OPENING HOURS: MONDAY – SUNDAY: 10.00 AM TO 8.00 PM
info@sitename.com | 987654321
การออกแบบ สถาปนิก สถาปัตยกรรม ไลฟ์สไตล์


Architect’s House เมื่อสถาปนิกต้องมาออกแบบบ้านตัวเอง เคยคิดเล่น ๆ ไหมว่า บ้านของสถาปนิก ผู้ทำหน้าที่ออกแบบบ้านพักอาศัยให้ครอบครัวมากมายจำนวนหลายหลัง บ้านของพวกเขาเหล่านั้นจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร? หลายคนคิดว่าบ้านจะต้องโดดเด่น สุดเท่ในแบบไม่ธรรมดา หรือบ้างก็คิดว่าบ้านของสถาปนิกจะต้องซุกซ่อนรายละเอียดของการออกแบบมากมายไว้อย่างเนียบเนียน หลังจากที่หลาย ๆ ครั้ง เรานำเสนอ ‘สถาปนิก’ ในบทบาทของผู้ออกแบบเพียงเท่านั้น คอลัมน์ Dwell ครั้งนี้ Dsign Something จึงชวนทุกคนมามองสถาปนิกในบทบาทของทั้งผู้ออกแบบและผู้อยู่อาศัย ว่าแล้วลองไปเคาะประตูบ้านของ 7 สถาปนิกไทยกันดีกว่า แต่ละหลังมีเรื่องราวการออกแบบอะไรที่น่าสนใจซ่อนอยู่ 01 V House บ้านรักสงบของคุณวรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกแห่ง VVA ที่หวนกลับสู่ความเรียบง่ายในแบบสามัญ “ผมชอบบ้านที่อยู่แล้วรู้สึกสงบ ไม่ต้องตื่นเต้น หรือไม่จำเป็นต้องว้าว นี่เป็นความรู้สึกแรกที่มีเลย” คุณวิน-วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกจาก Vin Varavarn Architects (VVA) กล่าว คุณวินเริ่มต้นเล่าว่า เดิมทีครอบครัวอาศัยอยู่ภายในบ้านทาวน์เฮาส์ที่ชั้นล่างเปิดเป็นออฟฟิศเล็กๆ เมื่อลูก ๆ เริ่มโต ต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่มากขึ้น ก็ถึงเวลาของการทำบ้านหลังใหม่ที่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้เพียงพอต่อภรรยาและลูกๆ…

The Sense of Infinite Possibilities สถาปัตยกรรมบันดาลใจจากวัสดุทดแทนไม้ โดยเฌอร่า นับเป็นเวลานานที่เราได้ยินชื่อของ ‘เฌอร่า’ (SHERA) ในฐานะผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ที่ผลิตขึ้นโดยคนไทย และยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จากคุณสมบัติการใช้งานที่ทนทาน และนวัตกรรมของวัสดุที่พัฒนาขึ้นมาทั้งคุณสมบัติและรูปลักษณ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการแบบครบครันองค์ประกอบบ้าน จนผลิตภัณฑ์ของเฌอร่ากลายไปเป็นหนึ่งในวัสดุหลักของงานสถาปัตยกรรมอาคารหลากหลายประเภทไปแล้ว เฌอร่า วัสดุทดแทนไม้ที่ตอบโจทย์ทุกงานดีไซน์ มาพร้อมกับรุ่นและลวดลายหลากหลายให้เลือกสรรตามความต้องการ รวมทั้งเฌอร่าเอง ยังมีทีมสถาปนิก สำหรับให้คำปรึกษาทั้งในเรื่องงานดีไซน์ และการเลือกวัสดุให้เหมาะสม ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและความงาม รายละเอียดเพิ่มเติมของดีเทลในแต่ละผลิตภัณฑ์ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ https://bit.ly/3CfLfAq พื้นผิวไม้สู่ลวดลายของปก หยิบเอาดีเอ็นเอของไม้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานดีไซน์หนังสือตั้งแต่แรกพบที่ปกหน้า ด้วยการใช้พื้นผิวปั๊มนูน เปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ทดแทนไม้ของเฌอร่าที่ยังคงรูปลักษณ์และพื้นผิวแบบไม้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ องค์ประกอบโดยรวมของรูปเล่มตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงเลย์เอาต์ข้างในจัดวางในแบบมินิมอล เพื่อเปิดมุมมองของภาพถ่ายอย่างกว้างขวาง เห็นการประกอบสร้างของวัสดุให้ได้มากที่สุด และเป็นแกลเลอรี่ภาพผลงานที่ผ่านมาของเฌอร่า พื้นผิวปั๊มนูนของปกที่เป็นลายไม้เซาะร่องเป็นเหมือนการบอกกล่าวเรื่องราวทั้งหมดของผลิตภัณฑ์ผ่านปกสีล้วนเรียบง่าย คงลุคแอนด์ฟีลผ่านทั้งทางสายตามองและมือสัมผัส ทดแทนไม้ ด้วยความคิดสร้างสรรค์ เปิดมุมมองความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของการใช้งานวัสดุทดแทนไม้ด้วยรูปลักษณ์ที่ตอบกับโจทย์ของงานสถาปัตยกรรมที่หลากหลาย จากเดิมที่หลายคนคุ้นตากับการใช้เฌอร่ากับอาคารประเภทบ้าน มาสู่ส่วนประกอบส่วนต่างๆ ของอาคารในทุกพื้นผิว ตั้งแต่พื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ระแนง หลังคา ทุกส่วนที่เป็นไปได้กับงานวัสดุทดแทนไม้ เรื่องเล่าจากสถาปัตยกรรมแต่ละแห่งนำไปสู่งานดีไซน์ที่ไม่ได้จำกัดแต่สีไม้ธรรมชาติเสมอไป หากแต่สามารถปรับแต่งสีสันตามสไตล์ได้ตามที่ออกแบบ โดยยังคงความรู้สึกถึงธรรมชาติของงานไม้ได้อย่างลึกซึ้ง สถาปัตยกรรมที่เข้ากันดีกับธรรมชาติ วัสดุทดแทนไม้ของเฌอร่าที่นอกจากจะมอบความรู้สึกของการใช้งานสถาปัตยกรรมที่อบอุ่นเป็นกันเองจากความเป็นธรรมชาติแล้ว ยังอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนด้วยการเลือกใช้งานวัสดุทดแทนไม้เข้ากับส่วนประกอบทั้งภายในและภายนอก…

TOUCH Architect กับการออกแบบที่ไม่มีสไตล์ แต่มุ่งเน้นความหมายเฉพาะตัวของการอยู่อาศัย เพราะเหตุใด บ้านแต่ละหลังจึงมีหน้าตาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง? บริบท ลักษณะนิสัย วัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของผู้อาศัยล้วนมีผล และนั่นคือจุดเริ่มต้นแนวคิดหลักของ TOUCH Architect กับสตูดิโอออกแบบขนาดไม่เล็ก ไม่ใหญ่ที่เชื่อในความหมายของการอยู่อาศัยมากกว่าเพียงรูปลักษณ์และสไตล์ของสถาปัตยกรรม นำทีมโดยคุณเอฟ – เศรษฐการ ยางเดิมและ คุณจือ – ภาพิศ ลีลานิรมล “Touch แปลตรงตัวเลยว่า สัมผัส เพราะเราอยากให้สถาปัตยกรรมที่เราออกแบบสามารถเป็นอะไรที่จับต้องได้ ทั้งในแง่ความสวยงาม งบประมาณ รวมถึงฟังก์ชัน เพราะฉะนั้นลูกค้าสิบคน บ้านสิบหลัง แม้ว่าจะมีฟังก์ชัน 2 ห้องนอนเหมือนกัน แต่ทำไมบ้านแต่ละหลังถึงหน้าตาแตกต่างกัน นี่คือสิ่งที่ TOUCH Architect พยายามเป็นมาเสมอ” (คุณเอฟ – เศรษฐการ ยางเดิมและ คุณจือ – ภาพิศ ลีลานิรมล ขณะทำงาน) ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางสถาปนิก ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัดประกอบกับการที่ยุคสมัยนั้นไม่มีสื่อออนไลน์ที่ค้นคว้าหาข้อมูลง่ายเพียงเสี้ยงวินาทีอย่างในปัจจุบัน ‘สถาปนิก’ ในยุคนั้นจึงมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่าขอบเขตของการศึกษา หรือการประกอบอาชีพในสายนี้ แท้จริงเป็นอย่างไร…

ชวนดู Architect’s lifestyle ไปกับ 9 ตัวละครสถาปนิก เมื่อได้ยินคำว่าสถาปนิกครั้งแรก ทุกคนคงอดสงสัยไม่ได้ว่า อาชีพนี้เขาทำงานอะไรกันบ้างนะ? ต้องเข้าคณะอะไร? จำเป็นไหมที่ต้องวาดรูปสวย? เพราะเวลาดูหนังหรือสื่อต่าง ๆ ก็ไม่เห็นภาพว่าสถาปนิกทำงานในรูปแบบไหนกัน แน่นอนว่างานหลักของสถาปนิกคือการออกแบบอาคาร แต่นอกจากนั้น การเรียนคณะสถาปัตยกรรมยังสร้างและฝังกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ให้แก่เหล่านักเรียนด้วย การแก้ไขปัญหาและมีความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่มีติดตัวพวกเขาอยู่ตลอด รวมถึงการเป็นคนที่ละเอียดในงานต่าง ๆ ด้วย เพราะการสร้างอาคารคือการรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ แน่นอนว่าหลังเรียนจบ lifestyle เหล่านี้ก็ถูกซุกซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน มีหนังมากมายที่เล่าเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ วันนี้ขอชวนทุกคนมารู้จักกับ 9 ตัวละครที่มีอาชีพเป็นสถาปนิกในซีรี่ส์/ภาพยนตร์เรื่องโปรดของใครหลายคน ซึ่งพูดถึงวิถีการดำเนินชีวิตแบบสถาปนิก ทั้งความคิด การตื่น การนอน และการกิน ที่ผู้กำกับหยิบนำมาเล่าในมุมมองเขาต่อบริบทในหนังแต่ละเรื่องที่แตกต่างกันออกไป เชอร์รี่ จาก หนีตามกาลิเลโอ (2009)“ถึงอาจจะดูเสี่ยง แต่มันก็สวย คุ้มที่จะเสี่ยง” ประเดิมกันที่เรื่องแรกคือตัวละครหญิงสาวจากภาพยนตร์ไทยในตำนานเรื่อง หนีตามกาลิเลโอ ประโยคที่ว่า “ถึงอาจจะดูเสี่ยง แต่มันก็สวย คุ้มที่จะเสี่ยง” เป็นประโยคของเชอร์รี่ นักศึกษาสถาปัตยกรรมชั้นปีที่ 5 ที่เธอบอกกับนายจ้างชาวมิลานตอนพบกันครั้งแรก ซึ่งคอนเส็ปต์ในการออกแบบอาคารแบบความเสี่ยงสูง (ระยะยื่นเยอะ) ก็ได้มาจากการใช้ชีวิตของเธอ เช่นการตัดสินใจดรอปเรียนมาหาทางใหม่ที่ต่างประเทศ…

7 Hospital Design ส่อง 7 โรงพยาบาลดีไซน์ล้ำจากทั่วโลก ถ้าเลือกได้…ไม่ว่าใครก็ไม่อยากไปโรงพยาบาลหรอก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม แต่ด้วยความที่อาการป่วยไข้ หรือโรคร้ายมักจะมาเยือนเราแบบไม่ทันคาดฝัน โรงพยาบาลจึงเป็นจุดหมายมั่นที่เราจำใจต้องไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากการไปโรงพยาบาลสักหนึ่งครั้งสร้างความรู้สึกหวั่นใจ ก็คงจะดีไม่น้อยหากการออกแบบสถาปัตยกรรมสามารถปลอบประโลมความกลัวเหล่านั้น เปลี่ยนถ่ายให้เป็นความตื่นตาตื่นใจ อย่างน้อยความไม่อยากไปโรงพยาบาลอาจลดลงมาสักนิดสักหน่อยก็ยังดี ในยุคหลังๆ โรงพยาบาลไม่เพียงรักษาอาการเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังพร้อมที่จะสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วยด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นโรงพยาบาลที่ผ่านการออกแบบอย่างพินิจพิเคราะห์ย่อมทำให้การทำงานของบุคลากรการแพทย์ฝ่ายต่างๆ เป็นไปได้อย่างสะดวกและดียิ่งขึ้น การออกแบบโรงพยาบาลที่ดีจึงเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของทั้งคนไข้ ชุมชนและสังคมวงกว้างได้ไม่น้อย ครั้งนี้ Dsign Something จะพาคุณไปทัวร์ 7 โรงพยาบาลจากทั่วทุกมุมโลกที่มีดีไซน์สุดล้ำแปลกตา ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลจิตเวชลอยน้ำ โรงพยาบาลสุดเก๋ในชนบทเซเนกัล หรือแม้แต่จุดคัดกรองโรงพยาบาลที่สามารถปรับใช้กับสถานการณ์ Covid-19 ในปัจจุบัน Tambacounda Hospital By Manuel Herz Architects Tambacounda , Senegal เริ่มต้นเราขอข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปพูดถึงโรงพยาบาลในเขตชนบทของประเทศเซเนกัลอย่าง โรงพยาบาลแม่และเด็ก Tambacounda ซึ่งรับบทบาทสำคัญตรงที่เป็นโรงพยาบาลหลักเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคที่ต้องให้บริการผู้ป่วยถึง 20,000 คนต่อปีจากพื้นที่ชุมชนโดยรอบ ซึ่งเดิมทีโรงพยาบาลแห่งนี้มีปัญหาพื้นที่ส่วนกลางที่แน่น และแออัดเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ป่วยต้องมารวมตัวอยู่ด้วยกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ บุคลากรทางการแพทย์เองก็ต้องทำงานภายใต้สภาวะที่กดดันและยากลำบากอยู่มากพอสมควร เมื่อถึงเวลาปรับปรุงสร้างใหม่…

คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ สถาปนิกที่นำทางตนเองด้วยความรู้สึกจากสัญชาตญาณ และออกแบบสถาปัตยกรรมผ่านความรู้สึกของการอยากกลับบ้าน ถ้อยคำต่อไปนี้ คือมุมมองและเรื่องราวเส้นทางของนักออกแบบบ้าน คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสนใจเส้นสายของสถาปัตยกรรม และค่อยๆ เติบโตจากสถาปนิกระดับจูเนียร์ ซีเนียร์ จนวันนี้คุณโป้งได้กลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารของบริษัทรับออกแบบบ้าน Architects49 House Design Limited หรือ A49HD ที่เลือกมองความรู้สึกของการอยากกลับบ้านเข้ามาเป็นหนึ่งในวิธีคิดเสมอ และนำเสนอความรู้สึกใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างความประหลาดใจให้กับผู้อยู่อาศัยผ่านรูปแบบของสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์น (คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะนั่งทำงาน) จุดเริ่มต้นของสัญชาตญาณสถาปนิก วัยเด็กของคุณโป้ง เดิมทีเคยเป็นหนุ่มน้อยที่ช่างสังเกตและหมั่นตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวที่รู้สึกสงสัยใครรู้ ว่าสิ่งนั้นคืออะไรและมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงที่มาของงานดีไซน์บ้านหลังสวยๆ ที่คุณโป้งได้มีโอกาสพบเห็นและสะดุดตา เกิดเป็นคำถามว่าใครกันคือผู้สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ ก่อนจะค้นพบคำตอบในเวลาต่อมาว่าสิ่งนี้คือสถาปัตยกรรมรูปแบบหนึ่งที่รังสรรค์ขึ้นโดยบุคคลที่ถูกเอ่ยเรียกในวิชาชีพว่า ‘สถาปนิก’ และจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่วงการสถาปนิกของคุณโป้งจึงได้เริ่มขึ้นนับแต่วันนั้น “วันที่โรงเรียนพาเราไปทัศนศึกษาตามคณะต่างๆ ที่เจ้าคุณทหารลาดกระบัง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจ” คุณโป้งเล่าย้อนถึงความรู้สึกแรกเริ่มที่ยังคงจดจำได้ดีว่าตนเองนั้นเลือกเดินทางในสายวิชาชีพสถาปนิกด้วยเหตุผลอะไร โดยเรื่องราวได้เกิดจากความประจวบเหมาะภายในกิจกรรมออกทัศนศึกษาของโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้เข้าไปสัมผัสกับแต่ละคณะในรั้วมหาวิทยาลัย จนคุณโป้งได้ค้นพบตัวเองผ่านการเดินชมนิทรรศการผลงานวิทยานิพนธ์ของรุ่นพี่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่เข้ามาตอกย้ำและจุดประกายสัญชาตญาณนักออกแบบในตัวคุณโป้งให้ตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ว่า ตนเองนั้นคือใครและจะสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะอะไรโดยไม่ลังเล (คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะนั่งทำงาน) หลังจากคุณโป้งได้เข้าศึกษาในนระดับอุดมศึกษาที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบังตามอย่างใจหวัง จนถึงเวลาต้องเข้าสู่สนามจริงกับบทบาทของนักศึกษาฝึกงาน คุณโป้งเลือกบริษัทสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ อย่าง บริษัท…

My Secret Base ฐานทัพทดลองของเด็กๆ ที่ก้าวผ่านขีดจำกัดของห้องเรียนและกระดานดำแบบเดิมๆ ‘นี่มันยุคไหนกันแล้ว ทำไมยังอยู่กับอะไรเดิมๆ อีกเล่า!’ ปัจจุบันเราได้ยินประโยคทำนองนี้เกลื่อนกลาดจนชินหู อาจเป็นคำพูดตั้งต้นที่ทำให้กิจวัตรประจำวัน หรือสิ่งต่างๆ ที่คุ้นเคยถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ายุคสมัยและเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่นเดียวกับ ‘โรงเรียน’ ที่ไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะเก้าอี้วางเรียงรายหันหน้าเข้าหากระดานดำอย่างที่เคยเป็น เมื่อการศึกษาสามารถทำได้ทุกเมื่อ ผ่านอุปกรณ์ที่สามารถค้นหาได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส แน่นอนว่าแนวคิดหรือการออกแบบพื้นที่เหล่านี้ย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นคือ โรงเรียนประถมเป่ยกัง โรงเรียนในเขตซีจือของเมืองนิวไทเป ประเทศไต้หวัน ซึ่งได้สตูดิโอออกแบบอย่างกงซู่ (Üroborus Studiolab) รับหน้าที่เข้ามาแปลงโฉม เมื่อมีโอกาสได้เห็นโรงเรียนครั้งแรก ทางสถาปนิกสะดุดตากับห้องเก็บของข้างห้องเรียนที่ค่อนข้างมืดและอัดแน่นไปด้วยอุปกรณ์การสอนและของใช้จิปาถะ และรู้สึกว่าพื้นที่นั้นควรปรับเปลี่ยนให้เป็นสนามทดลองของเด็กๆ ได้ทำการเล่นหรือการแสดง เกิดเป็นแนวคิดหลักในการรีโนเวทห้องเรียนในชื่อ My Secret Base (ฐานทัพลับของฉัน) ชวนนึกถึงวัยเยาว์ที่เรานำผ้าห่มผืนใหญ่มาแขวนไขว้ไปมาเป็นฐานทัพลับส่วนตัวในโลกแห่งจินตนาการ (ภาพแสดงแนวคิดฐานทัพลับของเด็กๆ) ฐานทัพลับของเด็กที่เปิดการเรียนรู้ไปพร้อมกับการคิดสร้างสรรค์ “ห้องเรียนจะต้องเป็นทั้งพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และเป็นเวทีฉายแสงสำหรับการแสดงความคิดสร้างสรรค์” นี่คือโจทย์หลักที่ทีมออกแบบคาดหวังให้เป็น โดยยึด ‘ฐานทัพลับของเด็ก’ เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบ ทีมสถาปนิกเริ่มต้นจากการออกแบบแก้ไขส่วนหน้าต่างห้องเก็บของเดิมที่ถูกปิดทึบ โดยทุบหน้าต่างทิ้งเพื่อให้พื้นที่การเรียนการสอนทั้งหมดสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างทั่วถึง รวมถึงมีการจัดไฟส่องสว่างเพิ่มเติมให้บรรยากาศที่โปร่ง โล่งมากขึ้น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิชาดนตรีหรือวิชาอื่นๆ แน่นอนว่าย่อมมีรูปแบบการเรียนการสอนที่แตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิง หรือในบางครั้งการเรียนก็เกิดขึ้นการจากเล่น การแสดงออกหรือการได้สัมผัสจริง ห้องเรียนที่ออกแบบอย่างยืดหยุ่นจึงพร้อมตอบโจทย์การเรียนการสอนและดึงความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ ออกมาได้มากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย…

V House บ้านรักสงบของคุณวรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกแห่ง VVA ที่หวนกลับสู่ความเรียบง่ายในแบบสามัญ “ผมชอบบ้านที่อยู่แล้วรู้สึกสงบ ไม่ต้องตื่นเต้น หรือไม่จำเป็นต้องว้าว นี่เป็นความรู้สึกแรกที่มีเลย” คุณวิน-วรุตม์ วรวรรณ ผู้เป็นทั้งเจ้าของบ้านและผู้ออกแบบจาก Vin Varavarn Architects (VVA) บอกกับเรา เมื่อจินตนาการถึงบ้านของสถาปนิก เราคงคิดไปก่อนว่าบ้านหลังนั้นคงจะต้องโดดเด่น หรือโชว์เทคนิคสุดเท่ของงานสถาปัตยกรรมที่หาไม่ได้จากที่ไหน แต่ในความจริงแล้วตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับ V House บ้านของสถาปนิกที่หวนกลับสู่ความธรรมดาสามัญที่แสนจะเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรายละเอียด การทดลอง และการแก้ปัญหาที่นำองค์ความรู้ด้านสถาปัตยกรรมมาร้อยเรียงขึ้นใหม่ได้อย่างน่าสนใจ คุณวินเริ่มต้นเล่าว่า เดิมทีครอบครัวอาศัยอยู่ภายในบ้านทาวน์เฮาส์ที่ชั้นล่างเปิดเป็นออฟฟิศเล็กๆ เมื่อลูกทั้งสามคนเริ่มโต ต้องการพื้นที่ส่วนตัวที่มากขึ้น ก็ถึงเวลาของการออกแบบ ทำบ้านหลังใหม่ที่เป็นการเพิ่มพื้นที่ใช้สอยให้เพียงพอต่อภรรยาและลูกๆ “น่าจะเป็นกับทุกคนที่เป็นดีไซน์เนอร์หรือสถาปนิก เวลาเราทำงานให้คนอื่น เราจะคิดวิเคราะห์จากความเป็นตัวตนของเขา แต่พอเราทำงานของตัวเอง มันเป็นอะไรที่ยากขึ้น เพราะเราก็ไม่เคยมองว่าตัวตนข้างในเราจริงๆ เป็นยังไง ซึ่งงานนี้ก็เหมือนเป็นกระจกสะท้อนให้เรามาย้อนดูตัวเองสักระยะหนึ่งเหมือนกัน ว่าตัวเราเอง ภรรยา หรือลูกๆ อยากได้บ้านแบบไหน และอะไรจะเป็นจุดกึ่งกลางที่ทุกคนโอเค” ความไม่เพอร์เฟกต์ ที่มีสิ่งน่าสนใจซ่อนอยู่ ถึงแม้บ้านจะดูเรียบง่าย ดูผิวเผินไม่มีอะไรซับซ้อน แต่หากขึ้นชื่อว่าสถาปนิกเป็นผู้ออกแบบ ยังไงเราก็ยังเชื่อว่าต้องมีแนวคิดหรือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ภายใต้หน้าตาสุดธรรมดานั้น…

Flat+White Café เสิร์ฟความละมุนของกาแฟ ภายในสถาปัตยกรรมที่คล้ายประติมากรรม 1:1 การได้ลิ้มรสสัมผัสนุ่มนวล หอมกรุ่นของกาแฟคงเป็นช่วงเวลาอันแสนสุขสำหรับคอกาแฟทั้งหลาย แต่อาจจะดียิ่งกว่า หากสเปซรอบๆ ในร้านกาแฟยังโอบอุ้มบรรยากาศ ชวนให้เรานึกถึงรสสัมผัสไปพร้อมกัน Flat+White Café คาเฟ่สีขาวที่มีเส้นสายพลิ้วไหวราวกับงานประติมากรรม จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อขับกล่อมความนุ่มนวลของกาแฟ Flatwhite และชั้นฟองนมของกาแฟแสนละมุน ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นสเปซทางสถาปัตยกรรม โดยได้อินทีเรียดีไซน์เนอร์ผู้รักในงานคราฟท์อย่าง คุณต้น-บดินทร์ พลางกูร จาก Context studio มาเป็นผู้ออกแบบ Flat + White จุดเริ่มต้นของคนรักกาแฟ ด้วยความที่คุณไวท์-รตา คุโรปกรณ์พงษ์ (เจ้าของร้าน) มีที่ดินและตึกแถวอยู่ในย่านทองหล่อซึ่งตั้งใจไว้ว่า จะแบ่งบริเวณพื้นที่ของสองชั้นบนทำเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนสองชั้นล่างที่เหลือจะทำร้านคาเฟ่เล็กๆ เป็นธุรกิจของตนเอง แต่ก็ยังไม่แน่ใจนัก ว่าเป็นธุรกิจอะไรจึงจะเหมาะ คุณไวท์จึงเริ่มต้นจากการมองหาความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกับเรื่องราวของตนเอง จนมาบรรจบที่ความชื่นชอบรับประทานขนมหวานเป็นทุนเดิม ประกอบกับการที่เคยใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของกาแฟ Flatwhite ธุรกิจเล็กๆ จึงเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ออกมาเป็นร้านคาเฟ่สีขาวในชื่อ Flat + White ที่มีส่วนหนึ่งของชื่อร้านเป็นชื่อของตนเองผสมอยู่ด้วย Flat+White Café เน้นเสิร์ฟกาแฟ Flatwhite…

#11 II /Number Eleven the Second/ ความทรงจำเก่าที่ถูกบรรจุไว้ภายในอาคารลูกผสมไทย-โมเดิร์น ใครเล่าจะรู้ว่ารูปลักษณ์ของอาคารลูกครึ่งไทย-โมเดิร์นที่ระบุตัวตนได้ชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น จะเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่ คุณบี วิทยถาวรวงศ์ เจ้าของบ้านและสถาปนิกจาก Beautbureau Co., Ltd. ไม่ได้คาดหมายหรือมีภาพตั้งต้นไว้แต่เริ่มแรก หากแต่ก่อร่างขึ้นเองในกระบวนการออกแบบ เมื่อจัดวางสเปซตามความต้องการใช้งานและฟังก์ชัน หยิบยกหลายองค์ประกอบจากความชอบและความคุ้นเคยส่วนตัวมาผสมผสานกันจนออกมาเป็นบ้านหลังใหม่ คุณบีจึงได้ย้อนกลับมานั่งทบทวนตัวเองอีกครั้งในฐานะผู้ออกแบบและผู้ใช้งานสเปซที่ตนเองวาดขึ้นกับมือ “มันเป็นความประหลาดเหมือนกัน เพราะเรียกได้ว่าเราจับนู่นนิดนี่หน่อยมาผสมกัน ด้วยวิธีการที่เราต้องออกแบบให้เข้ากับไซต์ที่มี ด้วยโปรแกรมที่มีทั้งออฟฟิศและส่วนที่เป็นบ้าน พอเราทำบ้านหลังนี้เสร็จแล้ว ใช้สเปซแล้ว เราถึงมาคิดได้ว่า การออกแบบในลักษณะนี้ เราคงมีติดตัวอยู่แล้ว มีต้นแบบที่เราคุ้นเคยให้หยิบจับมาใช้ และมันก็ปรากฏออกมาในงาน โดยที่เราไม่ได้คิดว่า ฉันจะต้องทำบ้านไทยประยุกต์” คุณบียังเล่าเสริมว่า ไม่ว่าจะบ้านหลังไหน แน่นอนว่าการออกแบบก็ควรเริ่มจากฟังก์ชัน สถานที่ บริบทและข้อจำกัดที่มีมากกว่าโจทย์ของรูปลักษณ์ที่จะตั้งไว้เป็นธงปลายทาง เช่นเดียวกับ #11 II /Number Eleven the Second/ House หลังนี้ ที่คุณบีเริ่มต้นจากการวางฟังก์ชันให้มีทั้งออฟฟิศและบ้านสำหรับครอบครัว แรกเริ่มเดิมทีบ้านสองชั้นเล็กๆ ในซอยหลังนี้ เป็นบ้านเก่าของครอบครัวที่คุณบีคุ้นชินในวัยเยาว์ ก่อนจะมีการขยับขยาย บ้านหลังเก่าจึงถูกรื้อและปล่อยพื้นที่ทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปี…