เสน่ห์การอยู่ร่วมกันของสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ในเมืองเวนิส อิตาลี

เสน่ห์การอยู่ร่วมกันของสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ในเมืองเวนิส อิตาลี

การแทนที่ “สิ่งเก่า” ด้วย “สิ่งใหม่” โดยมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงอาคาร (Renovation) สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่าและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ให้อยู่ร่วมกับบริบทงานออกแบบใหม่ๆ ถือเป็นอีกเสน่ห์ในการคงเรื่องราวหรือองค์ประกอบบางอย่างของสิ่งเดิมไว้ได้อย่างน่าสนใจ

วันนี้เราจึงอยากจะนำเสนอหนึ่งในเมืองที่มีสีสันด้านสถาปัตยกรรมแบบเก่าและใหม่ที่อยู่ร่วมกันอย่างน่าสนใจมาพูดคุยกัน ซึ่งนั่นก็คือ เมืองเวนิส (Venice) หรือเมืองเวเนเซีย ประเทศอิตาลี หนึ่งในเมืองมรดกโลกที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ที่มีจัดกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจมากมาย และยังคงเป็นหนึ่งใน destination city ที่มีชื่อเสียงของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน รวมถึงมีการจัดนิทรรศการสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ Venice Biennale ซึ่งเป็นนิทรรศการที่เก่าแก่และน่าสนใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

โดยเมืองเวนิสมีลักษณะเป็นเกาะจำนวน 118 เกาะ ตั้งอยู่ในทะเลเอเดรียติก เชื่อมต่อกันด้วยลำคลองน้อยใหญ่จำนวนมาก ชาวเมืองได้ใช้ลำคลองเหล่านี้เป็นทางสัญจรหลักทางน้ำของเมืองมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึงการมีมรดกทางสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ตลอดจนสะพานที่เชื่อมกันมากกว่า 400 แห่งที่มีลักษณะโครงสร้างอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตามลักษณะทางสถาปัตยกกรรมของภูมิภาคนี้

ประวัติศาสตร์ของเมืองเวนิสเริ่มตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 6 ซึ่งมีอายุมากกว่า 1500 ปี ระยะเวลาที่ล่วงเลยมาอย่างยาวนานส่งผลให้อาคารสถาปัตยกรรมบางแห่งได้เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา ทำให้ต้องมีการบูรณะ (Renovation) อาคารต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายอยู่เรื่อยมา รวมถึงการปรับเปลี่ยน Function การใช้งานของอาคารสถานที่ให้สอดคล้องกับความต้องการในปัจจุบัน ประกอบกับปัญหาจากระบบนิเวศน์ในระดับ global ที่มีการคาดการณ์ว่าเมืองเวนิสอาจจะจมทะเลในปลายศตวรรษหน้าเนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
.
เสน่ห์ของการปรับปรุงในเมืองเวนิสจะเป็นการการอยู่ร่วมกันของสถาปัตยกรรมโกธิคแบบเวนิสบริบทการออกแบบใหม่ๆ ซึ่งสถาปนิกชั้นครูทั้งหลายได้ทำการสอดแทรกคุณลักษณะทั้งสองอย่างให้อยู่ร่วมกันได้อย่างลงตัว โดยที่ยังเคารพกับรูปแบบสุนทรียะความงามแบบเดิมไว้ ซึ่งในวันนี้จะมาพูดคุยถึงโครงการปรับปรุงสถาปัตยกรรมที่สำคัญทั่วเมืองเวนิสที่น่าสนใจมาให้ฟังกัน

Venice’s misericordia โดย Alberto Torsello

อาคาร Venice’s misericordia เป็นอาคารเก่าแก่ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปะที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองเวนิส ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 1583 และได้ถูกเปลี่ยนแปลง function การใช้งานในรูปแบบต่างๆ มาอย่างหลากหลายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน ค่ายทหาร โกดังสินค้า หอจดหมายเหตุ และถูกใช้เป็นสนามกีฬาเพื่อจัดการแข่งขันยิมนาสติกและบาสเกตบอลในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ต่อมาในปี 2015 สถาปนิกชาวอิตาลี Alberto Torsello ได้เริ่มโครงการปรับปรุงอาคารประวัติศาสตร์ดังกล่าวให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เปลี่ยนไป

ภายใต้ชั้นพื้นที่ 26,000 ตร.ม. สถาปนิกได้ทำการแบ่งพื้นที่ภายในให้สามารถจัดกิจกรรมทางสังคม นิทรรศการ และการใช้งานด้านอื่นๆได้อย่างหลากหลาย โดยที่พยายามที่จะรักษาลักษณะทางสถาปัตยกรรมของอาคารเดิมไว้ ในขณะเดียวกันก็ได้ปรับปรุงบริเวณทางเข้าหลักด้วยบริบทการตกแต่งสมัยใหม่เพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้พื้นที่ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงอาคาร โดยเลือกใช้วัสดุตกแต่งสมัยใหม่อย่างเช่นโครงสร้างที่ทำจากแผ่นเหล็กสนิมที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ indoor และ outdoor ที่ผสมผสานบริงานสถาปัตยกรรมระหว่างรวมเก่าและความร่วมสมัยได้อย่างดี

ในการปรับปรุงด้านการออกแบบตกแต่งภายใน จะมุ่งเน้นที่การรักษาสภาพอาคารให้คงอยู่ดังเดิมมากที่สุด ด้วยการเลือกใช้วัสดุสมัยใหม่ในการบูรณะโครงสร้าง อย่างเช่นการบูรณะเสาแบบโครินเทียนคู่ งานจิตรกรรมฝาผนัง หรือการเสริมความแข็งแรงบริเวณซุ้มประตูบริเวณโถงชั้นล่าง เพื่อต้องการให้โครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในทั้งหมดมีอายุการใช้งานได้ในอีกหลายทศวรรษต่อไป อีกทั้งยังได้ทำการ upgrade สิ่งอำนวยความสะดวกและติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อย่างเช่นระบบไฟส่องสว่างอัจฉริยะ ระบบทำความร้อนและทำความเย็นแบบแยกส่วน เทคโนโลยี DALI (อินเทอร์เฟซระบบแสงสว่างแบบระบุตำแหน่งดิจิทัลระยะไกล) ซึ่งทั้งหมด เป็นการอยู่รวมกันระหว่างสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมกับระบบเทคโนโลยีอาคารสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว

Fondaco dei Tedeschi โดย OMA

Fondaco dei Tedeschi เป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบเวนิสโกธิค ที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 และได้กลายเป็นอาคารสำคัญในประวัติศาสตร์ของเมืองท่าอย่างเวนิส ที่ถูกใช้เป็นด่านเก็บภาษีการค้าทางทะเล และการเดินเรือระหว่างยุโรปตอนเหนือกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในอดีต ก่อนที่จะอาคารจะได้รับความเสียหาย ปรับปรุง และเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานหลายต่อหลายครั้งตามหลักฐานในหอจดหมายเหตุทางประวัติศาสตร์ อย่างเช่น เหตุการณ์ไฟใหม้เมื่อต้นศตวรรษที่ 16 และการครอบครองอาคารของระบบการปกครองแบบฟาสสิสต์ ก่อนที่จะทำการปรับปรุงครั้งใหญ่เมื่อประมาณปี 1930 ด้วยเทคโนโลยีการก่อสร้างแบบคอนกรีตสมัยใหม่

ปัจจุบัน โครงการบูรณะอาคารดังกล่าวอยู่ในการควบคุมของ OMA หนึ่งในสำนักงานสถาปนิก Big name ระดับโลก นอกจากการปรับปรุงลักษณะทางกายภายของสถาปัตยกรรมทั้งหมดในโครงการที่เป็นการผสมผสานระหว่างกลิ่นอายของรูปแบบสถาปัตยกรรมดั้งเดิมกับบริบทใหม่ๆที่มีความสวยงามอย่างน่าทึ่งแล้ว ยังได้ได้ทำการปรับเปลี่ยนโปรแกรมของอาคาร รวมถึงการกำหนดลำดับการเข้าถึงของพื้นที่สาธารณะและเส้นทางทางสัญจรของอาคารแบบใหม่ได้อย่างลงตัว

ทางเข้าหลักของอาคารได้ทำการออกแบบใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่ inner courtyard ที่เป็นพื้นที่สาธารณะ โดยการเพิ่มเติมโครงสร้างบันไดที่เป็นบริบทใหม่ใช้วัสดุปิดผิวสีทองเส้นสายคมกริบ รวมถึงบันไดเลื่อนปิดผิวไม้และวัสดุปิดผิวสีแดงที่ให้กลิ่นอายความเป็นวินเทจแบบ mid century ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างความเก่าและความใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม เหนือขึ้นไปจะเป็นโครงสร้างชั้นเหล็กและกระจกใหม่ซึ่งลอยอยู่เหนือ inner courtyard ซึ่งจะนำไปสู่ลานบริเวณดาดฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งเปิดให้เข้าใช้เป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ของเมือง

ในส่วนของมรดกทางวัฒนธรรมของอาคาร อย่างเช่นจิตรกรรมฝาผนัง หรือโครงสร้างสถาปัตยกรรมภายในที่ได้เสื่อมตามกาลเวลาเป็นเวลาหลายศตวรรษได้รับการบูรณะใหม่ โดยช่างผู้ฝีมือชำนาญการและได้ถูกนำเสนอขึ้นใหม่กับบริบทโดยรอบในรูปแบบที่มีความร่วมสมัย และไม่ทิ้งกลิ่นอายของประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์ของอาคารในอดีต โดยโครงการนี้จะเป็นหนึ่งในพื้นที่กิจกรรมและจุดชมวิวที่สำคัญแห่งใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวและชาวเวนิสในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมในเมืองเวนิสเป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลในทุกๆปี) สร้างความเสียหายให้กับสถาปัตยกรรมในเมืองเวนิสอย่างมาก ทั้งโครงการขนาดเล็กที่เป็นบ้านพักอาศัย และอาคารสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ ประกอบกับทำเลที่ตั้งของเมือง และสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยลำคลองที่ถูกใช้เป็นทางสัญจร ทำให้ต้องเกิดปัญหาดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือน พย ปี 2019 เกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เมืองทั้งเมืองจมน้ำประมาณประมาณ 80% ของพื้นที่ โดยมีระดับน้ำสูงสุดอยู่ที่ 1.87 เมตร ทำให้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องออกมาทบทวนแผนรับมืออีกครั้ง

อพารต์เมนต์ Fondamenta di San Giobbe โดย Gianmatteo Romegialli

เพื่อตอบรับกับเหตการณ์ดังกล่าว สถาปนิกจำนวนมากได้ทำการปรับปรุงอาคารเพื่อการอยู่อาศัยในเมืองให้สามารถรับมือกับปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปีได้ อย่างเช่นอพารต์เมนต์ Fondamenta di San Giobbe ซึ่งเป็นที่พักอาศัยริมคลองในเขต Cannaregio เมืองเวนิส ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 40 ตารางเมตร ได้ถูกออกแบบและปรับปรุงบริเวณชั้นล่างใหม่โดยสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงอาคารเก่า Gianmatteo Romegialli โดยโครงการนี้จะเป็นเหมือนเป็นการ upgrade ที่อยู่อาศัยให้สามารถป้องกันปัญหาน้ำท่วมได้ โดยพวกเขาได้ประเมินข้อมูลระดับน้ำทะเลตั้งแต่ปี 1870 – 2000 และคำนวนความจำเป็นที่โครงสร้างคอนกรีตจะต้องสูงขึ้นอีกอย่างน้อย 160 เซนติเมตรจากระดับปัจจุบัน เพื่อปกป้องระดับน้ำทำเลที่จะเอ่อล้นเข้ามาสร้างความเสียหายในพื้นที่

เมื่อเข้าไปในตัวอาคารจะพบขั้นบันไดที่นำไปสู่ขอบทางเข้า ซึ่งสูงจากระดับน้ำ 160 เซนติเมตรที่เป็นเสมือนกับเขื่อนกั้นน้ำ จากนั้นได้ลดระดับลงมายังพื้นที่พักผ่อนที่มีระดับ 120 เซนติเมตร โดยเลือกใช้คอนกรีตที่สามารถทนทานต่อน้ำท่วมได้ ส่วนพื้นที่ private area ที่เป็นห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัว จะสร้างขึ้นที่ระดับ 160 เซนติเมตรเช่นกัน โดยเหนือระดับดังกล่าวเป็นระยะที่ปลอดภัยต่อปัญหาน้ำท่วมและสามารถเลือกใช้วัสดุ interior decorate finishing ได้

สถาปนิกจึงเลือกใช้วัสดุจำพวกไม้สีขาวสะอาดตา กระเบื้องลวดลายกราฟฟิคสีโมโนโครมสมัยใหม่ตามแนวคิดที่จะเป็นการนำเสนอบริบทที่มีความร่วมสมัยอยู่ภายในสถาปัตยกรรมแบบเวนิสดั้งเดิมได้ โดยโครงการปรับปรุงอาคารสถาปัตยกรรมดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการอยู่ร่วมกันระหว่างแนวคิดการออกแบบที่มีความเรียบง่าย สวยงาม และการออกแบบที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมที่ช่วยป้องกันปัญหาความไม่ยั่งยืนของระบบนิเวศน์ได้อย่างดี

Fondazione Querini Stampalia โดย Carlo Scarpa

เช่นเดียวกับ Fondazione Querini Stampalia ซึ่งเป็นสถาบันและพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองเวนิส สร้างขึ้นเมื่อปี 1869 ในลักษณะสถาปัตยกรรมแบบเวนิสโกธิค ซึ่งเป็นสถานที่เก็บเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มรดกทางวัฒนธรรมและผลงานทางศิลปะที่สำคัญมากมาย ซึ่งต่อมาในปี 1949 ผู้อำนวยการของสถาบัน Manlio Dazzi ได้มอบหมายให้ Carlo Scarpa ปรมาจารย์ด้านสถาปัตยกรรมอิตาลีชาวเวนิส มาปรับปรุงและซ่อมแซมพื้นที่ของชั้นล่างของโครงการ ซึ่งอยู่ในสภาพที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ไม่สามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวในการจัดแสดงงานได้

Carlo Scarpa ได้ใช้เวลาปรับปรุงอาคารหลังนี้เป็นเวลากว่า 10 ปี โดยใช้การผสมผสานบริบทขององค์ประกอบของอาคารสถาปัตยกรรมแบบเวนิสเก่าและการ design ใหม่ได้อย่างอัศจรรย์ รวมถึงการพิจารณาถึงปัญหาน้ำท่วมที่เอ่อล้นเข้ามาทางช่องประตูเหล็กทางด้านหน้าอยู่เสมอ Scarpa จึงเลือกที่จะเคารพต่อลักษณะธรรมชาติของเวนิสที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เขาจึงได้ปล่อยให้น้ำเข้ามท่วมบริเวณชั้นล่างของอาคาร และให้น้ำเป็นส่วนหนึ่งของอาคารสถาปัตยกรรมแห่งนี้ ซึ่งก่อให้เกิดการรับรู้ด้านพื้นที่ระหว่างสถาปัตยกรรมกับธรรมชาติที่สวยงาม โดยทำการออกแบบทางเดินที่ยกสูง เป็น pattern เรขาคณิตที่ไม่เท่ากันอย่างสวยงาม มีขอบซีเมนต์เพื่อป้องกันน้ำท่วมไปยังส่วนอื่น

โดยมีองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมภายในที่มีเส้นสายที่สวยงามอย่างน่าทึ่ง รวมถึงการซ่อนกลไกประตูที่แลดูเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของผนังตกแต่งซึ่งเป็นเหมือนกับลายเซ็นการออกแบบของเขาอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ ตลอดจนความใส่ใจเรื่องสุนทรียะความงามของเนื้อแท้ของวัสดุ โดยการเลือกใช้วัสดุจำพวก โมเสค หิน travertine ตัดขอบด้วยเส้นทองเหลือง รวมถึงหิน Istrian ซึ่งเป็นหินที่มีลักษณะเฉพาะที่มักจะถูกเลือกใช้ในสถาปัตยกรรมแบบเวนิส

Procuratie Vecchie โดย David Chipperfield

อาคาร Procuratie Vecchie คือหนึ่งในกลุ่มอาคารแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองเวนิส เป็นอาคารยาวเชื่อมกัน 3 ด้านตามแนวขอบจตุรัสเซนต์มาร์ก ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมสมัยยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของอิตาลี สร้างขึ้นในปี 1538 โดยสถาปนิก Bartolomeo Bon และ Jacopo Sansovino ที่ใช้อาคารดังกล่าวเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการศิลปะและมูลนิธิต่างๆ ซึ่งเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลาและความเสื่อมสภาพของอาคารอันเนื่องจากปัญหาน้ำท่วม

ปัจจุบันอาคารดังกล่าวเป็นสำนักงานใหญ่ของ Generali บริษัทประกันภัยยักษ์ใหญ่ของอิตาลี และยังเป็นมูลนิธิใหม่ที่เรียกว่า Human Safety Net โดยได้รับการปรับปรุงใหม่โดยกลุ่มสถาปนิกจากอังกฤษ David Chipperfield เป็นเวลา 5 ปี และกำลังจะเสร็จสิ้นในฤดูใบไม้ผลิปี 2022 นี้ โดยอาคารแห่งนี้จะเปิดให้สาธารณชนเข้าชมเป็นครั้งแรกในรอบหลายร้อยปีที่ผ่านมา

โครงการบูรณะสถาปัตยกรรมที่มีความเก่าแก่มากกว่า 500 ปี เป็นส่วนหนึ่งของผังแม่บทที่จะผนักดันให้เมืองเวนิสเป็นเมืองหลวงแห่งความยั่งยืนของโลก ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายและมีรายละเอียดการบูรณะที่มีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ของเมืองเวนิสที่สำคัญ โดยทั้งหมดจะมีการสร้างแบบจำลองอาคารเพื่อให้ช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถการประเมินโครงสร้างอาคารที่ซับซ้อนมากแห่งนี้ได้แม่นยำ อย่างเช่นการตรวจสอบโครงสร้างบันไดและพื้นอาคารเดิมที่ต้องเสริมระบบความแข็งแรง รวมถึงการตำแหน่งการติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยที่ทันสมัย และการออกแบบระบบอาคารและลานยกสูงเพื่อควบคุมและป้องกันน้ำท่วม

การบูรณะโครงการดังกล่าว จะเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างการออกแบบสมัยใหม่และการฟื้นฟูความเก่าแก่ที่ทรงคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมให้มีสภาพใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุด พื้นที่ห้องโถงบริเวณชั้นสามและสี่ ทั้งที่พื้นไม้เดิมที่มีอยู่จะได้ได้รับการเสริมความแข็งแรง คานไม้และฝ้าเพดานตกแต่งที่มีอายุราว 600 ปี รวมถึงการที่จะต้องใช้ศิลปินและช่างฝีมือชาวเวนิสดั้งเดิมที่มีความชำนาญสูงในการบูรณะจิตรกรรมฝาผนังและโครงสร้างทั้งหมด

ตลอดจนการเลือกใช้วัสดุประกอบการก่อสร้างท้องถิ่นที่ได้จากภูมิภาคเมืองเวนิส ส่วนที่ทำการออกแบบภายในใหม่จะเลือกใช้วัสดุผนังตกแต่งไม้ลูกฟักที่มีเส้นสายแบบร่วมสมัย ลดทอนรายละเอียด โทนสีสว่างแลดูสะอาดตา ซึ่งเป็นการอยู่ร่วมกันระหว่างสิ่งเก่าและสิ่งใหม่ได้อย่างดี อีกทั้งยังมีการจัดแบ่งพื้นที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงและการเพิ่มฟังก์ชั่นใช้งานของอาคาร ให้รองรับกับการใช้งานที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน อย่างเช่น พื้นที่ทำงาน หอประชุม พื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ และสวน courtyard บริเวณดาดฟ้าซึ่งจะเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ของเมือง ที่สามารถรองรับกิจกรรมทางสังคมอันหลากหลายของเมืองเวนิสได้ โดยจะเข้าถึงได้โดยลิฟต์ที่ติดตั้งใหม่ทั้ง 2 ตัว

เมืองเวนิสไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆของโลกเท่านั้น แต่ยังคงเป็นหนึ่งใน destination ของผู้ที่ชื่นชอบทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปะ และการออกแบบ ที่สวยงาม เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงระหว่างความเก่าและความเป็นสมัยใหม่ได้อย่างน่าทึ่ง และควรค่าแก่การมาเยือนสักครั้งในชีวิต สุดท้ายนี้หากมีโอกาสเยือนที่เมืองเวนิส ลองใช้เวลายามพลบค่ำเดินลัดเลาะในเมือง จะพบว่าเมืองนี้มีการออกแบบ Urban lighting design ที่มีความสวยงามเป็น hidden gem อย่างมาก เงาสะท้อนและการรับรู้ที่เกิดขึ้นกับอาคารสถาปัตยกรรมในเมืองสวยงามราวกับภาพเขียนของศิลปินชั้นครูเลยทีเดียว

Writer
Torpong Limlunjakorn

Torpong Limlunjakorn

ฟันเฟืองเล็กๆ ในระบบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบ ที่พยายามสื่อสารแนวคิดผ่านตัวหนังสือ วันว่างมักจะหนีไปหายใจที่ใต้ทะเล เงียบๆ คนเดียว

Baan Sampeng รีโนเวท 1 จากอาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้น ให้เป็นบ้านหลังใหม่ของคู่รักวัยสร้างตัว

Baan Sampeng / 90 Sq.M for 2
รีโนเวท 1 จากอาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้น ให้เป็นบ้านหลังใหม่ของคู่รักวัยสร้างตัว

ลักษณะทั่วไปของอาคารพาณิชย์ที่เราพบเห็นได้ตามริมถนนหรือตรอกซอกซอย ต่างเป็นรูปแบบอาคารที่เอื้อให้ชั้นล่างเปิดทำการค้าขาย หรือไม่ก็เป็นบริษัทปิดสำหรับทำธุรกิจครอบครัว ในขณะที่ชั้นบนเป็นบ้านพักอาศัยที่ต้องอยู่ร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ หนึ่งในนั้นคือ Baan Sampeng อาคารพาณิชย์สูง 7 ชั้นใจกลางย่านสำเพ็งที่เป็นทั้งพื้นที่ธุรกิจจิวเวลรี่และพื้นที่อยู่อาศัยของครอบครัวใหญ่

และเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผ่าน เจนเนอเรชั่นใหม่ที่เริ่มสร้างครอบครัว คุณเคน-ชยพล อุดมศรีสำราญ และคุณไวส์-ศิรดา เลิศจรรยากุล คู่รักวัย 20 ปลายๆ ที่เพิ่งแต่งงานใหม่จึงตัดสินใจรีโนเวทพื้นที่ 1 ชั้นบริเวณชั้น 5 ของอาคารให้เป็นที่พักอาศัยส่วนตัว บนพื้นที่ใช้สอยขนาด 90 ตารางเมตร และได้พี่ชายของฝ่ายหญิงอย่างคุณกาจ-กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ สถาปนิกผู้ก่อตั้ง Physicalist มาเปลี่ยนพื้นที่ใจกลางเมืองที่วุ่นวายให้กลายเป็นบ้านขนาดพอดีที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการ

เปลี่ยนพื้นที่ 1 ชั้น ให้ตอบโจทย์ความต่างที่อยู่ด้วยกันได้

โจทย์ของการวางผังบนพื้นที่ 90 ตารางเมตร คุณกาจเริ่มต้นจากกิจกรรมและนิสัยของเจ้าของบ้าน ซึ่งมักจะมีเวลาส่วนตัวที่แยกย้ายกันไปทำกิจกรรมของตนเอง บางเวลาก็มีเพื่อนคุณเคนแวะเวียนมาสังสรรค์ เล่นเกมส์กันบ้างเป็นครั้งคราว ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึง พื้นที่สงบและเป็นส่วนตัวของคุณไวส์จึงเป็นสิ่งจำเป็น

นำมาสู่การออกแบบวางผัง โดยทีมสถาปนิกรื้อพื้นที่และผนังเดิมออก ก่อนจะจัดการแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใหม่ออกเป็น 3 โซนใหญ่ด้วยกันเรียงตามลำดับการเข้าถึง โดยโซนแรกจะเป็นโถงต้อนรับ ครัว Pantry และส่วนรับประทานอาหารที่เข้าถึงได้ผ่านบันไดและลิฟท์หลักซึ่งเป็นของเดิม ถัดมาเป็นโซนที่สองซึ่งอยู่ในลักษณะหน้าตาของห้องที่จงใจวางกั้นระหว่างโซนด้านหน้าและหลัง เพื่อไม่ให้พื้นที่ทั้งหมดเชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์ เพิ่มความเป็นส่วนตัวที่ทำให้ผู้อยู่อาศัยทั้งคู่สามารถมีมุมส่วนตัวได้ในบางเวลา

ซึ่งในโซนที่สองนี้มีฟังก์ชันเป็นพื้นที่กึ่งเซอร์วิสที่ประกอบด้วยห้องซักรีด walk-in closet และห้องน้ำที่สามารถเปิดประตูเลื่อนเข้า-ออกได้จากสองทาง

(ภาพแปลนบ้านบนขนาด 90 ตารางเมตร)

ภาพบ้านก่อนการรีโนเวท

“พอห้องนี้มันขวางอยู่ มันเลยทำให้เกิดพื้นที่ 2 ก้อน ด้านหน้าและด้านหลัง ถ้าเพื่อนมาปาร์ตี้ก็จะวุ่นวายอยู่แค่ข้างหน้า โดยความเป็นห้องจะมีแค่ห้องนอนและห้องเซอร์วิสตรงกลาง ส่วนที่เหลือเป็นคอมมอนเอเรียที่มีพื้นที่ทางเดินทำหน้าที่เชื่อมและแยกพื้นที่ 2 ก้อนนี้ออกจากกัน” สถาปนิกเล่า

โซนที่สามจัดวางอยู่ด้านในสุด ตามความต้องการความเป็นส่วนตัว โดยแบ่งเป็น 2 พื้นที่หลักๆ นั่นคือห้องนอนและห้องนั่งเล่นที่มีมุมทำงานเล็ก ๆ และมีประตูบานเลื่อนเชื่อมออกสู่ระเบียงที่มองเห็นบรรยากาศความคึกคักของย่านสำเพ็งหรือใช้เป็นพื้นที่เซอร์วิสสำหรับตากผ้าได้เช่นกัน

การออกแบบช่องเปิดที่สัมพันธ์กับสเปซ

ปกติแล้ว ในบ้านทั่วๆ ไป เราจะเห็นช่องเปิดขนาดและตำแหน่งที่ออกแบบซ้ำๆ กันไปหมด ซึ่งเมื่ออยู่อาศัยไปนานๆ บางครั้งเราก็พบว่า ช่องเปิดเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเรื่องอากาศ แสง หรือแม้แต่มุมมองได้เท่าที่ควร บ้านสำเพ็งไม่เป็นแบบนั้น! เพราะหนึ่งในเรื่องที่สถาปนิกให้ความสำคัญบนพื้นที่ขนาดไม่ใหญ่แห่งนี้ คือ การออกแบบช่องเปิดหรือแสงธรรมชาติที่จำเป็น ทำอย่างไรให้อาคารสูง 7 ชั้นสามารถนำแสงธรรมชาติ วิวทิวทัศน์ของบริบทรอบด้านเข้ามาในแบบที่ไม่วุ่นวายมากจนเกินไป?

บริเวณห้องรับประทานอาหาร สถาปนิกออกแบบช่องเปิดในลักษณะสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ครอปวิวภายนอกให้เหลือเพียงสัดส่วน Square 1:1 เพื่อนำแสงธรรมชาติเข้าสู่ภายใน ในขณะที่นำความวุ่นวายจากบริบทภายนอกเข้ามาในปริมาณที่พอดี “ถ้าช่องเปิดใหญ่ มันจะเสียความเป็นส่วนตัวไป เราเลยจัดการให้เข้ากับสเปซทำให้ผู้อยู่อาศัยไม่จำเป็นต้องประจันหน้ากับโลกภายนอกโดยตรง อารมณ์เดียวกับครอปรูปลงไอจี” คุณกาจเล่า

ส่วนโถงทางเดินจากโซนด้านหน้าไปสู่ด้านหลัง ออกแบบให้เป็นช่องเปิดยาวติดกับพื้นที่ที่นำแสงธรรมชาติจากภายนอกเข้ามาในขณะที่รักษาความเป็นส่วนตัวจากมุมมองของเพื่อนบ้าน บริเวณสุดทางเดิน ยังคงมีบานเปิดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ที่นำทั้งแสงและลมเข้าสู่ภายใน “ช่องเปิดสามอันที่เรียงตัวกันอยู่ เราพยายามออกแบบให้มันไม่เป็นทางการ โดยพยายามสร้างช่องเปิดในลักษณะแรนดอมที่เป็นของสเปซใครสเปซมัน แต่มีสเกลที่สอดคล้องกับพื้นที่นั้นๆ”    

ในขณะที่ห้องนอนนำแสงเข้าผ่านช่องเปิดบานเล็ก และบานหน้าต่างขนาดสูงเท่าหัวเตียง นอกจากนั้นด้วยความที่วิวและบรรยากาศด้านนอกค่อนข้างมีรายละเอียดและความวุ่นวายมากพอสมควร งานวัสดุ ทางสถาปนิกจึงเลือกใช้โทนสีขาว กระเบื้องพื้นสีเทา และไม้วีเนียร์ เติมเต็มบรรยากาศให้พื้นที่ขนาดไม่ใหญ่มากกลายเป็นบ้านสงบ ส่วนตัวและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน

Location : Sampeng Market, Bangkok, Thailand
Architectural Design : Physicalist
Design Team : Karjvit Rirermvanich, Kalapa Numphueng
Images : Soopakorn Srisakul

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

บ้านพระจันทร์ ส่วนผสมระหว่างความต้องการประโยชน์ใช้สอยแบบใหม่และการรักษาความทรงจำที่มีกับบ้านหลังเดิม

บ้านพระจันทร์
ส่วนผสมระหว่างความต้องการประโยชน์ใช้สอยแบบใหม่และการรักษาความทรงจำที่มีกับบ้านหลังเดิม

อาจเป็นเพราะเจ้าของบ้านมีชื่อว่า “จันทร์เจ้า” บ้านหลังนี้จึงชื่อ “บ้านพระจันทร์”

ในปัจจุบัน ระหว่างการซื้อบ้านหลังใหม่กับการรีโนเวทบ้านหลังเก่าเพื่ออยู่อาศัย คงเป็นคำถามที่หลายคนพยายามหาคำตอบ ถ้าย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ก็อาจเสียดายความทรงจำกับบ้านที่อยู่มาตั้งแต่เกิด หรือหากตอบได้ว่าอยากอยู่บ้านหลังเดิมที่เติบโตมา ก็อาจนึกไม่ออกว่าสามารถทำให้บ้านหลังเก่านั้นน่าอยู่ขึ้นได้อย่างไร

ภาพก่อนและหลังรีโนเวท
ภาพก่อนและหลังรีโนเวท

ความทรงจำ ความสุขและความทุกข์ ประสบการณ์ต่างๆ รวมถึงการใช้ชีวิตในสถานที่เดิม เป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจมากมายสำหรับหลายๆ คน บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่คุณ “จันทร์เจ้า” อยู่มาตั้งแต่เด็ก สิบปีผ่านไป กาลเวลาจึงทำให้บ้านเกิดความชำรุดทรุดโทรม สวนทางกับการเติบโตและความต้องการที่มากขึ้นของผู้ใช้งาน พื้นที่ที่จำกัดคับแคบ เช่นเดียวกับฟังก์ชันเดิมซึ่งไม่ตอบสนองความต้องการในการใช้งานอีกต่อไป

ด้วยความผูกผันและความอบอุ่นที่ยังเป็นภาพจำในใจ โครงการพลิกโฉมทาวน์เฮาส์เก่าอายุ 40 กว่าปีให้เป็นสตูดิโอทำงานออกแบบและบ้านพักสำหรับคนรุ่นใหม่อย่าง “บ้านพระจันทร์” จึงเริ่มต้นขึ้น

ลักษณะทางกายภาพเดิมคือทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นขนาด 18 ตารางวาหน้ากว้าง 3.7 เมตร ทึบ แคบ และอับลม พื้นที่ ทำให้ไม่ตอบโจทย์เรื่องความต้องการของผู้พักอาศัย ผู้ออกแบบปรับเปลี่ยนพื้นที่ภายใน โดยไม่ได้คำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยแนวราบเท่านั้น แต่พยายามเพิ่มพื้นที่ในแนวดิ่งให้เกิดประโยชน์ และพยายามไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างหลักของอาคารเดิม

ภาพแสดงแนวคิดการออกแบบ
ภาพแปลนชั้น 1
ภาพแปลนชั้น 2
ภาพแปลนชั้น 3

พื้นที่ภายในชั้น 1 เปลี่ยนแปลงไปจากการพยายามเพิ่มพื้นที่ใช้สอยก็จะพยายามเพิ่มช่องเปิด และนำแสงเข้าในอาคาร ขยายขนาดห้องส่วนต่างๆ รวมถึงการเพิ่มระบบการจัดเก็บที่ดีขึ้น ผู้ออกแบบเลือกทำตู้เหล็กบานสูงจรดคานชั้น 2 เพื่อจะเก็บของที่มีในบ้านได้อย่างเต็มที่ เป็นระบบ แต่ยังเป็นระเบียบเรียบร้อย ในส่วนของห้องน้ำชั้นล่างและชั้นบน มีการแบ่งสัดส่วนการใช้งานให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

ส่วนพื้นที่ชั้น 2 แบ่งเป็นส่วนพักผ่อน ส่วนทำงาน และส่วนห้องนอน ทั้งยังเพิ่มพื้นที่พิเศษสำหรับเจ้าของบ้าน ซึ่งเป็นอีกหนึ่ง highlight ของบ้าน ชั้นลอยใต้หลังคาจั่วเดิม ที่ยังคงร่องรอยของโครงสร้างที่เคยมีอยู่เดิม พื้นที่นี้มีการติดหน้าต่างขนาดเล็กเพื่อจะสามารถส่องดูดาวและเห็นท้องฟ้าได้ทุกเวลา

บ้านพระจันทร์จึงเปรียบเสมือนโฉมหน้าของบ้านสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่ถูกทำให้เติบโตขึ้นไปพร้อมกับความต้องการของเจ้าของ เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นว่าบ้านหลังเก่าก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ที่น่าอยู่มากขึ้น แต่มีความสุขคงเดิมได้ต่อไป

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Location : ซอยวิภาวดีรังสิต 37 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ
Gross Built Area: 110 ตารางเมตร 
Completion Year : 2021

Architect  & Interior Firm: SMO Design Studio
Lead Architects:  Phisit Thongda
Design Team: Phisit Thongda , Alisa Suphap , Yada Junwiset
Owner: Nata Thongda
Photographer: Chayaphol Parachart

Phetkasem Artist Studio กับการรีโนเวททาวน์เฮาส์เก่าผ่านการสำรวจและคิดค้น ‘อิฐท่อเหล็ก’

Phetkasem Artist Studio
กับการรีโนเวททาวน์เฮาส์เก่าผ่านการสำรวจและคิดค้น ‘อิฐท่อเหล็ก’

ย้อนเวลากลับไปเมื่อสามสิบปีก่อน หากเราลองสังเกตรูปร่างหน้าตาของบ้านทาวน์เฮาส์หรืออาคารพาณิชย์ เราจะพบองค์ประกอบหนึ่งที่คล้ายคลึงกัน มองไปทางไหนก็คล้ายกันไปเสียหมด สิ่งนั้นคือ โครงสร้างที่แต่ละบ้านต่างต่อเติมไปตามวิถีชีวิต และเรื่องราวของตนไม่ว่าจะเป็นการต่อเติมรั้วเพื่อให้ได้พื้นที่โรงรถที่ใหญ่ขึ้น ต่อเติมหลังคาเพื่อให้มีพื้นที่เก็บของที่มากขึ้น ทำกันสาดเพื่อตอบสนองความยืดหยุ่นในการใช้งาน หรือแม้แต่การตั้งไม้กระถางหน้าบ้านเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่มีอยู่อย่างจำกัด

ซึ่งโครงสร้างต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้น ‘ชั่วคราว’ นี้กลับกลมกลืนกันอย่างน่าประหลาด ผ่านการเลือกใช้วัสดุโลหะอย่าง ‘ท่อเหล็กและกล่องเหล็ก สะท้อนถึงความเป็น ‘วัสดุหาง่ายในประเทศไทย’ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไป ประเทศไทยเรา เคยเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ แต่น่าเสียดายที่วัสดุนี้ กลับไม่ได้รับการออกแบบที่แสดงเอกลักษณ์ของความเป็นเหล็กได้อย่างแท้จริง เพราะมักจะถูกนำไปใช้ในงานโครงสร้าง ป้ายโฆษณา หรือเหล็กดัดกันขโมย ที่เราเห็นกันบ่อยๆ เสียมากกว่า

หลังจากที่ ป้อ-กุลธิดา ทรงกิตติภักดี และ Jenchieh Hung ทำงานเป็นสถาปนิกมากประสบการณ์ในต่างประเทศอยู่หลายปี และได้ร่วมกันก่อตั้ง HAS design and research ที่เซี่ยงไฮ้ เมื่อเกิดโควิด-19 เมื่อช่วงต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ทั้งคู่จึงได้โอกาสกลับมาใช้ชีวิตที่เมืองไทยอีกครั้ง ก่อนจะร่วมกันรีโนเวททาวน์เฮาส์เก่าในซอยเพชรเกษม ให้กลายเป็นที่ตั้งของ HAS design and research สาขากรุงเทพฯ และบ้านพักอาศัย โดยนำการทดลองเรื่องวัสดุ อิฐท่อเหล็ก’ ที่ค้นพบและสนใจในบ้านไทยปัจจุบันมาประยุกต์จนลงตัวใน Phetkasem Artist Studio

ออกสำรวจวัสดุไปกับบ้านไทยในปัจจุบัน

เมื่อออกสำรวจการใช้งานของเหล็กตามตึกรามบ้านช่องของไทยในปัจจุบัน รวมถึงบ้านในละแวกใกล้เคียง คุณสมบัติที่ทีมออกแบบค้นพบและคิดว่าน่าดึงดูดใจที่สุด คือ ‘ความโค้งและความเบากลวงของท่อเหล็ก’ ซึ่งน่าแปลกที่เราแทบจะไม่เห็นลักษณะเหล่านี้จากการใช้งานในปัจจุบัน

(รั้วท่อเหล็กที่มีให้เห็นทุกที่ในประเทศไทย ภาพถ่ายจากการสำรวจอาคารในบริเวณโดยรอบ)

เมื่อต้องมาออกแบบ แปลงโฉม Phetkasem Artist Studio ผู้ออกแบบจึงทดลองนำวัสดุท่อเหล็กที่มีอยู่เดิมมาปรับใช้ในรูปแบบใหม่โดยได้ความร่วมมือจากผู้ผลิตท่อเหล็กที่มีชื่อเสียงของไทยอย่าง บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน) สู่ผลลัพธ์ของการริเริ่มนำท่อเหล็กมาต่อกันในลักษณะของยูนิต สร้างรูปแบบใหม่ในการติดตั้ง ‘อิฐท่อเหล็ก’ ที่มีความสูงและความกว้างเกือบ 4 เมตร โดยใช้ท่อเหล็กผ่าครึ่ง หันด้านในท่อออก เล่นลวดลายจากขนาดของท่อ 5 ขนาดที่ต่างกัน นำมาประกบกัน 2 ด้าน กลายเป็นอิฐ  3 รูปแบบที่สามารถหมุนและกลับด้านในการประกอบ เกิดเส้นสาย ลวดลายบนผนังที่สร้างความหลากหลายได้อย่างน่าสนใจ

(ภาพแนวคิดวัสดุอิฐท่อเหล็กสร้างขึ้นจากช่างฝีมือท้องถิ่น โดยสามารถนำมาสร้างรูปแบบของผนังได้กว่า 10 รูปแบบ)

นอกจากนั้น อิฐท่อเหล็กยังถูกผสานไปกับการพ่นพื้นผิวที่คล้ายดินบนวัสดุท่อเหล็กเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะทำให้ความรู้สึกในการรับรู้วัสดุเปลี่ยนไป และช่วยสร้างบรรยากาศใกล้ชิดธรรมชาติให้เกิดขึ้นในพื้นที่แล้ว การทำพื้นผิวในลักษณะนี้ ยังมีข้อดีตรงที่ช่วยลดความร้อนที่เกิดจากการสะสมในตัววัสดุเหล็กแบบดั้งเดิมอีกด้วย

วัสดุสอดผสานกับงานสถาปัตยกรรม

ผนังอิฐท่อเหล็กที่ทีมออกแบบคิดค้น ถูกตั้งต้นนำมาใช้เป็นผนังภายนอกของ Phetkasem Artist Studio ซึ่งทำหน้าที่โอบล้อมพื้นที่กึ่งเปิดโล่งให้เกิดความเงียบสงบสอดผสานไปกับการเติบโตของพรรณไม้ท้องถิ่น วัสดุชิ้นใหม่ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยการสร้างประสบการณ์การเข้าถึงที่น่าตื่นตา

ด้วยความตั้งใจที่ต้องการให้วิถีชีวิตใหม่ในบริบทเดิมยังคงใกล้ชิดกับธรรมชาติ บริเวณชั้น 1 สถาปนิกตั้งใจให้พื้นที่สามารถเปิดโล่งโดยไม่จำเป็นต้องใช้งานร่วมกับเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การออกแบบจึงเชื่อมโยงพื้นที่ด้านหน้าและสวนหลังบ้านผ่านช่องรับแสงที่แทรกอยู่ระหว่างผนังท่อเหล็กภายนอกอาคารและผนังปูนที่อยู่ภายใน เกิดเป็นอุโมงค์ลมที่พัดผ่านเข้ามายังพื้นที่ ลดดีกรีความร้อนจากอุณหภูมิเกือบ 40 องศาเซลเซียสของกรุงเทพฯ ให้เจือจางลง

Phetkasem Artist Studio ไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังเป็นที่อยู่อาศัยที่ผสมผสานการใช้ชีวิตและการพักผ่อน โดยรูปแบบพื้นที่ใหม่นี้ยังทำลายภาพลักษณ์ของทาวน์เฮาส์เก่าไปอย่างสิ้นเชิง รวมถึงเปลี่ยนมุมมองของข้อจำกัดการใช้วัสดุในประเทศไทย ให้เกิดรูปแบบของการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ในขณะที่ยังคำนึงถึงบริบท ภูมิอากาศและความเป็นถิ่นที่ที่เราคุ้นเคย

นอกจากรั้ว ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ ที่สถาปนิกทำงานกับผู้ผลิต ไม่ว่าจะเป็นงานประตู-หน้าต่างอะลูมิเนียมที่ออกแบบบานพับและมือจับขึ้นใหม่ให้ดูบาง และมีการเก็บรายละเอียดต่างๆ ให้สวยงามมากขึ้น การออกแบบแสงสว่าง งานด้านสุขภัณฑ์ งานเฟอร์นิเจอร์ งานออกแบบภูมิทัศน์ และงานออกแบบกราฟิก

ถึงแม้จะเป็นการปรับปรุงอาคารเก่าที่มีข้อจำกัดในเรื่องของขนาดและโครงสร้าง แต่ HAS design and research กลับทลายข้อจำกัดเหล่านี้และสร้างสถาปัตยกรรมผ่านการทดลองวัสดุ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้เกิดเรื่องราวสร้างสรรค์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับการใช้งานมากขึ้นกว่าที่เป็น ซึ่งทางผู้ออกแบบยังเชื่อว่าผลงานชิ้นนี้จะทำให้ผู้คนที่พบเห็นมีความเชื่อและจินตนาการถึงความสร้างสรรค์ใหม่ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่กำลังจะมาถึง

Project Information
Design Company: HAS design and research
Design Team: Jenchieh Hung, Kulthida Songkittipakdee, Zidong Fan, Jiaqi Han
Steel wall production consultant: Pacific Pipe Co., Ltd.
Aluminum production consultant: Goldstar Metal Co., Ltd.
Aluminum door and window technology: AB&W Innovation Co., Ltd.
Aluminum door and window constructor: Fix and Slide
Lighting design: Jenna Tsailin Liu
Lighting technology: Visual Feast (VF)
Sanitaryware consultant: American Standard
Landscape consultant: Ratchaneeya Yangthaisong
Landscape constructor: FloraScape
Signage design: Qi Zhou
Signage consultant: Shanghai View Studio
Home living furniture: niiq
Construction consultant: Chanin Limapornvanich

Site area: 110 sq.m.
Gross built area: 150 sq.m.
Photo credit: Ketsiree Wongwan

 

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

ปรับลุค…เปลี่ยนยุค Bourse de Commerce renovation by Tadao Ando

ปรับลุค…เปลี่ยนยุค
Bourse de Commerce Renovation by Tadao Ando

การรีโนเวท (Renovation) สถาปัตยกรรมดูจะเป็นหนทางช่วยต่ออายุอาคารเก่าแก่ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง แถมการฟื้นคืนชีวิตให้กับอาคารเก่าในยุคนี้มักจะเป็นการบูรณะบนแนวคิดใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องจำเจอยู่กับขนบเดิมๆ เสมอไป ทุกวันนี้เราจึงได้เห็นการแต่งเติมไอเดียต่างๆ ผสานลงไปกับคุณค่าดั้งเดิมจนทำให้ผลลัพท์ที่ออกมากลายเป็นงานอัตลักษณ์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนที่ไหน แล้วนั่นก็รวมถึงโปรเจกต์ล่าสุดอย่าง Bourse de Commerce ในกรุงปารีสที่เพิ่งเผยโฉมใหม่ออกมาหมาดๆ และกลายเป็นแหล่งประวัติศาสตร์ยุคใหม่ที่น่าสนใจขึ้นมาในทันที แล้วเสน่ห์ของการรีโนเวทครั้งนี้ก็ช่วยส่งผ่านสถาปัตยกรรมยุคเก่าสู่สถาปัตยกรรมยุคใหม่ได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว

เมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2021 ที่ผ่านมาภาพโฉมใหม่ของ Bourse de Commerce หลังการรีโนเวทครั้งล่าสุดก็ถูกเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้เห็นเป็นครั้งแรก สิ่งที่สะดุดตาลำดับแรกสุดกลับกลายเป็นความขัดแย้งของการปะทะกันระหว่างดีไซน์สมัยใหม่กับการออกแบบสมัยเก่าอย่างรุนแรงทีเดียว จุดดึงดูดสายตาที่ว่านี้ก็คือเจ้ากำแพงปูนดิบผิวเรียบสไตล์มินิมอลที่ผุดขึ้นท่ามกลางห้องโถงที่เป็นสถาปัตยกรรมยุคเก่าแสนคลาสสิก บ้างก็ว่ามันเป็นความอึดอัดที่อธิบายไม่ถูก แต่บางคนก็ว่านี่คือการสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเช่นกัน จะว่าไปแล้วความขัดแย้งนี้ดูจะเป็นความตั้งใจของผู้ออกแบบที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของทั้งสองฝั่งไปพร้อมๆ กัน เพราะหากคุณยืนอยู่ตรงกลางห้องโถงแล้วมองไปรอบๆ คุณก็จะเห็นกำแพงปูนสุดเรียบหรูตามแบบฉบับดีไซน์ยุคใหม่ที่อยู่ร่วมกับหลังคาโดมอันแสนอลังการตามแบบฉบับสถาปัตยกรรมยุคเก่าอย่างลงตัวในแบบที่ไม่มีใครเด่นกว่าใคร

Tadao Ando ผู้อยู่เบื้องหลังการปรับโฉม Bourse de Commerce

หากมองดูสไตล์ของสถาปัตยกรรมที่ผุดขึ้นมาใหม่นี้หลายคนก็คงรู้ได้ในทันทีว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการรีโนเวทครั้งสำคัญนี้คงเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากสถาปนิกชาวญี่ปุ่นเจ้าของรางวัล Pritzker Architecture Prize ประจำปี 1995 อย่าง Tadao Ando แน่ๆ เพราะเอกลักษณ์ที่เป็นเสมือนลายเซ็นต์ของเขามันปรากฏในงานสถาปัตยกรรมที่ถูกรีโนเวทใหม่ในครั้งนี้อย่างชัดเจนทีเดียว

ภาพของกำแพงปูนเปลือยผิวเรียบสีธรรมชาติที่เป็นทั้งโครงสร้าง ดีไซน์ ฟังก์ชั่นต่างๆ ไปจนถึงฟาซาดของอาคารกลายเป็นวัตถุดิบหลักที่เขาจะต้องหยิบมันใส่ลงไปในการสร้างสรรค์งานของเขาทุกชิ้นเสมอ สำหรับการปรับโฉม Bourse de Commerce ในครั้งนี้เขาก็จงใจสร้างกำแพงปูนเปลือยล้อมรอบภายในโถงกลางจนกลายเป็นห้องทรงกระบอก (Cylindrical Concrete Wall) ที่มีความสูง 9 เมตร ยาว (เส้นรอบวง) 29 เมตร ให้ผุดขึ้นภายใต้หลังคาโดม (Rotunda) แสนคลาสสิก หากมองผิวเผินก็อาจคิดว่ากำแพงนี้ผุดขึ้นมาบดบังทัศนียภาพตลอดจนปกปิดมุมมองสถาปัตยกรรมดั้งเดิมจนหมดสิ้น แต่อันที่จริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ล้วนมีเหตุผลในตัวของมันเองเรียบร้อยแล้ว

กำแพงทรงกระบอกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้โอบล้อมจนทำให้พื้นที่ด้านในกลายเป็น Exhibition Hall ที่หรูหรามีระดับ ขณะเดียวกันมันก็ทำหน้าที่แบ่งกั้นให้โซนด้านนอกรอบกำแพงกลายเป็นแหล่งแสดงงานไปพร้อมกันอีกโซน ซึ่งช่องว่างตรงจุดนี้ทำให้เราได้เดินชมอาคารในมุมมองใหม่ที่ราวกับว่ากำลังเดินชมงานศิลปะอันล้ำค่าไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้สถาปนิกยังออกแบบบันไดให้สามารถเดินขึ้นไปด้านบนเหนือกำแพงทรงกระบอกซึ่งเมื่อถึงข้างบนเราก็จะพบกับเส้นทางเดินแนววงกลมที่กลายเป็นระเบียงชมงานศิลปะอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ตรงจุดนี้ทำให้เราสามารถขึ้นไปชมงานจิตรกรรมฝาผนังตลอดจนสถาปัตยกรรมอันแสนประณีตได้ใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

การออกแบบของ Ando ในคราวนี้ได้ทำให้ Bourse de Commerce เป็นมากกว่าแค่สถานที่แสดงงานศิลปะ เพราะในขณะเดียวกันตัวอาคารเองก็ถูกสถาปัตยกรรมของเขาทำให้มันกลายเป็นผลงานศิลปะที่ผู้ชมสามารถเสพไปพร้อมกับงานศิลปะได้ในตัว แล้วการรีโนเวทครั้งนี้ก็ไม่ได้อยู่เฉพาะส่วนของ Rotunda เท่านั้น เพราะโซนนอกโถงอาคารหลักก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นห้องแสดงนิทรรศการในรูปแบบต่างๆ ด้วยเช่นกัน

แต่รายละเอียดการออกแบบที่น่าสนใจยังไม่หมดอยู่เพียงแค่นี้ เพราะอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจก็คือบริเวณชั้นใต้ดินของโถง Rotunda ที่มีการเชื่อมต่อแนวกำแพงโค้งจากด้านบนสู่แนวกำแพงด้านล่างเช่นกัน สำหรับฟังก์ชันในส่วนนี้ก็คือการแบ่งพื้นที่เพื่อจัดแสดงงานศิลปะได้หลากหลายห้องและมีรูปแบบแปลกตาที่น่าสนใจไม่แพ้กัน สิ่งที่แตกต่างไปสักหน่อยก็คือตรงกลางด้านล่างนั้นไม่ใช่พื้นที่โล่งแต่กลับถูกปรับให้เป็นห้องประชุมเอนกประสงค์ทรงกระบอกที่ล้อกันกับโถงศิลปะด้านบนได้อย่างดีทีเดียว

สำหรับประวัติศาสตร์ของ Bourse de Commerce นี้แรกเริ่มเดิมทีมันถูกสร้างขึ้นในปี 1763 ให้เป็นยุ้งฉางเก็บข้าวสาลีตลอดจนเป็นตลาดกลางในการค้าขายที่สำคัญของปารีส ก่อนที่จะถูกปรับมาเป็นศูนย์กลางตลาดหุ้น (Stock Exchange) ของฝรั่งเศสในราวปี 1854 กระทั่งตลาดหุ้นย้ายไปยังที่ทำการใหม่ ต่อมาในปี 2016 ก็เปลี่ยนมือมาอยู่กับนักธุรกิจมหาเศรษฐีชาวฝรั่งเศสอย่าง François Pinault ที่เป็นผู้ก่อตั้งองค์กร Kering เจ้าของแบรนด์หรูระดับโลกอย่าง Gucci, Yves Saint Laurent และ Bottega Veneta นั่นเอง โดยทางกรุงปารีสได้อนุมัติให้เขาปรับโฉมมรดกทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญนี้ให้กลายเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะร่วมสมัย (Contemporary Art Museum) ตลอดจนจัดแสดงศิลปะสะสมของตัวเขาเองที่มีอยู่กว่า 3,500 ชิ้นงาน ซึ่งมหาเศรษฐีผู้นี้เองนั่นล่ะที่เป็นคนเรียกให้ Ando เข้ามาเป็นคีย์แมนสำคัญในการรีโนเวทครั้งใหญ่นี้

เปลี่ยนโบราณสถานยุคเก่า สู่สถาปัตยกรรมยุคเก๋า

การรีโนเวทที่ถูกตีความใหม่ให้มีแนวความคิดกว้างกว่าแค่การบูรณะนั้นอาจเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันไม่จบว่ามันเหมาะสมหรือไม่ เพราะหากมองในมุมมองของสายงานอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ก็อาจมองว่าโปรเจกต์นี้ดูไม่โอเคสักเท่าไร แต่หากมองในมุมมองของแวดวงสถาปัตยกรรมไปจนถึงนักออกแบบก็อาจมองว่าไอเดียนี้ช่างกล้าและเจ๋งไม่น้อย

แน่นอนว่ากรณีไหนๆ ก็ไม่มีใครถูกหรือผิด เช่นเดียวกับแนวความคิดของ Ando ที่หนึ่งในสไตล์งานอันโดดเด่นของเขาก็คือการฟื้นชีวิตสถาปัตยรรมเก่าให้มีคุณค่าอีกครั้งด้วยการผสานอัตลักษณ์ใหม่เข้าไปอย่างกลมกลืนนั่นเอง แนวความคิดนี้อยู่บนพื้นฐานจิตวิญญาณแบบฉบับญี่ปุ่นอย่าง 再生 (saisei) ที่เขานำมาปรับเป็นวิถีแห่งการบูรณะในแบบฉบับของตัวเอง ซึ่งคำนี้มีความหมายได้หลากหลายมิติตั้งแต่ การเกิดใหม่ (Rebirth) การปรับโครงสร้างใหม่ (Reconstruction) การปรับการผลิตใหม่ (Reproduction) การสร้างสรรค์ใหม่ (Recreation) ไปจนถึงประโยคที่กินใจอย่าง Return to Life การกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง แล้วสำหรับ “ไซเซย์” ที่บริบทของ Ando อาจนิยามลึกขึ้นไปอีกเพราะมันคือ “Regeneration” หรือการปรับยุคใหม่ที่ทำให้ความดั้งเดิมกลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบใหม่สำหรับยุคสมัยใหม่นั่นเอง

ย้อนไปในอดีต … สถาปัตยกรรม Bourse de Commerce นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยการออกแบบของ Nicolas Le Camus de Mézières สถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่โด่งดังในยุคนั้น แรกเริ่มเดิมทีอาคารนี้ถูกสร้างขึ้นให้เป็นตึกทรงกระบอกสองชั้นแบบเรียบง่ายที่ไม่ได้หรูหราอะไรนัก แถมบริเวณตรงกลางอาคารยังเป็นพื้นที่โล่งแบบไม่มีหลังคาปกคลุมอีกต่างหาก อย่างไรก็ดีรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์นี้ก็ยังคงถูกอนุรักษ์ไว้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้และนั่นกลับกลายเป็นอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่แข็งแกร่งและมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่โดดเด่นทีเดียว

ต่อมาในปี 1783 ได้มีการสร้างโดมไม้ครอบด้านบนขึ้นมาซึ่งผู้ที่ออกแบบคราวนี้ก็คือ Jacques-Guillaume Legrand และ Jacques Molinos ก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้เผาทำลายไปในปี 1802 จนเสียหายหมดสิ้น แต่เหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้นก็กลับกลายเป็นเหตุผลให้เกิดการออกแบบโครงสร้างหลังคาใหม่ให้แข็งแรงและสวยงามยิ่งขึ้น โดยผู้ออกแบบครั้งนี้ก็คือ François-Joseph Bélanger ที่สร้างหลังคาโดมขึ้นมาใหม่จากโครงสร้างเหล็กที่แสนประณีตงดงาม จนมันกลายมาเป็นอัตลักษณ์แห่งความวิจิตรที่โดดเด่นมาจนถึงยุคปัจจุบันเช่นกัน

อย่างไรก็ตามระหว่างทางก็มีการรีโนเวทเกิดขึ้นหลายครั้งโดยเฉพาะครั้งสำคัญนั้นเกิดขึ้นในปี 1886 ที่เป็นการรีโนเวทครั้งใหญ่ ในส่วนของของอาคารและโครงสร้างหลักยังถูกอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดีเช่นเดิมทุกประการ แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือการเติมแต่งรายละเอียดต่างๆ ที่วิจิตรลงไปทั้งภายในและภายนอก ตั้งแต่หน้าบันและซุ้มประตูสไตล์โรมัน รูปปั้นต่างๆ ไปจนกระทั่งการเชิญศิลปินผู้มีชื่อเสียงในยุคนั้นมาวาดจิตรกรรมฝาผนังบริเวณฐานเพดานโดมที่แสนงดงามเพื่อถ่ายทอดถึงประวัติศาสตร์การค้าในภูมิภาคทั้ง 5 ของโลกให้สอดคล้องกับการปรับเปลี่ยนอาคารสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการเงินของประเทศนั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันศิลปะใต้หลังคาโดมชิ้นนี้ (ตลอดจนอาคาร Bourse de Commerce) ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็น Monument Historique โบราณสถานแห่งชาติของฝรั่งเศสมาตั้งแต่ปี 1975 แล้วก็นับว่านี่คือผลงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีชชิ้นสำคัญของพิพิธภัณฑ์ศิลปะแห่งนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งการสร้างสรรค์ของ Ando ในครั้งนี้น่าจะเป็นการตอบโจทย์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับการมอบชีวิตใหม่ให้โบราณสถานอันทรงคุณค่าแห่งนี้ด้วยเช่นกัน

Writer

Music and Art Tale ธุรกิจที่เติบโตจากการลองผิดลองถูกของเจ้าของบริษัทออกแบบที่ชื่นชอบศิลปะและดนตรี

Music and Art Tale
ธุรกิจที่เติบโตจากการลองผิดลองถูกของเจ้าของบริษัทออกแบบที่ชื่นชอบศิลปะและดนตรี

ตึกแถวสองชั้นอายุราว 50 ปี ย่านชุมชนเก่าในซอยกิ่งเพชร ถนนเพชรบุรีซอย 5 ทรุดโทรมตามกาลเวลา เมื่อต้องการจะปรับปรุงพื้นที่ภายในอาคารใหม่เพื่อซ่อมแซมส่วนชำรุดและเพิ่มเติมพื้นที่ใช้ส่อยให้เกิดประโยชน์มากขึ้น จึงต้องคิดว่างแผนกันยกใหญ่ ทีมสถาปนิกใช้เวลาคิดโปรแกรม ออกแบบปรับปรุงอาคารอยู่ประมาณ 1 ปี ลงมือปรับปรุงอีกประมาณ 1 ปีเศษ จึงเกิดเป็น Music and Art Tale – Phayathai  พื้นที่สำนักงานให้เช่า และ Art Gallery

พื้นที่สำนักงานให้เช่า และ Art Gallery

พื้นที่สำนักงานให้เช่า และ Art Gallery  คือความคิดที่ตั้งใจไว้แต่แรก
หลังจากตัดสินใจรื้อพื้นบริเวณชั้น 2 และทุบด้านหน้าของอาคารออกเพื่อสร้าง Double Space บริเวณโถงทางเข้า
ฟาซาดอาคารด้านหน้าถูกออกแบบด้วยเหล็กเชื่อมกันเกิดเป็นมิติตื้น – ลึกที่มองเห็นได้จากบริเวณโดยรอบ  อีกทั้งยังลดทอนความทึบหนาของวัสดุเหล็กด้วยการเจาะรู และติดตั้งเฟรมกระจก ปิดท้ายด้วยการใช้สีอาคารภายนอกเป็นโทนสีดำ เพื่อขับรูปลักษณ์ภายนอก และการครอบครองพื้นที่ของอาคารให้เด่นชัดมากขึ้น

ภาพก่อนและหลังรีโนเวท

สีแดง กับภาพเขียน

บริเวณพื้นที่ชั้นล่าง สถาปนิกออกแบบให้เป็นส่วน Common และ Meeting Area สำหรับลูกค้าที่ผู้เช่าต้องการต้อนรับ บริเวณใต้บันไดออกแบบให้เป็น Mini Bar ขนาดเล็กที่ช่วยปกปิดความยุ่งเหยิงที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยหน้าบานเลื่อนอะคริลิคใสสีแดงแบบเต็มบานจากพื้นจรดเพดาน ซึ่งยึดเข้ากับโครงเหล็กและหมุดเงิน ที่ทำหน้าที่เสมือนกระดูก

ผนังที่เต็มไปด้วยภาพเขียนหลากสีสันบริเวณทางเข้า ตลอดจนผนังต่างๆ ทั่วโครงการ ยังช่วยลดความกระด้างของเหล็กซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของอาคารแห่งนี้

พื้นที่ชั้น 2 ประกอบด้วยห้องสตูดิโอด้านหน้า และด้านหลัง โดยสตูดิโอส่วนหน้าจะถูกห้อมล้อมด้วยผนังเฟรมเหล็กติดกระจกใส มองเห็น Void และไฟระย้าได้ เกิดเป็นสเปซ ใหม่ที่สามารถหายใจได้ ส่วนสตูดิโอด้านหลังเหมาะสำหรับผู้เช่าที่มีจำนวนมากกว่า โดยมีห้องน้ำในตัวเสริม

ผนังส่วนใหญ่ใช้เป็นผนังเบาเพื่อลดน้ำหนักโครงสร้างที่เพิ่มเข้าไป และเสริมความแข็งแรงโครงสร้างด้วยคานเหล็กบีมเป็นระยะ รวมถึงสร้างเอฟเฟ็กต์ให้เพดาน ด้วยการใช้ไฟเส้นสีวอร์มไวท์ติดตามแนวยาวของคานบีม

พื้นที่ชั้น 3 หรือชั้นลอย สถาปนิกต้องการพื้นที่ส่วนกลางหรือพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นในส่วนเหนือหลังคา จึงเสริมโครงสร้างพื้นชั้น 2 ด้วยเหล็กบีมเพื่อสร้าง Core บันไดลิงสำหรับขึ้นหลังคา ตำแหน่งตรงกันกับบันไดที่ขึ้นมาจากชั้นล่าง โดยชั้นลอยจะเป็นพื้นที่กึ่ง Outdoor เหมาะสำหรับการมานั่งกินบรรยากาศยามเย็น พักผ่อนเพื่อให้ได้หลุดจากความเคร่งเครียดของงานบ้างเป็นครั้งครา

ปัญหาของการปรับปรุงอาคารเก่า
“เพดานเตี้ย-น้ำรั่ว-น้ำท่วม-แสงไม่เข้า-ลมไม่ระบาย”

ไม่ว่าจะเป็นน้ำรั่ว หรือน้ำท่วม ซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมของอาคาร ตลอดจนการเจาะช่องเพื่อทำบันไดขึ้นสู่ชั้น 3  ขั้นตอนการเก็บแก้ยังดำเนินไปเรื่อยๆ โดยมีผู้ตรวจ Defect เป็นนักออกแบบและฝนเดือนเมษายน เมื่อตัดสินใจทำห้องน้ำใหม่ที่ชั้น 2 จึงต้องออกแบบตู้ และแผงเหล็กสำหรับซ่อนท่อเพื่อความเรียบร้อย

การเติบโตของธุรกิจรีโนเวท และทิศทางของ Music and Art Tale

พิศิษฐ์ ทองดา–ตู่  นักออกแบบภายในและเจ้าของบริษัท SMO Design Studio กล่าวถึงความรักในเสียงดนตรีของตัวเอง ภาพเหล่านี้สะท้อนผ่านหนังสือและเทป Cassette ที่เรียงรายให้ผู้มาเยี่ยมเยือนพื้นที่สโม-สำนักงานออกแบบได้ยินและได้ยล

ที่แห่งนี้เองที่เขาตัดสินใจลองจับบ้านเก่ามารีโนเวทและตั้ง Music and Artel แห่งแรกขึ้น จะว่าไป นอกเหนือจากเป็นพื้นที่สำนักงานให้เช่าแล้ว Music and Artel สถานที่แห่งนี้ก็ยังเคยเป็น Guesthouse สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการมาสัมผัสชีวิตคนกรุงเทพเช่นกัน

“เคยพาลูกค้าต่างชาติที่มาพักไปเที่ยววัดพระแก้วด้วยนะ แต่เลิกแล้วเพราะดูแลไม่ไหว ต้องมีพ่อบ้านมาอยู่เฝ้าตลอด” เจ้าของบริษัทพูดแล้วยิ้ม หลังจากลองผิดลองถูกมาจนทุกอย่างเริ่มลงตัว ก็ได้ฤกษ์ที่คิดจะสร้างร่างแยกของ Music and Artel เสียที ประจวบกับได้ไปเจออาคารตึกแถวเก่าทำเลดีของเพื่อนย่านพญาไท จึงชวนมาร่วมกันทำเป็น Music and Art Tale – Phayathai แห่งนี้

อาคารหรือบ้านเก่าแต่ละหลังมีเอกลักษณ์และเสน่ห์ในตัวของมันเอง การรีโนเวตไม่เพียงแค่ยาก แต่เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ละอาคารมีความจู้จี้และปัญหาที่ไม่เหมือนกัน แต่ถ้าจะบอกว่าเหมือนชีวิต มันก็มีข้อดีข้อเสียที่จะต้องเลือกยอมรับหรือปรับปรุงกันไป Music and Art Tale – Phayathai คงไม่ใช่น้องเล็กของการลองผิดลองถูกนี้เพียงคนเดียว เพราะ สโม-SMO Design Studio กำลังวางแผนโปรเจ็กต์ใหม่ที่บางกะเจ้าไว้เช่นเดียวกัน

“มันจะเป็นลักษณะของ Art Studio มากกว่า” คือคำจำกัดความของเราที่ยังคงมองหาโอกาส และเรียนรู้การทำธุรกิจนี้ให้เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Credits ;
Location :
เพชรบุรี 7 แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ
Gross Built Area:
130 ตารางเมตร
Completion Year :  2021
Owner : Prapakorn Thongsoontorn

Architecture Firm:  SMO Design Studio
Lead Architects: Phisit Thongda
Design Team:
Phisit Thongda , Alisa Suphap ,Yada Junwiset
Interior Designer : SMO Design Studio

Photographer: Chayaphol Parachart

Maneeya House แปลงโฉมบ้านขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ สู่นิยามใหม่ของคำว่า ‘พอดี’

Maneeya House
แปลงโฉมบ้านขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ สู่นิยามใหม่ของคำว่า ‘พอดี’

Maneeya House เป็นบ้านเดี่ยวขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ ตั้งชื่อตามโครงการบ้านจัดสรรมณียาในย่านไทรม้า จังหวัดนนทบุรี ร่มไม้สีเขียวและการสัญจรที่ไม่พลุกพล่านทำให้บ้านหลังนี้เงียบสงบ รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ชวนให้น่าอยู่อาศัย จนกระทั่งเมื่อลูกๆ เริ่มเติบโต ก็ถึงเวลาที่ครอบครัวเอกอรัญพงศ์ เริ่มมองหาการขยับขยาย และรู้สึกว่าบ้านที่เคยไม่เล็ก ไม่ใหญ่หลังเดิมเริ่มจะแคบลงไปทุกวัน

คุณธนวัฒน์ เอกอรัญพงศ์ (เจ้าของบ้าน) จึงกลายเป็นนักสะสมที่ดินไปโดยปริยาย ที่ดินแปลงข้างบ้านเกิดการต่อเติมตัวบ้าน รวมถึงสร้างออฟฟิศเล็กๆ ไว้ที่มุมหนึ่ง เพื่อขยายเรื่องราวของการอยู่อาศัยให้กว้างขวาง ตอบรับการใช้งานมากขึ้น เมื่อขยายพื้นที่จนครบแปลงที่ดิน ก็ถึงเวลาวนกลับมาที่บ้านเก่าหลังแรก จนเกิดเป็นโจทย์ของการรีโนเวทที่ได้สถาปนิกอย่างคุณ คุณเบนซ์ – ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ จาก I like design studio มารับหน้าที่แปลงโฉม

ขยายขนาดแต่ฟังก์ชันไม่เปลี่ยนแปลง

ผู้อยู่อาศัยหลักของบ้าน Maneeya House มีทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย คุณพ่อ คุณแม่และลูกอีก 2 คน ด้วยความที่ประกอบอาชีพเกี่ยวกับธุรกิจการเงิน ทำให้คุณวัฒน์กลายเป็นคนเนี้ยบและใส่ใจในรายละเอียดสูง “ปกติเวลาเราได้โจทย์ปรับปรุงบ้าน คือบ้านเดิมต้องโทรมแล้ว เหมือนเรารื้อทิ้งได้โดยไม่ต้องเสียดายของเดิมมากนัก แต่บ้านหลังนี้ไม่ใช่ ด้วยนิสัยของพี่เขา เขายังคงดูแลบ้านจัดสรรหลังนี้ได้ดีมาก ถึงภายนอกจะเก่าไปบ้างตามอายุการใช้งาน แต่ส่วนไหนที่เสียหรือพังเขาเปลี่ยนใหม่หมด ทำให้ภาพรวมบ้านหลังนี้ยังดูใหม่อยู่ตลอด” สถาปนิกเล่า

โจทย์ของการแปลงโฉมในครั้งนี้ ทางเจ้าของอยากให้บ้านหลังแรกขยายขนาดใหญ่กว่าเดิมเกือบอีกเท่าหนึ่ง โดยที่ฟังก์ชันภายในไม่เปลี่ยนแปลง หมายความว่า มีจำนวนห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือฟังก์ชันอื่นๆ เท่าเดิม รวมถึงอยากได้สเปซโล่งๆ ที่ทลายข้อจำกัดของบ้านจัดสรร ซึ่งมักจะมีผนังกั้นเป็นสัดส่วนมากเกินไป จนทำให้บ้านดูแคบและแน่นไปเสียหมด  “โจทย์ของเรา ถ้าพูดกันขำๆ มันจะคล้ายการแกะห่อของขวัญ แกะมาจะเจอบ้านทั้งหลังที่เหมือนเราสร้างใหม่ โดยที่คนไม่รู้ว่าด้านในเราเอาบ้านจัดสรรเดิมมาใช้ประโยชน์ด้วย”

บ้านหลังนี้ถูกเปลี่ยนโฉมพื้นที่ภายในไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยการจัดสรรฟังก์ชันใหม่ทั้งหมด แต่สิ่งที่ขัดแย้งคือในการเปลี่ยนใหม่ ก็ยังจำเป็นต้องเก็บโครงสร้างเสา คาน และพื้นเดิมเอาไว้ เนื่องจากยังมีสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์และน่าเสียดายหากจะทุบทำลายทิ้ง

ส่วนที่ยากในการรีโนเวทครั้งนี้ คือ ตำแหน่งของห้องน้ำ เสาเดิมของบ้านจัดสรรที่มีสแปนค่อนข้างเล็ก ทำให้บ้านโล่งๆ สเปซใหญ่ๆ ที่ทางเจ้าของตั้งใจไว้ กลายเป็นเรื่องที่ดูผิวเผินเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ “เราต้องวางฟังก์ชันยังไงก็ได้ ให้หลบตำแหน่งเสา ให้เสามันไปแแอบอยู่ในผนังให้ได้” นี่จึงเป็นโจทย์ที่สอง ที่สถาปนิกต้องแก้ไขเพื่อให้บ้านตรงตามใจของผู้อยู่อาศัยมากที่สุด

พื้นที่สีเขียว โอเอซิสกลางบ้าน

นอกจากจะเป็นคนละเอียดแล้ว คุณวัฒน์ยังมีลักษณะนิสัยที่ชื่นชอบต้นไม้ พื้นที่สีเขียว ชอบความเป็นธรรมชาติที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหนักมาทั้งวัน ในการวางผัง พื้นที่ทั้งหมดถูกห้อมล้อมด้วยสวนที่อยู่บริเวณกลางบ้าน กลายเป็นวิวของทุกฟังก์ชันที่สำคัญ เริ่มต้นตั้งแต่บริเวณทางเข้าบ้านและลานจอดรถ มีการเว้นพื้นที่บางส่วนเอาไว้เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นสวนที่อยู่ตรงกลางได้เต็มที่ แทรกด้วยทางเดินเล็กๆ ที่เชื่อมเรื่องราวสู่บ้านหลังที่สองได้อย่างลงตัว  

เมื่อเข้าสู่ตัวบ้าน ด้านซ้ายจะเป็นพื้นที่ของห้องนอนแขก หรือห้องนอนผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งมีช่องแสงที่เปิดให้แสงธรรมชาติและร่มเงาของสวนหน้าบ้านเข้ามาทักทาย ช่วยให้พื้นที่ห้องไม่ดูแคบและอึดอัดจนเกินไป แต่ในปัจจุบันห้องที่ว่านี้ยังคงเป็นพื้นที่เล่นและทำกิจกรรมของลูกๆ

ถัดเข้ามาภายในจะเป็นบริเวณของห้องนั่งเล่น ซึ่งเชื่อมต่อกับห้องครัว ที่ออกแบบส่วนกั้นพื้นที่เพื่อป้องกันกลิ่นรบกวน ใกล้เคียงบริเวณนั้นเป็นโต๊ะรับประทานอาหารตัวยาวที่ทางเจ้าของมักจะนำแล็ปท็อปมานั่งทำงาน นั่งเล่น เพื่อกินลมชมธรรมชาติจากพื้นที่สีเขียวด้านหลังที่เคยซื้อที่ดินเพิ่มเอาไว้

ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องรับประทานอาหาร ทั้ง 3 สเปซออกแบบให้เชื่อมต่อกับลานที่อยู่บริเวณหน้าบ้านหลังที่ 2 พอดิบพอดี หากเป็นวันที่มีแขกเรื่อมาเยี่ยมบ้าน คุณวัฒน์จะเปิดพื้นที่ทั้งหมด เพื่อใช้สำหรับสังสรรค์ หรือสามารถออกมานั่งรับลมกลางลานในวันพักผ่อน ซึ่งเปิดให้ลมไหลถ่ายเทไปสู่ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ในขณะที่ยังมองเห็นสวนหน้าบ้านไปพร้อมๆ กัน

บริเวณชั้นสอง แบ่งเป็นสามห้องนอนเช่นเดิม เพียงแต่ขยายขนาดให้ใหญ่มากขึ้น รวมถึงแก้ปัญหาจากบ้านจัดสรรเดิมที่ปกติต้องแชร์ห้องน้ำร่วมกัน ห้องน้ำเดิมในบ้านจัดสรรจึงถูกจัดไว้เป็นของห้องนอนห้องหนึ่ง ส่วนห้องน้ำอีกห้องที่ทำขึ้นใหม่จะอยู่ในส่วนต่อเติม ทำให้ห้องนอนของลูกๆ จะมีห้องน้ำในตัว เพื่ออำนวยความสะดวกต่อการอยู่อาศัยในอนาคต

ห้องนอนมาสเตอร์อยู่บริเวณหน้าบ้าน ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้วิวที่ดีที่สุด เพราะสามารถมองเห็นสวนที่อยู่หน้าบ้านได้ตรงองศาพอดี สถาปนิกจึงออกแบบให้เป็นห้องกระจกล้อมในพื้นที่ส่วนนอนทั้งหมด ราวกับกรอบรูปธรรมชาติที่ผู้อยู่อาศัยสามารถมองเห็นความพลิ้วไหวของเรือนยอดไม้ได้ตลอดเวลา แต่ด้วยความที่หน้าบ้านดันเป็นลมทิศตะวันตก และกระจกก็ยังคงเป็นที่ต้องการ ระแนงไม้จึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการแก้ปัญหา ช่วยกรองแสง และกันความร้อนได้ระดับหนึ่ง

“จะบอกว่าบ้านหลังนี้ เป็นบ้านหลังแรกตั้งแต่ทำงานมาที่เราไม่ได้ไปดูไซต์เลย ทางเจ้าของเขาเป็นคนดูเองทั้งหมด คุยกับช่างเอง ดีลทุกอย่างเอง ซึ่งมันน่าแปลกตรงที่ พอเราไปดูตอนบ้านเสร็จ มันเหมือนแบบที่เราทำเป๊ะเลย ซึ่งพี่เจ้าของเขาเล่าด้วยความภูมิใจว่า อันนี้พี่แก้ปัญหาแบบนี้ อันนี้พี่ทำแบบนี้ เขาเป็นคนละเอียดถึงขั้นว่าเขาดูทุกอย่างด้วยตัวเขาเอง เขาใส่ใจ ภูมิใจ เรามองเห็นเขามีความสุขกับบ้านหลังนี้มาก จนมันทำให้เราอิ่มเอมไปด้วย”

“ผมเคยออกแบบบ้านหลังหนึ่ง ทางเจ้าของเขาพูดขึ้นมาว่า นี่คุณกำลังออกแบบบ้านให้ผมอยู่ หรือออกแบบบ้านให้ตัวคุณเองอยู่ เราจุกเลย หลังจากนั้นมา เราเลยทำความเข้าใจกับสิ่งนี้ค่อนข้างเยอะ นั่งคิดวิเคราะห์ว่าจริงๆ เราทำอาชีพสถาปนิกในฐานะอะไร ทำในฐานะ ศิลปินที่จะฝากลายเซ็นของตัวเอง หรือเรากำลังจะไปเอาความต้องการของเขามาคลี่คลายในสิ่งที่มันควรเป็น เราควรจะดึงความฝันของเขาออกมาแล้วเอามาเรียบเรียงใหม่ ให้คำแนะนำ มันจะทำให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านของเขา เขามีส่วนร่วมในบ้าน เขาจะภูมิใจในบ้าน และเขาจะรู้สึกว่านี่คือบ้านที่เขาตามหามาตลอด” คุณเบนซ์ สถาปนิกกล่าว

จากบ้านจัดสรรหลังเดิมที่ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ แต่มีสเปซคับแคบ ไม่น่าอยู่อาศัย ณ ตอนนี้ถูกเปลี่ยนโฉมขยายออก ทุกอย่างดูสบายขึ้นและเป็นจุดกึ่งกลางที่เรียกได้ว่า สุดจะพอดิบพอดีสำหรับสมาชิกครอบครัวอบอุ่นทั้ง 4 คน การออกแบบพื้นที่ภายในและภายนอก ไม่น้อยจนมินิมอล แต่ก็ไม่เยอะจนแน่นตา Maneeya House จึงเป็นตัวแทนของความเรียบง่ายแบบถ่อมตัว ความพอดีส่งผ่านความสุขของผู้อยู่อาศัยที่เรามองเห็นได้ภายในบ้านหลังนี้

Location : ตำบลไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี
Gross Built Area: 355 ตารางเมตร
Owner : ธนวัฒน์  เอกอรัญพงศ์
Architects : ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ และ ศิรประภา ประสมพันธ์จาก I like design studio
Interior Architect : ปนันดา โสพันธ์
Engineering: Kor-It Structural Design and Construction Co.,Ltd
Photographer: ศุภกร ศรีสกุล

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

บ้านรีโนเวทดีเทลละเอียดยิบที่ชวนให้รู้สึกถึงการเป็น ‘เจ้าของบ้าน’ อย่างแท้จริง

“บ้าน เป็นสิ่งที่เราต้องเจอในทุกวัน เราเลยพยายามออกแบบรายละเอียดลงไป เพื่อให้บ้านมีคาแร็กเตอร์ ซึ่งเมื่อผู้อยู่อาศัยได้ซึมซับคาแร็กเตอร์เหล่านั้น เขาจะเกิดความรู้สึกรักในของของเขา มันจะทำให้เขาเห็นคุณค่าของสเปซในงานออกแบบของตัวเอง เกิดความรักในสถาปัตยกรรมที่เขาอยู่ เหมือนเราภูมิใจในบ้านของเรา”

Continue reading “บ้านรีโนเวทดีเทลละเอียดยิบที่ชวนให้รู้สึกถึงการเป็น ‘เจ้าของบ้าน’ อย่างแท้จริง”

‘เก็บของเดิม เติมของใหม่’ ก่อนเป็น Hidden Garden Hostel ที่ชวนสัมผัสบรรยากาศความเป็นเชียงใหม่ทุกแง่มุม

Location: 11 ถนนวัวลาย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่
Owner: บ.ทีทีทีซี โฮสเทล จำกัด
Area : 600 ตารางเมตร

Continue reading “‘เก็บของเดิม เติมของใหม่’ ก่อนเป็น Hidden Garden Hostel ที่ชวนสัมผัสบรรยากาศความเป็นเชียงใหม่ทุกแง่มุม”

ตีกรอบ รอบความสุข… กับมุมมองใหม่ภายใต้การรีโนเวท

“เมื่อความท้าทายของโครงสร้างเดิม ทำให้สถาปนิกคิดออก(แบบ)นอกกรอบ”

Continue reading “ตีกรอบ รอบความสุข… กับมุมมองใหม่ภายใต้การรีโนเวท”