Found Wedding Venue สถาปัตยกรรมเพื่องานแต่งงานที่ตีความผ่านวัสดุแบบ Authentic Fake

Found Wedding Venue
สถาปัตยกรรมเพื่องานแต่งงานที่ตีความผ่านวัสดุแบบ Authentic Fake

สามปีก่อน AUBE สถานที่จัดแต่งงานแห่งหนึ่งในย่านราชพฤกษ์ที่ออกแบบโดย PHTAA Living Design เผยโฉมหน้าให้สาธารณะได้เห็น ซึ่งเรียกกลาย ๆ ได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรม Wedding Venue รูปแบบใหม่ที่ผู้คนต่างให้ความสนใจตั้งแต่เจ้าบ่าว เจ้าสาวที่วางแผนจะแต่งงาน นักจัดอีเวนท์รูปแบบต่าง ๆ หรือกระทั่งคนทั่วไปที่ผ่านไปมา ด้วยเหตุนั้น PHTAA จึงได้รับโอกาสในการออกแบบ Wedding Venue อีกครั้งในชื่อโครงการ Found บนถนนนวลจันทร์ ในย่านบึงกุ่ม ที่ยังคงความเรียบในโทนสีขาวเพื่อขับเน้นองค์ประกอบในงานแต่งงาน ผ่านการนำเรื่องราวของโลคอลแมททีเรียลมาตีความใหม่ในแบบของ  PHTAA ได้อย่างน่าสนใจเช่นเคย

Local Material สร้างภาษาใหม่ในงานสถาปัตยกรรม

เพื่อให้ Wedding Venue โครงการใหม่มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนในตัวเอง และแตกต่างจากอีกโครงการหนึ่งมากที่สุด ดีไซน์เนอร์จึงต้องมองหาภาษาใหม่ของงานสถาปัตยกรรม โดยเริ่มต้นจากสำรวจโลคอลแมททีเรียลจนไปเจอกับร้านขายวัสดุและเฟอร์นิเจอร์นนทศิลป์ ซึ่งเป็นร้านบัวปูนปั้นเก่าแก่ที่เคยเป็นที่นิยมอย่างมากในยุคหนึ่ง

“ในอดีต บัวปูนปั้นเคยถูกใช้งานเยอะมาก เหมือนที่เราคุ้นกันตามบ้านในละคร แต่พอวันหนึ่งเทรนโมเดิร์นดีไซน์เริ่มมา ของพวกนี้ก็เลยค้างสต็อกเยอะมาก ซึ่งจริง ๆ ของเหล่านี้เรียกได้ว่ามันคือการ Fake อย่างหนึ่ง เพราะถ้าเราดูที่ยุโรปต้นกำเนิดขององค์ประกอบเหล่านี้ มันจะมีขนาดใหญ่มาก แต่พอจะดีไซน์บ้านในสไตล์คลาสสิก เราเลยต้องทอนสเกลลง ทำให้มันเป็นสเกลที่ผิดแปลกไปจากของดั้งเดิม ซึ่งเราว่า Fake นี่แหละที่น่าสนใจ เพราะวิธีการแสดงบัวที่เขาใช้ แค่เห็นเขาตั้งไว้เป็นแถว วางกองเรียงกัน หรือการเอาหัวเสามาเรียง มันก็สวยแล้ว เหมือนงาน Installation Art เลย ปกติเสามันจะเป็นเรียบ ๆ แต่พอนำหัวเสามาเรียงซ้อนกันเยอะ ๆ เพื่อดิสเพลย์ขายของ มันกลับเป็นวิธีการที่น่าสนใจที่เราจะนำมาใช้ต่อยอด เพราะบางครั้งเราก็เอาความรู้จากความเป็นโลคอล หรือช่างในพื้นที่เข้ามาผสมเพื่อทำให้งานมันดูมิติมากขึ้น”  วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง PHTAA Living Design เล่า

หลังจากได้แนวคิดตั้งต้น จึงเกิดเป็นคอนเซ็ปต์ที่ดีไซน์เนอร์นิยามว่า ‘Authentic Fake’ หรือก็คือการนำเรื่องราวของวัสดุดังกล่าวมาตีความและเรียงร้อยด้วยวิธีการใหม่ เพื่อคืนชีวิตให้ของที่เคยหมดคุณค่ากลายเป็นสิ่งที่น่าสนใจในแบบของตัวเองอีกครั้ง

Authentic Fake คืนชีวิตใหม่ให้ของเก่า

หลังจากเข้าไปที่ร้านนนทศิลป์ ทีมดีไซน์เนอร์ก็ได้คัดเลือกหัวเสารูปแบบต่าง ๆ จากที่ร้าน ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 19-20 แบบ ก่อนจะหยิบมาใช้เป็นคาแรกเตอร์หลักของพื้นที่โดยนำมาจัดเรียงใหม่ในวีธีการต่าง ๆ ทั้งเรียงสลับในแต่ละรูปแบบ กลายเป็นเสาทั้งหมด 5 ประเภท เรียงตัวกันเป็นแถวที่เรียกว่า ‘garden of columns’ ซึ่งเปรียบเสมือนคอร์ริดอร์กระจายคนออกมาถ่ายรูป หรือเดินชมพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง และจึงค่อย ๆ นำภาษาเหล่านี้กระจายไปใช้เป็น Design Elements ในส่วนอื่น ๆ ของฟังก์ชันภายในโครงการ

(Photo Credit : Beer Singnoi)
(Photo Credit : Beer Singnoi)

ซึ่งในการวางแปลน พื้นที่ส่วนต่าง ๆ จะเริ่มไล่ระดับอ้างอิงตามพิธีการแต่งงาน โดยบริเวณด้านหน้าจะเป็นดรอปออฟที่ทำหน้าที่ต้อนรับและเชื้อเชิญผู้คน ทำให้คาแร็กเตอร์ต้องมีความชัดเจน ทีมดีไซน์เนอร์จึงเลือกนำบัวจากร้านนนทศิลป์ที่เดิมเคยวางทิ้งไว้ในแนวนอนเป็นจำนวนมาก มาปรับวิธีด้วยการใช้ในแนวตั้ง (คล้ายเสา) ก่อนจะเรียงเข้าหากันเป็นแมสก้อนใหญ่ในทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า และคว้านออกเพื่อสร้างรูปทรงให้ผู้มาเยือนสามารถเข้ามาใช้งานสเปซนี้ได้ ทอดยาวเพื่อนำคนเข้าสู่แกลลอรี่สำหรับเจ้าบ่าว เจ้าสาวเป็นลำดับต่อไป

Something More :
ในการก่อสร้าง วัสดุทำขึ้นจากโฟม เพื่อให้น้ำหนักเบาและง่ายต่อการปาดหรือขึ้นรูปมากที่สุด โดยจะมีโครงสร้างเหล็กหนวดกุ้งเป็นตัวยึดก่อนที่จะนำแผ่นโฟมเหล่านี้แปะยึดเข่าหากันด้วยกาว และเหลาขึ้นรูปฟอร์มด้วยมือช่างทีละชิ้น ๆ

แนวคิดการออกแบบ

Planning ที่คิดตามลำดับและกระบวนการของงานแต่งงาน

ในลำดับของงานแต่งงาน หลัก ๆ จะมี 3 จุดที่สำคัญเมื่อเรารับบทเป็นแขกในงาน หนึ่ง คือแกลลอรี่สำหรับจัดแสดงภาพ Pre Wedding ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว สอง คือ Reception หรือจุดรับของที่ระลึก สาม คือ Welcome Foyer หรือจุดที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะมายืนต้อนรับเพื่อถ่ายรูปก่อนเข้าสู่โถงจัดงานหลักภายในอาคาร  ซึ่งสถาปนิกเล่าว่า “เวลาสามจุดหลักนี้อยู่ในโรงแรม การสัญจรบางครั้งจะเกิดการติดขัด เพราะทางสัญจรในโรงแรมเองก็ไม่ได้ทำไว้เพื่อจัดงานแต่งโดยเฉพาะ ทำให้มีทั้งคนที่เดินไปมา หรือการต่อแถวที่ดูไม่เหมาะสมกับพื้นที่”

Found Plan

ดีไซน์เนอร์แก้ปัญหาด้วยการออกแบบ 3 โนดหลักนี้ในลักษณะวงกลม (Circular Node) อย่างชัดเจนตามลำดับและเชื่อมเข้าหากันด้วยคอร์ริดอร์ยาว เพื่อลดความแออัดที่ผู้คนมักจะมายืนออกันในจุดเดียว ทำให้แขกสามารถทยอยมายืนในบริเวณทางเดินยาวเหล่านี้ได้ ซึ่งวิธีการนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้คนได้สำรวจสเปซส่วนต่าง ๆ มากขึ้นด้วย และมองเห็นสเปซได้กว้างซึ่งข้าง ๆ garden of columns ยังมีบันไดขึ้นสู่พื้นที่ด้านบนซึ่งเป็นที่เจ้าสาวจะโยนดอกไม้ลองมายัง Inner Court ที่อยู่ด้านล่าง

ใน 3 โนดหลักนี้ก็ยังมีการนำแนวคิดของวัสดุมาสร้างคาแร็กเตอร์เช่นเดียวกัน ซึ่งจะใช้ในวิธีที่แตกต่างกันไปเพื่อสร้างจุดเด่นให้แต่ละพื้นที่น่าจดจำในแบบของตัวเอง โนดที่ 1 เกิดขึ้นจากการนำหัวเสาในแบบต่าง ๆ มาเรียงสลับและต่อเข้าด้วยกัน โนดที่ 2 คือการนำบัวมาใช้ในแนวตั้ง ส่วนโนดที่ 3 เป็นการนำบัวมาใช้ในแนวนอน กลายเป็นองค์ประกอบที่กระจายอยู่ในส่วนต่าง ๆ ได้อย่างไม่มากและไม่น้อยจนเกินไป

คอร์ริดอร์หนึ่งยังเชื่อมเข้าสู่ห้องน้ำ ซึ่งผู้ออกแบบตั้งใจวางผังไว้ภายนอกอาคาร เพื่อลดความแออัดที่จะเกิดขึ้นภายในโถงอาคารหลัก ซึ่งคุณวิทย์เล่าว่าสิ่งสำคัญในการออกแบบโถงอาคารใหญ่ คือ พื้นที่ BOH หรือส่วนเซอร์วิสที่ต้องเผื่อเอาไว้เกือบ 30% ของสัดส่วนอาคารทั้งหมด เพื่อใช้สำหรับเก็บของ เก้าอี้ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งสำหรับอาคารนี้จะอยู่ที่ปีกด้านซ้ายทั้งหมดหลังเวที ในขณะที่ปีกด้านขวาเป็นห้องรับรองสำหรับเจ้าบ่าวเจ้าสาว ใกล้กันนั้นยังมีประตูที่เชื่อมเข้าสู่ห้องสำหรับพระสวดมนต์ในงานเช้า โดยทั้งหมดจะมีการออกแบบม่านกั้นเพื่อแบ่งสัดส่วนชัดเจน เพื่อสะดวกต่อการเช่าพื้นที่ โดยสามารถแบ่งการใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศในทุกพื้นที่นั่นเอง

แน่นอนว่า สำหรับงานแต่งงานที่ใคร ๆ ก็คาดหวังให้มีครั้งเดียวในชีวิต ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นจึงถูกคาดหวังให้สมบูรณ์แบบตามไปด้วย สถานที่ที่ตอบโจทย์กับวันสำคัญนี้ก็ส่งผลไม่ต่างกัน เมื่อมองไปรอบ ๆ สถาปัตยกรรมขาวโพลนแห่งนี้จึงทำหน้าที่เป็นเพียงแบคกราวด์ เพื่อรอเวลาให้ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีกลายเป็นสิ่งที่ถูกขับเน้นให้โดดเด่นและน่าจดจำที่สุด

“มันจะมีความเป็น Monumental Architecture อยู่ประมาณหนึ่ง เพื่อสร้างความสวยงาม ความน่าจดจำและเชื้อเชิญผู้คน ที่สำคัญคือเขาต้องมีการถ่ายรูป ซึ่งเรามองว่าการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อรองรับการถ่ายรูปไม่ใช่เรื่องแย่ แต่นั่นก็ไม่ใช่เนื้อหาหลัก เพราะจุดประสงค์ของการจัดงานแต่งงาน มันคือ การบันทึกความทรงจำครั้งเดียวในชีวิต ในฐานะดีไซน์เนอร์ การออกแบบพื้นที่เพื่อตอบรับความรู้สึกที่ว่า มันเลยเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราควรทำให้เขา” คุณวิทย์กล่าว

(Photo Credit : Beer Singnoi)
(Photo Credit : Beer Singnoi)

Architecture & Interior : PHTAA living design
Architect team : Sukdisan Thongtan , Suradet Nutham
Interior design team : Lattapon Nopparatborinot, Natthawut Prathumset
Engineering system : Kor-It Design and Construction
Consultant supervisor : Pongsakron Phattranurakyotin (pep.studio)
Lighting designer :  Studioluxsit
Landscape designer : Theerapong Sanguansripisut
Contractor : Khong thavorn
Photo credit : Jinnawat Borihankijanan

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Lorphoonphol Rice Mill Office ออฟฟิศและส่วนต่อขยายของโรงสีที่มีโจทย์ตั้งต้นจากบริบทและสภาพอากาศ

Lorphoonphol Rice Mill Office
ออฟฟิศและส่วนต่อขยายของโรงสีที่มีโจทย์ตั้งต้นจากบริบทและสภาพอากาศ

ใคร ๆ ก็รู้ว่าหนึ่งในผลิตภัณฑ์ส่งออกหลักของไทยคือ ข้าว ซึ่งเป็นอาหารที่คนไทยเรารับประทานไม่เว้นในแต่ละวัน และยังเป็นอาชีพหลักของเกษตรกรไทยในภาคกลาง ที่โรงสีล้อพูนผลซึ่งตั้งอยู่ใจกลางอ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์ซึ่งเป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำนาจึงรายล้อมไปด้วยเกษตรกรมากหน้าหลายตาแวะเวียนนำข้าวที่เก็บเกี่ยวได้มาซื้อขายแลกเปลี่ยน โดยออฟฟิศหลักของโรงสี เดิมเป็นอาคารยุคคุณพ่อที่ต่อเติมหลายครั้ง ฟังก์ชันก็ขาดการเชื่อมต่อและไม่เหมาะสม ทำให้การดำเนินการเกิดความล่าช้าในบางครั้ง

เมื่อถึงเวลาส่งไม้ต่อให้ทายาทรุ่นใหม่ เจ้าของในวัยไม่ถึง 40 ปีจึงพร้อมรีดีไซน์ส่วนออฟฟิศหลักขึ้นใหม่และเพิ่มส่วนต่อขยายเพื่อเป็นศูนย์กลางในการผลิตและรับซื้อวัตถุดิบข้าวเปลือกโดยตรงจากเกษตรกรให้มีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น โดยได้ทีมดีไซน์เนอร์จาก PHTAA Living Design รับหน้าที่เปลี่ยนโฉม

Context และ Climate คือจุดเริ่มต้น

คุณวิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล Co-Founder PHTAA Living Design เริ่มเล่าว่าการออกแบบโปรเจกต์โรงสีนี้เริ่มต้นจากบริบท (Context) และสภาพอากาศ (Climate) เป็นจุดตั้งต้น เนื่องจากฟังก์ชันของโรงสีที่ค่อนข้างเฉพาะทางและด้วยบริบทที่ตั้งบริเวณที่ราบลุ่มซึ่งมีแอ่งน้ำขัง ส่วนปัญหาหลักที่พบจากการเข้าไปสำรวจสถานที่ก็คือ ‘ฝุ่น’ จำนวนมากที่เกิดจากการตากข้าว ตีข้าว และการนำแกลบออกจากเมล็ดข้าวที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนงานในระยะยาว รวมถึงไอ ‘ความชื้น’ ที่ขึ้นมาจากดิน ทำให้โจทย์ คือการออกแบบสถาปัตยกรรมอย่างไร ให้ช่วยแก้ปัญหาในสองประเด็นหลักนี้ให้ได้มากที่สุด  

(ภาพแสดงแนวคิด Credit : PHTAA)

เมื่อประกอบกับฟังก์ชันทั้งหมดภายในโรงสีจะมีห้องหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญมาก นั่นคือ แลปทดลองข้าว ซึ่งเมื่อชาวนานำข้าวเปลือกมาขาย จะต้องมีการนำไปทดลอง และวิเคราะห์คุณภาพของข้าวเพื่อให้ได้บทสรุปของราคาที่เหมาะสมที่สุด ห้องนั้นจึงต้องมีการเก็บข้าวสารจำนวนหนึ่ง และต้องมีค่าความชื้นที่คงที่ เพื่อให้การทดสอบข้าวเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ออกแบบจึงเริ่มมองหาวัสดุในการออกแบบห้องดังกล่าวให้ป้องกันฝุ่น และป้องกันการซึมผ่านของน้ำ เพื่อป้องกันความชื้น

แก้ปัญหาด้วยอิฐและบล็อกช่องลม

โจทย์ดังกล่าว นำมาสู่อิฐรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายครอบสันหลังคาที่สั่งทำขึ้นพิเศษ ด้วยขอบที่เอียงลาดลงทำให้เมื่อก่ออิฐเต็มผนัง น้ำจะไหลลงสู่ด้านล่างได้รวดเร็วกว่า ช่วยลดพื้นที่ที่อิฐจะโดนน้ำได้มากขึ้นก่อนที่ความชื้นจะถูกดูดซึมเข้าไปในก้อนอิฐ ต่างกับการก่ออิฐทรงสี่เหลี่ยมธรรมดาทั่วไป

(ภาพแนวคิดการออกแบบอิฐสามเหลี่ยม)

นอกจากนั้น สำหรับการก่ออิฐทั่วไป ในวันที่ปูนข้างในอิฐเริ่มสึกหรอ น้ำบางส่วนจะสามารถย้อนเข้าไปด้านในก้อนอิฐได้ ซึ่งอิฐทรงสามเหลี่ยมจะแก้ปัญหาดังกล่าวโดยป้องกันการไหลย้อนของน้ำได้มากพอสมควร ส่วนการนำอิฐมาใช้ก่อกำแพงสูง ทีมออกแบบและทีมก่อสร้างยังมีการใช้เสาเหล็กเพื่อช่วยพยุงน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแรง โดยซ่อนเสาเอ็นเหล็กไว้ข้างใน ทำให้วัสดุเกิดความต่อเนื่องกันไปเป็นระนาบยาว หลังจากนั้น อิฐ ซึ่งเป็นวัสดุบ้าน ๆ ที่หาง่าย ประหยัดงบประมาณจึงกลายมาเป็นวัสดุหลักที่ทีมออกแบบนำไปขยายใช้กับส่วนอื่น ๆ ของพื้นที่ ห่อหุ้มตัวสถาปัตยกรรมด้านหน้าและด้านข้างด้วยลวดลายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ซึ่งสำหรับด้านหลังที่ติดกับบ่อน้ำขนาดใหญ่ มีลมธรรมชาติไหลผ่าน ทีมผู้ออกแบบเลือกใช้บล็อกช่องลมซึ่งมีคาแร็กเตอร์คล้ายคลึงกับอิฐ และยังมีคุณสมบัติที่ปล่อยให้ลมไหลผ่าน ทำให้ลมสามารถพัดผ่านน้ำผ่านบล็อกลมที่มีรูทะลุไปยังอิฐด้านหน้า บริเวณพื้นที่ใจกลางที่มีคอร์ดต้นหลิว ทะลุกับช่องแสงทรงกลมซึ่งเป็นพื้นที่โรงอาหารสำหรับคนงานจึงเย็นสบาย สามารถนั่งพักผ่อนหย่อนใจได้ตลอดทั้งวัน

ส่วนต่อขยายที่ช่วยจัดการฟังก์ชันให้ลงตัว

นอกจากแก้ปัญหาในเรื่องสภาพอากาศและบริบทผ่านการเลือกใช้วัสดุแล้ว ปัญหาสำคัญถัดไป คือฟังก์ชันที่มีอยู่เดิม ซึ่งเกิดจากการต่อเติมที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ทำให้จุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ในการซื้อขายกับเกษตรกรมีปัญหา มีหลายพื้นที่ในการทำงานที่ทับซ้อนกันโดยเฉพาะระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ฝั่งออฟฟิศ ทำให้กระบวนการจัดส่งข้าว คัดเกรดข้าว หรือแม้แต่การชำระเงินให้เกษตรกรล่าช้า

ในการออกแบบและจัดการ ทีมผู้ออกแบบเลือกที่จะเก็บรักษาโครงสร้างอาคาร 4 ชั้นที่มีอยู่เอาไว้แบบเดิม (ตามความต้องการของเจ้าของโรงสี) โดยปรับเปลี่ยนฟังก์ชันภายในใหม่ให้กลายเป็นส่วนของสำนักงานเท่านั้น ก่อนจะเพิ่มพื้นที่ต่อขยายออกมาบริเวณด้านข้างสำหรับเป็นพื้นที่นั่งรอ พื้นที่ชำระเงินสำหรับเกษตรกร สถานีคัดแยกข้าว ห้องประชุม และโรงอาหารสำหรับคนงาน เพื่อทำการแยกส่วนพื้นที่ที่ต้องเชื่อมโยงกับเกษตรกร และส่วนของออฟฟิศภายในอย่างชัดเจน

(ภาพแปลนอาคารชั้น 1)
(ภาพแปลนอาคารชั้น 2)

รายละเอียดของฟังก์ชันภายในยังจัดวางให้เชื่อมต่อกันตามกระบวนการของการซื้อขายข้าวเปลือกจากเกษตรกร ตั้งแต่เริ่มต้นที่เกษตรกรจะขับรถบรรจุข้าวเปลือกเข้ามาจอดยังจุดชั่งน้ำหนัก ก่อนที่จะเดินมานั่งรอบริเวณ Waiting Area โดยข้าวบางส่วนจะถูกนำไปที่แลปทดลองข้าวเพื่อให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์คุณภาพ ก่อนจะทำการจ่ายเงินให้กับเกษตรกร โดยลูปทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบด้วยการวางผังที่ทีมออกแบบดีไซน์ขึ้นใหม่ภายใต้หลังคาของอาคารขนาดใหญ่ ทำให้ฟังก์ชันสามารถอยู่ร่วมเป็นก้อนเดียวกันได้อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่ยังสามารถแบ่งการใช้งานได้อย่างชัดเจนโดยไม่รบกวนซึ่งกันและกัน (ส่วนบริเวณชั้นสองจะเป็นโซนแลปน้ำมันรำข้าว ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนต่อขยายในอนาคต ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการใช้งาน)

(แลปสำหรับตรวจสอบข้าว)

Something More : บริเวณด้านหน้าอาคาร ที่เราเห็นเสาจำนวน 2 ต้น เป็นเพราะทีมดีไซน์เนอร์ต้องการซ่อนรางน้ำแนบกับเสาเพื่อความสวยงามของงานสถาปัตยกรรม โดยออกแบบเสาขนาดเล็กลงจำนวน 2 ต้น ที่มีต้นหนึ่งเป็นท่อน้ำทำหน้าที่ระบายน้ำจากบริเวณหลังคาสู่พื้นด้านล่าง

ในส่วนของอาคารเก่าที่ทางเจ้าของอยากรักษาไว้ เพื่อให้เข้ากับรูปลักษณ์ใหม่ของส่วนต่อขยาย ทีมออกแบบจึงดีไซน์กล่องฟาซาดอาคารด้วยเหล็ก Steel perforated sheet สีขาวที่ดูโมเดิร์นครอบทับอาคารเก่าทั้งหลัง โดยวัสดุที่เลือกใช้ก็ยังช่วยแก้ปัญหาเรื่องนกจำนวนมากที่เข้ามารบกวนบริเวณอาคาร เหล็กที่มีการกักเก็บความร้อนในตัววัสดุจึงช่วยลดการเกาะของนกได้อีกทางหนึ่ง

และแนวคิดทั้งหมด คือ วิธีการรีดีไซน์และแก้ปัญหาผ่านมุมมองการใช้งานวัสดุท้องถิ่นใกล้ตัวของ PHTAA Living Design อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจ เพราะบางครั้งการออกแบบที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องใช้วัตถุดิบที่หรูหราหรือสมบูรณ์แบบ (จนบางครั้งคนธรรมดาก็เข้าไม่ถึง) แต่เป็นการเลือกใช้อะไรที่เราคุ้นเคยมาสร้างสรรค์วิธีการใช้งานใหม่ ๆ ต่อยอดการออกแบบสถาปัตยกรรมไปได้ไกล เช่นเดียวกับ Lorphoonphol Rice Mill Office แห่งนี้

Location: Phaisali , Nakhon Sawan Province, Thailand
Building area : 4000 m²
Architect & Interior : PHTAA living design
Project Team : Suradet Nutham, Pongsakorn Chusuppaisan
Engineer : Angkarn krasuaythong
Contractor : Double Click Construction Company Limited
Photo Credits: Beer singnoi

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

PHTAA x WoodDen กับการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ลูกค้าได้ชมไม้สักเสมือนเดินอยู่ท่ามกลางป่า

PHTAA x WoodDen
กับการออกแบบประสบการณ์ที่ให้ลูกค้าได้ชมไม้สักเสมือนเดินอยู่ท่ามกลางป่า

เพราะ ไม้สัก เป็นวัสดุที่คนไทยต่างก็คุ้นเคยกันดี ด้วยคุณสมบัติที่แข็งแรงทนทาน เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ แถมยังให้เสน่ห์ลวดลายสวยงามแบบไม้ธรรมชาติ WoodDen (วูด-เดน) แบรนด์ผลิตภัณฑ์จากไม้สัก โดยบริษัท ทีพีเอส การ์เด้น เฟอร์นิเจอร์ จำกัด ที่อยู่คู่คนไทยมามากว่า 60 ปี จึงมุ่งพัฒนาทั้งไม้พื้น ไม้โครงสร้าง ไม้บันได รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ครอบคลุม ‘Home Solutions’ เพื่อการใช้งานวัสดุไม้สัก ที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชัน และความสวยงามของงานออกแบบที่พักอาศัยทุกประเภท

ซึ่งในงานสถาปนิก’65 ที่ผ่านมานี้ บูธแสดงสินค้าของ WoodDen ก็มาพร้อมเทคนิคด้านการออกแบบที่สะท้อนแนวคิดในการสนับสนุนดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่ทั้งสถาปนิก และนักตกแต่งภายใน หรือแม้แต่กลุ่มคนทั่วไป เพื่อนำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ ๆ สำหรับวัสดุที่คลาสสิกเหนือกาลเวลาอย่าง ไม้สัก โดยได้ดีไซน์เนอร์อย่าง PHTAA Living Design มารับหน้าที่ตีความไม้สักกับการออกแบบที่สื่อสารกับผู้คนในแง่มุมที่แตกต่าง

เพื่อเสริมความมั่นใจในเป้าหมายการเป็น ‘Designer Friendly’ ของแบรนด์วูด-เดน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีเอส การ์เด้น เฟอร์นิเจอร์ คุณโอ-อภิวิชญ์ พงษ์เภตรารัตน์ จึงกล่าวเสริมว่า “การนำดีไซน์มาใช้กับการสื่อสารคุณค่าของวัสดุ เรามองว่ามันคือการลดทอนรายละเอียดมากมายที่ฟุ้งเฟ้อให้เหลือแต่แก่นที่สำคัญ เพื่อสร้างอิมแพคในการสื่อสารของทางบริษัทให้น่าสนใจ โดยทางแบรนด์วูดเดนนั้น ได้มีการใช้ดีไซน์เนอร์ในการออกแบบทั้งโชว์รูมหลักที่ Design Village บุญถาวร หรือบูธที่ใช้ออกงานแฟร์ของทางวูด-เดน ซึ่งเน้นโชว์สินค้าหมวด DHAMMACHART และ ‘Teak Furniture’ อย่างงานบ้านและสวน และถ้าให้พูดถึงจุดประสงค์ในงานสถาปนิก 65 ที่ผ่านมา สามารถพูดได้ว่าเราได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้สนใจสินค้าของทางบริษัท ไม่ว่าจะเป็นผู้ออกแบบภายใน สถาปนิก หรือแม้แต่คนรักบ้านที่มาเยี่ยมชมบูธของเราในงาน”

อภิวิชญ์ พงษ์เภตรารัตน์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ทีพีเอส การ์เด้น เฟอร์นิเจอร์

ความสำคัญของงานดีไซน์และการโชว์วัสดุ

เพราะวัสดุไม้ในเมืองไทยค่อนข้างหายากและราคาสูง ดีไซน์เนอร์หลายคนจึงมักมีปัญหาในการนำไม้มาใช้ในการออกแบบ โดยคุณอั้ม- อัครพล ชมหมวก ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจากแบรนด์วูด-เดน เล่าถึงความสำคัญของงานดีไซน์ที่เลือกใช้วัสดุอย่างไม้ว่า “เราอยากกระตุ้นให้มีการใช้ไม้มากขึ้น จึงพยายามนำงานดีไซน์มาผนวกกับสินค้าของเราอยู่ตลอด และส่วนตัวที่ผมเองมีคุณแม่เป็นสถาปนิกอยู่ด้วย ทำให้มีความชื่นชอบงานดีไซน์ในหลายหลายรูปแบบ พอได้เห็นงานของ PHTAA เราก็เกิดความมั่นใจมากขึ้นตรงที่เขาชอบเอาวัสดุธรรมดามาตีความในรูปแบบใหม่ ที่สามารถสร้างสรรค์พื้นผิวแปลกตา หรือสร้างโครงสร้างที่น่าสนใจขึ้นมาได้ เราเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของวูด-เดนในงานสถาปนิกครั้งนี้”

อัครพล ชมหมวก ผู้จัดการฝ่ายการตลาด จากแบรนด์วูด-เดน และพลวิทย์ รัตนธเนศวิไล ดีไซน์เนอร์จาก PHTAA

Wood-Den Exploring’ สำรวจไม้สักด้วยวิถีแบบธรรมชาติ

เพื่อให้บูธแสดงสินค้าทั้งสวยงาม สื่อถึงความหลากหลายของการใช้งาน รวมไปถึงแสดงจุดเด่นของสินค้าที่มาจากไม้สัก อีกทั้งยังต้องทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกอยากมีส่วนร่วมกับบูธของวูด-เดน ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นในการออกแบบ ทีมดีไซน์เนอร์จาก PHTAA จึงมีโอกาสได้เข้าไปเยี่ยมชมโรงงานพร้อมกับทางผู้บริหารของวูด-เดน ณ จังหวัดอยุธยา เพื่อชมขั้นตอนการผลิตสินค้า รวมถึงโรงเก็บไม้สักขนาดใหญ่ เพื่อทำความเข้าใจถึงข้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและคุณค่าของไม้สัก และยังได้เห็นกระบวนการจัดการไม้ตั้งแต่เป็นไม้ซุง ก่อนจะกลายเป็นสินค้าคุณภาพภายใต้แบรนด์

ซึ่งคุณอั้มเล่าให้ฟังถึงที่มาของการพาทีมออกแบบไปที่โรงงานว่า “ไอเดียการนำผู้ออกแบบไปที่โรงงานของทางบริษัท ทีพีเอส การ์เด้น เฟอร์นิเจอร์ คือหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจกับสินค้า และคุณค่าของบริษัท ที่เราต้องการสื่อสารกับลูกค้าอยู่เสมอ เราอยากให้ผู้คนเข้าใจว่า ขั้นตอนการจัดการกับไม้สัก ตั้งแต่เป็นไม้ซุง ไปจนถึงการนำมาใช้งานนั้น ต้องผ่านกระบวนการอะไร และทำไมไม้สัก ถึงเป็น 1 ในวัสดุที่มีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานทั่วโลก”

หลังจากนั้นผู้ออกแบบจึงตีความไม้สัก วิธีการแปรรูป รูปแบบการใช้งานการตกแต่งภายใน และการทำโครงสร้าง นำเสนอผ่านแนวคิด “Wood-Den Exploring” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสกับวัสดุที่ดีที่สุดจากธรรมชาติในหลากหลายประเภท ด้วยการเดินชมที่ต่างไปจากรูปแบบเดิม ๆ โดยแบ่งพื้นที่ขนาด 18×9 ม. ของบูธออกเป็น 2 โซนใหญ่ ๆ นั่นคือ Teak-Wood Forest และ Wood-Den Home

“ความตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสเดินดูโรงเก็บไม้หรือโรงแปรรูปไม้ของทางวูด-เดน พร้อมรับฟังกระบวนการทั้งหมด จากคุณโอตั้งแต่เริ่มปลูกต้นไม้จนกระทั่งเกิดเป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ทำให้เราได้เห็นมุมมองที่เราไม่เคยได้เห็นจนมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ Teak-Wood Forest อันนี้ครับ” คุณวิทย์ – พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล ดีไซเนอร์ผู้ออกแบบจาก PHTAA กล่าวเสริม

Teak-Wood Forest สวนป่าไม้สัก

โซนแรกนำเสนอไม้และสินค้าของทาง วูด-เดน โดยจัดแสดงในรูปแบบสวนป่าที่ให้ลูกค้าสร้างประสบการณ์รับรู้ใหม่เสมือนเดินสำรวจอยู่ท่ามกลางป่าสักที่รายล้อมไปด้วยผลิตภัณฑ์ไม้สักของวูด-เดน ในแต่ละประเภทที่แทรกตัวในจุดต่าง ๆ ตั้งแต่ไม้สักงานพื้นภายนอก ประตูไม้สัก หน้าโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ และงานไม้โครงสร้าง โดยนำไม้ขนาดตั้งแต่ 2.40 ไปจนถึง 3.30 ม. มาจัดแสดงในแนวตั้ง เล่นระดับความสูงต่ำของเสาให้มีมิติ สร้างขอบเขตของพื้นที่และการมองเห็น ทำให้ผู้เข้าชมบูธสามารถเดินไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ได้อย่างมีเรื่องราวและน่าสนใจไปพร้อมกัน

คุณวิทย์ เล่าต่อว่า “ถ้าให้ผมพูดในมุมองผู้ออกแบบ ก็คือการที่ได้มีโอกาสได้ใช้วัสดุธรรมชาติที่ค่อนข้างหายากในปัจจุบัน อย่างไม้สัก นั้นเหมือนเราได้สารตั้งต้นที่ดีตั้งแต่แรก ดังนั้นงานยากขั้นต่อมาคือการนำผลิตภัณฑ์ของทางบริษัท รวมถึงคุณค่าที่แบรนด์ต้องการนำเสนอมาตีความใหม่ เพื่อตอบโจทย์ที่ทางทีมวูด-เดน ได้เสนอ โดยไม่ลดทอนคุณภาพของการออกแบบ”

ระนาบบางส่วนของพื้นที่ ยังแทนด้วยจุดเด่นของสินค้าซึ่งเป็นหน้าโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่รุ่น ‘DHAMMACHART’ ที่เราสามารถเลือกขาโต๊ะให้เหมาะกับสไตล์ของพื้นที่ได้ด้วยตัวเอง จัดแสดงในแนวตั้งที่ทั้งสร้างมิติในการเข้าชมและประหยัดพื้นที่ในการดิสเพลย์สินค้าไปในตัว บางส่วนของบูธยังสอดแทรกด้วยสินค้ากลุ่ม ‘Teak Furniture’ หรือเฟอร์นิเจอร์ไม้สักดีไซน์มินิมอลที่มีให้เลือกตั้งแต่ชุดโต๊ะรับประทานอาหาร ชุดเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนั่งเล่น โต๊ะ และเก้าอี้ พร้อมตอบทุกความต้องการของคนรักบ้าน

(ภาพแสดงแนวคิด Credit : PHTAA)

Wood-Den Home พบปะกับทีมงานมืออาชีพ

โซนที่เหลือของพื้นที่บูธ ออกแบบด้วยไม้ขนาด 170×170 มม. สูง 3 ม. เป็นโครงสร้างโปร่งสำหรับรองรับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาเยี่ยมชมผลงาน ดูสินค้าจริง พร้อมสอบถามข้อมูลสินค้าเชิงลึกเพิ่มเติมด้วยบรรยากาศของโซนที่นั่งสบาย ๆ รวมถึงมีการจัดแสดงตัวอย่างพื้นเอนจิเนียร์ในบางส่วน กั้นพื้นที่เป็นสัดส่วนด้วยแท่นไม้ที่โชว์ทั้งรูปตัด และให้ลูกค้าสามารถสัมผัสเนื้อไม้ได้อย่างใกล้ชิด พร้อมพบปะทีมงานมืออาชีพด้วยประสบการณ์งานไม้ของทางบริษัท ทีพีเอส การ์เด้น เฟอร์นิเจอร์ จำกัด ในการตอบทุกปัญหา และข้อสงสัยเกี่ยวกับไม้สัก

(ภาพแสดงแนวคิด Credit : PHTAA)

เทคนิคการก่อสร้างที่ซ่อนอยู่ในรายละเอียด

นอกจากนำเสนอให้ผู้เข้าชมเห็นความเป็นไปได้อันหลากหลายของวัสดุไม้สัก ในรายละเอียดของการออกแบบบูธยังแสดงเทคนิคการติดตั้ง โดยทีมผู้ออกแบบได้นำสินค้ามาประกอบเป็นเสา ผสมผสานด้วยการนำเสนอแผ่นประตู แผ่นหน้าโต๊ะ ช่องบานประตูที่เชื่อมระหว่างสองโซนเข้าด้วยกัน หรือแม้แต่ Deck ไม้ที่ใช้เทคนิคการติดตั้งแบบไร้สกรูยึด ทำให้พื้นผิวด้านบนของไม้เรียบเนียนสวยงามเป็นเนื้อเดียวกัน โดยคุณอั้มเล่าว่าแนวคิดเหล่านี้ยังได้รับความสนใจจากลูกค้าที่มาเข้าชมเป็นจำนวนมากอีกด้วย จึงเรียกได้ว่าการออกแบบที่สอดแทรกแนวคิดผ่านการตีความของดีไซน์เนอร์ สะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์วูด-เดน ซึ่งเป็นผู้นำด้านการแปรรูปไม้สักได้เป็นอย่างดี

“เราเคยทำบริษัทดีไซน์มาก่อน ส่วนตัวเราพอเข้าใจกลุ่มนักออกแบบหลายท่านที่อยากจะแสดงออกถึงไอเดียสร้างสรรค์ แต่บางครั้งมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องของความต้องการของลูกค้า และงบประมาณในการทำงาน โดยเฉพาะงานก่อสร้างด้วยวัสดุไม้ ที่อาจเป็นสินค้าหรูหราในความคิดของใครหลาย ๆ คน เนื่องจากราคา และข้อจำกัดในการใช้งาน เราเลยคาดหวังว่าการออกแบบบูธในครั้งนี้จะทำให้แบรนด์วูด-เดนเป็นที่รู้จักมากขึ้น และทำให้ผู้ที่สนใจที่อยากจะใช้วัสดุธรรมชาติอย่าง ‘ไม้สัก’ มั่นใจในการเลือกใช้ในออกแบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด ลดความกังวลเรื่องการติดตั้ง หรือการดูแลรักษา” คุณอั้มทิ้งท้าย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าชมสินค้าวูด-เดนได้ที่โครงการดีไซน์ วิลเลจ บุญถาวร สาขาเกษตร-นวมินทร์
ติดต่อ 084-281-5055 คุณขวัญ, 099-121-8747 คุณกอล์ฟ
LINE ID: @WoodDenthailand
IG : @woodden_home
IG : @woodden_fur

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Coffee No.9 ร้านกาแฟที่ไม่ติดป้าย เพราะสังเกตุได้จากบานประตู

ไม่ใช่ทุกคนจะมีเวลานั่งชิวจิบกาแฟแก้วประจำได้ตลอด โดยเฉพาะในวันทำงานที่ทุกอย่างดูเร่งรีบไปซะหมด  กิจวัตรที่เราทำได้จริงเป็นเพียงแค่การสั่งแล้วรอรับแบบ Grab and Go

Continue reading “Coffee No.9 ร้านกาแฟที่ไม่ติดป้าย เพราะสังเกตุได้จากบานประตู”

BLU395 Resident สถาปัตยกรรมที่เผยตัวตนผ่านความสัมพันธ์กับผู้คนและเสน่ห์ของย่าน

Location: สะพานควาย กรุงเทพฯ
Architect:
พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล จาก PHTAA living design
Photographer:
วีรพล สิงห์น้อย

Continue reading “BLU395 Resident สถาปัตยกรรมที่เผยตัวตนผ่านความสัมพันธ์กับผู้คนและเสน่ห์ของย่าน”

Wondering Cafe & Bakeshop ความนุ่มละมุนของสีสันและเส้นโค้ง

“คาเฟ่ที่ทำให้การทานขนมอบมีความสุขมากขึ้น ด้วยเฉดสีและเส้นโค้ง”

Continue reading “Wondering Cafe & Bakeshop ความนุ่มละมุนของสีสันและเส้นโค้ง”