‘บ้านใกล้วัด’ พื้นที่ส่วนตัวที่ปรากฏการณ์ธรรมชาติรับบทสำคัญ

‘บ้านใกล้วัด’
พื้นที่ส่วนตัวที่ปรากฏการณ์ธรรมชาติรับบทสำคัญ

ธรรมชาติและมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันมาตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าทางใดทางหนึ่งเราต่างพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ เราใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมาปรุงอาหารรับประทานเพื่อดำรงชีวิต เราใช้พรรณไม้ แสงแดดและลมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจหรือสร้างความรื่นรมย์ เพราะฉะนั้นบ้านพักอาศัยซึ่งเป็นปัจจัยสี่ของมนุษย์ แน่นอนว่าทุกคน ทุกบ้านต้องขอรวมความเป็นธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งไม่มากก็น้อย

ซึ่งสำหรับ ‘บ้านใกล้วัด’ ธรรมชาติกลายเป็นเรื่องสำคัญที่เจ้าของบ้านตั้งใจให้เข้ามาผสมผสานจนงานสถาปัตยกรรมกลายเป็นเพียงภาพพื้นหลังเพื่อให้ความสัมพันธ์ของการอยู่อาศัยเกิดขึ้นร่วมไปกับธรรมชาติได้อย่างรื่นรมย์ ปล่อยให้ปรากฏการณ์ที่คาดเดาไม่ได้อย่างแสงแดดไหลท่วมเข้าสู่พื้นที่ ลมที่พัดผ่านปะทะร่างกายเป็นสิ่งที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ก่อนรูปลักษณ์และภาษาของสถาปัตยกรรม โดยได้สถาปนิกอย่างคุณกาจ – กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์ จาก Physicalist รับหน้าที่ออกแบบ

บ้านที่เริ่มต้นมาจากความต้องการของเจ้าของ

ที่ชื่อว่าบ้านใกล้วัด เพราะบ้านหลังนี้อยู่ใกล้วัดสมชื่อ และเป็นวัดที่ครอบครัวของเจ้าของบ้านศรัทธาและตัวเจ้าของบ้านเองก็เคยบวชที่วัดนี้ โดยเจ้าของบ้านตั้งใจให้เป็นบ้านสำหรับครอบครัว ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมาอยู่อาศัยและสามารถเดินเท้าไป-กลับวัดนี้ได้อย่างสะดวกสบาย รวมทั้งเป็นบ้านพักในประเทศไทยของสองสามี-ภรรยา เจ้าของบ้าน ที่มีหน้าที่การงานที่ต้องเดินทางไป-กลับประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประจำด้วย

ด้วยความที่เจ้าของบ้านเป็น Designer ทั้งคู่ วันแรกที่เริ่มคุยถึงความต้องการในการออกแบบบ้าน คุณกาจเล่าว่าเจ้าของบ้านใช้วิธีตัดโมเดลมาให้ “ตัวโมเดลเป็นสารตั้งต้นที่บอกเรื่องโปรแกรมที่เขาต้องการ มีห้องนั่งสมาธิเป็น Main Recreation Space มีห้องนั่งเล่น ทานข้าว และห้องนอนคุณพ่อคุณแม่อยู่ที่ชั้นล่าง ส่วนชั้นบนมี master bedroom หนึ่งห้องและห้องนอนแขก เผื่อต้อนรับเพื่อน ๆ ที่สามารถแยกส่วนกับพื้นที่อื่น ๆ ได้อย่างชัดเจน”

“นอกจากนี้เจ้าของบ้านได้ทำ Design Brief ที่สวยมาก ๆ มาให้ ในบรีฟนั้นมีคีย์เวิร์ดคำว่า Komorebi ซึ่งเป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่าแสงที่ถูกกรองผ่านต้นไม้ลงมา อีกคีย์เวิร์ดหนึ่งคือการ Integrated with Nature ซึ่งทางเจ้าของคัดข้อความจากหนังสือคำสอนของท่าน ป.ปยุตโต ที่กล่าวถึงสถานที่ที่ให้ใจได้พักผ่อน เป็นสถานที่ที่มีความเป็น ‘รมณีย์’ เป็นพื้นที่ที่น่าสบาย สร้างความรู้สึกสงบ ทำให้จิตชื่นบาน เป็นหลักแหล่งสำคัญที่จะทำให้เรามีสภาพจิตใจอันดี มีความสุขที่เป็นกุศล สิ่งที่เรารู้สึก คือบรีฟมันมีความ Spiritual มาก ๆ เพราะมันพูดถึงคุณภาพของสเปซ แสง หรือสภาวะภายในสเปซเป็นหลัก โดยที่รูปลักษณ์หรือหน้าตาของสถาปัตยกรรมเป็นสิ่งที่ตามมา”

บ้านที่เปรียบเสมือนศาลาท่ามกลางธรรมชาติ

เมื่อได้ความต้องการที่ชัดเจนและเฉพาะตัวมาก ๆ เมื่อเริ่มขั้นตอนดีไซน์คุณกาจบอกเราว่า ขั้นตอนนี้เข้มข้นมาก ด้วยความที่เป็นดีไซน์เนอร์ทางเจ้าของเองก็มี Input มากมายที่ช่วยผลักดันงานออกแบบไปพร้อม ๆ กัน และเมื่อเป็นโจทย์ที่มีความเป็นนามธรรมมาก โปรเจกต์นี้จึงเป็นเหมือนการทดลองร่วมกัน ซึ่งทีมออกแบบเลือกเริ่มต้นการพัฒนาสเปซผ่านงานโมเดลกายภาพเป็นหลัก เพื่อตีความโจทย์ที่เป็นนามธรรมออกมาให้เป็นกายภาพที่ชัดเจนให้มากที่สุด ในขั้นตอนแรกจึงเป็น Sketch Design ในทีมซึ่งออกมาในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งเมื่อเอาโมเดลทั้งหมดไปคุยกับทางเจ้าของบ้าน ปรากฏว่าข้อดีของแต่ละแบบถูกจับมารวมกัน ซึ่งมีคาแร็กเตอร์ที่โดดเด่นร่วมกันอยู่ 2 อย่าง

คาแร็กเตอร์แรก คือ การวางผังบ้านที่แต่ละฟังก์ชันถูกแยกจากกันโดยสิ้นเชิง ด้วยความที่ต้องการให้แต่ละพื้นที่ใช้สอยมีความเป็นส่วนตัวและเปิดรับภูมิทัศน์ แสง และลม ให้ได้มากที่สุด ส่วนคาแร็กเตอร์ที่สอง คือ การที่สเปซทั้งหมดพยายามเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ภายนอกให้ได้มากที่่สุด ทั้งในมิติของการวางผังและการออกแบบช่องเปิดต่าง ๆ ทั้งสองประเด็นนี้จึงนำมาสู่แมสของบ้านที่กระจายฟังก์ชันทำให้แต่ละก้อนสามารถมีพื้นที่ผิวที่หันหน้าเข้าหาธรรมชาติให้ได้มากที่สุด

ภาพแปลนชั้น 1
ภาพแปลนชั้น 2
ภาพตัดแสดงแนวคิด
ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิด
ภาพไดอะแกรมแสดงแนวคิด

การมีอยู่และไม่มีอยู่ของสถาปัตยกรรม

หลังจากนั้น จึงเป็นการพยายามทำลายความเป็นฟอร์มของอาคารออกไปให้เหลือเพียง Interior Space ที่ห่อหุ้มฟังก์ชันต่าง ๆ อยู่อย่างเรียบง่าย บ้านทั้งหลังจึงเปรียบเสมือนศาลาในสวน ซึ่งสเปซจะถูกออกแบบให้โครงสร้าง และผนังต่าง ๆ ถูกรวมไว้ที่ส่วนมุมทั้ง 4 ของบ้าน ส่วนบริเวณตรงกลางระหว่างมุมทั้งสี่เปิดเป็นที่ว่างทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงสู่ธรรมชาติในทุกทิศทุกทิศทาง ซึ่งช่องเปิดทั้งหมดในส่วนนี้สามารถเลื่อนเปิดมาเก็บได้ทั้งหมดที่แนวผนังบริเวณมุม ทำให้สเปซมีความก้ำกึ่งระหว่างพื้นที่ภายนอกหรือภายใน ความเป็นห้องหรือความไม่เป็นห้องอยู่ตลอดเวลา ทั้งหมดคือที่ว่างที่ความเป็นสถาปัตยกรรมหายไป ปล่อยให้ธรรมชาติแทรกซึมเข้ามาอย่างเต็มที่ แม้แต่ในพื้นที่ที่ลึกที่สุด อย่างบริเวณห้องน้ำที่อยู่ที่มุมของพื้นที่ ก็ถูกออกแบบโดยการเจาะพื้นและหลังคาทิ้งไปเพื่อเปิดช่องแสงด้านบนและสวนที่ด้านล่าง เหลือไว้เพียงผนังที่สร้างความเป็นส่วนตัว ทำให้ทุกพื้นที่เป็นส่วนหนึ่งของสวนทั้งหมดอยู่เสมอ

ผังบ้านในรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีพื้นที่ใจกลางเป็นคอร์ดยาร์ดที่ออกแบบภูมิทัศน์ให้ไหลเชื่อมสู่ภายใน มีฝั่งหนึ่งของบ้านเป็นห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และครัวยาวตลอดแนวในลักษณะ Open Plan ถัดมาที่ฝั่งซ้ายจากแปลนเป็นพื้นที่อเนกประสงค์สำหรับนั่งสมาธิ โดยมีมุมหนึ่งเป็นบันไดขึ้นสู่ชั้นสองและห้องน้ำ ส่วนฝั่งที่เหลือเป็นห้องนอนคุณพ่อคุณแม่ที่มีห้องน้ำและ Walk-in Closet ซ่อนอยู่ที่อีกมุมหนึ่ง

ส่วนพื้นที่ชั้นสอง ก็มีที่มาจากแนวคิดเดียวกันด้วยการแบ่งปีกอาคารอย่างชัดเจน ด้านซ้ายเป็นส่วนของแขกซึ่งแบ่งเป็นสองห้องนอน ส่วนฝั่งขวาเป็นห้องนอนมาสเตอร์ พื้นที่ทำงาน ห้องน้ำและห้องแต่งตัว บนระนาบพื้นชั้นสองมีช่องเปิดทะลุสู่ชั้นล่างตามตำแหน่งสวน และบนระนาบหลังคามีสกายไลท์ที่นำแสงธรรมชาติลงไปสู่พื้นที่ภายใน ในส่วนวิลล่าในชั้นสองทั้งสองฝั่ง สถาปนิกออกแบบเปลือกอาคารด้วยประตูเมทัลชีทลอนสีขาว ที่สามารถปิดพื้นที่ส่วนนี้ได้อย่างสมบูรณ์ทั้งหมดเมื่อไม่อยู่บ้าน เพื่อการดูแลรักษาบ้านที่ง่ายขึ้น

Something More : บริเวณช่องเปิดชั้นสอง วงกบถูกออกแบบให้เป็นรูปตัว L เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถลอดเข้ามาภายในถึงแม้จะปิดประตูทั้งหมด ทำให้สเปซภายในเปลี่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา

“การออกแบบทั้งหมด ทำให้บ้านไม่มีด้านไหนเป็นด้านหน้า ด้านหลัง ชัดเจน สาระในเชิงฟอร์มของมันเลยถูกลบไปทั้งหมด เหมือนเป็นวิลล่าหลายๆ หลังที่ถูกวางล้อมคอร์ดอยู่ในน้ำหนักเท่า ๆ กัน คือเราใช้ชีวิตอยู่ในบ้าน เหมือนอยู่ท่ามกลาง หรืออยู่ในธรรมชาติจริง ๆ เราจะรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของแสงที่มันท่วมเข้ามา หรือลมที่พัดใบไม้ ทั้งหมดนี้มันสร้างความรู้สึกสงบ สบาย พักผ่อนบนความที่สถาปัตยกรรมมันเลือนหายไป” สถาปนิกกล่าว

Location : นครปฐม ประเทศไทย
Area : 400 ตารางเมตร
Architects : Physicalist
Design Team : กาจวิศว์ ริเริ่มวนิชย์, บุญชู จันทะวาลย์
Landscape : Archive Landscape and Allplants
Structural Engineer : อิทธิพล คนใจซื่อ
M&E Engineer : สุชาดา นิลจันทร์, วิทยา แปงนุจา
Drawings : ธันดร ประกอบผล
Images : ศุภกร ศรีสกุล

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

House Between the Wall ปฏิสัมพันธ์ระหว่างที่ว่าง กำแพง และเรื่องราวการอยู่อาศัยภายใน

House Between the Wall
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างที่ว่าง กำแพง และเรื่องราวการอยู่อาศัยภายใน

บ้านที่สมบูรณ์แบบอาจไม่ใช่บ้านที่มีขนาดใหญ่กว้างขวาง หรืออาจไม่ใช่บ้านที่สวยงาม โดดเด่น แต่เป็นบ้านที่ตอบรับความต้องการและแสดงถึงตัวตนของผู้อยู่อาศัยได้อย่างเต็มที่ House Between the Wall บ้านของสองคู่รักนักออกแบบอย่างคุณเอ-ธนัทเกียรติ จงเกรียงไกร และคุณกาญจน์-กนกกาญจน์ เฮงอุดมทรัพย์ ผู้ก่อตั้ง ANATOMY ARCHITECTURE + ATELIER เป็นตัวอย่างของบ้านที่ว่า โดยทั้งคู่เลือกเติมเต็มตัวตนภายใน ‘บ้านระหว่างกำแพง’ สุดเรียบง่ายหลังนี้ให้อบอุ่นและมีเสน่ห์ เป็นส่วนตัว และซ่อนรายละเอียดต่าง ๆ ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนได้อย่างลงตัว

Between the Wall ‘ผนัง’ สร้างความเป็นส่วนตัว

ด้วยบริบทของพื้นที่ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของครอบครัวในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด 324 ตารางวาที่ยาวถึง 80 เมตร รวมถึงมีถนนกว้าง 4 เมตรตัดผ่านเข้าไปถึงบ้านของครอบครัว ทำให้สองนักออกแบบจำเป็นต้องล่นระยะการวาง Planning เข้าไปอีก บ้านจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะอยู่ในลักษณะรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวขนานไปกับที่ดิน เมื่อมีข้อจำกัดดังนั้น ผู้ออกแบบจึงเลือกใช้ผนังกว้าง 6 เมตรเพียงสแปนเดียวในการออกแบบบ้านหลังนี้ ทำให้ตัวบ้านและเรื่องราวของการอยู่อาศัยถูกซ่อนเอาไว้ภายในเส้นยาวระหว่างกำแพงทั้งหมด เป็นที่มาของชื่อบ้าน House Between the Wall

House Between the Wall Master Plan

ในการวางเลย์เอาท์ ทั้งคู่ ซึ่งต่างก็ต้องการความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย จึงออกแบบแปลนในลักษณะยาวนี้ให้แบ่งออกเป็นสองโซนอย่างเรียบง่าย ชัดเจน โดยปีกด้านซ้ายจะเป็นของผู้อยู่อาศัยหลักซึ่งก็คือคุณเอและคุณกาญจน์ ส่วนปีกขวาของอาคารจะเป็นพื้นที่รองรับคุณแม่และแขกที่แวะเวียนมาเยี่ยมเป็นบางครา โดยที่ชั้นสองบริเวณห้องนอนจะไม่สามารถเดินเชื่อมถึงกันได้ ในขณะที่สามารถแชร์พื้นที่ส่วนรวมได้ในบางฟังก์ชัน เช่น พื้นที่รับประทานอาหาร หรือห้องครัว

House Between the Wall Plan
ภาพแสดงแนวคิดการออกแบบ

นอกจากนั้น ด้วยความที่หน้าบ้านเป็นทิศเหนือ ส่วนหลังบ้านเป็นทิศใต้ ผนังสองชิ้นนี้ จึงทำหน้าที่เป็นตัวบังแดด ช่วยบล็อกแสง และความร้อนที่เข้าสู่ภายในได้ส่วนหนึ่ง

เติมเต็มส่วนที่ขาด และเพิ่มความเป็นตัวเอง

การจัดวางฟังก์ชันที่เรียบง่ายนั้น ยังเป็นการเติมเต็มส่วนที่ขาดจากการเคยอยู่อาศัยภายในคอนโดมิเนียม โดยหากเราดูจากแปลน จะเห็นว่าบริเวณทางเข้าและโถงทางเข้าหลักจะมีห้องน้ำ ห้อง Laundry ที่ทั้งคู่เติมเข้ามาอำนวยความสะดวกในการอยู่อาศัย เพื่อให้ไม่ต้องแย่งกันใช้ห้องน้ำในเวลาเร่งด่วนที่ต้องออกไปทำงานพร้อมกัน ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดตรงนี้จะถูกซ่อนอยู่ด้านหลังบานเปิด Hidden Wall ที่กลืนไปกับผนัง ทำให้บ้านดูเรียบง่ายและคลีนจนเราแทบไม่เห็นว่ามีฟังก์ชันต่าง ๆ ซ่อนอยู่

ถัดไปอีกนิดเป็นประตูไม้อัดบานหมุนที่ทำขึ้นพิเศษ สามารถเปิด-ปิดได้กว้างเพื่อให้พื้นที่โซนนี้กลายเป็น Open Space เมื่อเปิดถึงกัน หรือจะแยกส่วนชัดเจนเมื่อปิดก็ทำได้ตามต้องการ นอกจากนั้น ประตูไม้นี้ ยังทำหน้าที่เป็นพาร์ทิชันในการกั้นส่วนที่กำลังจะเข้าสู่บ้านหลักอย่าง ห้องครัว Pantry และ Dining Area

ด้วยความที่คุณเอเป็นอินทีเรียดีไซน์ ส่วนคุณกาญจน์เป็นโปรดักต์ดีไซน์เนอร์ ของใช้ในบ้านแต่ชิ้นจึงผ่านการเลือกสรร และเป็นของสะสมที่ทั้งคู่รัก สิ่งต่าง ๆ ที่นำมาตกแต่งจึงเป็นไอคอนิกในกลิ่นอาย Mid Century Modern ที่ส่งเสริมให้สเปซ ที่ว่างสวยงามลงตัวไปพร้อม ๆ กัน อย่างเช่น ครัว Pantry หรือ Dining Area เองที่ออกแบบตามการใช้งานของทั้งคู่ โดยครัวจะประกอบไปด้วยตู้เคาน์เตอร์ไม้ที่ออกแบบให้เป็นท็อปลายหมากรุกเพื่อให้ได้กลิ่นอายของงานคราฟต์แบบศิลปะ และยังมีครัวไอซ์แลนด์ขนาดใหญ่อยู่บริเวณใจกลางตามไลฟ์สไตล์และการใช้งาน ส่วนพื้นที่นั่งรับประทานอาหารมี 5 ที่นั่ง ดิสเพลย์ด้วยชั้นวางของและ Sculpture ที่ทั้งคุณเอและคุณกาญจน์สะสมไว้ รวมถึงเฟอร์นิเจอร์เก้าอี้ที่ไม่ซ้ำแบบกันเลยสักตัว

ไม่ใกล้ไม่ไกล เป็น Spiral Staircase หรือบันไดวนขึ้นสู่ห้องมาสเตอร์เบดรูม ซึ่งเป็นโครงสร้างสีขาวที่สองดีไซน์เนอร์ตั้งใจให้เป็นไฮท์ไลท์ของบ้าน ประกอบกับมีอาร์มแชร์จาก  B&B Italia’s Iconic UP Celebrates 50 Years เอาไว้เป็นกิมมิกสำหรับแวะนั่งเล่น นั่งพักและยังเติมเต็มให้พื้นที่นี้ดูสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยของตกแต่งดีไซน์และแฟชั่นที่ทั้งคู่ต่างหลงใหล และสะสม ลักษณะงานดีไซน์ อินทีเรียของบ้าน จึงถูกออกแบบให้คล้ายกับแกลลอรี่โชว์ศิลปะ ผ่านการออกแบบระนาบทางสถาปัตยกรรมให้เรียบง่าย มินิมอลที่สุด รวมถึงการออกแบบแสงสว่างที่ส่องไปยังตัววัตถุที่ต้องการสื่อสารโดยตรง ต่างจากบ้านทั่ว ๆ ไป ที่วางตามกริดไลน์ในแบบกระจายตัว

ถัดจากบันไดวน หากเราไม่ขึ้นชั้นสอง จะเจอกับห้องทำงานซึ่งดีไซน์เป็นโต๊ะสองที่นั่ง ซึ่งสามารถมองออกไปเห็นต้นไม้ และมีกระจกบานเปิดที่สามารถเลือกเปิด-ปิด พร้อมรับลมในวันอากาศดี ถัดไปยังห้องสุดท้าย เป็น Living Space ซึ่งความพิเศษอยู่ที่การดีไซน์ Sofa Island วางที่ใจกลางห้อง และมีระนาบผนังของห้องที่ไม่เหมือนกัน เพื่อให้ได้บรรยากาศที่แตกต่าง และสร้างมุมมองได้หลายทิศทาง ด้านหนึ่งเป็นผนังทึบสำหรับทีวี ด้านถัดมาเป็นผนังของทำงาน ซึ่งออกแบบให้เป็นบล็อกแก้วที่กรองแสงและยังเห็นต้นไม้เลือนราง เพื่อให้พื้นที่ยังมีความอ่อนโยนและไม่แข็งจนเกินไป ส่วนผนังอีกด้านจะเป็นที่นั่งริมหน้าต่างสำหรับอ่านหนังสือ ชมวิวพักสายตา

ย้อนกลับมาขึ้นบันไดสู่พื้นที่ชั้นสอง เราจะพบกับ Rooftop Space ซึ่งเป็นการใช้งานพื้นที่ด้านบนของ Living Space ให้คุ้มค่า โดยคุณเอและคุณกาณจน์ เล่าว่ากิจกรรมส่วนมากจะเอาไว้ทำช่วงหน้าหนาว อย่างการเอาเสื่อมาปูนั่งคุยกัน หรือนั่งรับประทานอาหารกับคุณแม่ ซึ่งผนังที่เกิดขึ้นก็ช่วยกั้นวิวจากบ้านโครงการที่อยู่ด้านหลัง ไม่ให้มองเข้ามาเห็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใน

สำหรับห้องนอนมาสเตอร์ ด้วยความที่ทั้งคู่เป็นคนที่มีเสื้อผ้าค่อนข้างเยอะ ผนังด้านหนึ่งจึงออกแบบให้เป็น Walkin-closet ทั้งหมดตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ซ่อนห้องน้ำและพื้นที่แต่งตัวเอาไว้ภายใน โดยในส่วนของห้องน้ำจะไม่มีประตู เพื่อให้สามารถเปิดรับแอร์บางส่วนที่ไหลจากห้องนอนได้ การออกแบบภายในห้องน้ำ ยังแบ่งอุปกรณ์ทั้งหมดออกเป็นสองเซ็ต เพื่อสะดวกต่อการใช้งาน อีกทั้งยังมีการออกแบบซ่อนเรื่องราวของดีไซน์ไว้อย่างเคาน์เตอร์หินอ่อนสีแดง

“ตอนที่เราออกแบบภายในและภายนอก เราคิดพร้อมกันเลยตั้งแต่แรก อย่างเช่นห้องน้ำ เราเจอปัญหาตอนอยู่คอนโดที่ต้องแย่งกันใช้ เดินชนกัน เราเลยจัดห้องน้ำให้เป็นทางเดินซ้ายขวา แยกกัน มีฝักบัวแบบ His and Her ที่สามารถใช้พร้อมกันได้ บ้านหลังนี้ออกแบบเพื่อแก้จากประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เราเคยพบเจอมาให้ได้ฟังชั่นที่เหมาะสมทั้งภายในและภายนอก” คุณกาญจน์ เล่า

ต้นไม้ และความร่มรื่นที่ต้องใช้ให้คุ้มค่า

เชื่อว่าคุณเอและคุณกาญจน์ ก็มีไลฟ์สไตล์คล้ายกับใครหลายคน นั่นคือ ต้องการมีต้นไม้ในบ้านเพื่อสร้างความร่มรื่น แต่ไม่ค่อยมีเวลาดูแล ดังนั้นการออกแบบพื้นที่สำหรับต้นไม้จึงต้องคุ้มค่า และใช้เวลาดูแลน้อยที่สุด การวางตำแหน่งต้นไม้ของบ้านหลังนี้จึงมีแค่สองจุด โดยผู้ออกแบบพยายามเจาะช่องเปิดที่สัมพันธ์กัน ทำให้ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดก็ตามในบ้านก็สามารถมองเห็นต้นไม้ได้ทั้งหมด อีกทั้งช่องแสงที่เจาะตามมุมมองต้นไม้ยังทำหน้าที่กระจายแสงทั่วบ้าน

“ทางเข้าหน้าบ้านหลักจะมีต้นไม้หนึ่งต้น อีกต้นจะอยู่ที่ห้องทำงาน เนื่องจากแปลนมันเป็นตัว U ครอบต้นไม้ ทำให้มันจะเห็นสองต้นนี้จากทุกมุม ไม่ว่าจะอยู่ชั้นหนึ่งหรือชั้นสอง นั่นคือแนวคิดที่เราตั้งใช้ต้นไม้จำนวนน้อยที่มีอยู่ ให้ได้เยอะที่สุดในการมองเห็น” คุณเอเล่า

“เนื่องจากเราเป็นอินทีเรียดีไซน์เนอร์ที่ออกแบบงานสถาปัตยกรรมด้วย ส่วนมากคอนเซ็ปต์ เราจะออกแบบจากข้างในก่อน คือ เรานึกฟังก์ชันทั้งหมดก่อน แล้วค่อยมาดูดีเทลฟังก์ชันเหล่านั้น การวาง Positioning ของฟังก์ชัน หรือแม้แต่ของตกแต่ง เราต้องคอยจินตนาการว่าของพวกนี้ถ้าใช้งานจริง ๆ มันจะออกมาประมาณไหน รวมถึงองค์ประกอบเรื่องแสงที่เราคิดไว้แล้ว เราอยากให้องค์ประกอบทุกส่วนลงตัว ตรงตามเรื่องราวที่เราต้องการ”

เรียกได้ว่า House Between the Wall คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างงานออกแบบภายนอกและภายใน และยังเป็นบ้านที่บ่งบอกตัวตนของคู่รักนักออกแบบได้อย่างลงตัว เพราะในทุกองค์ประกอบตั้งแต่ระนาบทางสถาปัตยกรรม ไปจนถึงปัจจัยธรรมชาติอย่างแสง ลม และธรรมชาติ หรือแม้กระทั่งของตกแต่ง ของสะสมทางด้านดีไซน์ ทั้งหมดล้วนบรรจุลงในที่ว่างระหว่าง ‘Wall’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งคุณเอและคุณกาณจน์ ก็เล่าเสริมว่า แขกไปใครมาก็ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่คือบ้านนี่เหมาะสมและบ่งบอกถึงความเป็นพวกเขาได้จริงๆ

Location: Srinakarin, Bangkok
Building Area: 400 sq.m
Architect & Interior designer : AA+A Architect co.,ltd
Design Team: ธนัทเกียรติ จงเกรียงไกร / กนกกาญจน์ เฮงอุดมทรัพย์ / ศุภฤกษ์ รอดนิกร
Landscape designer:  AA+A Architect co.,ltd
Photographer: VARP Photo

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Right Triangle House ดีไซน์เรียบง่ายของบ้านสามเหลี่ยมที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

Right Triangle House
ดีไซน์เรียบง่ายของบ้านสามเหลี่ยมที่เปี่ยมไปด้วยความสุข

เมื่อคนที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเพื่อนซี้บอกว่าอยากมีบ้านซักหลัง ขนาด 1 ห้องนอน บนที่ดิน 50 ตร.วา. ในแปลงที่ดินว่างแปลงสุดท้ายของหมู่บ้านที่มีแก๊งเพื่อนอยู่รอบ ๆ ก่อนหน้านี้แล้ว นักออกแบบจาก Full Scale Studio ก็ไม่รีรอที่จะรับปากสร้างบ้านให้ตอบโจทย์เพื่อน บ้านที่ทุกๆ ส่วนมองเห็นซึ่งกันและกัน มีพื้นที่เพียงพอสำหรับการทำอาหาร (โดยเฉพาะอาหารไทย) และรองรับการเก็บของสะสมที่มีคุณค่าต่อเจ้าของบ้านทั้ง 2 คน

ไล่ระดับจากเหนือจรดใต้

เจ้าของบ้าน Right Triangle House คนหนึ่งมีอาชีพเป็น Creative ส่วนอีกคนเป็นช่างภาพ ที่ต่างก็มีรายละเอียดในตัวตนและวิถีชีวิตที่ชัดเจน  นักออกแบบจึงตีความข้อมูลที่สลับซับซ้อนให้เป็นงานที่มีที่ว่างและดีไซน์เรียบง่ายตรงไปตรงมาสอดคล้องกับสภาพบริบทที่ตั้ง โดยตั้งต้นจากการกำหนดพื้นที่ของอาคารเป็นส่วน ๆ ให้ด้านทิศใต้เป็นส่วนจอดรถ ห้องน้ำ และสตูดิโอในลักษณะ 2 ชั้นเพื่อให้ผนังด้านทิศใต้ที่ชิดเพื่อนบ้านเป็นผนังทึบตลอดแนว สร้างความเป็นส่วนตัวและป้องกันความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน

ถัดไปเป็นพื้นที่กลางบ้าน โดยพื้นที่ชั้นล่างกำหนดให้เป็นสเปซแบบ Open-Plan สำหรับห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ส่วนทำขนม ซึ่งที่ว่างบริเวณนี้ออกแบบให้เป็นฝ้าสูงแบบ Double Volume ที่ดีไซน์ให้บันไดเป็นส่วนหนึ่งของชั้นวางของสะสม และเป็นตัวเชื่อมพื้นที่ในทางตั้งและทางนอน ส่วนฝั่งทิศเหนือของตัวบ้านกำหนดให้เป็นพื้นที่ Semi-outdoor สำหรับครัวไทยและพื้นที่รับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ นักออกแบบตั้งใจให้อยู่ตำแหน่งทิศเหนือของบ้านเพื่อให้พื้นที่ร่มรับลมเย็นตลอดทั้งวัน เนื่องจากได้รับเงาของตัวบ้าน 2 ชั้นที่อยู่ทางด้านทิศใต้และเป็นพื้นที่โล่ง ในขณะที่พื้นที่สุดท้าย ด้านเหนือสุดก็เว้นที่ว่างให้เป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับทำสวนเล็กๆ ให้กับเจ้าของบ้าน

ภาพตัดอาคาร
แปลนบ้านชั้น 1
แปลนบ้านชั้น 2

บ้านที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา

นิยามการออกแบบบ้านหลังนี้ คือ บ้านที่เรียบง่าย มีความพอดีของพื้นที่ มีการปฏิสัมพันธ์ของพื้นที่ใช้สอย และมีความตรงไปตรงมาของรูปทรงอาคาร ลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นด้วยรูปทรงเรขาคณิต แต่ก็ยังสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศแบบเชียงใหม่ หลังจากที่กำหนดที่ว่างและฟังก์ชันภายใน-ภายนอกอาคารได้เรียบร้อยแล้ว ผู้ออกแบบจึงเชื่อมพื้นที่เหล่านี้ด้วยหลังคาที่ลาดเอียงด้วยภาษาสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย รูปทรงสามเหลี่ยมมุมฉากจึงปรากฏออกมา ลดหลั่นตามความสูงอาคารจากเหนือจรดใต้

ช่องเปิดของอาคาร เน้นเปิดทางด้านทิศเหนือ-ทิศตะวันออก เพื่อรับลมและแดดอ่อนๆ ตอนเช้า ด้วยเหตุผลนี้บริเวณชั้น 2 ของอาคารที่เป็นห้องนอนจึงยกแมสอาคารในส่วนของห้องนอนเพื่อรับลมและแสงด้านทิศเหนือ ส่วนด้านทิศตะวันออก ยังออกแบบให้ด้านบนของห้องนอนเป็นพื้นที่ดาดฟ้าที่เจ้าของบ้านสามารถขึ้นไปใช้งานในช่วงอากาศดี ๆ ได้อีกด้วย ส่วนช่องเปิดภายในอาคารเน้นเปิดโล่งให้ได้มากที่สุดเพื่อให้เจ้าของบ้านได้มองเห็นกันและกันในทุกส่วนของบ้าน

พื้นผิวอาคารภายนอกทั้งหมด สถาปนิกเลือกใช้ผิวปูนเปลือยเพื่อแสดงความตรงไปตรงมาของวัสดุให้มากที่สุด เว้นจังหวะที่ว่างภายในด้วยสีขาวและชั้นวางของหลายขนาดให้เจ้าของบ้านได้เติมเต็มสลับปรับเปลี่ยนด้วยของสะสมและเฟอร์นิเจอร์ที่มีอยู่แล้วเป็นของมีคุณค่ากับชีวิต เพิ่มความมีชีวิตชีวาและสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านให้ชัดเจนขึ้น

ขนาดพอดีที่เชื่อมถึงกัน 

การออกแบบพื้นที่ส่วนของบันไดและชั้นเก็บของสะสมเป็นส่วนไอเดียเริ่มแรกเป็นตัวกำหนดพื้นที่ส่วนที่เหลือของบ้านหลังนี้ มุมถัดไปจะเป็นส่วนครัวไทยที่เป็น Semi-outdoor เพราะเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่ว่างและรูปทรงอาคารที่ได้เป็นพื้นที่โล่งภายใต้ชายคาที่ออกมาใช้งานได้ตลอดทั้งวันโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องดูดควันและเครื่องปรับอากาศ

การก่อสร้างของโปรเจ็กต์นี้ค่อนข้างเป็นไปได้ด้วยดี อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งที่นักออกแบบให้ความสำคัญ คือขนาดของพื้นที่ใช้สอยของบ้านที่ไม่ต้องมีมากเกินไป โดยการคิดแบบ Inside out ไล่ตั้งการออกแบบเลย์เอาท์ของเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านให้สัมพันธ์กับพื้นที่ทางเดิน ความต่อเนื่องต่างๆ ในกิจกรรมของบ้าน พื้นที่กิจกรรมสามารถใช้ร่วมกันเป็น Multi-function เช่น เป็นทั้งบันได ชั้นวางของ ตู้โชว์ ราวกันตกชั้น 2 รวมอยู่ด้วยกัน สุดท้ายการเลือกใช้วัสดุกับโครงสร้างที่มีความซับซ้อนให้น้อยที่สุดก็สามารถควบคุมงบประมาณและระยะเวลาในการก่อสร้างให้เป็นไปตามแผนงานได้

Owner : ปฐมา พัวประดิษฐ์, สิริกาญจน์ พัวประดิษฐ์, ชัยพร โสดาบรรลุ
Location : อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
Area : 153 ตารางเมตร
Architects : Full Scale Studio
Lead Architect : อรรถสิทธิ์ กองมงคล
Design Team : กฤตานน ฉั่วชุมแสง , สุรศักดิ์ จิตรเอียด ,โสภิดา จิตรจำนอง , สุจินดา ตุ้ยเขียว
Structural Engineer: พิลาวรรณ พิริยะโภคัย
Main Contractor : 35 Service
Photographs : ชัยพร โสดาบรรลุ

Writer
No.028

No.028

นักออกแบบจากรั้วศิลปากรที่ทดลองผันตัวเองมาเป็นนักเขียน หมั่นเสาะหาข่าวสารที่น่าสนใจจากทั้งไทยและต่างประเทศ มาขบคิด เรียบเรียง บอกเล่าผ่านตัวอักษรให้กับคนที่สนใจ เพราะเชื่อว่าแท้จริงแล้ว ดีไซน์ คือเรื่องรอบตัวระยะใกล้ที่กำลังรอใครซักคนมาเปิดอ่าน // Dsign is everything.

Container Cabin at OOST Kampville บ้านคอนเทนเนอร์ที่ตั้งใจเชื่อมบริบท และบรรจุความสุขทั้งหมดในรูปแบบพื้นที่

Container Cabin at OOST Kampville
บ้านคอนเทนเนอร์ที่ตั้งใจเชื่อมบริบท และบรรจุความสุขทั้งหมดในรูปแบบพื้นที่

เมื่อเทียบระยะทางกับเวลาราว 1-2 ชั่วโมงเศษ จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดใกล้เคียง ก็นับว่าคุ้มค่ามากพอที่จะหาที่พักค้างแรมสักคืนในวันหยุด เพื่อพักผ่อนและชาร์จแบตร่างกายจากที่เหนื่อยล้ามาทั้งสัปดาห์ ยิ่งถ้าเป็นบรรยากาศที่รายล้อมด้วยธรรมชาติแล้วล่ะก็ คงไม่แปลกหากใครหลายๆ คนจะมองหาบ้านพักตากอากาศสักหลังเป็นของตัวเอง เพื่อใช้เวลากับคนที่รักได้อย่างเต็มที่ในระยะยาว

เช่นเดียวกันกับครอบครัวของ คุณโหน่งธีร ธนะมั่น อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ (SoA+D) จากรั้วบางมด และสถาปนิกเจ้าของสตูดิโอ ตั้งใจออกแบบ ที่ออกแบบ Container Cabin at OOST Kampville บ้านพักตากอากาศจากตู้คอนเทนเนอร์อย่างตั้งใจ บรรจุความสุขของครอบครัวบนที่ดินตนเองในนครนายก รวมไปถึงการทดลองเชื่อมโยงกับบริบท ทั้งด้านการออกแบบ ธรรมชาติ และการเปิดธุรกิจกึ่งโฮมสเตย์ให้เช่าในอนาคต

ความต้องการก่อนจะเป็น Container Cabin

ไอเดียของ Container Cabin at OOST Kampville เริ่มต้นจากคุณพ่อคุณแม่วัยเกษียณที่ต้องการสร้างบ้านพักตากอากาศในจังหวัดนครนายกเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายจากกรุงเทพฯ และอยากให้หลานได้มีพื้นที่เล่นสนุกกับธรรมชาติอย่างมีความสุขในวันหยุด แม้ที่ดินจะมีขนาดกว้างถึง 17 ไร่ ซึ่งเพียงพอสำหรับความต้องการทั้งหมด แต่ด้วยความที่เป็นผืนนารกร้าง และสวนผลไม้ที่เคยถูกน้ำท่วมมาก่อน ทำให้ต้องเคลียร์หน้าดินใหม่ โดยเริ่มจากการขุดบ่อน้ำและถมที่ดินให้สูงขึ้น ก่อนเริ่มลงมือออกแบบและก่อสร้างอย่างจริงจังในภายหลัง

 “ช่วงเวลาระหว่างที่รอให้ดินเซตตัวกว่า 1 ปี โชคดีที่เป็นโปรเจ็กต์ของครอบครัวเราเองเลยได้มีเวลาออกแบบอย่างเต็มที่ แต่ข้อจำกัดคือ ระหว่างการก่อสร้าง เราจะไม่มีเวลาไปดูหน้างานเพราะส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กรุงเทพฯ เลยลองหาบ้านรูปแบบสำเร็จรูปดูจนมาเจอกับบ้านคอนเทนเนอร์ที่ตอบโจทย์เรื่องการก่อสร้าง เพราะยกมาประกอบที่หน้างานได้เลย ทำให้เราไม่ต้องกังวลกับขั้นตอนการก่อสร้างมากนัก และยังสามารถการออกแบบพื้นที่ได้ตามที่ต้องการอีกด้วย” สถาปนิกกล่าวถึงการเลือกคอนเทนเนอร์มาเป็นพระเอกหลักในการออกแบบบ้านครั้งนี้

บรรจุฟังก์ชันลงในตู้คอนเทนเนอร์

เมื่อความได้เปรียบของการสร้างบ้านด้วยตู้คอนเทนเนอร์คือเรื่องของโครงสร้าง การบรรจุฟังก์ชันลงไปในบ้านสองชั้นจึงค่อนข้างฟรีสไตล์ สถาปนิกใช้ตู้คอนเทนเนอร์ทั้งหมด 5 ตู้ ขนาด 20 ฟุตทั้งหลัง เพราะเป็นขนาดที่สามารถผ่านทางเข้าหมู่บ้านที่คับแคบได้พอดิบพอดี จากนั้นจึงเริ่มวางแปลนห้องนั่งเล่นโดยใช้ตู้คอนเทนเนอร์สองตู้เชื่อมต่อกันให้พื้นที่ที่ทุกคนใช้งานร่วมกันมีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะที่ตู้อื่น ๆ ถูกบรรจุฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับการอยู่อาศัยชั่วคราวลงไปอย่างละหนึ่งตู้ ได้แก่ ตู้สำหรับห้องเตรียมอาหาร ตู้สำหรับห้องนอนชั้นล่าง และตู้สำหรับห้องนอนชั้นบนที่มาพร้อมดาดฟ้าส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ชานบ้าน ลาน BBQ และสระว่ายน้ำกลางแจ้ง เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตนอกบ้านด้วย

แปลนชั้น 1 ของ Container Cabin at OOST Kampville Cr: ตั้งใจออกแบบ
แปลนชั้น 2 ของ Container Cabin at OOST Kampville Cr: ตั้งใจออกแบบ

ฟังก์ชันระหว่างตู้ และการเชื่อมต่อบ้านสู่ธรรมชาติ

เพื่อให้บ้านตอบโจทย์การทำกิจกรรมภายนอกและใช้เวลาร่วมกันอย่างเต็มที่ ตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อพื้นที่ภายในและภายนอกเข้าด้วยกัน ผ่านการเปิดมุมมองไปสู่ธรรมชาติและบ่อน้ำในทิศเหนือ โดยผนังตู้ถูกแทนที่ด้วยหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่สามารถเปิดเพื่อรับแสงแดดและสายลมผ่านเข้ามาได้

รวมไปถึงการเว้นระยะการจัดวางจนเกิดฟังก์ชันใหม่ระหว่างตู้คอนเทนเนอร์ที่กลายมาเป็นพื้นที่ Community อย่าง ชานบ้านที่อยู่ระหว่างตู้ห้องนั่งเล่นและตู้ห้องเตรียมอาหาร หรือแม้แต่ลานบาร์บีคิวกลางแจ้งที่อยู่ระหว่างตู้ห้องนั่งเล่นและตู้ห้องนอนชั้นล่าง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้เป็นแนวคิดสำคัญของบ้านที่อยากให้ทุกคนมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างที่ตั้งใจไว้ผ่านการซึบซับธรรมชาติโดยรอบ

ฟังก์ชันบางส่วนของบ้านอย่างห้องน้ำ เป็นส่วนที่ต้องออกแบบเรื่องความชื้นและการรั่วซึมเป็นพิเศษ โดยมีการกั้นผนังด้วยโครงสร้างเหล็กขึ้นมาใหม่ แล้วกรุกระเบื้องสี่เหลี่ยมจตุรัสสีขาวในส่วนที่เปียกน้ำ อย่างโซนอาบน้ำและก่อจากพื้นถึงอ่างล้างมือ เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำ ในขณะเดียวกันก็ยังโชว์ผนังของตู้คอนเทนเนอร์ด้วย

เผยวัสดุในท้องถิ่น และสัมผัสแคมปิ้งไลฟ์จากเฟอร์นิเจอร์

การตกแต่งภายในบ้านเป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยส่วนของผนังและฝ้า เผยให้เห็นสัจจะวัสดุเหล็กของตู้คอนเทนเนอร์อย่างชัดเจน คุมโทนสีขาวที่ให้ความสว่างและทำให้พื้นที่ดูโปร่งโล่ง ส่วนวัสดุพื้นใช้กระเบื้องและไม้อัด OSB แบบกันความชื้น ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านขายวัสดุทั่วไปในท้องถิ่น ซึ่งตอบโจทย์เรื่องการขนส่งและความรวดเร็วในการก่อสร้างได้เป็นอย่างดี ส่วนเฟอร์นิเจอร์เป็นแบบลอยตัวในสไตล์แคมปิ้ง เพราะสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย และอยากให้สัมผัสถึงการมาใช้ชีวิตนอกบ้านจริง ๆ เสมือนมาตั้งแคมป์แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน

A-Frame กรองแสงและกลมกลืนกับบริบท

แม้ว่าทุกคนจะรับกับแดดลมฝนที่พัดผ่านเข้ามายังภายในบ้านได้ แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของประเทศไทย ทำให้ความร้อนที่มากเกินไปกลายเป็นปัญหาของการอยู่อาศัยในบ้านคอนเทนเนอร์ ซึ่งสถาปนิกไม่ต้องการติดฉนวนกันความร้อนที่ผนังและฝ้า จึงออกแบบโครงหลังคาเหล็กทรง A-Frame หรือทรงจั่วสูงปกคลุมตู้คอนเทนเนอร์ที่ให้ความรู้สึกถึงกระท่อมกลางนา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากบ้านในระแวกนั้น ๆ

สถาปนิกใช้วัสดุเมทัลชีททั้งแบบทึบแสงและโปร่งแสงเพื่อให้แสงสว่างเข้ามาบางส่วน มีการออกแบบชายคาที่ยื่นออกมาจากพื้นที่ชานบ้านสูงในระดับเดียวกับชั้นสองของบ้านเพื่อให้ดูโปร่ง ส่วนด้านล่างของโครงสร้างเป็นระแนงเหล็ก ซึ่งนอกจากจะช่วยกรองความร้อนจากแสงแดดที่เข้ามาโดยตรงตลอดทั้งวันแล้ว การก่อสร้างยังเป็นไปอย่างรวดเร็วเนื่องจากใช้โครงสร้างเหล็กอีกด้วย

ภาพแสดงแนวคิดการออกแบบ Container Cabin at OOST Kampville Cr: ตั้งใจออกแบบ

อีกหนึ่งไฮไลท์กิจกรรมกลางแจ้งอย่างสระว่ายน้ำ ถูกออกแบบให้อยู่ริมสุดของบ้าน เป็นสระสำเร็จรูปในระบบน้ำเกลือมีขนาด 7.32 x 3.66 เมตร แต่เนื่องจากต้องป้องกันในเรื่องของน้ำท่วมสระว่ายน้ำจึงยกสูงขึ้นกว่า 1.3 เมตร เพื่อแก้ปัญหาและ ตอบโจทย์ความต้องการย่นระยะเวลาการก่อสร้างนั่นเอง

นอกจากโซนของบ้านพัก Container Cabin แล้ว ภายในพื้นที่ยังมีโซนอื่นๆอีก เช่น Caravan Camping ลานที่พักในรูปแบบของรถบ้านและเต็นท์กระโจม อีกทั้งยังมีกิจกรรมภายนอกอย่างการพายเรือคายัคและการขี่จักรยานวิบากรอบที่ดิน  ให้ทุกคนในครอบครัวมาใช้เวลาร่วมกันได้อย่างเป็นส่วนตัว ซึ่งสถาปนิกเองก็ได้แพลนว่าจะเปิดเป็นให้เช่าในอนาคตอีกด้วย

“เราอยากให้บ้านหลังนี้กลายเป็นสถานที่ของทุกคนในครอบครัว พ่อแม่ได้มาพักผ่อน ลูกได้มาวิ่งเล่นในวันหยุด ซึ่งเราอยากให้เค้าเติบโตขึ้นมากับการใช้ชีวิตภายนอกบ้านพร้อมๆ กับธรรมชาติ แบบที่กรุงเทพฯ ไม่สามารถให้ได้ ส่วนตัวเราเองก็ได้มีโอกาสลองออกแบบบ้านให้กับครอบครัวอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกด้วย โปรเจ็กต์นี้มันเลยทำให้วันสุดสัปดาห์ของเราเต็มไปด้วยความสุข”

สถาปนิกกล่าวถึงบทสรุปของบ้านพักตากอากาศหลังนี้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของทุกคนด้วยตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่ง Container Cabin at OOST Kampville ทำให้เรารับรู้ว่าจุดประสงค์ของการสร้างบ้านไม่ใช่เพียงเพื่อมาพักอาศัยเท่านั้น แต่การคิดถึงความสุขของทุกคนในครอบครัวที่ได้มาชาร์จแบตร่างกายและใช้เวลาอยู่ด้วยกันอย่างคุ้มค่าต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบ

Architects :  Teera Dhanamun (Tung Jai Ork Baab)
Area : 195 sq.m.
Structural engineer : Sirichai Sae-chuen
Photographs : Chitsanupong Ploythanachot

Writer
Janjitra Horwongsakul

Janjitra Horwongsakul

สถาปนิก ผู้หลงใหลในการเดินทางและสเปซคลีนๆบนภาพฟิล์ม อดีต'นักคิดคำถาม'ของปริศนาฟ้าแลบ ที่ผันตัวเองมาเป็น'นักเล่าความรู้(สึก)'ผ่านตัวหนังสือ

Piticharoenkit Residence บ้าน 3 ชั้นเรียบง่ายที่วางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม

Piticharoenkit Residence
บ้าน 3 ชั้นเรียบง่ายที่วางตัวให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิม

โครงการตั้งอยู่บนถนนลพบุรีราเมศ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นบ้านพักอาศัยขนาด 3 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยทั้งหมด 1,000 ตร.ม.  อาคารอยู่ในพื้นที่เดิมของบ้านที่มีอาคารแวดล้อมในบริเวณเดียวกัน 2 ยูนิต ซึ่งตัวโครงการจะแยกออกจากอาคารเดิมทั้ง 2 แต่สามารถเข้าถึงได้จากกลุ่มอาคารดังกล่าว  ทั้ง 3 อาคารจะถูกเชื่อมด้วยสระว่ายน้ำเดิม ทางผู้ออกแบบจึงได้หันหน้าอาคารให้มองเห็นได้จากสระว่ายน้ำเป็นหลัก และยังสามารถเข้าถึงได้จากทางด้านหน้าด้วยเช่นกัน

ความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมเดิมเป็นโจทย์สำคัญของงานออกแบบเนื่องจากต้องการความต่อเนื่องทั้งในแง่ของรูปแบบและการใช้งาน ในขณะเดียวกันอาคารใหม่ต้องไม่บดบังทัศนียภาพของอาคารเดิมที่มีอยู่แล้วเช่นกัน เราจึงได้แชร์พื้นที่ของสระว่ายน้ำเดิมให้เป็นส่วนหนึ่งของอาคารใหม่เหมือนถูกวางมาด้วยกันตั้งแต่แรก และเปิดพื้นที่ตรงกลางของกลุ่มอาคารให้ยังสามารถมองเห็นกันได้ ได้รับแสงแดดและลมตามธรรมชาติ ทำให้พื้นที่เชื่อมต่อค่อนข้างปลอดโปร่งและมีอากาศถ่ายเทได้ตลอดทั้งวัน

แปลนชั้น 1
แปลนชั้น 2
แปลนชั้น 3

ในส่วนของตัวอาคารได้เปิดพื้นที่ส่วนด้านหน้าให้เป็น OPEN COURT ขนาดใหญ่ที่รับกับสระว่ายน้ำเดิม ภายในเปิดพื้นที่ด้วย Double Volume ที่ต่อเนื่องตั้งแต่ภายนอกสู่ภายใน ให้ความโปร่งโล่งในบริเวณโถงนั่งเล่นได้ค่อนข้างมาก และเป็นจุดที่รับแสงธรรมชาติได้เต็มที่ในช่วงเช้า

อาคารถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้น โดยยกอาคารให้เป็นที่จอดรถและห้องควบคุมอยู่ในชั้นที่ 1 บันไดภายนอกที่เดินขึ้นจากที่จอดรถถูกบีบพื้นที่ให้ขึ้นมาเจอกับ Open Court ขนาดใหญ่กลางบ้าน ที่เชื่อมพื้นที่ทั้งหมดไว้ด้วยกัน ส่วนของ Public Space ทั้งห้องนั่งเล่นและห้องทานอาหารจะเปิดรับกับ Open Court และถูกจัดวางให้อยู่ในชั้นที่ 2 โดยมีโถงบันไดซ่อนอยู่ด้านหลังผนังหินที่เปิดเป็น Void กระจกตลอดแนวบันไดเพื่อดึงแสงธรรมชาติ ทำให้โถงบันไดที่อยู่ด้านหลังโปร่งและสว่าง พื้นที่ชั้น3 เป็นโถงที่เปิดรับกับ Double Volume มีมุมห้องพระที่ถูกออกแบบให้เป็นส่วนหนึ่งของ Space อย่างกลมกลืน เพิ่มความน่าสนใจด้วยการดึง Mass ของอาคารด้านหน้าให้ยื่นออกไปโอบรัด Open Court ภายนอก ด้วยโครงสร้าง Cantilever ที่ทำให้ดูเหมือนอาคารลอยอยู่กลางอากาศ  สำหรับภายในเชื่อมพื้นที่ของ Mass ก้อนนี้ด้วยทางเดินกระจกที่ลอยอยู่ระหว่างDouble Volume ของโถงห้องนั่งเล่น ซึ่งพื้นที่ชั้น 3 จะจัดเป็น Private Zone ทำให้ห้องนอนและพื้นที่ของเด็กถูกรวมกันอยู่ในชั้นนี้ในลักษณะ Double Corridor

แนวคิดในการออกแบบนอกจากการจัดวางตัวอาคารใหม่และอาคารเดิมแล้ว ความท้าทายโครงสร้างที่เป็น Long Span และ Cantilever เป็นอีกแนวความคิดที่ทำให้อาคารมีลูกเล่นและเป็นอิสระจากกฎเกณฑ์ของโครงสร้างเดิมๆการดึงเสาและคานออกจากผนัง การยื่นอาคารออกจาก Structure System ทำให้เราได้ Structure Element ที่สามารถกลายเป็นส่วนประดับอาคารไปด้วยในตัว  วัสดุอาคารที่เปลือยเปล่าสะท้อนอิทธิพลของแนวคิดยุค Post Modern ถูกนำมาใช้สำหรับการออกแบบอาคารหลังนี้ 

ภายในตกแต่งด้วยหินและไม้สีดำ เฟอร์นิเจอร์ลอยตัวน้อยชิ้นถูกจัดวางตามการใช้งาน ผนังในงานสถาปัตยกรรมกลายเป็นตู้เก็บของในงานอินทีเรียที่ถูกซ่อนอยู่หลังผนังกระจกและไม้อย่างเรียบง่าย สิ่งที่เห็นเป็นเพียงผนังเปลือยเปล่าที่ซ่อนการใช้งานอยู่ด้านหลังเท่านั้น

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Project : Piticharoenkit Residence
Year : 2020
Area : 1000 sq.m.
Location : Loburi Ramet Rd., Hatyai, Songkhla Thailand
Architect : Nirostina Nisani – VIVE Design Studio, Bangkok-Dubai
Photographer : Beer Singnoi

Chicago Townhouse กับแนวคิดที่ยกระดับทาวน์เฮาส์ให้เปลี่ยนไป

Chicago Townhouse
กับแนวคิดที่ยกระดับทาวน์เฮาส์ให้เปลี่ยนไป

ถ้าเราหยิบทาวน์เฮาส์ในประเทศไทยมาวางเรียงต่อกัน สิ่งที่คล้ายคลึงกันคือหน้าตาฝาแฝดที่ดูจะใกล้เคียงกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบด้วยความสูงไม่เกิน 2 ชั้น มีผนังของบ้านกั้นกลางระหว่างกลางและต้องใช้งานร่วมกับบ้านข้างๆ ประกอบกับมีที่ว่างบริเวณด้านหน้าและด้านหลังระหว่างรั้วที่เหลืออยู่เล็กน้อย อีกทั้งยังมาพร้อมบางปัญหาที่หลายคนมองว่า ทึบตัน ดูอึดอัด แสงและลมธรรมชาติเข้าถึงได้น้อย

Chicago Townhouse ตั้งอยู่ในย่านที่อยู่อาศัยของบ้านเดี่ยวในเมืองชิคาโก บนพื้นที่หน้ากว้าง 7.6 เมตร ลึก 38 เมตร ทาวน์เฮาส์ขนาด 854 ตารางเมตรนี้มีข้อจำกัดด้วยลักษณะพื้นที่แคบ และยังมีกฏหมายของพื้นที่ซึ่งจำกัดความสูงไว้ที่ 7.6 เมตร ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ทีมสถาปนิกจาก Alexander Gorlin Architects จึงออกแบบทางเข้าลดระดับความสูงลง เพื่อไปเพิ่มความสูงของพื้นที่อยู่อาศัยบริเวณสามชั้นที่เหลือให้ได้มากที่สุด โดยทางเข้าจะตั้งอยู่ตรงกลางขนาบข้างตัวบ้าน เพื่อประหยัดพื้นที่

แปลนชั้น 1-4 ตามลำดับ

นำแสงธรรมชาติส่องเข้าสู่พื้นที่ภายใน

เพื่อปรับโฉมให้บ้านทาวน์เฮาส์แตกต่างจากบ้านในละแวกใกล้เคียง ตัวอาคารออกแบบให้พื้นที่ใช้สอย Cantilever (ยื่นออก) เหนือสวนบริเวณด้านหน้า ส่วนพื้นที่ทางด้านขวาเป็นบันไดที่พาไปสู่ระดับหลักของบ้าน เวียนเป็นเส้นทางยาวต่อขึ้นสู่ชั้นบนโดยมีกระจกสกายไลท์นำแสงธรรมชาติส่องเข้าสู่พื้นที่ภายในได้อย่างทั่วถึง นอกจากนั้น บริเวณด้านหน้าของบ้านยังมีกระจกบานขนาดใหญ่เป็นตัวรับแสงและเปิดมุมมองสู่ภายนอก การยกระดับพื้นที่ห้องนั่งเล่นให้สูงจากระดับสายตาปกติ ยังหลีกเลี่ยงความวุ่นวายจากถนน ทำให้ได้มุมมองที่เป็นส่วนตัว เห็นเรือนยอดไม้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเข้ามาแทนที่

ในระดับหลัก พื้นที่ทั้งหมดต่อเนื่องเปิดโล่งทั้งชั้นจากด้านหน้าสู่ด้านหลัง โดยมีพื้นที่นั่งเล่น ห้องครัว และพื้นที่รับประทานอาหารเชื่อมต่อถึงกันตามลำดับ ภายในพื้นที่ยังคุมโทนสีขาวที่ให้ความส่วาง ทำให้พื้นที่ดูโปร่งโล่ง กว้างขวาง รวมถึงมีม่านผ้าร่มสีขาวโปร่งแสงห้อยยาวลงมาจากหน้าต่าง หากเปิดในตอนกลางก็สามารถรับแสงธรรมชาติได้ หรือหากปิดในตอนกลางคืนก็ยังสามารถเติมบรรยากาศให้พื้นที่ด้วยแสงที่นวลตา

ถัดขึ้นมาอีกหนึ่งชั้นเป็นห้องนอนมาสเตอร์และห้องน้ำที่ออกแบบให้อยู่ในก้อนแมสอาคารที่คล้ายกับลอยอยู่เหนือพื้นที่ ยึดเข้ากับผนังอีกฝั่งด้วยโครงสร้างคานเหล็ก บริเวณกระจกยังกั้นความเป็นส่วนตัวแบบหลวมๆ ด้วย การวางราวเสื้อผ้าเป็นกิมมิกที่โชว์ของสะสมไปพร้อมกับการกั้นพื้นที่ ผนังด้านข้างของห้องนอนยังมีทางสัญจรหลักที่เชื่อมขึ้นสู่พื้นที่ชั้นถัดไป

เฟอร์นิเจอร์เป็นงานประติมากรรม

หากลองสังเกต ภายในบ้านค่อนข้างออกแบบด้วยภาษาที่เรียบง่าย โดยมีเฟอร์นิเจอร์เป็นงานประติมากรรมให้กับบ้าน มีชิ้นส่วนที่ป๊อปอัพโดดเด่นขึ้นมาประมาณ 2-3 ชิ้นติดกับผนังโทนสีขาว ผ้าม่านสีขาว และพื้นสีเทาด้าน ที่ทำหน้าที่ราวกับเป็นแคนวาสของบ้าน

บางส่วนของบ้านอย่างชั้นบนสุด ยังมีการวางฟังก์ชันไว้อย่างหลวมๆ เพื่อเป็นพื้นที่ Multi Function ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม และมีโรงจอดรถตั้งอยู่บริเวณด้านหลังของตัวบ้าน เชื่อมกับถนนเซอร์วิสที่ไม่มาวุ่นวายรบกวนพื้นที่บริเวณหน้าอาคาร

รูปด้านอาคาร

หากดูจากบริบทของพื้นที่ เมืองร้อนชื้นอย่างบ้านเราคงไม่สามารถนำแนวคิดที่ว่ามาปรับใช้ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยบางส่วนของงานโครงสร้าง การปรับพื้นที่ให้คุ้มค่า การนำแสงสว่างเข้าสู่พื้นที่ภายในก็นับว่าน่าสนใจ และหวังว่าจะเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของบ้านทาวน์เฮาส์ในต่างประเทศ ที่สามารถหยิบนิดผสมหน่อย มาใช้กับการบ้านแบบไทยๆ เราได้แน่นอน

Architects : Alexander Gorlin Architects
Area : 4000 ft²
Manufacturers :  Luminaire
Structural Engineer : The Structural Shop
Mechanical Engineer : Sheldon Lazan PE
Photographs : Michael Moran

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

บ้านหอมดิน บ้านพื้นถิ่นร่วมสมัย ที่มีวิวภูเขาเป็นของตัวเอง

บ้านหอมดิน
บ้านพื้นถิ่นร่วมสมัย ที่มีวิวภูเขาเป็นของตัวเอง

จุดเริ่มต้นจาก 2 คุณหมอเจ้าของบ้านกำลังมองหาที่ดินเพื่อจะตั้งรกราก อยากจะมีบ้านที่มีวิวภูเขาเป็นของตัวเอง มองออกไปเห็นต้นไม้ใบเขียวเป็นเพื่อนบ้าน  สุดท้ายจึงได้ที่ดินนาข้าวเก่าที่ถูกขนาบด้วยแนวเขา ขนาดประมาณ 2 ไร่ผืนนี้ตรงที่ราบของจังหวัดเพชรบรูณ์

ความต้องการของคุณหมอทั้ง 2 คน คือ บ้านที่ตอบรับการใช้ชีวิตที่ไม่แน่นอนของเวลาการทำงาน ออกแบบการใช้งานให้เรียบง่าย เน้นจุดสำคัญที่บ้านหลังนี้จะต้องเข้ากับสภาพแวดล้อมโดยรอบ มีปฏิสัมพันธ์กับภูเขาที่อยู่ทางทิศเหนือได้ดี และเผื่อพื้นที่สำหรับลูก ๆ ในอนาคต

กลมกลืน เรียบง่าย ในบ้านพื้นถิ่นร่วมสมัย

ตำแหน่งที่ตั้งของบ้านหอมดินอยู่ในบริเวณชายขอบของหมู่บ้านที่ถูกแวดล้อมไปด้วยบ้านพักอาศัยสไตล์พื้นบ้านสมัยใหม่แทบทั้งหมด ทำให้สถาปนิกตั้งใจที่จะออกแบบงานสถาปัตยกรรมที่มีความกลมกลืน แต่ยังคงดำรงไว้ซึ่งตัวตนของเจ้าของบ้านที่เป็นคนต่างถิ่น สมัยใหม่ เรียบง่าย และอ่อนน้อม เป็นที่มาของอาคารรูปทรงกล่องคอนกรีตที่เรียบง่ายปกคลุมด้วยหลังคาจั่ว และกระจายตัวอาคารเลียนแบบผังเรือนของบ้านพื้นถิ่นในประเทศไทยในอดีต

แนวคิดการวางผังภาพรวมของพื้นที่
แปลนอาคาร

ต่อยอดเอกลักษณ์ของบ้านพื้นถิ่นสมัยก่อนให้เข้ากับวิถีชีวิตใหม่ในอนาคต ด้วยการยกตัวอาคารขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจากพื้นที่ราบลุ่มของบ้าน รวมทั้งช่วยยกระดับตอบรับกับมุมมองฝั่งภูเขาให้ชัดเจนมากขึ้น แต่ทางคุณหมอเจ้าของบ้านก็มีความกังวลว่า เมื่อถึงวันที่ทั้งสองแก่ชราลง จะไม่สามารถขึ้น-ลงอาคารที่ยกสูงได้สะดวกนัก ทำให้สถาปนิกกลับมาคิดทวบทวน เสนอแนวทางแก้ปัญหากลับไปใหม่ นั่นคือ การออกแบบให้บ้านหลังนี้เชื่อมต่อกันด้วยทางลาดขนาดใหญ่ โดยปลายทางจะนำไปสู่มุมมองที่ดีที่สุดในการชมวิวภูเขา

หยิบธรรมชาติ มาทำบ้าน

บ้านหอมดินมีรายละเอียดสำคัญหลายจุดที่สถาปนิกตั้งใจออกแบบบ้านให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ ดึงประโยฃน์จากการมีอยู่ของธรรมชาติโดยรอบเข้ามาใช้งาน เสริมเติมตกแต่งงานดีไซน์ของบ้านเพื่อช่วยเจ้าของบ้านประหยัดพลังงาน  ตั้งแต่การวางตัวอาคารไม่ให้ขวางตะวัน คือ หันด้านแคบของอาคารไปทางทิศตะวันออก ตะวันตก (เรือนรับแขก เรือนนอนใหญ่) ส่วนผนังด้านยาวของอาคารหลักจะโดนแดดตอนกลางวัน (ทิศใต้) เป็นผนัง 2 ชั้น โดยมีช่องอากาศตรงกลาง เป็นฉนวนตามธรรมชาติ

ถ้าคุณสังเกตในรูปด้านของบ้าน จะเห็นว่ามีช่องเปิดค่อนข้างน้อยซึ่งมีสาเหตุจากแสงแดด ทำให้สถาปนิกเลือกทำช่องเปิดโล่งด้านในแทนเพื่อรับแสงเช้าและลม ยกตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่น และห้องนอนใหญ่ นอกจากนี้ได้กำหนดตำแหน่งทั้งสองห้องหลักนี้ให้อยู่ทางทิศตะวันออก ดึงชายคาให้ต่ำ เพื่อกันแดดทางทิศใต้ที่จะเข้าตรงช่องเปิด โดยเจาะช่องเปิดเฉพาะบริเวณที่มีชายคาคลุม และออกแบบหลังคาทรงจั่ว ซึ่งมีข้อดีคือ ความร้อนสามารถไปกองอยู่ใต้หลังคา บริเวณหน้าบันไม้ของหลังคาจั่วแบบไม้เว้นร่อง เพื่อให้ความร้อนจากใต้หลังคาถูกระบายออกด้านนอกอาคารได้เร็วขึ้น

ตัวอาคารแต่ละหลังถูกคลุมด้วยหลังคาไฟเบอร์กลาส ที่ช่วยกรองแสงและกระจายแสงธรรมชาติสู่ภายในอาคาร ส่วนภายในตัวอาคาร มีการเพิ่มคอร์ดภายในเพื่อระบายอากาศ และรับแสงธรรมชาติด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ไม้ที่ใช้ในการทำประตู หน้าต่างและเฟอร์นิเจอร์ ทั้งหมดเป็นไม้เก่าจากจังหวัดใกล้เคียง เช่นเดียวกับไม้ไผ่ที่ใช้ทำผนังภายนอก ก็เลือกใช้บางส่วนเป็นไม้ไผ่ในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงเช่นกัน

Location : Phetchabun province, Thailand
Architect & Interior : TA-CHA Design 
Area : 175 sq.m (Enclosure space) / 240 sq.m.(Terrace)
Photographer : BeerSingnoi

Writer
No.028

No.028

นักออกแบบจากรั้วศิลปากรที่ทดลองผันตัวเองมาเป็นนักเขียน หมั่นเสาะหาข่าวสารที่น่าสนใจจากทั้งไทยและต่างประเทศ มาขบคิด เรียบเรียง บอกเล่าผ่านตัวอักษรให้กับคนที่สนใจ เพราะเชื่อว่าแท้จริงแล้ว ดีไซน์ คือเรื่องรอบตัวระยะใกล้ที่กำลังรอใครซักคนมาเปิดอ่าน // Dsign is everything.

The Hill Residence เมื่อทุกมิติของบ้านคือธรรมชาติ และธรรมชาติคือหัวใจของบ้าน

The Hill Residence
เมื่อทุกมิติของบ้านคือธรรมชาติ และธรรมชาติคือหัวใจของบ้าน

“นครนายก เมืองในฝันที่ใกล้กรุง น้ำตกสวย รวยธรรมชาติ ปราศจากมลพิษ ” ด้วยศักยภาพของธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ อากาศที่บริสุทธิ์ มีแต่ความเงียบสงบ ใจกลางหุบเขา ภายในสนามกอล์ฟ Royal Hills ภายใต้โครงการ The Yard จึงเป็นคำตอบที่ตอบโจทย์สำหรับที่ดินแปลงนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ โดยที่ดินแปลงนี้มีขนาด 171 ตร.ว.หน้ากว้าง 24 เมตร ลึก 28.5 เมตร

“ผมต้องการบ้านที่เป็นบรรยากาศแห่งการพักผ่อน ผมตั้งใจให้เป็นบ้านพักอาศัยให้คุณพ่อช่วงบั้นปลายชีวิต ในขณะเดียวกันบ้านหลังนี้จะเป็นบ้านพักตากอากาศสำหรับครอบครัวในวันหยุดสุดสัปดาห์ เพื่อพักผ่อนหลังจากความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานตลอดสัปดาห์ ” คุณวรวิทย์กล่าว ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้ายทายน่าตื่นเต้นสำหรับสถาปนิก PPA   

“ทุกมิติของบ้านคือธรรมชาติ และธรรมชาติคือหัวใจของบ้าน ” เนื่องจากที่ดินแปลงนี้ตั้งอยู่กลางหุบเขา ใกล้แนวเขตอุทยานเขาใหญ่ มีภูเขารอบด้าน หลังบ้านเป็นมุม Lake View พื้นที่รับน้ำขนาดใหญ่ ผมต้องการให้บ้านหลังนี้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่สัมผัสถึงธรรมชาติและใกล้ชิดธรรมชาติที่สุด เพื่อสัมผัสธรรมชาติในทุกมิติ และทุก ๆ มุมมอง โดยใช้ แสง แดด ลม การเปิดมุมมองทางสายตามาเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบ

หลังจากทำ Site Analysis และกำหนดกรอบแนวคิดเบื้องต้นเสร็จ ผมเริ่มออกแบบ Mass อาคารเป็นกล่องเรียบ ๆ 1 ชั้น ยกระดับ +80cm. เพื่อให้เห็นวิว Lake view อย่างชัดเจน Form อาคารเป็น U shape โดยเปิด Courtyard แล้วแทรกพื้นที่ธรรมชาติสำหรับปลูกต้นไม้ไว้ตรงกลางบ้าน เพื่อให้ลมถ่ายเทพัดผ่านตัวอาคาร ทำให้เกิดการ Cross Ventilation

ตัวบ้านออกแบบให้มี Terrace ยาวตลอดแนว 2 ด้าน  ทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อและสัมผัสกับธรรมชาติบริบทรอบ ๆ บ้าน ในส่วนของชายคาที่ยื่นปกคลุมTerrace ผมออกแบบให้ยื่นยาวมากกว่าปกติ เนื่องจากหน้าบ้านหันไปทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้และหลังบ้านหันไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้แดดส่องทแยงลึกในช่วงเช้าและช่วงเย็น ๆ ซึ่งต้องใช้ Cantilever ชายคาช่วยบังแดดโดยทางอ้อมมีผลทำให้กระจกช่องเปิดปลอดภัยจากแสงแดด

แปลนอาคาร

ต่อมาเป็นเรื่องของการออกแบบ Void การเจาะช่องเปิดช่องแสง โดยออกแบบให้ทุกมุมมอง ทุกฟังก์ชั่นของบ้านสามารถ Take วิวธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่กับธรรมชาติตลอดเวลา บ้านหลังนี้เน้นการออกแบบช่องแสง ประตูหน้าต่าง ขนาดใหญ่ ออกแบบประตูบานเลื่อน 2 – 3 รางเลื่อน เพื่อการถ่ายเทอากาศให้ลมผ่านให้มากที่สุด นอกจากนี้แล้ว การออกแบบบ้านหลังนี้เน้นวิธีการออกแบบ Passive Design และการออกแบบที่ยั่งยืน ลดการใช้ไฟฟ้า ใช้เท่าที่จำเป็น แต่ใช้พลังงานธรรมชาติทดแทนเป็นหลัก

การตกแต่งของอาคาร ภายนอกออกแบบให้ใช้วัสดุที่เป็นธรรมชาติ เพื่อให้เข้าถึงสัจจะวัสดุ โดยเริ่มตั้งแต่ส่วนจอดรถ ผมเลือกใช้หินกรวดทรายล้างสีดำ เรียบ ๆ ไม่มีpattern ถัดมาเป็นบันได ที่ออกแบบให้วางซ้อนทับ Overlap กัน ปูกระเบื้องลายหิน M-stone สีเทาเข้ม ซึ่งให้ความรู้สึกกลมกลืนไปกับธรรมชาติ โดยเลือกผิวสำหรับกันลื่น R10 บริเวณ Terrace เน้นวัสดุธรรมชาติ โดยให้พื้นปูกระเบื้องลายหิน M-stone สีเทาเข้ม เสาตกแต่งระเบียงกรุด้วยไม้เทียม ฝ้าลายไม้ภายนอกเป็นฝ้าไม้เทียมซึ่งเป็นวัสดุทดแทนไม้จริง

ถัดมาเป็นส่วนของTerrace Outdoor สำหรับปิ้งย่าง นั่งชมวิวทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ประกอบไปด้วยผนังทึบสำหรับบังแดดกรุด้วยกระเบื้อง Travertine เน้นลวดลายเรียบ ๆ แต่มีรายละเอียดของเส้นสาย ทำให้งานเรียบ ๆ โมเดิร์น แต่มีรายละเอียดมากขึ้น ในส่วนของพื้น เลือกใช้เป็นกระเบื้องลายไม้ ซึ่งให้ความรู้สึกเป็นไม้ได้เช่นกัน อายุการใช้งานที่คงทน ดูแล เช็ดถูทำความสะอาดคราบสกปรกได้ง่ายในเวลาปิ้งย่าง

ในส่วนของ mood & tone ภายนอกของตัวบ้านออกแบบให้เป็นสีเทาเข้ม วัสดุกระเบื้องโทนเทาเข้มตัดกับวัสดุเสาและผนังที่เป็นลายไม้ เพื่อให้กลมกลืนไปกับบริบทธรรมชาติต้นไม้และภูเขา เมื่อเดินเข้าสู่ภายในตัวบ้าน Space ภายในจะเป็นโทนสีขาว ช่องเปิดใหญ่ ล้อมรอบด้วยกระจก และมองเห็นวิวธรรมชาติได้อย่างชัดเจน ฝ้าสูง 3 เมตร ทำให้เกิดความรู้สึกโปร่ง โล่ง สบาย เบาบาง สะอาด เพื่อให้เกิดบรรยากาศของการพักผ่อนอย่างแท้จริง

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Completion Year : 2021
Area : 220 sq.m.
Location : โครงการเดอะยาร์ด ตำบลสาลิกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก
Architect : Pongpat Architect co.,Ltd
Design Team:
พงษ์พัฒน์ ศรีรัมย์, กฤติน เรืองยิ่งยศ, ทีฆายุ พงษ์พรรฤก
Owner: วรวิทย์ ธนธรกิจ
Interior Designer: เสน สุข
Landscape Designer: Pongpat Architect co.,Ltd
Construction: ไท อธิอาภานนท์
Contractor: Pim – Poom Constroction Ltd., Part
Photographer : รุ่งกิจ เจริญวัฒน์

BAAN SAB MUANG บ้านกึ่งสตูดิโอของสถาปนิกเชียงใหม่ ที่น่าสนใจด้วยมุมมองหลอกตา ผ่านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นกลิ่นอายพื้นถิ่น

BAAN SAB MUANG
บ้านกึ่งสตูดิโอของสถาปนิกเชียงใหม่
ที่น่าสนใจด้วยมุมมองหลอกตา ผ่านสถาปัตยกรรมโมเดิร์นกลิ่นอายพื้นถิ่น

โดยปกติแล้วสถาปนิกมักจะออกแบบบ้านให้กับคนอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่บ่อยครั้งนักที่จะได้เห็นสถาปนิกลงมือออกแบบบ้านให้กับตัวเอง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่ยากไม่ใช่น้อย สำหรับการพิจารณาตัวตน และความชื่นชอบ เพราะประสบการณ์ที่มีอยู่มากมาย จึงต้องนำทั้งหมดมาร้อยเรียงแล้วดึงความพึงพอใจของสถาปนิกในแต่ละส่วนมาประกอบกันเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อไลฟ์สไตล์ และความชื่นชอบส่วนตัวลงมาสู่งานออกแบบให้ได้มากที่สุด

งานนี้เรียกได้ว่าต้องใช้เวลาตกผลึกทางความคิดกันพอสมควรสำหรับบ้าน BAAN SAB MUANG ของสถาปนิกคู่สามีภรรยา Studio Sifah จากจังหวัดเชียงใหม่ ที่พยายามสะท้อนตัวตนผสมผสานความเป็นสากล และกลิ่นอายพื้นถิ่น ที่ผ่านการทดลองหลายต่อหลายครั้ง จนออกมาเป็นทั้งบ้านพักอาศัย และออฟฟิศได้อย่างลงตัว

พื้นที่ขนาดเล็กแต่ทำให้ดูใหญ่ด้วยมุมมอง

ด้วยขนาดพื้นที่ขนาด 70 ตารางเมตร เป็นพื้นที่หัวมุมขนาดเล็กซึ่งเป็นพื้นที่ของคุณแม่ที่มอบให้กับ คุณโน๊ต และคุณฟ้าคู่สามีภรรยา ทั้งคู่จึงมีความต้องการที่จะสร้างบ้านให้เป็นทั้งที่พักอาศัย และออฟฟิศในตัว ซึ่งการออกแบบจึงจำเป็นต้องทำให้บ้านรู้สึกไม่อึดอัด และใช้งานได้สะดวก โดยที่บ้าน และออฟฟิศต้องไม่กระทบการใช้งานซึ่งกันและกัน

“พื้นที่ของเรามีขนาดไม่ใหญ่นัก เราจึงใช้วิธีการลวงตาด้วยแนว perspective ให้เกิดมุมมองเห็นที่กว้าง และยืดยาวออกไปจนเป็นอัตลักษณ์ของอาคาร ตั้งแต่ยกพื้นที่แนวราบบางส่วนด้านหน้าของอาคารให้เสมือนเป็นใต้ถุนยกสูง และดึงมุมอาคารในแนวตั้งให้สูงขึ้นจนเกิดเป็นอาคารสี่เหลี่ยมคางหมู รวมไปถึงส่วนที่เป็นสวนแนวเฉียง และบานที่ปลายออก ซึ่งช่วยสร้างมุมมองให้ดูกว้าง และเพิ่มความสดชื่นขึ้นไปถึงชั้นสองของตัวบ้าน ขณะเดียวกันก็เป็นตัวแบ่งพื้นที่ระหว่างทางเข้าบ้าน และออฟฟิศให้เป็นสัดส่วนอย่างชัดเจน

ฟังก์ชั่นแตกต่างแต่ลงตัว

ในบริเวณพื้นที่ชั้น 1 สถาปนิกวางฟังก์ชั่นให้เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของออฟฟิศ Studio Sifah และนำธรรมชาติจากบริบทภายนอกเข้ามาสู่ภายในบ้านด้วยกระจกบานใหญ่ พร้อมจัดวางเฟอร์นิเจอร์ และโต๊ะทำงานแบบหลวมๆ ชิดริมกระจก เพื่อช่วยให้พนักงานเกิดความผ่อนคลาย และเชื้อเชิญให้มองออกไปยังพื้นที่สีเขียวเพื่อพักสายตาขณะทำงาน  

“จะเห็นได้ว่าวัสดุตั้งแต่พื้นลานหน้าบ้านจนไปถึงภายในตัวออฟฟิศ เราใช้อิฐเผาที่ได้มากจากคนในพื้นที่ และทดลองฉาบคอนกรีตผสมแกลบลงไปบนฝาผนังของตัวบ้าน ประจวบเหมาะพอดีเราได้ฝาไม้ไผ่ลายอำ จากอำเภอหางดง  ซึ่งเป็นฝาผนังเถียงนาของบ้านคุณแม่ เราเลยนำมาทดลองพิมพ์ลายลงไปบนคอนกรีตของฝ้าเพดาน โดยใช้วิธีติดตั้งไปบนแบบไม้อัด แล้วเทคอนกรีตทับลงไป จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงลายออกมา จนเกิดเป็นลายของฝาลายอำบนฝ้าเพดาน ซึ่งในชั้นแรกของบ้านเราตั้งใจโชว์โครงสร้าง แบบไม่ต้องตกแต่งอะไร ให้เหมือนเป็นพื้นที่ทดลองวัสดุ สำหรับออฟฟิศของเราด้วย”

ถัดมาทางด้านขวาทางเข้าของตัวบ้านสถาปนิกออกแบบให้พื้นที่ชั้น 1 มีโถงขนาดพอดีเพื่อเชื้อเชิญผู้พักอาศัยขึ้นไปบนชั้นสอง ที่วางผังอาคารเป็นตัวยู เปิดสเปซตรงกลางให้เป็นที่รวมตัวของคนในบ้าน ด้วยพื้นที่นั่งเล่น โต๊ะรับประทานอาหารขนาดใหญ่ และพื้นที่เตรียมอาหาร ก่อนจะแจกเข้าสู่ห้องนอน ที่อยู่ทางสองฝั่งของตัวอาคาร

“เราตั้งใจให้พื้นที่ด้านบนดูเรียบคม ใช้งานสะดวก ง่าย และไม่ต้องดูแลรักษาเยอะ เราจึงเลือกใช้สกิมโค้ทในการฉาบผนัง จบด้วยโครงฝ้า Shadow Line และติดตั้งเฟอร์นิเจอร์แบบบิลท์อิน ในส่วนของทางเข้าเราเลือกประตูอลูมิเนียมที่เปิดได้สะดวกไม่มีปัญหาเรื่องอุณหภูมิ และเสียงรบกวน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าบ้านหลังนี้ทั้ง 2 ชั้นจะดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งเราอยากให้พื้นที่ชั้น 1 ของออฟฟิศบรรยากาศดูเหมาะแก่การทำงาน แต่พื้นที่อยู่อาศัยชั้น 2 อยากให้ดูน่าอยู่อาศัยมากกว่า”

ตกแต่งภายนอกด้วยฟาซาดไม้เผา

สำหรับฟาซาดของอาคาร สถาปนิกเลือกใช้วัสดุผนังไม้เผาแบบญี่ปุ่น ซึ่งมีลักษณะเรียบง่ายดูกลมกลืนไปกับบริบท ติดตั้งให้ขนานไปกับแนวเขตที่ดิน โดยนอกจากจะสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับพื้นที่ชั้น 2 ที่เป็นส่วนพักอาศัยแล้ว ยังช่วยควบคุมปริมาณแสงธรรมชาติให้เข้ามาอย่างพอดีกับช่วงเวลาของการอยู่อาศัย และสวนในบ้านหลังนี้อีกด้วย 

 “เราหาวัสดุในการทำฟาดที่ไม่ต้องดูแลรักษาเยอะ เลยเลือกใช้ไม้สนเผาสีดำที่สั่งมาจากญี่ปุ่น เข้ามาใช้ในส่วนของฟาสาดอาคาร ซึ่งช่วยให้ดูกลมกลืนไปกับสายไฟ และยังมีความทนทานต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้ ไม่ให้ลุกลามไปยังพื้นที่ส่วนอื่นๆ ของตัวบ้าน”

การทดลอง และผสมผสานภาษาทางสถาปัตยกรรม

“งานนี้เราเป็นผู้รับเหมาเอง และเริ่มทำกันอยู่ประมาณ 2 ปี จากการทดลองวัสดุ เรียนรู้ประสบการณ์การก่อสร้างแบบใหม่ๆ อยู่ตลอด เพราะสมัยนี้โลกมันเชื่อมต่อกันหมดแล้ว ทำให้เกิดการตกผลึกทางความคิด อย่างค่อยเป็นค่อยไป จนเวลาผ่านไปสักพักชั้น 1 ก็เริ่มก่อสร้างเสร็จ จึงได้พาน้อง ๆ ในออฟฟิศเข้ามาทำงาน ทำให้พวกเขาได้เห็นหน้างานก่อสร้างจริงซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวอย่างไม่เคยมีมาก่อน เราพยายามสะท้อนการใช้ชีวิตของเราในด้านการอยู่อาศัย และการทำงานที่สอดคล้องไปยุคสมัยแต่ก็ยังไม่ละทิ้งความเป็นพื้นถิ่นให้ผสมผสานไปด้วยกัน เพื่อให้การอยู่อาศัยหรือการทำงาน เป็นไปได้อย่างสะดวกสบาย และตอบโจทย์ที่สุด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เราคำนึงถึงเสมอ”

TYPE : House & Studio
LOCATION : Suthep, Chiangmai, Thailand
YEAR : 2021
AREA : 335 sq.m.
Architect & Interior Designer :  Worarat Rattanatrai, Sifah Sornchaiyeun – Studio Sifah
Structure Engineer : Jar Pilawan
Contractor : Studio Sifah team
Photographer : Rungkit Charoenwat

Writer
Watsapon Vijitsarn

Watsapon Vijitsarn

Wood and Mountain Cabin กระท่อมไม้สัญชาติไทยท่ามกลางภูเขาภายใต้แนวคิด Shou-Sugi Ban

Wood and Mountain Cabin
กระท่อมไม้สัญชาติไทยท่ามกลางภูเขาภายใต้แนวคิด Shou-Sugi Ban

จะดีมากแค่ไหน ถ้าวันหยุดสุดสัปดาห์ของเราได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ
จากไอเดียบ้านกระท่อม เจ้าของโครงการได้ส่งมอบต่อไปยังทีมสถาปนิก SHER MAKER จึงทำให้เกิดขึ้นเป็นกระท่อมที่พักขนาดเล็กที่ตั้งอยู่อย่างเงียบสงบในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ จากแบรนด์ Wood and Mountain และ If I were a carpenter แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไทยผู้รักงานไม้และภูมิปัญญาดั้งเดิม เปิดต้อนรับนักเดินทางที่ต้องการปลีกวิเวกในบรรยากาศ in the middle of nowhere ท่ามกลางหุบเขา ลำธารสายเล็กๆ และเส้นทางวิ่งเทรลที่มาพร้อมกับแนวคิด shou-sugi ban เพื่อแสดงออกถึงความเป็นมนุษย์ผ่านวัสดุของงานสถาปัตยกรรมหลังนี้

 จากแนวคิด shou-sugi ban ของช่างไม้ญี่ปุ่น สู่สล่าไม้ยุคใหม่

เจ้าของและทีมออกแบบตกลงกันว่าอาคารควรจะเป็นอาคารไม้ เพราะวัสดุนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเจ้าของในฐานะผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ในจังหวัดเชียงใหม่ซึ่งจะช่วยให้สามารถหาไม้ที่ใช้ในการออกแบบในโครงการได้

ภาษาการออกแบบของ SHER MAKER นั้นเรียบง่ายมาก ใช้โครงสร้างไม้และระบบผนังที่สามารถพบได้ทั่วไปในภาคเหนือ ภายนอกอาคารกรุผิวด้วยไม้เก่าจากแหล่งต่างๆในเชียงใหม่ รวบรวม คัดแยก ขัดเปิดผิวและนำมาแปรรูปใช้ซ้ำอีกครั้งด้วยวิธีการเผาผิวไล่สี  ทำให้  Life Circle ของวัสดุเกิดการใช้งานใหม่และถือเป็นการดึงเอาความพิเศษของวัสดุและกระบวนการนั้นๆ ออกมาขับทำให้โดดเด่น สเปซให้ความเป็นส่วนตัวแต่ยังคงเปิดด้านหนึ่งไปทางภูเขา

แปลนอาคาร

สตูดิโอให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการยืดอายุการใช้งานของวัสดุ โดยการคัดแยกและเผาแผ่นไม้ที่มีอยู่แล้วเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ กระบวนการนี้ ซึ่งได้รับอิทธิพลอย่างมากจากเทคนิค shou-sugi ban ของญี่ปุ่น แล้วยังเป็นการเกลี่ยสีของไม้เก่าที่มาจากหลากหลายแหล่งให้เกิดความใกล้เคียงกลมกลืน เป็นการยืมเอาวิธีการมาปรับใช้กับลักษณะกายภาพของไม้พื้นถิ่นไทยซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศมากกว่าไม้ที่ต้องใช้วิธีเสปคและนำเข้าไม้จากต่างพื้นที่นอกจากนี้ มันทำให้ภายในอาคารทนทานต่อสภาพอากาศมากขึ้น ในขณะที่ยังให้รูปลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย

SHOU SUGI BAN หรือ JAPANESE YAKISUGI เป็นเทคนิคการเผาผิวไม้แบบดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น ใช้เปลวไฟในการเปลี่ยนแปลงสภาพและสารเคมีภายในไม้ ด้วยการใช้ไฟเผาผิวไม้ให้ไหม้เกรียม เพื่อให้ลวดลายของแผ่นไม้มีความชัดเจนและเด่นชัดชึ้น

ในเริ่มแรกช่างไม้ชาวญี่ปุ่นใช้ไฟในการเผาผิวไม้ในเชิงงานศิลปะที่ต้องการสร้างความแปลกใหม่ในการทำงานไม้ โดยมีทั้งแบบการเผาแบบเพียงบางส่วนเพื่อให้เกิดลาย (Lightly Brushed) และการเผาผิวไม้ทั้งชิ้นให้ไหม้ดำ (Heavily Brushed)

การเผาผิวไม้ยังทำให้แผ่นไม้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น โดยเฉลี่ยมากถึง 80-100 ปี โดยที่สีดำจากการเผาไหม้ ไม่หลุดลอกซีดจาง และไม่ต้องทำผิวซ้ำบ่อยๆ เหมือนการย้อมสีบนผิวไม้โดยทั่วไป นอกจากนั้นแล้วยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงจากปลวกและแมลงกินไม้ต่างๆ ได้อีกด้วย เพราะส่วนผิวที่ไหม้ไฟจะช่วยปกป้องเนื้อไม้ด้านใน ไม่ให้แมลงเข้ากินเนื้อไม้ได้อย่างง่ายดาย

ดังนั้นการใช้ไม้เผาสำหรับพวกเขาไม่ใช่แค่การมองเห็นและนำเอาความงามมาใช้โดยไม่เชื่อมโยงกับบริบท หรือองค์ความรู้ของช่างในพื้นที่ แต่เป็นเรื่องความเข้าใจในวัสดุและการได้ลงมือทำ ดังที่พวกเขาตั้งใจทิ้งความไม่สมบูรณ์ในแต่ละเฉดสีไว้  เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการทำงานสถาปัตยกรรมโดยมือมนุษย์ (Human expression)

WABI-SABI ที่ถูกซ่อนไว้บนแผ่นไม้

ในประเทศญี่ปุ่นมีคำว่า Wabi-sabi (วาบิ-ซาบิ) ที่สะท้อนถึงความงามอีกมุมที่ไม่ใช่บรรทัดฐานความงามอย่างที่เราหลายคนเคยเข้าใจ แต่คือความงามจากการเห็นคุณค่าของความเรียบง่าย การค้นพบความสวยงามท่ามกลางสิ่งที่แสนธรรมดา ตลอดจนการยอมรับในความไม่สมบูรณ์แบบของสิ่งที่เกิดขึ้น

แผ่นไม้แต่ละแผ่นต่างมีที่มาและเฉดสีที่ต่างกันออกไป การนำมาเผาและไล่สีจึงเป็นการให้ความหมายและความเป็นหนึ่งเดียวกันของไม้จำนวนมากที่ถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีจนเกิดที่พักหลังนี้ขึ้นมา อีกทั้งบานหน้าประตูต่างยังเปิดรับฤดูกาลที่เปลี่ยนผ่านไปในแต่ละช่วงเวลา ทำให้ผู้อาศัยรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ไม่ต้องปิดกั้นเสียจนไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของฟ้าฝนที่ตกรอบๆ ที่ดิน

ในฐานะที่ประเทศไทยมีภูมิอากาศแบบร้อนชื้นที่มักจะมีฝนตกอยู่ตลอดเวลา บ้างว่าฝนคือศัตรูที่มาพร้อมกับความเดือดร้อน ทั้งเปียกและทำให้สาดเข้าไปในบ้าน แต่หากมองในอีกมุมหนึ่งมนุษย์เองควรจะเรียนรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือพูดได้ว่านอบน้อมต่อธรรมชาติ เป็นฝ่ายปรับตัวและเปิดรับ เหมือนกับชานของที่พักจะมีทั้งส่วนที่มีหลังคาคลุมและเปิดโล่งรับน้ำฝนเพื่อเชื่อมความเป็นหนึ่งเดียวกับข้างนอกบ้าน

มีอ่างไม้สำหรับอาบน้ำแบบ Outdoor เผื่อสัมผัสอากาศและวิวสวนเรียกได้ว่าเป็นความ Private ที่ต้องเปลือยเปล่ากายและใจให้แก่ธรรมชาติ การอาบน้ำที่นี่จึงเป็นการบำบัดความเครียดผ่านสถาปัตยกรรมได้อย่างดีทีเดียว

หัวใจของวาบิ-ซาบิ ไม่เพียงแต่ยอมรับสภาพของสิ่งต่างๆ ที่เสื่อมไปตามกาลเวลาเท่านั้น แต่ยังมองหาความงามที่แฝงอยู่ในรอยตำหนิหรือความไม่สมบูรณ์แบบ จึงทำให้วาบิ-ซาบิ เป็นทั้งปรัชญาและรากวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นที่ได้การยอมรับ เป็นการดำเนินชีวิตที่จะทำให้เราค้นพบความงามและความสุขได้ภายใต้สถานที่พักเล็กๆ หลังนี้

Project location :  Chiangmai, Thailand
Area :  100 sq.m.
Lead Architect :  Patcharada Inplang, Thongchai Chansamak, Nat Tangchonlatip
Burning&Fabricator :  Akapan Kanyen, Thanapong Kiwtodsingkorn,  Nat Tangchonlatip, Sirapapra Thinnang
Structure Engineer :  Pilawan Piriyapokhai
Builder Team :  Attipol Bamrungyai
Process Narrative :  Puwadech Tiamsak
Photo credits :  Rungkit charoenwat

ขอบคุณข้อมูลจาก
SHER MAKER

Writer