ตีความบริบทบ้านชนบทไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยาสู่โรงแรมร่วมสมัย Sala Bang Pa-In

ตีความบริบทบ้านชนบทไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยาสู่โรงแรมร่วมสมัย
Sala Bang Pa-In

บางครั้ง การไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวอาจไม่ใช่เป้าหมายของการหลบไปพักผ่อนเสมอไป เพราะประสบการณ์และเรื่องราวที่เราเก็บเกี่ยวได้ระหว่างทาง สิ่งเหล่านั้นต่างหากที่กลายเป็นคำตอบของนักเดินทางจำนวนมากมาย การพบปะเรื่องราว วัฒนธรรมและผู้คนที่ต่างไปย่อมทำให้เราได้ประสบการณ์แปลกใหม่ที่น่าจดจำ

Sala Bang Pa-In โรงแรมแห่งใหม่ในเครือศาลาซึ่งตั้งตัวอยู่ในเขตชนบทสุดสโลว์ไลฟ์จึงกลายเป็นหมุดหมายแห่งใหม่ที่ตั้งใจออกแบบเรื่องราวของความร่วมสมัยให้อยู่ร่วมกับบริบทที่รายล้อมได้อย่างกลมกลืน หลังคาจั่วกระเบื้องลอนคู่ทรงป้าน บ้านไทยยกใต้ถุน หรือวิถีชีวิตชนบทริมแม่น้ำเจ้าพระยากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของศาลาบางปะอินที่รอให้นักเดินทางทั้งหลายเข้าไปเยี่ยมเยือน

โรงแรมร่วมสมัยที่เข้าอกเข้าใจบริบท

“พอเราไปดูไซต์ มันสวยและมีความพิเศษมาก เพราะขนาบทั้งสองข้างไปด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาที่แทบจะหาจากไหนไม่ได้แล้ว เราเลยอยากสร้างพื้นที่ที่ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสความเป็นแม่น้ำได้ดีที่สุด อีกอย่างหนึ่งที่เรารู้สึกประทับใจ คือบริบทของไซต์ที่อยู่ในพื้นที่ชนบท ไม่ใช่เขตเมือง และไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวอะไรทั้งนั้นเลย” ทวิตีย์-วัชราภัย เทพาคำ สถาปนิกจาก Department of ARCHITECTURE Co. เริ่มต้นเล่า

เพื่อให้แขกผู้มาเยือนได้สัมผัสกับบรรยากาศการอยู่ท่ามกลางชนบทในละแวกนั้นอย่างแท้จริง สถาปนิกออกแบบให้โรงแรมมีความเชื่อมโยงกับบริบทที่มีเสน่ห์อยู่เดิม เป็นส่วนหนึ่งและไม่แปลกแยก การจะออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีความร่วมสมัยมากๆ ให้กลมกลืนกับบริบทได้อย่างไร? นี่จึงเป็นโจทย์ที่ทีมสถาปนิกต้องรับบทแก้ปัญหา

“เราไปนั่งเรือดูบ้านริมน้ำรอบๆ คาแร็กเตอร์จะคล้ายกับบ้านทั่วๆ ไปของเมืองไทยในชนบท เราเลยคิดว่า เราอยากจะเอาคาแร็กเตอร์ของบ้านเหล่านั้นมาเป็นคาแร็กเตอร์ของเรา แต่ดีไซน์ความร่วมสมัยให้สอดผสานกัน เป็นการตีความบริบทของชนบทไทย ว่าหากจะมีความร่วมสมัย มันจะเป็นอย่างไรได้บ้าง?” คุณทวิตีย์ขยายความให้เราฟัง

ต้อนรับด้วย ‘First Impression’ ที่อ้างอิงความเป็นชนบท

ด้วยพื้นที่โรงแรมที่รายล้อมไปด้วยแม่น้ำ การสัญจรจึงต้องจอดรถที่ฝั่งตรงข้าม ก่อนจะเจอกับล๊อบบี้ซึ่งทำหน้าที่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยบรรยากาศอาคารแบบชนบท รายล้อมไปด้วยที่พักอาศัยของชาวบ้าน บ้านใกล้เรือนเคียง เมื่ออาคารอยู่ติดกับบ้านเรือน ก็ยิ่งต้องออกแบบให้กลมกลืนไปกับบริบท และไม่โดดเด่นเกินหน้าเกินตา

แต่ทำไมอาคารจึงถูกทาเป็นสีแดง? เชื่อว่านี่คือคำถามที่หลายคนสงสัยเช่นเดียวกับเรา ก่อนที่คุณทวิตีย์จะเล่าต่อว่า เพราะบ้านตรงนั้นต่างก็เป็นสีสันสดใส สีส้ม สีแดง สีเขียว สีฟ้าถูกนำมาทาบริเวณเปลือกอาคาร สร้างความสนุกสนาน จนกลายเป็นคาแร็กเตอร์ที่น่าสนใจของบ้านชนบทไทยในปัจจุบัน ซึ่งในมิติหนึ่งยังสร้างความโดดเด่น ในขณะที่เบลนเข้ากับบริบทได้อย่างลงตัว

เนื่องจากพื้นที่บริเวณนั้นต่ำและต้องเผชิญกับเหตุการณ์น้ำท่วมในทุกปี แต่ทางเจ้าของและดีไซน์เนอร์ต่างตัดสินใจไม่ถมที่ เพื่อไม่ให้ที่ดินของโรงแรมอยู่สูงกว่าและปล่อยน้ำไปสู่เพื่อนบ้านโดยรอบ ซึ่งสถาปนิกใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการออกแบบอาคารล๊อบบี้ให้เป็นบ้านไทย ยกใต้ถุนเพื่อเตรียมหนีน้ำ กลมกลืนกับคาแร็กเตอร์ของบ้านในละแวกนั้นไปพร้อมกัน

(การต้อนรับแขกบริเวณใต้ถุนบ้านไทย ยังสร้างประสบการณ์และอารมณ์บ้านๆ ในแบบไทยได้เป็นอย่างดี)
(ล๊อบบี้ ออกแบบเป็นเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวทั้งหมด รวมถึงปลั๊กไฟที่ติดตั้งบริเวณเพดานเพื่อเตรียมตัวรับเหตุการณ์น้ำท่วมในทุกปี)

หากต้องการจะไปสู่พื้นที่ห้องพัก หรือส่วนอื่นๆ ของโรงแรม แขกผู้เข้าพักจำเป็นต้องเดินผ่านสะพานโค้งที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ชมทิวทัศน์ของเวิ้งน้ำและชุมชนฝั่งตรงข้ามได้อย่างเป็นกันเอง ซึ่งสีของสะพานผู้ออกแบบยังตั้งใจทำเป็นสีแดงเพื่อให้กลมกลืนไปกับบริบท แต่ยังคงสร้างจุดเด่นได้อย่างสนใจ

เชื่อมโยงผู้คนผ่านเรื่องราวของแม่น้ำเจ้าพระยา

สถาปนิกพยายามเชื่อมโยงผู้คนเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาสองสายที่ไหลขนาบไปกับพื้นที่ ผ่านการออกแบบสเปซส่วนต่างๆ ภายในโครงการ

เมื่อข้ามสะพานโค้งสีแดงเราจะเจอกับ Arrival Terrace ทรงกลมพร้อมต้นจามจุรี 2 ต้นที่แผ่กิ่งก้านขนาดใหญ่ ต้อนรับแขกที่มาเยือนด้วยบรรยากาศร่มรื่น แสนสบายที่น่ามาทิ้งกายมองความเนิบช้าของเรือและแม่น้ำไหลเอื่อย

ต้นจามจุรีทั้ง 2 เป็นองค์ประกอบเดิมที่มีอยู่ภายในพื้นที่ ซึ่งทีมออกแบบและเจ้าของเองเห็นพ้องต้องกันในการเก็บต้นไม้ไว้ถึงแม้จะลำบากและเป็นข้อจำกัดในการออกแบบ ด้วยที่ดินที่เคยมีน้ำท่วมในอดีต ทำให้บริเวณโรงแรมต้องถมที่สูงขึ้นทั้งหมด ยกเว้นบริเวณต้นจามจุรีสองต้นที่ไม่สามารถถมทับรากได้ ทีมผู้ออกแบบจึงต้องมีการดีไซน์พื้นที่ดังกล่าวในลักษณะเล่นระดับเชื่อมโยงเข้าสู่ระดับหลักของพื้นที่โรงแรม กลายเป็นสเปซวงกลมที่แขกสามารถมานั่งชิลล์มองแม่น้ำ นั่งพักผ่อนกินลมชมธรรมชาติริมน้ำได้อย่างสบายตา

พื้นที่ Arrival Terrace ยังเชื่อมสู่ส่วนกลางอย่างสระว่ายน้ำของโรงแรมซึ่งขนานไปกับแม่น้ำ เพิ่มประสบการณ์การใช้งานพื้นที่ เพื่อให้แขกได้ใกล้ชิดกับความเป็นแม่น้ำได้มากที่สุด เช่นเดียวกันนั้น บริเวณห้องพักสถาปนิกยังออกแบบเลย์เอาท์ให้ทุกห้องสามารถดื่มด่ำกับวิวทิวทัศน์แม่น้ำได้อย่างเต็มที่ โดยมีรูปแบบห้องพักให้เลือกทั้งหมด 3 รูปแบบ นั่นคือ Deluxe วิลล่า และวิลล่า 3 ห้องนอน

ห้องพัก Deluxe ถูกวางผังให้อยู่ด้านหลังสระว่ายน้ำหันหน้าเข้าสู่วิวแม่น้ำเจ้าพระยา และด้วยความที่เป็นห้องที่มีขนาดเล็กที่สุด สถาปนิกจึงออกแบบหน้าต่างบานใหญ่ รวมถึงมีพื้นที่นั่งเล่น Bay Window เพื่อให้ผู้เข้าพักสามารถมานั่งพักผ่อน ทอดสายตามองบรรยากาศของเรือโดยสาร หรือวิถีชีวิตริมแม่น้ำได้อย่างสะดวกสบาย

ส่วนห้องพักวิลล่าจะมีความเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นมาเป็นพิเศษ ด้วยการออกแบบห้องพักเป็นหลังๆ ที่มีชานบ้านและสระว่ายน้ำส่วนตัวเชื่อมโยงสู่แม่น้ำ สเปซภายในดีไซน์ให้มีกระจกเต็มบานเพื่อให้ผู้เข้าพักมองเห็นแม่น้ำ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของบริบทที่ตั้งโครงการ

ความพิเศษของห้องพักวิลล่า ไม่เพียงแต่เปิดมุมมองสู่แม่น้ำเท่านั้น แต่บริเวณห้องนอนยังถูกออกแบบให้อยู่กั้นกลางระหว่างพื้นที่ธรรมชาติภายนอกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่ได้ทั้งความเป็นส่วนตัว และบรรยากาศธรรมชาติราวกับอยู่ในบ้านพักริมแม่น้ำส่วนตัว

วิลล่า 3 ห้องนอน คือ ห้องพักที่พิเศษและใหญ่ที่สุดของโรงแรม โดยสถาปนิกวางผังให้ตั้งอยู่ที่ปลายแหลมของไซต์ สามารถมองเห็นวิวอันสวยงามของเวิ้งน้ำทั้งสองฝั่งได้อย่างสุนทรีย์ ห้องนั่งเล่น และห้องนอนมาสเตอร์ ออกแบบโดยเน้นใช้กระจกทั้งสามด้าน เช่นเดียวกับการออกแบบห้องพักในรูปแบบอื่นๆ

ตีความ ‘ร่วมสมัย’ ในแบบฉบับโมเดิร์น

เมื่ออาคารส่วนอื่นๆ ของโรงแรมตีความบริบทไทย สู่การใช้หลังคาหน้าจั่วที่เราคุ้นชินกันไปหมดแล้ว ในส่วนร้านอาหารที่ต้องมีความพิเศษและโดดเด่นเป็นที่น่าจดจำ สถาปนิกยังคงใช้รูปทรงจั่ว เพียงแต่ตีความ ‘จั่ว’ นั้นให้มีความโมเดิร์นขึ้นด้วยการเปลี่ยนวัสดุไปใช้ ผืนผ้า ที่มีความโปร่งแสงแทนที่ จั่วสูงต่ำไล่ระดับไม่เท่ากัน จึงเป็นสเกลที่เปลี่ยนภาพลักษณ์จั่วในแบบเดิมๆ อีกทั้งสเกลของหลังคาที่สูงกว่าปกติยังช่วยถ่ายเทอากาศ ให้ร้านอาหารดูโปร่งโล่งได้มากขึ้นอีกด้วย

สถาปนิกออกแบบร้านอาหาร โดยแบ่งแมสอาคารออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งหันหน้าเข้าหาพื้นที่สีเขียวภายในโครงการซึ่งทำหน้าที่เป็นส่วนกลางที่แยกทางสัญจร ก่อนที่แขกจะเข้าสู่ห้องพักของตนเอง ส่วนแมสอาคารอีกหลังหนึ่งหันหน้าเข้าสู่แม่น้ำ ซึ่งมีการออกแบบพื้นที่เอาท์ดอร์สำหรับนั่งกินลมชมวิวริมน้ำในยามเย็น รายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ที่รอวันเติบโต แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาภายในพื้นที่

งานผนังที่ใช้กั้นสเปซภายในร้านอาหาร สถาปนิกยังออกแบบ Architectural Wall จากอิฐที่ทำขึ้นด้วยเทคนิคพิเศษ ทำให้ชั้นวางอิฐเหล่านั้น ราวกับลอยอยู่และยึดติดด้วยโครงสร้างบางๆ สอดแทรกด้วยโหลปลากัด ที่เติมชีวิตชีวาและสีสันให้กับพื้นที่ สะท้อนกิจกรรมและวัฒนธรรมแสนสนุกสนานของชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง

(ภาพ Mater Plan โครงการ)
(Internal Courtyard ทำหน้าที่เป็นสวนส่วนกลางที่แยกทางสัญจร เข้าสู่ห้องพักในแต่ละส่วนของโรงแรม)
(Architectural Wall ที่สอดแทรกด้วยโหลปลากัด สะท้อนวัฒนธรรมของชาวบ้านในบริเวณใกล้เคียง)

วัสดุธรรมดาที่เสริมคุณค่าจนกลายเป็นความพิเศษ

“การออกแบบภายในโรงแรม เราเลือกใช้วัสดุพื้นๆ มากเลย เป็นอาคารก่ออิฐฉาบปูน หลังคากระเบื้องลอนธรรมดา เราพยายามใช้วัสดุที่มองเห็น และหาง่ายทั่วๆ ไป แต่มาชาเลนจ์ตัวเองว่า วัสดุพวกนี้เราจะทำอย่างไรให้มันดูไม่ธรรมดาได้บ้าง?”

อาคารหลังคาจั่วธรรมดาที่กลมกลืนไปกับบริบทโดยรอบที่เราเห็น จึงซุกซ่อนดีเทล หรือรายละเอียดของงานร่วมสมัยเข้าไปได้อย่างกลมกล่อม กระจกบานใหญ่ผสมผสานกรอบบานไม้ สร้างความรู้สึกรีแล็กซ์ และดูนุ่มนวลมากขึ้น ส่วนบริเวณฟาซาดของอาคาร สถาปนิกออกแบบคิ้วไม้ที่แรนดอมจังหวะแตกต่างไม่เท่ากัน ทำให้อาคารก่ออิฐฉาบปูนธรรมดาดูมีมิติและลูกเล่นได้มากกว่าที่เป็น

ภายในห้องพัก เพิ่มความสบายและน่าพักผ่อน ด้วยการใช้ไม้สีอ่อนเป็นหลัก ผสานกับสีขาวอมครีม แทรกด้วยการใช้ผ้า เพื่อให้บรรยากาศภาพรวมของห้องดูนุ่มนวลและเบาบางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งคุณทวิตีย์ยังเล่าเสริมด้วยว่าในส่วนของงานเฟอร์นิเจอร์ ทีมสถาปนิกออกแบบขึ้นเองเกือบทั้งหมด โดยเน้นการใช้ไม้ หรือหวายเทียม สะท้อนถึงความเป็นชนบทท้องถิ่นของไทย

(หวายเทียมออกแบบเพิ่มกิมมิค โดยได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงเครื่องจับปลาหรือเครื่องจักสานของไทย)

อีกหนึ่งวัสดุที่แน่นอนว่าขาดไม่ได้ หากเราพูดถึงจังหวัดอยุธยา นั่นคือ ‘อิฐ’ ซึ่งเป็นคาแร็กเตอร์ของโบราณสถานที่ผู้คนจดจำ โดยสถาปนิกหยิบมาใช้แต่ลดทอนให้เกิดความร่วมสมัยหรือนุ่มลงด้วยการใช้สีขาว และเลือกใช้ผนังอิฐในส่วนที่มีช่องเปิด เพื่อให้เกิดมิติของแสงเงา เล่นแสงธรรมชาติได้อย่างสวยงาม

“โรงแรม หรือรีสอร์ทเป็นสถานที่ที่ผู้คนย้ายไปอยู่ชั่วคราว เขาต้องการไปสัมผัสอะไรที่อยู่ ณ ตรงนั้น เราต้องตีความให้ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร และจะออกแบบให้สอดรับกับผู้คนอย่างไร? ซึ่งสิ่งที่เราชอบที่สุดสำหรับศาลาบางปะอิน คือ การสร้างสเปซให้คนสัมผัสกับธรรมชาติ แม่น้ำ หรือบริบทของพื้นที่นั้นได้จริงๆ”

ไม่ใช่สถาปัตยกรรม หรือบริบทเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ก่อตัวขึ้นร่วมไปกับการเข้าอกเข้าใจชุมชนรอบข้าง ยังเติมเต็มบรรยากาศการพักผ่อนในแบบที่หาที่ไหนไม่ได้ อีกทั้งยังรักษาสเน่ห์ วัฒนธรรมของความเป็นท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

Project Information :
Location:
Ayutthaya, Thailand
Land Plot:
4.8 rai
Total Built Floor Area: 4,000 sq.m.

Architects ,Interior & Landscape : Department of ARCHITECTURE Co., Ltd.
Principals in Charge: Twitee  Vajrabhaya , Amata Luphaiboon
Design Team: Jirapatr Jirasukprasert , Worrawit Leangweeradech ,Tanapat Phanlert ,Ramida Sakulteera ,Kwanchanok Pornchaipisut ,Fahlada Roonnaphai
Fabric and Accessory Designer:  Gasinee Chieu
Lighting Designer: Accent Studio x FOS Lighting Studio Co., Ltd.
Structural Engineer: POST Co., Ltd.
M&E Engineer: MITR Technical Consultant Co., Ltd
Soil Engineer: Suttisak Soralump, Ph.D.
Construction Management: P.H.2000 Consultant Engineer Co., Ltd.
General Contractor: S45 Engineering Co., Ltd , Double Click Construction Co.,Ltd
M&E contractor: SKT Engineering Co.,Ltd
Interior Contractor: New Muangthong Furniture (1993) Co., Ltd.

Photographer: W Workspace

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

The Real Memoirs of a Geisha มนต์เสน่ห์เรือนเกอิชาที่เติมแต่งเสน่ห์ยุคใหม่

The Real Memoirs of a Geisha
มนต์เสน่ห์เรือนเกอิชาที่เติมแต่งเสน่ห์ยุคใหม่

ใครที่หลงเสน่ห์ญี่ปุ่นน่าจะรู้จักกับเกอิชา (芸者 – Geisha) นางบำเรอศิลป์แห่งแดนอาทิตย์อุทัยกันเป็นอย่างดี แล้วผมก็เชื่อว่าหลายคนในที่นี่น่าจะเคยดูหนังฟอร์มยักษ์ในตำนานอย่าง The Memoirs of a Geisha ที่ออกฉายในปี ค.ศ. 2005 มาแล้ว หนังที่มีเสน่ห์เรื่องนี้ถ่ายทอดเรื่องราวของเกอิชาได้อย่างน่าหลงใหลซึ่งบทภาพยนตร์นั้นหยิบมาจากนวนิยายชื่อดังในชื่อเดียวกันนี้ที่แต่งขึ้นในปี ค.ศ. 1997 โดยนักเขียนชาวอเมริกัน Arthur Golden นั่นเอง แต่ละฉากที่ถ่ายทอดออกมาบนแผ่นฟิล์มนั้นทำให้เราได้สัมผัสถึงวิถีชีวิตของเกอิชาอย่างลุ่มลึก นั่นทำให้ใครหลายคนในยุคนี้หวนกลับมาหลงในเสน่ห์ของนางบำเรอศิลป์นี้กันอีกครั้ง และนั่นก็อาจทำให้อีกหลายคนเกิดแรงบันดาลใจอยากจะลองมาสัมผัสกลิ่นอายความทรงจำของเกอิชาบนโลกแห่งความเป็นจริงดูบ้างสักครั้งในชีวิต

บ้านเก่าสองชั้นสไตล์ญี่ปุ่นราวยุค 50 หลังนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอยเงียบสงบท่ามกลางกรุงโตเกียวหนึ่งในเมืองที่ขึ้นชื่อว่ามีวิถีชีวิตวุ่นวายมากที่สุดในโลก หากใครไม่รู้จักบ้านหลังนี้มาก่อนอาจมองว่านี่คือบ้านญี่ปุ่นธรรมดาหลังหนึ่งแล้วก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับบ้านละแวกข้างๆ หรือพิเศษกว่าบ้านหลังอื่นๆ เลยสักนิด แต่ถ้าหากใครที่ชื่นชอบงานสถาปัตยกรรมหรือติดตามข่าวสารแวดวงดีไซน์มาก่อน ตลอดจนเป็นสายท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความฮิปแล้วล่ะก็ จะรู้ทันทีว่าบ้านที่ดูเหมือนธรรมดาหลังนี้ก็คือ TRUNK (HOUSE) ที่พักแสนหรูหราที่ใครทั่วโลกต่างก็หมายตาอยากลองมาเยือนสักครั้งนั่นเอง

เทรนด์โรงแรมขนาดเล็ก (มาก) ที่กำลังมา

ก่อนหน้านี้หลายคนอาจจะคุ้นชื่อกับ TRUNK (HOTEL) โรงแรมสุดฮิปแห่งย่านชิบูย่าที่ดังไปทั่วโลกมาแล้ว และเมื่อเห็นชื่อ TRUNK (HOUSE) ที่คล้ายกันนี้ก็คงไม่ต้องแปลกใจเพราะนี่คือที่พักแห่งที่สองในเครือเดียวกันที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย TRUNK Atelier บริษัทสถาปนิกอินเฮาส์ของแบรนด์ TRUNK นั่นเอง ในส่วนของ TRUNK (HOTEL) นั้นเป็นที่พักสไตล์ Private Boutique Hotel สุดฮิปที่มีห้องพักแค่ 15 ห้องเท่านั้น โรงแรมสุดเก๋แห่งนี้เปิดบริการไปเมื่อปี ค.ศ.2017 แล้วก็ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาดจนทำให้เกิดโปรเจกต์ที่สองอย่าง TRUNK (HOUSE) ขึ้นนั่นเองซึ่งคอนเซ็ปต์ของที่พักแหล่งใหม่นี้แตกต่างไปจากเดิมเพราะมันมาในรูปแบบ Micro-Hotel ที่มีลักษณะเป็น Private House โรงแรมส่วนตัวขนาดเล็กมากๆ ที่เช่าคราวเดียวแบบเหมาทั้งหลังแล้วก็มาพร้อมบริการระดับ Full Service เหมือนโรงแรมหรู โดยบ้านหลังนี้เพิ่งจะเปิดบริการเมื่อปี ค.ศ.2019 ที่ผ่านมานี้เอง

เสน่ห์ซ่อนใน – อาจเป็นนิยามที่บ่งบอกถึง TRUNK (HOUSE) ได้ดีที่สุด เพราะภายนอกที่ดูแสนธรรมดานั้นภายในกลับซ่อนไว้ด้วยงานดีไซน์สุดแสนละเมียดที่ผสมผสานกลิ่นอายญี่ปุ่นให้เข้ากับความโมเดิร์นแบบตะวันตกอย่างมีเสน่ห์เฉพาะตัว สำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบและตกแต่งภายในทั้งหมดนั้นมาจากเรื่องราวโดยรอบบริเวณบ้านหลังนี้ไปจนถึงย่านละแวกนี้ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั่นเอง ทุกอย่างถูกนำมาเป็นวัตถุดิบตลอดจนแนวคิดในการออกแบบโดยถูกนำมาตีความให้กลายเป็นคอนเซ็ปต์ Tokyo Design ที่ง่ายแสนง่ายแต่ทว่าสะท้อนการใส่ใจรายละเอียดที่ลุ่มลึก โดยเสน่ห์แบบโตเกียวในแบบฉบับ TRUNK (HOUSE) นั้นก็คือการสร้างสรรค์ดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว กลิ่นอายญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมถูกนำมารื้อฟื้นคืนชีวิตเพื่อผสมผสานกับกลิ่นอายญี่ปุ่นสมัยใหม่ นั่นเป็นการสะท้อนอัตลักษณ์พลวัตรเมืองโตเกียวได้เป็นอย่างดีซึ่งที่นี่เต็มไปด้วยสิ่งเก่าที่ผสานสิ่งใหม่อย่างกลมกลืนลงตัวทีเดียว

เสน่ห์เรือนอิสตรี – สานต่อตำนานที่น่าหลงใหล

อันที่จริงแล้วความน่าสนใจของ TRUNK (HOUSE) นั้นเริ่มต้นตั้งแต่เรื่องราวของสถานที่และย่านโดยรอบ เพราะบ้านสไตล์เรโทรอายุกว่า 70 ปีที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นกับสถาปัตยกรรมตะวันตกหลังนี้ก็คืออดีตบ้านของเกอิชาที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงๆ แล้วย่านที่บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ก็คือ ย่านคากุระซากะ (神楽坂 – Kagurazaka) ซึ่งที่นี่เป็นแหล่งบันเทิงเก่าแก่ขึ้นชื่อของโตเกียวในยุคเอโดะที่ได้รับฉายาว่า Little Kyoto แล้วก็แน่นอนว่าที่นี่คือแหล่งของเกอิชาในแบบฉบับเมืองหลวงยุคใหม่นั่นเอง

ในญี่ปุ่นมีศัพท์เฉพาะที่เรียกย่านเกอิชาว่า “ฮานะมาฉิ (花街-Hanamachi) หรือแปลความได้ว่า “ย่านแห่งดอกไม้” ที่สื่อถึงย่านแหล่งรวมสตรีที่งดงามราวบุปผา ย่านแห่งความรื่นเริงนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศแต่ในทุกวันนี้หลายแห่งก็ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ภายในฮานะมาฉิเองก็จะมีเรือนอิสตรีที่เรียกกันว่า “โอกิยะ (置屋-Okiya) ซึ่งเป็นบ้านของเกอิชาตั้งอยู่ในละแวกนั้นด้วย ซึ่งบ้านนี้ก็จะเป็นที่อาศัยไปจนถึงที่ฝึกตนของบรรดาเกอิชาตลอดจนไมโกะที่อยู่ในสังกัดของมาม่าซังแต่ละคน

ในฮานะมาฉิเองก็จะมีโอกิยะอยู่หลายหลังตามแต่ความคึกคักของย่านและขึ้นอยู่กับจำนวน “โอะชายะ (お茶屋-Ochaya)” หรือเรือนชาที่เป็นแหล่งเอ็นเตอร์เทนของเหล่าเกอิชาด้วยนั่นเอง หากใครได้ดูภาพยนตร์ The Memoirs of a Geisha มาแล้วก็จะพอเห็นภาพว่าวัฒนธรรมบันเทิงตลอดจนวิถีบำเรอศิลป์ของเกอิชานั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร แล้วก็แน่นอนว่าบ้านของเกอิชาแต่ละหลังต่างเต็มไปด้วยเรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่มากมายเช่นกัน

ตามธรรมเนียมดั้งเดิมแล้วเกอิชาจะไม่ทำงานข้ามเขตย่านฮานะมาฉิระหว่างกัน ใครประจำอยู่ย่านไหนก็มักจะอาศัยและทำงานอยู่ในละแวกนั้นโดยตลอด และนั่นทำให้ฮานมาฉิต่างๆ ต่างก็มีเอกลักษณ์แตกต่างกันไป รวมถึงเสน่ห์ของแต่ละโอกิยะเองด้วยที่แต่ละหลังต่างก็มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจแตกต่างกัน สำหรับ TRUNK (HOUSE) เองที่เป็นโอกิยะของเกอิชาในอดีตก็มีเรื่องราวเฉพาะตนที่ไม่เหมือนที่ไหน ถึงแม้ว่าไม่ปรากฏข้อมูลชัดเจนว่าเจ้าของเรือนนี้ที่แท้จริงคือใครและความโด่งดังของเกอิชาที่นี่อยู่ในระดับไหน แต่นั่นล่ะบางครั้งความลับมักทำให้หลายอย่างมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นอีกเป็นกอง

ถึงแม้ว่ากลิ่นอายในอดีตจะค่อยๆ จางหายไปในยุคนี้ แต่เรื่องราวและความทรงจำก็ยังคงถูกบันทึกไว้อย่างเข้มข้นและเล่าขานสืบต่อกันมาได้จนถึงปัจจุบัน นั่นเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สถาปนิกและนักออกแบบตกแต่งภายในทำงานร่วมกันอย่างพิถีพิถันเพื่อที่จะนำเรื่องราวอันทรงคุณค่ามาเล่าต่อให้แขกของบ้านหลังนี้ได้สัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเรื่องราวทุกอย่างกลายเป็นวัตถุดิบชั้นดีที่สร้างคุณค่าใหม่ให้กับบ้านที่ถูกชุบชีวิตใหม่นี้เช่นกัน สำหรับรายละเอียดต่างๆ นั้นถูกดีไซน์บนพื้นฐานที่สามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของเรื่องราวอันทรงคุณค่านี้ออกมาให้ได้มากที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องถ่ายทอดอัตลักษณ์ที่แสนประณีตในแบบฉบับ TRUNK ออกมาให้เด่นชัดไปพร้อมกันด้วย

เก่าผสานใหม่ – ปลุกชีวิตคุณค่าดั้งแล้วเติมแต่งเสน่ห์ยุคใหม่

อย่าง ห้องชา (Tea Room) ในแบบดั้งเดิมถูกนำมาใส่ไว้เป็นหนึ่งในฟังก์ชั่นที่แสนมีเสน่ห์ของบ้านหลังนี้ พื้นที่รับแขกนี้เป็นสไตล์แบบนั่งพื้นที่ล้อมรอบหลุมเตาถ่านแบบโบราณที่เรียกกันว่า “อิโรริ (囲炉裏 – Irori)” ซึ่งบ้านในแบบวิถีปัจจุบันนั้นแทบจะไม่ค่อยมีฟังก์ชั่นของพื้นที่นี้กันแล้ว แต่ที่ TRUNK (HOUSE) กลับนำมาผสมผสานลงไปบนห้องเสื่อตาตามิแบบสไตล์ญี่ปุ่น ขณะเดียวกันอีกมุมนั่งเล่นภายในบ้านก็ตกแต่งในสไตล์ Modern Vintage ที่เป็นกลิ่นอายญี่ปุ่นผสมตะวันตกที่มีเสน่ห์ไม่แพ้กัน มุมนี้โดดเด่นด้วยการปูพื้นไม้สีธรรมชาติและมีพระเอกของโซนเป็นโซฟาหนังสีน้ำตาลแสนคลาสสิกของแบรนด์ Stephen Kenn อันโด่งดัง แต่เสน่ห์ที่แทรกตัวอยู่ในทั้งสองห้องเหมือนกันนั้นก็คือความโดดเด่นของดีไซน์หน้าต่างแบบสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นดั้งเดิมที่เรียกว่า “โชจิ (障子 – Shoji)” ซึ่งเป็นหน้าต่างกึ่งระเบียงแบบโครงระแนงไม้สูงเรียงต่อกันอย่างมีเอกลักษณ์

ห้องชา (Tea Room) ในแบบดั้งเดิม

อีกจุดเด่นที่ถือเป็นไฮไลท์ของบ้านหลังนี้เห็นจะเป็นห้องนอนสไตล์ Modern Contemporary แบบฉบับญี่ปุ่นที่ยังคงเอกลักษณ์การปูฟูกนอนบนพื้นแบบดั้งเดิมไว้ แต่ผสมผสานกับการยกพื้นต่างระดับที่ไม่สูงนักเพื่อประยุกต์ให้เป็นเตียงตามสไตล์ตะวันตกไปในตัว พื้นที่เปิดโล่งทำให้ห้องนอนนี้มีการวางผังที่โดดเด่นและมีดีไซน์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ

การผสมผสานของเสน่ห์แบบฉบับเก่ากับเสน่ห์แบบฉบับใหม่อีกจุดที่น่าสนใจก็คือโซนห้องอาหารด้านล่างที่เป็นการผสมผสานครัวสไตล์ Japanese-French Kitchen ที่มีเครื่องครัวและอุปกรณ์ตามแบบตะวันตกผสมผสานอุปกรณ์ตะวันออก บริเวณครัวนี้ยังมีจุดเด่นอีกอย่างอยู่ตรงโต๊ะทานอาหารตัวยาวที่สามารถมองเห็นวิวของสวนญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมภายนอกได้ด้วย เป็นการสร้างเสน่ห์ของบรรยากาศตามแบบฉบับญี่ปุ่นที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

ห้องนอนสไตล์ Modern Contemporary แบบฉบับญี่ปุ่น

นอกจากนี้ถ้าอยากเปลี่ยนบรรยากาศจากความชิลล์สู่ความชิคก็ทำได้ไม่ยากเพราะแค่เพียงก้าวไปไม่กี่ก้าวโดยไม่ต้องออกจากบ้านก็จะเปลี่ยนโหมดสู่ดิสโก้บาร์สีเจ็บทันทีซึ่งบาร์ส่วนตัวนี้ดูจะเป็นห้องลับที่เสมือนพื้นที่ลับซ่อนอยู่ในบ้าน แล้วก็ช่างเป็นอะไรที่แตกต่างจากบรรยากาศทั่วทั้งหลังโดยสิ้นเชิงแบบแทบไม่น่าเชื่อว่าจะมีบาร์สุดเจ๋งแหวกแนวซ่อนอยู่ภายในบ้านสุดเนี้ยบหลังนี้ด้วย

บาร์ส่วนตัวที่เสมือนเป็นพื้นที่ลับซ่อนอยู่ในบ้าน

มาถึงอีกหนึ่งพระเอกของบ้านหลังนี้ที่ใครๆ ต่างก็ยกย่องเรื่องการออกแบบได้อย่างมีเสน่ห์ที่ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือห้องอาบน้ำที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก “เซ็นโตะ (銭湯 – Sento)” ห้องอาบน้ำสาธารณะตามแบบฉบับญี่ปุ่นนั่นเอง จุดเด่นของห้องนี้อยู่ที่บ่ออาบน้ำส่วนตัวที่ทำจากไม้สนไซปรัสพร้อมช่องน้ำไหลตามสไตล์บ่อแช่น้ำร้อนแบบโบราณ แล้วเสริมเสน่ห์ด้วยอุปกรณ์อื่นๆ สำหรับการอาบน้ำตามแบบดั้งเดิมที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

จุดเด่นของห้องนี้ยังไม่หมดแค่นั้น เพราะพระเอกดึงดูดสายตาที่แท้จริงก็คือลายกราฟฟิกบนกระเบื้องฝาผนังที่สร้างสรรค์ขึ้นใหม่โดยเฉพาะจากแรงบันดาลใจภาพวาดสไตล์ “ชุนกะ (春画 – Shunga)” ที่เป็นศิลปะแนว Erotic Art อันเป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์ขึ้นชื่อของศิลปะญี่ปุ่นแบบโบราณดั้งเดิม ซึ่งศิลปะชิ้นนี้สามารถเป็นตัวแทนถ่ายทอดเรื่องราวที่สะท้อนจิตวิญญาณของบ้านหลังนี้ได้อย่างมีเสน่ห์ทีเดียว

ห้องอาบน้ำที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก “เซ็นโตะ (銭湯 – Sento)”

บันทึกและระลึก – ภาคภูมิกับเรื่องราวอดีต พร้อมบันทึกความทรงจำหน้าใหม่

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการออกแบบตกแต่งภายใน TRUNK (HOUSE) หลังนี้ก็คือ Tripster บริษัทออกแบบตกแต่งภายในท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงนั่นเอง (ซึ่งเคยฝากผลงานออกแบบไว้ที่กรุงเทพฯ ด้วยอย่างร้าน Aksorn และ Siwilai Sound Club ในย่านเจริญกรุง) นอกจากเรื่องของการตกแต่งบ้านแล้วที่นี่ก็ยังใส่ใจรายละเอียดงานดีไซน์ของงานบริการอีกด้วย อย่างที่บอกไปว่าใครที่มาพักบ้านหลังนี้แพ็คเก็จจะมาพร้อมบริการหรูแบบ Full Service ที่มีบัตเลอร์ส่วนตัวคอยดูแลตลอดเวลาซึ่งผู้ช่วยส่วนตัวนี้มาพร้อมเครื่องแบบแนว Avant-Garde (อาวองการ์ด) ที่ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ญี่ปุ่นชื่อดังอย่าง Yohiji Yamamoto อีกด้วย ตลอดจนมี Private Chef ส่วนตัวอย่าง Masashi Okamoto แห่ง TRUNK (HOTEL) ที่มีชื่อเสียงมาคอยดูแลความอร่อยให้เป็นพิเศษพร้อมเสิร์ฟตำรับอาหารญี่ปุ่นในแบบฉบับที่คุณไม่เคยทานที่ไหนแน่นอน

ปัจจุบันวัฒนธรรมเกอิชาลดหายลงไปมากตามยุคตามสมัย แต่แหล่งที่วัฒนธรรมนี้ยังโดดเด่นและแข็งแรงอยู่ก็คงต้องยกให้กับย่านกิอง (祇園 – Gion) ในเกียวโต ที่ยังคงอนุรักษ์เสน่ห์ดั้งเดิมไว้ได้เด่นชัดที่สุด สำหรับในโตเกียวยุคปัจจุบันเองก็ยังคงพอมีย่านฮานะมาฉิหลงเหลืออยู่บ้างที่ผสานไปกับเมืองใหญ่อย่างกลมกลืน นอกจากย่านคากุระซากะแล้วก็ยังมีย่าน โยชิโฉว (よし鳥-Yoshicho), ชินบาชิ (新橋-Shinbashi), ฮัทฉิโอจิ (八王子市-Hachioji), มุโกะจิมา (向島-Mukojima) แล้วก็ย่าน อซากุซะ (浅草-Asakusa) ที่หลายคนรู้จักกันดีนั่นเอง

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนผู้คนยังคงโหยหาความบันเทิงเริงใจที่จะทำให้ผ่อนคลายและสร้างความสุขอยู่เสมอ เพียงแต่จะเป็นรูปแบบไหนก็เท่านั้นเอง เกอิชาก็เช่นกันตำนานนี้ยังคงมีมนต์เสน่ห์อยู่แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาล เช่นเดียวกับเสน่ห์ในภาพยนตร์ The Memoirs of a Geisha ที่นาจะเป็นอีกหนึ่งรูปแบบในการเสพอรรถรสของเกอิชาในยุคใหม่ที่ทำให้ใครหลายคนหลงใหลเกอิชาไม่แพ้การไปรับบริการความบันเทิงจากเรือนชาในแบบอดีต

หนังคุณภาพอย่าง The Memoirs of a Geisha เคยคว้ารางวัลจากเวทีต่างๆ มากมาย รวมถึงรางวัลออสการ์ (Academy Awards) จากหมวด Best Art Direction (กำกับศิลป์ยอดเยี่ยม), Best Cinematography (กำกับภาพยอดเยี่ยม), และ Best Costume Design (ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม) ที่บ่งบอกการถ่ายทอดความงามในเชิงศิลป์ได้ลุ่มลึกและมีเสน่ห์ สำหรับ TRUNK (HOUSE) เองก็โดดเด่นไม่แพ้กันด้วยการคว้ารางวัลมาได้จากมากมายหลายเวที อาทิ Best Urban Hotels 2019 ที่มอบให้โดยนิตยสาร Wallpaper*, หรือจะเป็นรางวัล Great Design Award 2020 ที่มอบโดยสื่อด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบชื่อดังอีกแห่งอย่าง Architectural Digest, แล้วก็รวมถึงรางวัลแถวหน้าในสายการท่องเที่ยวที่ดังระดับโลกอย่าง Hot List 2020 จาก Condé Nast Traveler ซึ่งยกย่องให้ที่นี่เป็นหนึ่งในที่พักใหม่ที่มาแรงประจำปี สิ่งเหล่านี้เองการันตีได้ถึงฝีมือการออกแบบแสนประณีตในสไตล์เฉพาะตัวอันโดดเด่นแล้วก็มาพร้อมคุณภาพที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ภาพยนตร์ในตำนานเช่นกัน ที่สำคัญทั้งสองสามารถถ่ายทอดเสน่ห์ของเกอิชาได้น่าหลงใหลไม่แพ้กันเลยทีเดียว

Writer

Gahn Hotel กับการออกแบบสถาปัตยกรรมที่แฝงไปด้วย Sense of place ของวัฒนธรรมเลือดผสม “บาบ๋า-ย่าหย๋า”

Location : Takuapa, Phang nga
Area : 1,080 Sq.m.
Architect : Studio Locomotive
Owner : ครอบครัวอนุศาสนนันท์
Photographer : Beersingnoi ArchPhoto

โรงแรมกาล” หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ทีมสถาปนิกจาก Studio Locomotive ได้ตั้งใจออกแบบความรู้สึกต่อ Place หรือ Sense of place ของวัฒนธรรม “บาบ๋า ย่าหย๋า” ให้สะท้อนอยู่บนการใช้งาน ด้วยความเชื่อในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพื้นที่

Continue reading “Gahn Hotel กับการออกแบบสถาปัตยกรรมที่แฝงไปด้วย Sense of place ของวัฒนธรรมเลือดผสม “บาบ๋า-ย่าหย๋า””

Multi-Purpose Hall of Shaoxing Hotel เมื่อความงามในแบบฉบับธรรมชาติ ส่งผ่านสู่สถาปัตยกรรมจีน

 “ใส่ลักษณะธรรมชาติในองค์ประกอบอาคาร”

Continue reading “Multi-Purpose Hall of Shaoxing Hotel เมื่อความงามในแบบฉบับธรรมชาติ ส่งผ่านสู่สถาปัตยกรรมจีน”

อยู่อย่างมินิมอลกับ MUJI Hotel Zhenjen โรงแรมแห่งแรกจากมูจิ

MUJI Hotel โรงแรมเรียบง่ายในรูปแบบของมูจิ ที่เต็มไปด้วยคุณภาพในการพักผ่อน โรงแรมนี้นับเป็นอีกก้าวหนึ่งที่สำคัญของมูจิ ที่เชิญชวนให้แขกผู้เข้าพัก และผู้ที่รักในผลิตภัณฑ์ของมูจิ ได้ทดลองใช้เวลาทั้งคืนกับของใช้ที่ส่งตรงจากทางช็อป นำมาใช้กับห้องพักและส่วนอื่นของโรงแรม โดยอิงตามหลักปรัชญาของมูจิที่ว่า “try before you buy”

Continue reading “อยู่อย่างมินิมอลกับ MUJI Hotel Zhenjen โรงแรมแห่งแรกจากมูจิ”

DNA Resort and spa : Khao yai

DNA Resort And Spa รีสอร์ทซึ่งมีแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ประหยัดพลังงาน ด้วยรูปทรงและวัสดุที่เลือกใช้ ผนังโฟมชนิดพิเศษที่หล่อขึ้นมาโดยเฉพาะ เป็นฉนวนกันความร้อนได้เป็นอย่างดี อีกทั้งรูปทรงกลมและผนังที่มีการลาดเอียดไม่ตั้งฉากกับพื้นโลก ช่วยให้แสงแดดนั้นมาสัมผัสน้อยลงและลดความร้อนที่จะเข้าไปภายในอาคารได้ การยกพื้นและเชื่อมต่อส่วนต่างๆด้วยทางเดิน เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้การระบายอากาศภายในเป็นไปยังสมบูรณ์ ห้องพักพักสบายตาม สะอาด และมีสระว่ายน้ำขนาดใหญ่รองรับกิจกรรมต่างๆได้ดี อีกทั้งที่นี่ยังมีห้องประชุมขนาดใหญ่ หอดูดาว และลานกิจกรรมต่างๆ มาเข้าใหญ่คราวต่อไป แวะมาพักที่นี่ไม่เสียใจแน่นอน www.dnakhaoyai.com

_MG_9005 _MG_9028 _MG_9011 _MG_8984 _MG_8979 _MG_8930 _MG_8941 _MG_8950 _MG_8961 _MG_8973 _MG_8918 _MG_8906