วิญญาณจะมาเอาชีวิตไปเป็นตัวตายตัวแทน จึงมีสถานที่หลายแห่งที่ติดอันดับสถานที่น่ากลัว หรือสถานที่อัปมงคล และหนึ่งในนั้นก็คือ สุสาน ถึงขนาดว่าที่ตั้งของสุสานยังไม่ควรอยู่ในที่ที่โดดเด่นจนเกินไป และควรจะอยู่ในที่ที่ห่างไกลหรือลับตาคนมากที่สุด โดยสุสานในไทย มีหลากหลากรูปแบบ ตามความเชื่อ ศาสนา หรือชาติพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นฮวงซุ้ย สุสานของคนไทยเชื้อสายจีน หรือกุโบร์ สถานที่ฝังศพของมุสลิม

ในปัจจุบันด้วยยุคสมัยและพฤติกรรมของผู้คนที่เปลี่ยนไป นักวิชาการศาสนวิทยาระบุว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา กลุ่มคนไม่มีศาสนาในไทยเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการขาดความรู้ความเข้าใจในขนบธรรมเนียม ทำให้แนวโน้มของการทำตามความเชื่อและการทำพิธีกรรมทางศาสนาลดน้อยลง นอกจากนั้นสุสานก็เป็นสถานที่ที่ใช้พื้นที่เยอะ แต่ใช้ประโยชน์ได้น้อย เพราะพื้นที่ที่จำกัดทำให้ไม่สามารถรองรับผู้ใช้งานใหม่ ๆ ได้ อีกทั้งยังมักมีทัศนียภาพที่ไม่สวยงาม เนื่องจากขาดการดูแล เอาใจใส่ และให้ความสำคัญ รวมถึงเป็นสถานที่ที่คนส่วนใหญ่มากันแค่ปีละไม่กี่ครั้ง ตามความเชื่อ หรือมาเพื่อประกอบพิธีกรรม

โดยทั่วไปที่ฝังศพหรือที่เก็บอัฐิในไทย มักจะประกอบด้วย รูปภาพ, วันเกิด, วันตาย, คำสรรเสริญ และพื้นที่สำหรับประกอบพิธีกรรม ซึ่งจากประสบการณ์ของข้าพเจ้า สุสานบางแห่งนอกจากจะมีบรรยากาศที่วังเวงน่ากลัวแล้ว ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย หรือปลอบประโลมจิตใจใด ๆ แก่ผู้สูญเสียเลย ข้าพเจ้าจึงมองว่าสุสานนั้นมีขึ้นเพื่อคนที่จากไปมาโดยตลอด ตามความเชื่อว่าคนที่จากไปจะ “ไปดี” “ไปสู่สุขติ” เพราะว่าคนที่มาสุสานเองก็อาจจะเชื่อว่ามีจิตวิญญาณอยู่จริง  ข้าพเจ้าจึงตั้งคำถามว่า สุสานสามารถ

ปลอบประโลมจิตใจผู้ที่สูญเสียได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ? สุสานมีขึ้นเพื่อใคร ? หรือมีขึ้นเพียงเพื่อตอบสนองความเชื่อเกี่ยวกับคนที่จากไป แต่ไม่ได้เข้าใจถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนที่ยังมีชีวิตอยู่ เพราะว่าข้าพเจ้าไม่เคยได้รับประสบการณ์นั้นเลย

อ้างอิงส่วนหนึ่งจากหนังสือ ความตายกับการตาย มุมมองจากศาสนากับวิทยาศาสตร์ โดย สิวลี
ศิริไล
“คำว่า การดูแลด้านจิตวิญญาณ (Spiritual Healing) อาจเป็นคำที่ไม่คุ้นเคยในสังคมไทย และมักจะเข้าใจว่าจิตวิญญาณเป็นเรื่องของศาสนา ซึ่งก็ถือได้ว่ามีส่วนถูก แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ศาสนาเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณมนุษย์ แต่จิตวิญญาณก็ไม่ได้หมายถึงศาสนาอย่างเดียว มีความหมายกว้างและครอบคลุมหลายสิ่งหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเป็นองค์รวมของมนุษย์

ลักษณะสำคัญของจิตวิญญาณคือ การแสวงหาความหมายของตัวตนภายในบุคคล ความผูกพันระหว่างบุคคลกับบางสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะของความสงบสุข ดังคำอธิบายของพจนานุกรมเวบส์เตอร์ (1983) ที่อธิบายว่า จิตวิญญาณเป็นตัวตนภายในที่ลึกซึ้งของบุคคล เป็นความรู้สึกละเอียดอ่อนผูกพันกับบางสิ่ง ทำให้เกิดพลังใจ ความหวัง ความมีชีวิตชีวา และความอิ่มเอมใจ

นอกจากศาสนาซึ่งเป็นจิตวิญญาณด้านหนึ่งของบุคคลแล้ว ยังมีสิ่งอื่น ๆ ที่อาจมีความหมายเป็นจิตวิญญาณของบุคคลได้เช่นกัน เช่น วัตถุสิ่งของ ตัวบุคคลผู้เป็นที่รัก ครอบครัว ความเชื่อบางเรื่อง สถานที่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่มีความหมายในความรู้สึกของผู้อื่น แต่อาจเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นจิตวิญญาณของคนผู้นั้นได้

นอกจากนั้นผู้สูญเสียยังอาจมีสภาวะทางอารมณ์และปฏิกิริยาตอบสนองจากการสูญเสีย (ภาวะหลังการสูญเสียคนสำคัญ) โดยผู้ที่สูญเสียคนสำคัญมักจะมองหาที่พึ่งทางใจที่มีความหมายและมีคุณค่าทางความทรงจำเพราะจิตวิญญาณของผู้ที่สูญเสียเองก็ต้องการการเยียวยา สำหรับบางคนการแสดงความเศร้าโศกก็นับว่าเป็นการเยียวยารูปแบบหนึ่ง เพื่อคลายความคิดถึงหรือเพื่อเป็นตัวแทนของคนที่จากไป บางครั้งก็ยังคงเก็บเสื้อผ้า สิ่งของของคนรักที่จากไปไว้ เพื่อเป็นของดูต่างหน้า

จึงเกิดสมมติฐานว่าหากมีสถานที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บรักษาสิ่งของที่เป็นตัวแทนของความทรงจำเหล่านั้น และเป็นตัวแทนจิตวิญญาณของคนที่จากไป เพื่อบอกเล่าเรื่องราว เตือนความจำ ให้สามารถระลึกถึงได้อยู่เสมอ ให้คุณค่ากับทุกชีวิตและความตาย ที่มีค่าคู่ควรแก่การบอกเล่า อีกทั้งยังเป็นสถานที่ที่ก่อให้เกิดความรู้สึกสบายใจ แตกต่างจากสุสานรูปแบบเดิมที่เน้นไปที่พิธีกรรม และศาสนา

จากข้อมูลที่กล่าวมาจึงเกิดเป็นโครงการ สุสานแห่งความทรงจำ เพื่อการระลึกถึง (Memorial Park Columbarium) เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้งานอาคารที่เป็น คนเป็น ให้สามารถ รำลึก ถึงผู้ที่จากไป แสดงออกถึงความเศร้าโศกผ่าน ตัวแทนจิตวิญญาณ ของผู้ที่จากไป และได้รับการปลอบประโลม ผ่านกิจกรรม องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม และสภาพแวดล้อม โดยการการผสมผสานแนวคิด นวัตกรรมด้านสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานโครงการและเข้ากับยุคโลกาภิวัตน์ นอกจากนั้นยังเป็นโครงการที่จะเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของสุสานให้เป็นมิตรและเข้าถึงง่ายมากขึ้น พัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เหมาะสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และเหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย เพื่อตอบสนองผู้ใช้งานที่หลากหลาย และพัฒนาจากสถานที่ที่คนส่วนใหญ่มากันแค่ปีละไม่กี่ครั้ง ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตลอดทั้งปี

การวิเคราะห์รายละเอียดของโครงการ

วิเคราะห์จากวัตถุประสงค์ของโครงการที่ต้องการแก้ปัญหาของสุสานในไทยดังที่กล่าวมา รวมถึงแนวความคิดทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง และพฤติกรรมของผู้สูญเสียเป็นหลัก ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับความทรงจำของผู้สูญเสีย และสิ่งที่เป็นตัวแทนจิตวิญญาณของผู้ที่จากไป

การวิเคราะห์ผู้ใช้งานโครงการ

ผู้ใช้งานโครงการ จะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มผู้ใช้บริการ และกลุ่มผู้ให้บริการโครงการโดยกลุ่มผู้ใช้บริการกลุ่มหลัก คือ กลุ่มผู้ใช้บริการที่อยู่ในภาวะหลังการสูญเสีย และกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไป ซึ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้ใช้บริการเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งเป็นคนโดยรอบของพื้นที่เป็นหลัก

การวิเคราะห์ที่ตั้งของโครงการ

ที่ตั้งของโครงการตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากกรุงเทพ ฯ มีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการบริการสังคม เป็นจุดศูนย์รวมประชากร เหมาะแก่การเป็นพื้นที่ตัวอย่าง

ที่ตั้งโครงการอยู่ในเขตบางนา เนื่องจากสามารถเข้าถึงการคมนาคม ระบบขนส่งสาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่าย รวมถึงเป็นที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการหาพื้นที่สีเขียวเพิ่มเติม

แนวความคิดในการออกแบบ

แนวคิดในการออกแบบเกิดจากการตั้งคำถามในเรื่องของความตาย ว่าตายแล้วไปไหน ? ซึ่งคำตอบนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เพราะมนุษย์มีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ ศาสนา วัฒนธรรม และอื่น ๆ อีกมากมาย จุดเชื่อมโยงของคำตอบทั้งหมด คือมนุษย์ล้วนเกิดจากธรรมชาติ เมื่อตายไป ร่างกายของมนุษย์ล้วนกลับสู่ธรรมชาติ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

จึงเกิดเป็นแนวคิดของโครงการ “การกลับสู่ธรรมชาติ” หรือ “Back to Nature” โดยการจำลอง-เลียนแบบ และเชื่อมโยงธรรมชาติเข้ากับ Mass Form ของอาคาร Zoning หรือ Experience ของผู้ใช้บริการ และ Material ที่ใช้ในการออกแบบ

Mass Form ได้ Inspiration จากภูเขา โดยดัดแปลงให้พื้นที่ด้านบนที่มีลักษณะเนินเขา สามารถใช้งานได้ และคำนึงถึงการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Inclusive Design)

แนวคิดในการจัดวาง Zoning คือ การให้ผู้ใช้งานโครงการได้รับประสบการณ์จากธรรมชาติ ตามลำดับเดียวกัน โดยบริเวณด้านในอาคารจะมีลักษณะเสมือนพื้นที่ใต้ดิน หรือ ถ้ำ และพื้นที่บนหลังคา เปรียบเสมือนพื้นที่เนินเขา

 แนวคิดในการเลือกใช้ Material หลักของโครงการ คือการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่มีรูปลักษณ์ และผิวสัมผัสเชื่อมโยงกับถ้ำ และภูเขา ดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงเลือกใช้ดินอัด (Rammed Earth) เป็นวัสดุหลักของโครงการ

ผลงานการออกแบบ

การออกแบบเน้นการสร้างทัศนียภาพภายใน ไม่เปิดมุมมองออกสู่ภายนอกมากเกินไป เนื่องจากคำนึงถึงผลกระทบจากพื้นที่ข้างเคียง และพื้นที่โดยรอบ โดยทางเข้าหลักของโครงการจะอยู่ฝั่งซ้ายของที่ตั้ง และนำไปสู่พื้นที่ภายในอาคาร เนื่องจากใกล้สถานีรถไฟฟ้ามากที่สุด ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงพื้นที่บนหลังคา เพื่อทำกิจกรรมพักผ่อนหย่อนใจผ่านทางเข้ารองของโครงการ โดยองค์ประกอบส่วนหลัก ๆ ของโครงการ มีดังนี้

(ก) ส่วนสุสานความทรงจำ

ส่วนสุสานความทรงจำเป็นส่วนที่เป็นองค์ประกอบหลักของโครงการ มีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับความทรงจำ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับหลักการทางจิตวิทยา เนื่องจากเป็นสถานที่ที่เก็บรักษาสิ่งที่มีคุณค่าทางความทรงจำ รวมถึงสิ่งที่เป็นตัวแทนจิตวิญญาณของผู้ที่จากไป โดยส่วนสุสานความทรงจำ แบ่งออกเป็น

พื้นที่เก็บโกศ

พื้นที่เก็บโกศ คือ พื้นที่เก็บรักษาโกศของผู้ที่จากไป ซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับการระลึกถึงและมีความหมายทางความทรงจำ อาจมีความหมายเป็นตัวแทนจิตวิญญาณ หรือผูกพันกับตัวตนของผู้ที่จากไป มีลักษณะเป็นช่องเก็บเรียงต่อกันเป็นแนวยาว มีการซ้อนชั้นขึ้นไปในแนวดิ่ง โดยพื้นที่เก็บโกศนั้น จะประกอบด้วย ช่องเก็บ จำนวน 2,000 ช่อง และโถงอเนกประสงค์

(แสดงขนาดและลักษณะของช่องเก็บโกศ)

การออกแบบพื้นที่เก็บโกศนั้น คำนึงถึงการการจัดสรรพื้นที่อย่างคุ้มค่า โดยการซ้อนชั้นช่องเก็บอัฐิแบบ Modular System เพื่อประหยัดพื้นที่ใช้งาน นอกจากนั้นยังคำนึงถึงการผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เข้ากับยุค โดยการใช้ระบบ Access Control ในการแสกนลายนิ้วมือ เมื่อผู้ใช้บริการต้องการเปิดช่องเก็บโกศ เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก และป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงได้

พื้นที่รำลึก

พื้นที่รำลึก คือ พื้นที่ที่จัดให้ผู้ใช้บริการได้ระลึกถึงผู้ที่จากไป โดยการจัดสภาพแวดล้อมแบบเป็นส่วนตัว มีการกั้นพื้นที่ออกจากส่วนอื่น หรือการแยกอาณาบริเวณ เพื่อให้เกิดภาวะส่วนตัว เอื้อต่อการแสดงความโศกเศร้าของผู้สูญเสีย ภายในพื้นที่รำลึกสามารถใช้งานด้วยระบบดิจิตอล ได้แก่ Hologram Virtual Reality (VR) เสียง วิดีโอภาพ รูปถ่าย และเสียง ที่เก็บไว้ใน Cloud Storage

พื้นที่รำลึกในระบบดิจิตอล เป็นวิธีการที่นอกจากจะผสมผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำเสนอแนวคิดที่สอดคล้องกับยุคโลกาภิวัตน์แล้ว ยังเป็นการคำนึงถึงการจัดระเบียบพื้นที่อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน เนื่องจากพื้นที่สุสาน และพื้นที่เก็บอัฐิทั่วไป รวมถึงพื้นที่เก็บโกศภายในโครงการมีจำกัด ถ้าหากต้องการเพิ่มช่องเก็บก็จำเป็นต้องขยายพื้นที่ต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อรองรับผู้ใช้งานในอนาคต การเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องความทรงจำในระบบดิจิตอล ที่มีพื้นที่ไม่จำกัด จึงเป็นวิธีการที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพื้นที่ใช้งาน ซึ่งนอกจากจะนำเสนอได้หลากหลายรูปแบบแล้ว ยังเป็นการจัดเก็บที่มีความยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อคนรุ่นต่อ ๆ ไปในแง่ประวัติศาสตร์

พื้นที่พิธีกรรม

เนื่องจากโครงการมีจุดมุ่งหมายที่จะรองรับผู้ใช้งานที่มีความหลากหลาย จึงจัดให้มีพื้นที่สำหรับรองรับการทำพิธีกรรมของผู้ใช้บริการ การออกแบบพื้นที่พิธีกรรมภายในโครงการ จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงความยืดหยุ่นของพื้นที่ เนื่องจากต้องตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานที่มีความหลากหลาย โดยพื้นที่จะแบ่งออกเป็นห้องโล่ง ภายในมีความยืดหยุ่น สามารถเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ประกอบได้ โดยผู้ใช้บริการสามารถใช้พื้นที่ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา หรือใช้เป็นห้องละหมาดได้

(ข) ส่วนกิจกรรมสาธารณะภายในอาคาร

ส่วนกิจกรรมสาธารณะภายในอาคาร เป็นองค์ประกอบรองของโครงการ มีความเกี่ยวเนื่องกับความตาย ความทรงจำ และการสูญเสีย เป็นหลัก โดยมุ่งเน้นการสร้างกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึก และอารมณ์ของผู้สูญเสีย รวมถึงการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้ สร้างความบันเทิง และความเพลิดเพลิน โดยส่วนกิจกรรมสาธารณะภายในอาคาร ประกอบด้วย

พื้นที่กิจกรรมบำบัด

พื้นที่กิจกรรมบำบัด คือ พื้นที่สำหรับรองรับกิจกรรมแบบกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้สูญเสีย ได้แก่ การสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด (Therapeutic Relationship) ซึ่งได้แก่ การพูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูญเสียได้ระบายความรู้สึกออกมาผ่านคำพูดและท่าทาง ซึ่งช่วยให้ผู้สูญเสียได้รับกำลังใจ แรงเสริมทางบวก และมีความเข้มแข็งมากขึ้น

รวมถึงส่งเสริมให้ผู้สูญเสียยอมรับต่ออารมณ์ความรู้สึกและภาวะสูญเสียที่เกิดกับตน รวมทั้งได้รับข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง การชี้แนะแนวทางการคิดเชิงบวกและการเลือกวิธีการปรับตัวที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนั้นยังเป็นพื้นที่สำหรับรองรับการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดจิตใจแบบกลุ่ม เช่น ดนตรี และศิลปะบำบัด เป็นต้น

ส่วนจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราว

ส่วนจัดแสดงนิทรรศการชั่วคราวภายในโครงการ มีลักษณะคล้ายโถงอเนกประสงค์ โดยพื้นที่สามารถยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงกิจกรรม มีจุดมุ่งหมายขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ หรือเนื้อหาที่นำมาจัดแสดง โดยมีขอบเขตในการรองรับ และจัดแสดงเนื้อหาเฉพาะ สื่อ ศิลปะ หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสูญเสีย การรำลึก ความทรงจำ และความตาย ยกตัวอย่างเช่น นิทรรศการภาพถ่าย การใช้พื้นที่เพื่อการแสดงความไว้อาลัยต่อบุคคลสาธารณะ หรือผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นต้น

ส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวร

ส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวรภายในโครงการ มีจุดมุ่งหมายในการสื่อประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความตาย ความทรงจำ และการสูญเสีย ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือผู้สูญเสีย รวมถึงคนทั่วไปในสังคม

โดยประเด็นหลักของนิทรรศการ มุ่งเน้นให้ผู้ใช้บริการได้ระบายและส่งต่อความรู้สึกหรือเรื่องราวของตนเอง ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์เชิงพื้นที่ การส่งเสริมให้มีกิจกรรมในลักษณะนี้ภายในโครงการ นอกจากจะมุ่งเน้นในการดึงดูดคนมายังโครงการ และสร้างการมีส่วนร่วมของผู้คนกับพื้นที่แล้ว ยังสร้างความเพลิดเพลิน และเป็นประโยชน์ในการส่งต่อเรื่องราวและกำลังใจให้กับผู้อื่นอีกด้วย

พื้นที่ส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวร จะเชื่อมต่อกับพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจบนหลังคา เพื่อแสดงถึงการระบายความรู้สึก และการปล่อยวางของผู้สูญเสีย

ส่วนกิจกรรมสาธารณะภายนอกอาคาร

ส่วนกิจกรรมสาธารณะภายนอกอาคาร เป็นองค์ประกอบรองของโครงการ เน้นการออกแบบพื้นที่ธรรมชาติ และการสร้างกิจกรรมภายนอกอาคารเป็นหลัก รองรับการจัดกิจกรรม เช่น นิทรรศการกลางแจ้ง หรือพิธีกรรมประจำปี เช่น การทำบุญครบรอบ เทศกาลเช็งเม้ง เป็นต้น

ประกอบด้วย พื้นที่ธรรมชาติบำบัด พื้นที่พักผ่อน ลานอเนกประสงค์ และส่วนนิทรรศการกลางแจ้ง โดยจะอธิบายรายละเอียดขององค์ประกอบที่มีความเฉพาะเจาะจง ได้แก่ พื้นที่ธรรมชาติบำบัด

พื้นที่ธรรมชาติบำบัด

พื้นที่ธรรมชาติบำบัด คือ พื้นที่ที่ใช้ธรรมชาติในการเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้สูญเสีย เป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจ มีบรรยากาศที่สงบ และเป็นมิตร ก่อให้เกิดภาวะน่าสบาย และคำนึงถึงที่ว่างที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดภาวะส่วนตัว ความเงียบสงบ สบาย และสมาธิ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตของผู้สูญเสีย และผู้ใช้บริการกลุ่มอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

มีลักษณะพื้นที่และการใช้งานคล้ายกับสวนสาธารณะขนาดย่อมภายนอก ที่เชื่อมโยงเข้าสู่ภายในอาคาร เน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนและองค์ประกอบทางธรรมชาติรอบตัว ที่มีความเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัส ได้แก่ เสียงธรรมชาติ (Sound) แสงธรรมชาติ (Natural Light) กลิ่นของธรรมชาติ (Phytoncides) สี (Color) และสัมผัส (Texture) ซึ่งส่งผลดีในทางจิตวิทยา โดยการสร้างองค์ประกอบที่เลียนแบบธรรมชาติ จะช่วยกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาทางจิตวิทยา และมีส่วนช่วยให้เกิดความสดชื่น ลดความเครียด และภาวะซึมเศร้าได้ เช่น เสียงน้ำไหล ทางน้ำไหล พื้นหินและทราย เป็นต้น

นอกจากจะเยียวยาและฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้สูญเสียแล้ว ยังส่งเสริมให้ผู้คนโดยรอบมาใช้บริการโครงการเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ และเพื่อความเพลิดเพลิน สร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนโดยรอบโครงการด้วยเช่นกัน

(รูปตัดโครงการ)
(โครงสร้างอาคาร)

วิทยานิพนธ์โดย

พัชรินทร์ ปิยะนันทสมดี
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 5
หลักสูตรสถาปัตยกรรม (สถ.) 
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีการศึกษา 2563
 
Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

จะเป็นอย่างไรถ้า สถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง | Responsive Architecture

จะเป็นอย่างไรถ้าสถาปัตยกรรมตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง
Responsive Architecture

Responsive Architecture
สถาปัตยกรรมที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง

ที่มาของโครงการ :

วิทยานิพนธ์นี้เริ่มจากการตั้งคำถามถึงกายภาพของสถาปัตยกรรมที่เมื่อระยะเวลาการใช้งานผ่านไป ปัจจัยต่างๆที่ช่วยกำหนดกายภาพของสถาปัตยกรรมนั้นๆเกิดการเปลี่ยนแปลงทำให้กายภาพที่เคยตอบสนองปัจจัยเหล่านั้นกลับกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยต่างๆ ทั้งในด้านของการใช้งาน และด้านสภาพแวดล้อม ทำให้สถาปัตยกรรมไม่สามารถตอบสนองปัจจัย หรือความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปได้

การคลี่คลายแนวคิด :

เพื่อทำลายข้อจำกัดทางกายภาพที่หยุดนิ่ง ผู้ศึกษาจึงได้เริ่มทำการศึกษากลไกของเครื่องมือที่ทำให้สถาปัตยกรรมมีกายภาพที่มีความ kinetic หรือสามารถเคลื่อนไหว ปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ โดยผู้ศึกษาได้ใช้หลักการของ scisoors frame ที่สามารถขยายความยาวได้มาเป็นแกนหลักในการขยับของเครื่องมือเพื่อให้เครื่องมือสามารถขยับในแนวดิ่งที่ระยะต่างๆได้ โดยหลังจากที่ได้ทำการศึกษาศักยภาพของเครื่องมือพบว่าเครื่องมือที่ได้พัฒนามานั้นสามารถทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของพื้นที่ในปริมาตรคงที่

แนวคิดในการออกแบบ :

ผู้ศึกษาได้นำศักยภาพของเครื่องมือที่ได้กล่าวไปที่สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานในปริมาตรคงที่มาช่วยแก้ปัญหาในประเด็น “ความขัดแย้งระหว่างพื้นที่สีเขียวนันทนาการ และพื้นที่เศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นการพูดถึงปัญหาระหว่างสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการต่อพื้นที่เศรษฐกิจภายในเขตเมืองอ้างอิงจากบทความในวารสารสุทธิปริทัศน์ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ปุณยนุช รุธิรโก (2556, น.55) โดยใช้การเพิ่มขึ้นของพื้นที่เอื้อให้เกิดทั้งโปรแกรมของพื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเวลาเดียวกัน

อธิบายโครงการ :

ที่ตั้งโครงการตั้งอยู่ระหว่าง Central Chidlom และ Central Embassy ซึ่งเป็นที่ที่ขาดแคลนพื้นที่สีเขียวนันทนาการมากที่สุด และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงที่สุด โดยในส่วนของพื้นที่สีเขียวนันทนาการผู้ศึกษาได้กำหนดให้มีขนาดพื้นที่เพียงพอที่จะช่วยเพิ่มสัดส่วนของพื้นที่สีเขียวของ Central Embassy ให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน EIA และในส่วนของพื้นที่เศรษฐกิจนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ Central Embassy ที่อยู่ข้างเคียง ผู้ศึกษาจึงได้ทำการวิเคราะห์ และเลือกให้เป็นพื้นที่จัดแสดงงาน และนิทรรศการซึ่งเป็นหมวดหมู่ของพื้นที่ใช้งานในย่านของที่ตั้งโครงการที่ยังขาดหายไปตามวิสัยทัศน์ข้างต้น

โครงการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนแรกคือส่วนล่างที่ทำหน้าที่เป็นพื้นที่สีเขียวที่สามารถขยับเปลี่ยนรูปร่างเพื่อเชื่อมพื้นที่ต่างๆโดยรอบโครงการเข้ามาภายในตัวอาคาร โดยในพื้นที่ในส่วนนี้จะขยับ และเปลี่ยนแปลงไปตามตัวแปรของความหนาแน่นของจุดโดยรอบโครงการเพื่อช่วยดึงผู้ใช้งานให้เข้ามาในโครงการมากขึ้น และช่วยให้ย่านเกิดความ active จากการเคลื่อนที่ของผู้คน

พื้นที่สีเขียวนันทนาการส่วนแรก

ในส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนที่มีโปรแกรมของ event space ซ้อนทับอยู่กับพื้นที่สีเขียวนันทนาการ โดยในส่วนของ event space จะถูกเครื่องมือห่อหุ้มทำให้เกิดปริมาตรภายในหลากหลายรูปแบบตามการขยับของเครื่องมือทำให้สามารถรองรับการจัดกิจกรรมต่างๆตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งในแต่ละเครื่องมือย่อยๆภายในส่วนนี้จะมีการเรียงตัวกันแบบ spiral ต่อกันทุกๆครึ่งชั้นขึ้นไปเรื่อยๆเพื่อให้พื้นที่ในแต่ละเครื่องมือสามารถขยายตัวในแนวดิ่งมาเชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานได้อีกด้วย

พื้นที่ event space ที่อยู่ใต้พื้นที่สีเขียวนันทนาการในส่วนที่สอง | Enclosure ในแนวดิ่งของพื้นที่ event space

พื้นที่สีเขียวนันทนาการในส่วนที่สองของโครงการ

วิทยานิพนธ์โดย

นายชวิน วงศ์ศรีสุนทร
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สาขาสถาปัตยกรรม
มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2563
 
Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

ความหลากหลายทางความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรม : มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ความเชื่อ สังคม และความเป็นมนุษย์ ที่จะถูกคลี่คลายผ่านสถาปัตยกรรม
มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

Architecture of Humanism I Respect for human dignity
มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในอดีตจวบปัจจุบันมนุษย์มีสิ่งที่ใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจและผูกมิตรไมตรีกับผู้อื่นผ่านความเชื่อๆหนึ่ง ขนาดของความเชื่อมีแบบแผนมากขึ้น ความศรัทธาผูกโยงกาลเวลาจนกลายมาเป็นศาสนา สถาปัตยกรรมมีบทบาทในการใช้เป็นพื้นที่เพื่อรองรับพิธีกรรม หรือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นของผู้คน แสดงออกถึงการเคารพในความเชื่อและสักการะศาสดาหรือคำสอนของศาสนานั้นๆที่ซึ่งมนุษย์รับรู้โดยทั่วกันในชื่อว่า ศาสนสถาน และจะเป็นอย่างไรหากสถาปัตยกรรมนั้นจะแสดงออกถึงการเคารพในความเป็นมนุษย์ ที่มีรากฐานปรัชญาความคิดแบบ มนุษยนิยม – มานุษยสถาน I สถาปัตยกรรมสักการะ (เคารพ) ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

พระเจ้าเป็นผู้สร้างทุกอย่าง (อย่างนั้นหรือ ?) คำกล่าวข้างต้นอาจทำให้ผู้อ่านบางท่านไม่พึงพอใจ แต่เรากำลังจะพาย้อนกลับไปยังยุคหนึ่ง สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาหรือที่เรียกอย่างติดปากกันว่ายุคเรเนสซองส์ ( Renaissance ) อย่างที่ทราบกันดีว่าในยุคนี้เกิดพลวัตต่างๆมากมายที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ไม่เพียงแต่ความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ ปรัชญา การค้นพบในด้านวิทยาศาสตร์เองก็ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมที่ส่งผลต่อความเชื่อทางศาสนาเช่นเดียวกัน มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งค้นพบว่าโลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล นั่นเป็นจุดที่เสทือนต่อความเชื่อของศาสนจักรอย่างรุนแรง มนุษย์เริ่มรับรู้โดยทั่วกันว่าตนเองก็สามารถสร้างความจริงได้ จากการพิสูจน์และเรียนรู้ ผู้คนเริ่มมองเห็นคุณค่าในตัวมนุษย์ ภาพวาดหรือประติมากรรมมากมายในยุคเรเนสซองส์จึงมักมีการเน้นกายวิภาคของบุคคลหรือเทพเจ้า ให้มีสัดส่วนใกล้เคียงกับมนุษย์

องค์ความรู้ต่างๆส่งผลให้เรเนสซองส์ถูกขนานนามว่าเป็นยุคเรืองปัญญา ( Age of Enlightenment ) มีผลิตผลสกุลทางความคิดแบบใหม่ที่ชื่อว่า มนุษยนิยม (Humanism) ตามมาด้วยระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่เชื่อในคุณค่าสิทธิ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แนวคิดแบบมนุษยนิยมเป็นความเคารพในตัวมนุษย์ แต่ไม่ได้มีเจตจำนงที่จะลดทอนในความศรัทธาต่อพระเจ้าหรือหลักความเชื่อทางศาสนาต่างๆ – ความเชื่อไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไปฉันใด ความไม่เชื่อก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิดฉันนั้น

ARCHITECTURAL PROGRAMMING

ณ ปัจจุบัน ช่องว่างในสังคมมีระยะห่างมากขึ้นเรื่อยๆ ความเหลื่อมล้ำผลักคนสองกลุ่มออกจากการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน มองเห็นภาพชีวิตประจำวันตรงหน้าต่างกัน ในยามที่คนกลุ่มหนึ่งมีปัญหา แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งกลับเพิกเฉยต่อสิ่งเหล่านั้น ในทางเดียวกันคนบางกลุ่มยังคงไม่รับรู้ถึงเสียงอันมีค่าของตน อีกทั้งในปัจจุบันเสียงบางเสียงก็ยังคงดังไม่เท่ากันแน่นอนว่าสถาปัตยกรรมไม่อาจแก้ปัญหาได้ทั้งหมด อันเนื่องจากหลากหลายปัญหาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง

จึงนำมาสู่การทดลอง ออกแบบตัวกลาง (โปรแกรม) ที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาในบางส่วนของสังคมที่ผุพัง การสร้างพื้นที่เพื่อให้ผู้คนรับรู้ถึงสิทธิที่ตนพึงมี เพื่อที่จะสร้างความเชื่อมั่นในแสดงออกทางความคิด เพราะการพูดในสิ่งที่ตนคิดคือจุดเริ่มต้นของเสรีภาพทางการพูด (Freedom of speech) รวมไปถึงผู้คนในสังคมจักต้องเรียนรู้ว่าความแตกต่างทางความคิดหรือความเชื่อเป็นเรื่องปกติ

 

มานุษยสถาน เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ใช้วิธีการตามแนวคิดแบบมนุษยนิยมเป็นส่วนหลักในกระบวนการออกแบบ แนวคิดที่เชื่อในคุณค่าของมนุษย์ เคารพในความคิดซึ่งเป็นส่วนสำคัญของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พื้นที่เพื่อให้ผู้คนที่ต่างสถานภาพในสังคมมาพบกันโดยใช้ทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์(Maslow’s Hierarchy of Needs ) เป็นจุดผสาน พื้นที่เพื่อแสดงออกทางความคิดโดยเสรีและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมไปถึงการสร้างความรู้สึกร่วม ในการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่เหล่าผู้คนได้รับความเสมอภาคโดยเท่าเทียม ควรค่าแก่การเคารพและรับฟังซึ่งกันและกัน จากพื้นที่สาธารณะที่อยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางบริบทนี้

DESIGN THINKING

มนุษย์ + สถาปัตยกรรม I กระบวนการคิดในการออกแบบที่ก่อรูปอาคาร โดยพิจารณาจากกิจกรรมการใช้งานขอผู้คนเป็นหลัก เป็นคำตอบจากคำถามที่ว่า สถาปัตยกรรมที่เกิดจากผู้คนเป็นอย่างไได้บ้าง ?

การสะท้อนความหลากหลายโดยใช้ความหลากหลายทางบริบท เป็นสะพานเชื่อมต่อผู้คนเข้าด้วยกัน บริบทที่ตั้งเป็นจุดตัดของระบบขนส่งสาธารณะ ( สถานี BTS สะพานตากสิน ท่าเรือสาธร รวมไปถึงถนนเจริญกรุง ) ซึ่งหากจะมองให้เห็นภาพมากขึ้น ในบริเวณใกล้เคียงมีโรงแรมระดับห้าดาวที่รายล้อมไปด้วยย่านชุมชน จึงทำให้ที่ตั้งโครงการมีศักยภาพในการเชื่อมโยงผู้คนที่หลากหลายสถานภาพทางสังคม ให้มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น

ELEMENTS OF ARCHITECTURE

ทางผ่าน สู่ พื้นที่ปฏิสัมพันธ์  I แนวเส้นความหลากหลาย ( Diversity Line )  เป็นการใช้ประโยชน์จาก ทางผ่าน เพื่อส่งเสริมการพบปะของผู้คนโดยบังเอิญ และมีการสร้างพื้นที่ปิดล้อมจากองค์ประกอบทางสถาปัตกรรมที่สัมพันธ์กับการใช้งานของพื้นที่ ให้ผู้คนยังรับรู้ถึงความเป็นสาธารณะของพื้นที่อยู่ (Publicness) ไล่ลำดับจากความเป็นสาธารณะสู่ความเป็นส่วนตัวโดยมีจุดเริ่มจากแนวเส้น Diversity line

ศาสนสถาน สู่ มานุษยสถาน I การศึกษาทิศทางรูปแบบของสถาปัตยกรรม โดยเรียนรู้จากวิธีคิดของศาสนสถาน ซึ่งพบว่า วัด มัสยิด โบสถ์และเทวสถาน  มักมีเอกลักษณ์ที่มาจากความเชื่อหรือคำสอนในศาสนานั้นๆ นำมาสู่การตีความและเรียบเรียงองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงการเคารพในมนุษย์

SYMMETRY  I ASYMMETRY
FOCUS ON GOD  I FOCUS ON HUMAN
LIGHT OF GOD  I LIGHT OF NATURE
CENTRALIZED  I DISPERSE

FUNCTIONAL

จากการตั้งคำถามง่ายๆว่า พื้นที่แบบไหนที่ผู้คนต่างสถานภาพทางสังคมจะมาพบกัน ? นำไปสู่การวิเคราะห์จากทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchy of Needs ) ที่ส่งผลต่อการออกแบบพื้นที่การใช้งาน เพื่อใช้ความต้องการของมนุษย์เป็นแรงดึงดูดผู้คนต่างสถานภาพทางสังคมเข้ามาใช้งานร่วมกัน

โดยมีพื้นที่หลักของโครงการที่สะท้อนถึงการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ พื้นที่เพื่อการแสดงออก ( Expression space ) เราเชื่อว่าความคิด หรือการพูดเพื่อแสดงออกของผู้คน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของสังคมที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย การใช้สถาปัตยกรรมเป็นกระบอกเสียงเพื่อเพิ่มระดับของเสียงให้ดังมากยิ่งขึ้น โดยผู้รับสารไม่จำเป็นจะต้องกดปุ่มอนุญาติเข้าเพื่อฟัง หรือถูกควบคุมโดยอัลกอริทึม ( Algorithm )ในสร้างโลกเสมือนของสิ่งที่ตนอยากฟังเพียงเท่านั้น

ตำแหน่งของ Exprssion space อยู่ในจุดทางผ่านของผู้คน เผื่อว่าคนที่เดินผ่านไปผ่านมา จะบังเอิญได้ยินในเรื่องที่เขาอาจไม่เคยรับรู้มาก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การมองเห็นถึงสิ่งที่ผู้คนในสังคมกำลังเผชิญหน้า

Debate room การสนทนาเบื้องหลังม่าน พื้นที่ที่ผู้สามารถแลกเปลี่ยนความคิดโดยไม่ตัดสิน การที่มองไม่เห็นรูปร่างภายนอกของคู่สนทนา นำไปสู่การลดอคติจากรูปลักษณ์ภายนอก

LIBERTY WALL การแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการ อาจเป็นได้ทั้งผนังและอนุสาวรีย์ตามชื่อเรียกของมัน “เสรีภาพ”

สถาปัตยกรรมที่ก่อรูปโดยมีผู้คนเป็นภาพจำ โอบล้อมกิจกรรมหรือพื้นที่เพื่อการแสดงออกของผู้คน ( Expression space ) จากแนวคิดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

บทสนทนาของผู้พูด และ ผู้ฟัง

มานุษยสถาน เป็นเพียงเสี้ยวส่วนของแรงกระเพื่อมอันเล็กน้อยที่มุ่งหวังให้สังคมเกิดการเคารพซึ่งกันและกัน สร้างสภาพแวดล้อมที่ผู้คนเป็นได้ทั้งผู้พูด และ ผู้ฟัง เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพที่ตนพึงมี ผ่านการพบปะผู้คนที่หลากหลาย เป็นสารที่ส่งไปยังผู้ที่นิ่งนอนใจต่อปัญหา หันกลับมาตั้งคำถาม เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆที่กระตุ้นให้ผู้คนกล้าแสดงออกทางความคิด เป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะก่อรูปร่างของคำว่าเสรีภาพให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

 

 

แด่ ผู้มีอำนาจ

เราจะฟังท่าน และได้โปรดให้ท่านรับฟังเรา

วิทยานิพนธ์โดย

ฑิมพิกา เวชปัญญา
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ชั้นปีที่ 5
หลักสูตรสถาปัตยกรรม (สถ.) 
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปีการศึกษา 2563
Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

วิทยานิพนธ์ (THESIS) คืออะไร? ในนิยามของอาจารย์ ต้นข้าว ปาณินท์​

วิทยานิพนธ์ (THESIS) คืออะไร? ในนิยามของอาจารย์ ต้นข้าว ปาณินท์

วิทยานิพนธ์ คืออะไร?

เราทำวิทยานิพนธ์กันด้วยวัตถุประสงค์อะไร ภายใต้การเรียนรู้ห้าปีในโรงเรียนสถาปัตยกรรม วิทยานิพนธ์คือบทสรุปของการศึกษาของเราจริงหรือ?

จากตัวอย่างวิทยานิพนธ์ ของนักศึกษาชั้นปีที่ห้า จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวนหนึ่ง ที่เพิ่งจะส่งและตรวจงานกันไป แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นตัวแทนของงานที่ดีที่สุดจากสถาบันใดสถาบันหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญคือ ทุกงานเป็นตัวแทนของการพยายามดิ้นรนตอบคำถามดังกล่าว ของเด็กๆ ที่พยายามจะค้นหาสมดุลระหว่างความจริงและจินตนาการ สมดุลระหว่างประโยชน์ใช้สอยที่ควรจะเป็นและแนวความคิดที่พวกเค้ามี

จากความหมายเบื้องต้น คำว่า Thesis มาจากรากภาษากรีก θέσῐς (thésis) หมายถึงตำแหน่ง ซึ่งก็คือการนำเสนอจุดยืนทางความคิด ทฤษฎี และการสร้างข้อเสนอทางความคิด เพื่อการถกเถียง และพิสูจน์ให้เห็น ดังนั้นจากความหมายนี้ เราจะเห็นว่า ทีสิส ไม่ใช่ข้อสรุป แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสนทนา ถกเถียง และนำเสนอความคิด ที่จะพัฒนาเติบโตต่อไปในอนาคต

และแน่นอนว่า จุดยืนทางความคิดเชิงสถาปัตยกรรมของเราทุกคนนั้น ย่อมมีได้หลากหลายแนวทาง มันจึงถูกแปลงเป็นหัวข้อและเรื่องราวที่แตกต่างกัน และความแตกต่างอันหลากหลายนี้เอง ที่ทำให้ทีสิสทางสถาปัตยกรรมนั้น มีเนื้อหาที่น่าค้นคว้าศึกษาต่อ ความน่าสนใจในภาพรวมของทีสิสจากแต่ละสถาบัน จึงไม่ใช่ความโดดเด่นของผลงานชิ้นใด แต่เป็นแนวทางและวิธีการนำเสนอที่หลากหลายจากสถาบันนั้นๆ มากกว่า และเมื่อเรามองทีสิสจากหลากหลายสถาบัน นั่นก็หมายถึงว่า เรากำลังมองอุดมการณ์ในอนาคตของงานสถาปัตยกรรมในเมืองไทยนั่นเอง

คำถามเริ่มต้นของทีสิส มักเริ่มจากการถกเถียงในใจของนักศึกษาเอง ที่มีพื้นฐานจากคำกล่าวที่ว่า สถาปัตยกรรมคือส่วนผสมของวิทยาศาสตร์และศิลปะ การออกแบบสถาปัตยกรรมนั้นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งหลักการทางวิทยาศาสตร์และความสามารถทางศิลปะ ในขณะที่คำกล่าวนี้ดูเหมือนจะอธิบายธรรมชาติของสถาปัตยกรรมอย่างมีเหตุผล แต่ถ้าเราลองถามตัวเองอีกครั้ง เราอาจพบคำถามที่เพิ่มมากขึ้น มากกว่าคำตอบ สถาปัตยกรรมเป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร สถาปัตยกรรมนั้นเป็นศิลปะได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งสองสิ่งจำเป็นต้องรวมกันจริงหรือ แล้วจะรวมกันได้อย่างไร?

เด็กๆ ที่เข้ามาเรียนในคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ หลายๆ คน อาจจะได้พยายามค้นหาคำตอบนี้มาตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาเรียน

สาเหตุหนึ่งอาจเป็นด้วยความเคยชินในการแบ่งแยกประเภทของงานสถาปัตยกรรม เมื่อพูดถึงงานสถาปัตยกรรม โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษา นอกจากเราจะแบ่งงานไปตามประเภทการใช้งานหรือ Building Type เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล พิพิธภัณฑ์ อนุสรณ์สถาน ฯลฯ แล้ว ในบางครั้งเรายังแบ่งประเภทของงานไปตามกรอบ ทิศทางหรือแนวทางการสร้างงาน เช่นงานนี้เป็นงาน Function หรืองานที่เน้นประโยชน์ใช้สอย งานนั้นเป็นงาน Concept หรืองานที่เน้นแนวความคิด การพูดถึงงานสถาปัตยกรรมโดยแบ่งประเภทความคิดในรูปแบบนี้ แน่นอนว่าเป็นสิ่งสะดวกเข้าใจง่าย เห็นภาพชัดเจน แต่ในขณะเดียวกันก็บิดเบือนธรรมชาติของงานสถาปัตยกรรม แยกความคิดออกเป็นสองส่วน ทำให้เราเข้าใจว่างานทั้งสองประเภทเป็นงานที่มีลักษณะขัดแย้งกัน

ฉะนั้นในสายตาผู้รักเหตุผลของการใช้งาน งานคอนเซ็ปต์นั้นก็จะเป็นงานที่เข้าใจยาก เป็นเรื่องของนามธรรมคล้ายความคิดจากโลกอื่น เข้าถึงได้ลำบาก ในขณะที่ในสายตาของผู้รักจินตนาการและการค้นหาสิ่งแปลกใหม่ งานฟังก์ชันก็จะเป็นงานที่จืดชืด เต็มไปด้วยระบบกฎเกณฑ์ไร้ชีวิตชีวา ความคิดดังกล่าวทำให้ทั้งสองกลุ่มความคิดเกิดความเกรงกลัว ไม่ไว้ใจกัน อาจถึงขั้นรังเกียจ พยายามหลีกหนีซึ่งกันและกัน จึงยากที่จะเกิดผลงานสถาปัตยกรรมของนักศึกษา ที่มีความสมดุลขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การแบ่งแยกการออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นงานฟังก์ชัน และงานคอนเซ็ปต์ จึงอาจจะไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของการสร้างสรรค์ทางสถาปัตกรรม การเรียนการสอนสถาปัตยกรรม แทนที่จะเริ่มต้นด้วยวิทยาศาสตร์ และศิลปะ ที่ดูจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทำให้เด็กๆ มองแทบไม่ออกว่าทั้งสองระบบความคิดนี้จะทำงานร่วมกันได้อย่างไร สถานศึกษาต่างๆ ในประเทศไทยเอง เริ่มหันมามองงานสถาปัตยกรรมว่าเป็นแขนงวิทยาการที่มีพื้นฐานทางปรัชญาสัมพันธ์กับสังคม วัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่ามนุษย์คืออะไร สัมพันธ์กับสิ่งอื่นๆในโลกอย่างไร ทำไมมนุษย์จึงมีความต้องการในรูปแบบต่างๆ ทั้งในด้านการใช้สอยทางกายภาพตลอดจนความต้องการทางจินตภาพหรือความคิดเชิงสัญลักษณ์ และความต้องการเหล่านี้มีวิธีการตอบสนองได้อย่างไร

หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นระบบการศึกษาที่เน้นการตั้งคำถามและความเข้าใจธรรมชาติความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และสถาปัตยกรรมประเภทต่างๆ เป็นการเรียนการสอนบนรากฐานของปัญหาหรือ Problem Based เพื่อให้รู้ว่าทำเพื่ออะไร มากกว่าการสอนเพื่อให้ทราบว่าทำอย่างไร การเป็นสถาปนิกจึงเริ่มต้นจากการคิดก่อนการทำเสมอ
วิทยานิพนธ์ นอกจากจะเป็นการออกแบบแล้ว หัวใจสำคัญของทุกงาน ก็คือการตั้งคำถามเหล่านี้ ว่าสำหรับเราแต่ละคน สถาปัตยกรรมที่ดีนั้นมีความหมายหรือคำจำกัดความอย่างไร

ทุกงาน จึงไม่ใช่ทั้งงานฟังก์ชั่น และไม่ใช่งานคอนเซ็ป แต่เป็นความพยายามของเด็กๆ ที่จะตอบคำถามถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เหตุผล ความหมาย การแสดงออก เทคโนโลยี และสุนทรียภาพ ในเวลาเดียวกัน ซึ่งจุดมุ่งหมายของเด็กๆเหล่านี้ ก็คือการพยายามค้นหากระบวนการที่จะสร้างความเข้าใจว่า ทุกสิ่งที่จำเป็นจะต้องเกิดขึ้นในงานสถาปัตยกรรมนั้นจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันได้อย่างไร

แต่แน่นอนว่าความต้องการทางกายภาพไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เป็นตัวขับเคลื่อนวิถีชีวิตมนุษย์และสังคม มนุษย์มีความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ และจินตนาการ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นจึงตอบสนองธรรมชาติเหล่านั้นในรูปของการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และสุนทรียภาพที่หลอมเป็นหนึ่งเดียวกับความต้องการทางกายภาพและการใช้สอยอย่างไม่สามารถแยกจากกันได้ เมื่อเราสามารถเข้าใจเหตุผลของความต้องการด้านต่างๆ ของมนุษย์ สิ่งที่เราออกแบบเพื่อการอยู่ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไรก็จะอยู่ในกรอบของเครื่อข่ายความสัมพันธ์นั้นไปโดยปริยาย ไม่จำเป็นที่เราจะต้องแยกแยะว่าสิ่งที่เราออกแบบนั้นมีเหตุผลและมีความเป็นศิลปะมากน้อยเพียงใด

ถ้าวิทยานิพนธ์แต่ละชิ้น สามารถตอบคำถามของเราแต่ละคนได้ว่า ทำไมเราถึงอยากทำโครงการนี้ ทำไปแล้วเราได้เรียนรู้อะไร และมันส่งผลต่อความคิดและความเชื่อที่เรามีต่อสถาปัตยกรรมแค่ไหน ไม่ว่าวิทยานิพนธ์เหล่านี้ จะมีผลลัพธ์ทางรูปธรรมอย่างไร ได้คะแนนมากน้อยแค่ไหน นั่นก็น่าจะเป็นคำตอบที่น่าพอใจ และเป็นบทสรุปของการศึกษาสถาปัตยกรรมได้อย่างน่าพอใจแล้ว

วิทยานิพนธ์จึงเป็นตัวแทนของอุดมคติทางสถาปัตยกรรมของเราด้วยเหตุนี้เอง

คำนิยามโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ต้นข้าว ปาณินท์

รับชมผลงาวิทยานิพนธ์จากนักศึกษาคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร แบบเต็มรูปแบบได้ ตั้งแต่ วันที่ 31 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2564 ทาง https://www.facebook.com/archsu

Writer
Ekkarach Laksanasamrith

Ekkarach Laksanasamrith

สถาปนิกที่เชื่อว่า "ตัวหนังสือ" มีพลังพอๆกับ "สเปซ" และ "การเขียนหนังสือ" ก็ใช้สกิลไม่ต่างจาก "การเขียนแบบ" ใน AUTO Cad

Coastal Reborn : A symbiosis of architecture and environment วิทยานิพนธ์ที่ตั้งต้นด้วยคำถาม และใช้วิจัยนำไปสู่คำตอบของการออกแบบที่คืนความยั่งยืนให้ชายฝั่งทะเลไทย

Coastal Reborn : A symbiosis of architecture and environment
วิทยานิพนธ์ที่ตั้งต้นด้วยคำถาม และใช้วิจัยนำไปสู่คำตอบของการออกแบบที่คืนความยั่งยืนให้ชายฝั่งทะเลไทย

ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างป่าชายเลนที่โดนทำลาย หรืออัตราการกัดเซาะชายฝั่งทะเลที่พุ่งสูงต่างเป็นเรื่องที่เราได้ฟัง ผ่านหูผ่านตากันอยู่บ่อยๆ แต่น่าเสียดายที่ปัญหาเหล่านี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด การแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างเขื่อนหินทิ้งในหลายๆพื้นที่ ได้ทิ้งคำถามไว้กับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ว่าวิธีที่ว่า ดีจริงหรือ?

ดล-ดลเทพ เจตีร์ เป็นหนึ่งคนที่สนใจและตั้งคำถามกับประเด็นดังกล่าว เขาจึงตัดสินใจหยิบเรื่องราวนี้มาทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาตรีในก้าวสุดท้ายของการเป็นนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผลงานวิทยานิพนธ์ของดลนอกจากจะคว้ารางวัลจากเวทีการประกวดในระดับชาติมาหลายรางวัลแล้ว ล่าสุดยังชนะรางวัลที่ 3 จากเวทีประกวดการออกแบบยั่งยืนระดับโลกอย่าง ‘LafargeHolcim Awards’ ในประเภท Next Generation Prize ภายใต้การให้คำปรึกษาของอาจารย์แพร์ หรือ ผศ.ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล  ซึ่งนับเป็นคนไทยคนแรกที่ชนะรางวัลในรุ่นอายุไม่เกิน 30 ปีนี้

‘Design and Research Integration’
วิถีการเรียนแบบใหม่ที่นำไปสู่การค้นหาข้อเท็จจริง

“ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งมันอยู่ในหัวผมมาตั้งแต่ช่วงที่อยู่ ปี3 เพราะเป็นประเด็นที่เห็นบ่อย เวลาเปิดข่าว หรือวารสารที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ซึ่งตอนนั้นเราก็คิดว่า มันน่าจะนำสถาปัตยกรรมไปจับและทำเป็นวิทยานิพนธ์ได้”  ดลเริ่มต้นเล่า

“วันแรกที่เขามาปรึกษา อาจารย์ให้เอกสารดลไปอ่านฉบับนึง ในนั้นอธิบายแนวทางการทำโปรเจกต์ที่หลากหลาย และบอกให้เขาถามตัวเองว่า จริงๆแล้วเขาสนใจอะไร ซึ่งเขากลับมาพร้อมกับคำตอบที่ว่า เขาสนใจปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง เพราะไปเห็นเขื่อนหินทิ้งที่อยู่ริมชายฝั่งทะเล แล้วเกิดคำถามว่า เขื่อนที่มีขนาดใหญ่โตมโหฬาร ใช้งบประมาณก่อสร้างมากมายขนาดนั้น ทำไมจึงตั้งอยู่เฉยๆ และไม่มีผู้คนที่ได้ประโยชน์จากมันเลย วันนั้น…เราเห็นได้ชัดเลยว่า เขามีความมุ่งมั่นที่จะใช้งานออกแบบแก้ปัญหาและพัฒนาสิ่งแวดล้อม” อาจารย์แพร์เล่าเสริม

อาจารย์แพร์ผู้สนใจและมีพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงรับหน้าที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ การเดินทางไปสำรวจชุมชนด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้ทั้งคู่เห็นภาพว่า ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ไม่ได้มีแต่เรื่องของการกัดเซาะชายฝั่ง แต่ปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นครอบคลุมหลายด้าน ทั้งธรรมชาติ สัตว์ พืช มนุษย์ และชุมชนที่อยู่อาศัย และที่สำคัญ ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นลูกโซ่ จุดตั้งต้นนี้จึงผลักดันให้ดลก้าวออกไปจากศาสตร์ความรู้เพียงแค่สถาปัตยกรรม การศึกษาในเรื่องที่เราไม่รู้นั้น จำเป็นจะต้องมีการ สืบเสาะ ค้นคว้า หาข้อเท็จจริง ซึ่งอาจารย์แพร์อธิบายการเรียนรู้แบบนี้ว่า ‘Design and Research Integration’ หรือการทำวิจัยควบคู่ไปกับการออกแบบ ซึ่งเป็นแนวทางใหม่สำหรับการเรียนสถาปัตยกรรมในระดับปริญญาตรี

แนวทางการเรียนในรูปแบบนี้ จึงคล้ายชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ที่ดลและอาจารย์แพร์เดินทางร่วมกันเพื่อค้นหา ก่อนจะประกอบร่างกลายเป็นภาพที่สมบูรณ์ ในวิทยานิพนธ์นี้ สถาปัตยกรรมและภูมิสถาปัตยกรรม จึงเป็นศาสตร์ที่ถูกบูรณาการเข้ากับองค์ความรู้ที่ได้จากการค้นคว้าและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อีก 4 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ วนศาสตร์ ประมง และวิศวกรรมโยธา

(ดลเทพ เจตีร์ และผศ.ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล)

เริ่มต้นด้วยการมองหาไซต์

จากความสนใจปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง สิ่งที่ดลต้องทำเป็นเรื่องแรกๆ คือการเลือกไซต์ที่จะใช้ในการศึกษาและออกแบบ เนื่องจากปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งแต่ละจังหวัดที่ได้รับผลกระทบนั้นค่อนข้างเฉพาะเจาะจง และมีปัจจัยที่ทำให้แต่ละที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ดลกลับไปค้นคว้า จนพบว่าไซต์ที่น่าสนใจคือ ชุมชนคลองด่าน จ.สมุทรปราการ ซึ่งอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลแถบอ่าวไทยตอนบน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีอัตราการกัดเซาะชายฝั่งสูง อีกทั้งยังเป็นชุมชนขนาดใหญ่ที่มีการเปลี่ยนพื้นที่ป่าชายเลนไปเป็นการทำนากุ้ง ทำให้ชุมชนประมงพื้นบ้านที่ติดกับชายฝั่งต้องโดนผลกระทบมายาวนานหลายสิบปี

เมื่อได้ไซต์ที่จะทำการศึกษา ดลได้ลงพื้นที่อยู่หลายครั้ง และทุกครั้งจะมีการเก็บข้อมูลพร้อมสอบถาม พูดคุยปัญหาเชิงลึกกับชาวบ้านในชุมชน “ผมมองว่าสิ่งสำคัญ มันคือการที่เราพยายามเข้าใจปัญหาที่นั่นจริงๆ เราพยายามเข้าไปคุยกับเขาเยอะมากๆ เก็บมาเป็นข้อมูลไว้ในมือ ไปบ่อยจนคุณลุง คุณป้าร้านขายน้ำในชุมชนจำเราได้” ดลเล่า

(พื้นที่ตั้งโครงการ ชุมชนคลองด่าน จังหวัดสมุทรปราการ)

จากนั้นจึงนำข้อมูลที่สะสมไว้ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจากคณะวนศาสตร์ ซึ่งทำให้ได้ข้อสรุปว่า “วิธีที่จะช่วยฟื้นฟูปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งได้ตรงจุดที่สุด แท้จริงแล้วไม่ใช่การทำเขื่อนกันคลื่น แต่เป็นการปลูกป่าชายเลนให้กลับคืนมา และทำหน้าที่เป็นพื้นที่กันชนทางธรรมชาติในระยะยาวต่างหาก” แต่การจะปลูกป่าชายเลนในพื้นที่ที่มีการกัดเซาะชายฝั่งนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คำถามและคำตอบมากมายจึงคล้ายกับปมเชือกที่พันกันอย่างซับซ้อน และต้องค่อยๆ คลี่คลายออกไปทีละปม  

ด้วยแรงคลื่นที่ถาโถมเข้ามา เป็นไปไม่ได้เลยที่ต้นกล้าจะทานอยู่ได้ ดังนั้น เราจึงต้องการชะลอแรงคลื่นลงและเพิ่มตะกอนเพื่อปลูกป่าชายเลนให้กลับคืนมา ในผลงานของดล จึงได้ออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมให้ตอบรับกับ 3 ประเด็นหลัก หนึ่ง คือ การลดแรงคลื่น สองคือ การดักตะกอนดินให้เพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับการปักกล้าไม้ชายเลน และสุดท้าย คือ การปลูกป่าชายเลนทดแทนบนพื้นที่นากุ้งร้าง และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์

01 Floating Break Water
ลดแรงคลื่นด้วยเขื่อนลอยน้ำรูปสามเหลี่ยม

จิ๊กซอว์ตัวแรก คือ การลดแรงคลื่น ซึ่งต่อเนื่องมาจากประเด็นหลักที่ดลสนใจ นั่นคือปัญหาของเขื่อนหินทิ้งที่มีขนาดใหญ่และหนัก ไม่เหมาะกับคลองด่านซึ่งมีดินอ่อน ในระยะยาวเขื่อนจะค่อยๆทรุดตัวและพังทลายลง ทำให้ตะกอนดินขุ่นและส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเล ฉะนั้น สำหรับหาดเลน วิธีการแก้ปัญหาแบบนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืน

เมื่อดลไปค้นคว้าต่อ ทำให้เขาพบงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่จดสิทธิบัตรเรื่องเขื่อนกันคลื่นแบบคอนกรีตเอาไว้ เขาจึงได้เรียนรู้ว่า รูปทรงสามเหลี่ยมคือรูปทรงที่สามารถกันคลื่นได้ดีที่สุด แต่ทว่าการใช้โครงสร้างแบบถาวรนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม “ดลจึงพยายามออกแบบโครงสร้างกันคลื่นแบบใหม่ แต่ปัญหาคือ เราจะรู้ได้ยังไงว่าสิ่งที่เราออกแบบจะกันคลื่นได้จริง เพราะเราไม่รู้พฤติกรรมคลื่นใต้น้ำ เราเลยต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ โชคดีที่เขากำลังทดลองเรื่องเขื่อนกันคลื่นแบบลอยน้ำ Floating Break Water ซึ่งความเจ๋งอยู่ตรงที่มันยึดกับพื้นด้วยสลิง ถ้าเราจะเลิกใช้ ก็คือถอดออกไปได้เลย ไม่มีการยึดติดถาวร เรารู้ได้ในทันทีเลยว่า นี่คือธงที่ 1 ที่เราหาพบ!” อาจารย์แพร์เล่า

(ภาพแสดงแนวคิดเขื่อนกันคลื่นทรงสามเหลี่ยม Floating Break Water)

“พอคุยกับคนในชุมชนมากๆ เห็นการใช้ชีวิตของเขา เราพยายามคิดว่า ถ้าโปรเจกต์ของเรามาลงในพื้นที่นี้จริง คนในชุมชนจะมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปยังไง หรือจะมีวิธีที่จะผสมผสานสถาปัตยกรรมของเราเข้าไปกับวิถีชีวิตของเขาอย่างไรบ้าง? สถาปัตยกรรมแต่ละส่วนจึงมีการดึงวิถีชีวิตชุมชนเข้าไป ในขณะที่ทำหน้าที่ฟื้นฟูระบบนิเวศไปพร้อมกัน” ดลเล่าต่อ

กระชังปลา ที่พักชั่วคราวของชาวประมงและอวนโป๊ะจับปลาในละแวกนั้น ถูกนำมาออกแบบผสมผสานร่วมกับ Floating Break Water กลายเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมชิ้นเดียวต่อเนื่องเป็นแนวยาวในชายทะเลเพื่อชะลอแรงคลื่นที่ปะทะเข้าสู่ชายฝั่ง ซึ่งโครงสร้างในส่วนนี้ได้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมชลศาสตร์ และวิศวกรรมโยธามาเป็นที่ปรึกษาเพิ่มเติม

02 ดักตะกอนดินเพื่อปลูกกล้าไม้ชายเลน

หลังจากตัวคลื่นถูกชะลอมาจากส่วนแรกเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเข้าสู่ชายฝั่ง จำเป็นต้องมีการดักตะกอน เนื่องจากเขื่อนหินทิ้งทำให้ตะกอนดินเลนเสียหาย ในโซนที่ 2 ดลออกแบบแนวไม้ไผ่ดักตะกอน 3 ชั้น บริเวณรอยต่อชายฝั่ง เพื่อทำหน้าที่ดูดซับแรงคลื่นและดักตะกอนเลนสำหรับการปลูกกล้าไม้ชายเลนไปพร้อมๆกัน

นอกจากนั้น เขื่อนหินทิ้ง และน้ำเสียจากโรงงานและการทำนากุ้งร้าง ยังส่งผลทำให้สัตว์บางชนิดสูญหายไปจากห่วงโซ่อาหาร ทำให้สัตว์เศรษฐกิจและการจับสัตว์น้ำของชาวประมงในแถบนั้นเปลี่ยนแปลงตามกันไปติดๆ โจทย์ในการออกแบบสถาปัตยกรรมส่วนที่ 2 ของดล จึงครอบคลุมทั้งการดักตะกอน ปลูกป่าชายเลนเพิ่มเติม (Afforestation) ไปพร้อมกับการฟื้นฟูระบบนิเวศของสัตว์

(ภาพแสดงการออกแบบโครงสร้างดักตะกอนดิน ธนาคารหอยลาย และเส้นทางศึกษาธรรมชาติ)

ด้วยประเด็นเฉพาะทาง ดลต้องไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านประมง เพื่อทำการศึกษาเรื่องการเพาะพันธุ์และอนุบาลตัวอ่อนของหอยลาย ก่อนจะปล่อยลงสู่ทะเล เติมเต็มห่วงโซ่อาหารที่ขาดช่วงให้สมบูรณ์ ธนาคารตัวอ่อนจึงถูกออกแบบให้ผสมผสาน กับโครงสร้างดักตะกอนที่เป็นแนวไม้ไผ่ ซึ่งถูกใช้เป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปในตัว

ในการออกแบบรายละเอียดของอาคาร ต้องมีการคิดโครงสร้างแบบพิเศษ เพื่อที่จะลดผลกระทบต่อสัตว์หน้าดิน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมโยธาจึงร่วมให้คำปรึกษา สู่ผลลัพธ์ของการออกแบบอาคารที่มีโครงสร้างเลียนแบบรากโกงกาง โดยมีเสาลาดเอียงในองศาที่พอดีเพื่อลดการต้านแรงลมและสร้างความมั่นคงบนพื้นที่ดินที่อ่อนนุ่มโดยปราศจากตอม่อ

(ภาพแสดงแนวคิดโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม)

03 Reforestation คืนป่าสู่ชุมชน

เมื่อตะกอนถูกดักและเพิ่มขึ้นในส่วนที่สอง โซนสุดท้ายคือ Reforestation หรือการเริ่มเอาแนวต้นกล้าป่าชายเลนมาปลูกลงบนพื้นที่นากุ้งร้าง ซึ่งดลออกแบบให้มีการก่อสร้างธนาคารตัวอ่อนไปพร้อมๆ กับการปลูกป่าชายเลนเป็นระยะๆ อีกทั้งโซนนี้ยังมีส่วน Eco-Tourism โดยนักท่องเที่ยวสามารถมาชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติป่าชายเลนธนาคารตัวอ่อนปูแสม และหอดูนกได้ กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ที่สามารถคืนทุนให้กับชุมชนได้อีกทาง

ในส่วนนี้ซึ่งเป็นบริเวณน้ำนิ่ง ตัวอาคารจึงได้ออกแบบให้มีการยื่นแนวกำแพงไม้ไผ่ออกมา เพื่อให้น้ำที่ไหลมาอย่างช้าๆ นั้น สามารถสะท้อนและไหลเวียนเข้ามาสู่กระชังตัวอ่อนได้ง่าย ทำให้น้ำหมุนเวียนและไม่เน่า และเอื้อให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆสามารถอาศัยอยู่ได้

ขั้นตอนในการชะลอแรงคลื่นจากทะเล จนมาถึงการดักตะกอนและปลูกป่าชายเลน ทั้งหมดที่เราเล่ามานั้น แน่นอนว่า ย่อมต้องใช้เวลาเป็นตัวช่วย ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับการฟื้นฟูระบบนิเวศและพื้นที่ธรรมชาติ อาจนานถึง 20 หรือ 30 ปี แต่โปรเจกต์นี้คงจะเป็นสัญญาณและจุดเริ่มต้นที่ดี สำหรับการมองเห็นปัญหา พยายามหาวิธีแก้ไขโดยนำองค์ความรู้หลายศาสตร์ สถาปัตยกรรม รวมถึงสุนทรียศาสตร์เข้ามาผสมผสานได้อย่างแท้จริง

(ภาพแสดงแนวคิดการ Reforestation คืนป่าสู่ชุมชน)
(ภาพแสดงแนวคิดรายละเอียดโซน 3 หรือการ Reforestation คืนป่าสู่ชุมชน)
(ภาพตัดแสดงแนวคิดการฟื้นฟูป่าชายเลน ณ ชุมชนคลองด่าน จ.สมุทรปราการ)

โปรเจกต์ไม่ได้สร้างจริงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงอย่างสูงสุด

หากเราพูดถึง ‘วิทยานิพนธ์’ หลายคนมองประเด็นของความสนุกสนาน การปล่อยจินตนาการของตัวเองให้โลดแล่น ก่อนจะเข้าสู่โหมดชีวิตการออกแบบจริงที่ต้องมีลูกค้า และข้อจำกัดมากมายมาล้อมกรอบ แต่วิทยานิพนธ์ของดลกลับแตกต่าง และคิดทุกอย่างบนพื้นฐานของความเป็นจริงอย่างสูงสุด เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เราโยนคำถามนี้ไปถึงดลและอาจารย์แพร์

“มีคำถามมากมายเกิดขึ้นระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ ซึ่งผมว่าสิ่งสำคัญมันคือการที่เราต้องรู้ก่อนว่า คำตอบของคำถามอยู่ที่ไหน และเราจะพาตัวเองไปหาคำตอบเหล่านั้นยังไง เราเห็นทีสิสที่ดีและหลากหลายมากในไทย และทุกครั้งเราก็อดคิดไม่ได้ว่า มันจะดีแค่ไหน ถ้าทีสิสเหล่านั้น สามารถนำไปต่อยอดทำจริงได้ ซึ่งมันก็น่าจะช่วยสังคมได้มากเลย” ดลส่งคำตอบทิ้งท้าย

ก่อนที่อาจารย์แพร์จะเสริมว่า “ทีสิสเป็น Self-Study ก็จริง กล่าวคือ เราตั้งคำถามในสิ่งที่เราอยากรู้ แต่เมื่อเราลงแรงไปแล้วระยะเวลาถึง 1 ปี มันจะดีมากถ้าผลงานเหล่านั้นทำแล้วมีประโยชน์กับคนอื่นได้จริงๆ รู้ไหมว่าตอนที่ส่งประกวด LafargeHolcim Awards เราสองคนคุยกันว่า เราส่งเพราะเราอยากเผยแพร่แนวคิดนี้ เราอยากให้ผู้คนได้เห็นว่ามันมีวิธีการแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งในแบบนี้อยู่นะ เท่านั้นเราก็พอใจแล้ว”

“ปัจจุบัน ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมเป็นประเด็นที่ผู้คนทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ และมีกลุ่มนักออกแบบจำนวนไม่น้อยที่กระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทุกทวีปได้นำความรู้ของตนเองมาบูรณาการร่วมกับศาตร์ต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้าใจและแก้ไขปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อมได้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน

เวทีประกวดแบบ LafargeHolcim Awards นี้ จึงถือได้ว่าเป็นจุดรวมพลที่สำคัญของนักออกแบบเหล่านั้น ที่จะมาร่วมแชร์ผลงานและมุมมองของนักออกแบบ รวมถึงเสนอแนวทางการแก้ปัญหาในแต่ละโปรเจกต์ที่ได้รับคัดเลือก ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่งานของเราได้มีที่ยืนในเวทีนานาชาติ  และคิดว่านี่คือโอกาสที่ดีที่จะแสดงจุดยืนว่าการออกแบบอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นจะต้องเข้าใจถึงปัญหาอย่างลึกซึ้งและถูกคิดอย่างครอบคลุมในทุกๆ มิติ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ทั่วโลกให้ความยอมรับ” ดลกล่าว

(ผู้ออกแบบและอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์)

Project Information
ชื่อผลงาน : Coastal Reborn: A symbiosis of architecture and environment
การออกแบบสถาปัตยกรรมแนวผสมผสาน บูรณาการหลายศาสตร์
ผู้ออกแบบ
ดลเทพ เจตีร์
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
E-MAIL : Dolathep_chetty@hotmail.com
อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
ผศ.ดร.คัทลียา จิรประเสริฐกุล  
อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
E-mail : archcyn@ku.ac.th
ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
ผศ.ดร.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง ภาควิชาทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
รศ.ดร.วิพักตร์ จินตนา ภาควิชาการจัดการป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
หัวหน้าสถานีวิจัยประมงศรีราชา คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ผศ.ดร.ศิรเดช สุริต ภาควิชานวัตกรรมอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

สถาปัตยกรรมแทงค์น้ำเก่า ที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ของ ‘ทุกคน’ ในชุมชน

หากลองสังเกต ตรอกซอกซอยต่างๆ ในกรุงเทพฯ มักซุกซ่อนไปด้วยอาคารเก่าที่มีคุณค่ามากมาย บ้างก็มีโครงสร้างสวยงาม บ้างก็แฝงเอกลักษณ์ของยุคสมัยที่สร้างเสน่ห์ให้กับย่านนั้นๆ  แต่น่าเสียดายที่อาคารเหล่านั้นมักถูกปล่อยทิ้งร้าง

Continue reading “สถาปัตยกรรมแทงค์น้ำเก่า ที่ถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ของ ‘ทุกคน’ ในชุมชน”

Thesis Crisis! ชวนมาส่อง Thesis สถาปนิกไทยในสมัยเรียน

เมื่อปีสุดท้ายของการเรียนมาถึง เป็นสัญญาณพร้อมความทรหดกับชั่วโมงของการทำวิทยานิพนธ์ (Thesis) ซึ่งก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ช่างเป็นช่วงเวลาที่ยาวนาน หนักหนาเอาการซะเหลือเกิน  แต่ในความทรหดนั้น ก็มีความสนุกปะปนอยู่จนกลายเป็นช่วงเวลาอันน่าจดจำ

Continue reading “Thesis Crisis! ชวนมาส่อง Thesis สถาปนิกไทยในสมัยเรียน”

วิทยานิพนธ์ที่ศึกษาและทดลองเรื่องการก่อรูปจาก “ของไหล” จนเกิด “ความลื่นไหลทางสถาปัตยกรรม”

คุณสมบัติของของไหลทางธรรมชาตินั้นสามารถพบได้ในของเหลว แก๊ส หรือสารแขวนลอยต่างๆที่มีเม็ดอนุภาคกระจายอยู่ในตัวกลางที่มีระบบการเคลื่อนตัวอย่างต่อเนื่องและคล่องตัว…

Continue reading “วิทยานิพนธ์ที่ศึกษาและทดลองเรื่องการก่อรูปจาก “ของไหล” จนเกิด “ความลื่นไหลทางสถาปัตยกรรม””

ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กับโรงเรียนต้นแบบ ณ อำเภอฝาง เชียงใหม่

“สถาปัตยกรรมช่วยชี้นำให้ความรู้สึกนึกคิดของคนให้เปลี่ยนแปลงไปได้มากน้อยเพียงใด” คือสิ่งที่สถาปนิกทุกคนต้องการหาคำตอบ เช่นเดียวกับโครงการโรงเรียนต้นแบบ ณ อำเภอฝาง เชียงใหม่ แห่งนี้ ที่เป็นผลงานการศึกษาและออกแบบของ ปพิชญา ลิ้มทะวงศ์ จากรั้วสถาปัตย์ เชียงใหม่ ที่อยากเห็นความเท่าเทียมเกิดขึ้นในสังคมโดยเฉพาะแวดวงการศึกษา เพื่อความยั่งยืนผ่านการออกแบบของเธอ

โรงเรียนต้นแบบเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อำเภอฝาง
Fang’s Education Equality Best Practice School

Continue reading “ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา กับโรงเรียนต้นแบบ ณ อำเภอฝาง เชียงใหม่”