Mit Chit House บ้านมิตรชิดที่ปิดมิดชิดและชวนครอบครัวมาใกล้ชิดกันกว่าที่เคย

Mit Chit House
บ้านมิตรชิดที่ปิดมิดชิดและชวนครอบครัวมาใกล้ชิดกันกว่าที่เคย

คงจะไม่เว่อเกินไปนัก หากจะบอกว่า ‘บ้าน’ คือ พื้นที่ปลอดภัย เป็นทั้งที่ทั้งพักใจและพักกาย โดยที่เราไม่ต้องระแวดระวัง หรือห่วงภาพลักษณ์ความเป็นตัวเอง จะนั่ง จะเดิน จะนอนในแบบไหน นั่นคือสิ่งที่เราสามารถทำได้ตามใจคิด ‘ความเป็นส่วนตัว (ที่มาพร้อมความปลอดภัย)’ จึงเป็นองค์ประกอบดีๆ ที่มีในทุกบ้านไปโดยปริยาย

เช่นเดียวกับ ครอบครัวของสมาชิกทั้ง 4 ที่ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่ และลูกสาวทั้งสอง ผู้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านย่านสวนผัก ซึ่งรายล้อมไปด้วยพื้นที่รกร้างและสวนผลไม้ บริบทที่ค่อนข้างเปลี่ยวจึงสร้างความกังวล และความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการอยู่อาศัย เมื่อถึงเวลาปรับปรุงบ้านครั้งใหม่สำหรับลูกสาว ต้น-ณัฐพล เตโชพิชญ์ สถาปนิกจาก Looklen Architects จึงได้รับมอบหมายในการออกแบบ Mit Chit House บ้านมิตร-ชิด โดยมีธงปลายทางเป็น นั่นคือ ‘บ้านที่ต้องปลอดภัยและเป็นส่วนตัว’

บ้านที่ปิด ‘มิดชิด’

เมื่อทีมสถาปนิกเริ่มต้นบทสนทนากับลูกค้าและมีโอกาสได้ลงพื้นที่ครั้งแรก สิ่งที่พบ คือ ความห่วงใยของคุณพ่อคุณแม่ที่ส่งผ่านได้อย่างชัดเจน ประกอบกับการที่ที่ดินของหมู่บ้านมีความเว้าแหว่งและถูกปล่อยให้รกร้าง ความเปิดโล่งเหล่านั้น จึงเกิดเป็นไอเดียที่ทำให้ผู้ออกแบบมองหาภาษาของสถาปัตยกรรมที่สร้างทั้งความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัยโดยมาจากงานดีไซน์ไม่ใช่เพียงแค่องค์ประกอบผิวเผินอย่างรั้ว หรือกรงเหล็กในแบบที่เราคุ้นเคยกันในบ้านแบบไทยๆ

คุณต้นเริ่มอธิบายถึงกระบวนการออกแบบให้เราฟังว่า “ผมสังเกตบ้านรอบๆ หรือแม้แต่บ้านหลังเดิมของคุณพ่อคุณแม่ เขาจะมีการติดตั้งรั้วกรงเหล็กแสตนเลสอย่างหนาแน่น ไม่ว่าจะเป็นหน้าต่าง หรือประตูหลังทุกบาน ซึ่งผมมองว่าจริงๆ แล้วองค์ประกอบเหล่านั้น มันเป็นวิธีแก้ไขที่ปลายเหตุ  แต่ถ้าผมดีไซน์บ้านให้ไม่มีใครมองเห็นภายในได้เลย ผมว่าคนในบ้านจะมีความปลอดภัยมากขึ้น ดังนั้น เราจะออกแบบให้ไม่มีช่องเปิดจากด้านหน้าบ้านเลยแม้แต่บานเดียว ทั้งหมดจะเป็น Solid”  

เมื่อภายนอกต้องปิดทึบตันเพื่อตัดขาดมุมมองจากเพื่อนบ้านที่รายล้อม ภายในสถาปนิกจึงตั้งใจสร้างความ Contrast อย่างสูงสุดด้วยการออกแบบให้บ้านเปิดโล่ง ใกล้ชิดกับความเป็นธรรมชาติ ตรงกับความชื่นชอบส่วนตัวของทางเจ้าของและยังชวนสมาชิกครอบครัวมาทำกิจกรรมร่วมกันภายในพื้นที่ส่วนตัวแห่งนี้

(ภาพบ้านมิดชิดจากมุมด้านบนที่เห็นบริบทโดยรอบ)

ลูกเล่นของ ‘ผนัง’ สร้างความเป็นส่วนตัว

หลังจากที่ตั้งต้นไอเดียซึ่งมีความชัดเจนในตัวเอง จึงถึงเวลาที่ทีมสถาปนิกต้องมาศึกษาต่อว่าองค์ประกอบใดของสถาปัตยกรรมที่จะทำหน้าที่สร้างความปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยได้ กล่าวคือ ลูกค้าต้องรู้สึกถึงความแข็งแรงมั่นคง มีการบังมุมมอง เสมือนมีเกราะป้องกันมาสร้างความเป็นส่วนตัว โจทย์เหล่านั้นนำมาสู่คำตอบของการเล่นองค์ประกอบของ ‘ผนัง’ ซึ่งสถาปนิกเลือกนำมาสร้างเป็นสเปซให้กับบ้านหลังนี้

หากเราทำความเข้าใจห้องหนึ่งห้องในแบบง่ายๆ ห้องนั้นจะอยู่ในรูปทรงสี่เหลี่ยมที่ประกอบขึ้นจากผนังสี่เหลี่ยมทั้งสี่ด้าน แต่สำหรับบ้านมิตรชิด ที่ต้องการความโปร่งโล่งที่มาพร้อมความเป็นส่วนตัว คุณต้นจึงทดลองขยับผนังด้านหนึ่งออกจากกัน ในลักษณะคล้ายตัว L สองตัวที่เคลื่อนไหวขึ้นและลง เกิดเป็นคาแร็กเตอร์ของ Mass อาคารที่น่าสนใจ ซึ่งด้านหน้าจะเกิดเป็นความทึบตัน ในขณะที่ด้านในโปร่งโล่ง อีกทั้งพื้นที่ด้านบนและล่างที่เกิดขึ้น ยังกลายเป็น Double Space ที่เชื่อมโยงสเปซ ทะลุยาวในแนวตั้ง หากเปรียบเทียบเป็นเช็คลิสต์ การออกแบบในลักษณะนี้ก็ตอบโจทย์ดังกล่าวได้แทบจะทุกข้อ

(ภาพอธิบายแนวคิดบ้านมิดชิด)

เมื่อกล่อง (ห้อง) สี่เหลี่ยมที่เราคุ้นเคย ถูกจับมาพลิกไปเรื่อยๆ ทำให้เกิดเป็น Solid และ Void สลับกันไป กลายเป็นมิติของช่องเปิดและช่องปิด ที่สร้างความเป็นส่วนตัวและความโปร่งโล่งได้ในเวลาเดียวกัน คุณต้นใช้วิธีนี้ในการสร้างสเปซ ของบ้านมิตรชิดทั้งหมด ทั้งสี่ทิศจึงเป็นคอร์ดยาร์ดที่เกิดจากการพลิกโมดูลาร์ไปในรูปแบบที่แตกต่าง ประกอบกับการวิเคราะห์มุมมองและสภาวะอากาศ องค์ประกอบธรรมดาที่เราคุ้นชินในงานสถาปัตยกรรมอย่าง ‘ผนัง’ จึงมีโอกาสได้ทำหน้าที่หลากหลายบทบาท ทั้งสร้างความปลอดภัย สร้างมุมมองความเป็นส่วนตัว และยังสร้างสภาวะอากาศที่น่าอยู่อาศัยให้กับสมาชิกที่อยู่ภายใน

(ภาพแปลนบ้านมิดชิดชั้น 1)
(ภาพแปลนบ้านมิดชิดชั้น 2)
(ภาพแปลนบ้านมิดชิดชั้น 3)
(ผนังทำหน้าที่ป้องกันแสงแดดจากทิศตะวันตก และทิศใต้ ในขณะที่มีช่องเปิดบริเวณทิศเหนือและทิศตะวันออก)

Dtips ; เพราะผนังรับบทเด่นเป็นพระเอกของบ้านไปแล้ว ส่วนอื่นๆ จึงต้องมีความน้อยที่สุดเพื่อให้ผนังโดดเด่นตามบทบาทที่ได้รับ บ้านหลังนี้ทีมสถานิกจึงตั้งใจให้ไม่มีเสาเกิดขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว ในส่วนโครงสร้าง หากมองผิวเผินจึงดูเหมือนว่าผนังแต่ละระนาบเพียงแค่สัมผัสชนกัน ซึ่งต้องมีการก่อสร้างเผื่อระยะของคานประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อให้ระยะของการฉาบผนังทั้งสองระนาบสามารถชนกันได้อย่างพอดิบพอดี

ทึบนอกแต่โปร่งใน

หากจะมีเพียงกำแพงทึบที่ปิดล้อมบ้าน ก็อาจจะทำให้การอยู่อาศัยดูน่าอึดอัดไปเสียหน่อย ธรรมชาติจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่จะเข้ามาเติมชีวิตชีวาให้กับการอยู่อาศัยภายใน พื้นที่ Void ที่เหลือถูกออกแบบให้เป็นคอร์ดยาร์ดที่เปิดให้ธรรมชาติเข้าแทรกตัว คอร์ดทั้ง 4 ทิศขนาบข้างไปกับฟังก์ชันหลักภายใน ซึ่งสถาปนิกทำลายความเป็นห้องด้วยการออกแบบพื้นที่ในลักษณะ Open Space การอยู่อาศัยภายในจึงเปิดโล่ง ชื่นชมธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ โดยมีผนังบังสายตาจากภายนอกอีกหนึ่งชั้น

พื้นที่ทุกส่วนของบ้านจะมีช่องเปิดมากกว่า 1 ด้านเสมอ และยังติดกับคอร์ดยาร์ดซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวที่มีการจัดสรรพื้นที่สีเขียวได้อย่างสบายตา

ต้นไม้ประธานขนาดใหญ่สร้างความร่มรื่น กลุ่มนกที่มาทำรัง ลมที่พัดเรือนยอดไม้ให้พลิ้วไหว แสงแดดที่ไล้เข้ามาสู่พื้นที่ภายใน ธรรมชาติเหล่านี้จึงสร้างชีวิตให้กับบ้านได้อย่างมีเสน่ห์

เพื่อเชื่อมโยงความเป็นครอบครัว ให้คุณพ่อคุณแม่ยังคงไปมาหาสู่กับลูกสาวทั้งสองได้อย่างง่ายดาย สถาปนิกออกแบบการเชื่อมต่อของบ้านหลังเดิมและบ้านหลังใหม่ด้วยสวนเล่นระดับบริเวณชั้นหนึ่งซึ่งสามารถมาใช้พื้นที่ร่วมกัน และเชื่อมไปยังลานจอดรถของบ้านเก่าได้อย่างสะดวก ส่วนการเชื่อมต่อบริเวณชั้นสอง สถาปนิกออกแบบให้เป็นห้อง Family Room ซึ่งอ้างอิงตำแหน่งและความสูงของบ้านเดิม เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเดินเชื่อมมายังบ้านหลังใหม่ได้ง่าย ซึ่งห้อง Family Room นี้ยังเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของบ้าน เป็นห้องที่ออกแบบให้โล่งที่สุดโดยเปิดมุมมองสู่พื้นที่สีเขียวทั้ง 4 ทิศและยังมองเห็นการใช้งานของพื้นที่ชั้น 1 ได้

บ้านมิตรชิดสื่อความหมายถึงความมิตรต่อบ้านหลังเดิม ก่อนจะชวนครอบครัวมาสร้างความสัมพันธ์ภายในสเปซที่ออกแบบวิถีชีวิตให้ได้ใกล้ชิดกันกว่าที่เคย แต่ในอีกนัยหนึ่งยังพ้องเสียงกับคำว่า มิดชิด ที่ทำหน้าที่สร้างความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยที่ตรงตัวตามชื่อ

Location :
ซอยสวนผัก ตลิ่งชัน กรุงเทพฯ
Gross Built Area :
350 ตารางเมตร
Owner :
Hiranthip Intaranukulkij
Architect & Interior Team :
Looklen Architects
Lead Architects:
Nuttapol Techopitch
Design Team:
Natcha Sontana, Nonglak Boonsaeng
Structure Engineer :
Taned Khemavas
System Information Engineer:
Suthep Nualnom, Udorn Kantasa
Landscape:
RITT Landscape
Constructor:
Will Studio
Photograph :
Varp Studio

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

“ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป” ปรัชญาที่ค้นหาได้ในทุกๆ รายละเอียดของบ้าน Sense Bangna – Suvarnabhumi

Sense Bangna – Suvarnabhumi
“ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป” ปรัชญาที่ค้นหาได้ในทุกๆ รายละเอียด

แม้โซนสมุทรปราการจะเป็นย่านปริมณฑลที่เมื่อเทียบระยะทางด้วยเวลา 40 นาทีจากตัวเมืองกรุงเทพฯ และเวลาเพียง 20 นาทีจากรถไฟฟ้าสถานีบางนา ก็รู้สึกใกล้ขึ้นมาหากจำนวนเวลานั้นแลกมาด้วยคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่า เพราะย่านนี้นับว่าเป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมของย่านที่พักอาศัยที่เพรียกพร้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและสถานที่สำคัญมากมาย ขณะเดียวกับก็ยังมีสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบไม่แออัดจนรู้สึกไร้ความเป็นส่วนตัว ซึ่งเหมาะแก่การเริ่มต้นใช้ชีวิตกับสมาชิกภายในครอบครัวอย่างปฏิเสธไม่ได้

Sense Bangna – Suvarnabhumi  จึงเป็นโครงการหมู่บ้านขนาดพอดี ที่ไม่เพียงแต่ออกแบบคำว่า ‘บ้าน’ ให้เป็นพื้นที่ที่พอดิบพอดีต่อการใช้งานจริงในทุกๆ วัน ภายใต้การหยิบแรงบันดาลใจจากปรัชญา “Not too little, Not too much” หรือ “ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป” เข้ามาใช้ร่วมกับการออกแบบ แต่ยังเป็นหมู่บ้านที่พิถีพิถันในการจัดวางฟังก์ชันร่วมกับ 5 แกนหลัก NEVERLAND ตั้งแต่ Ever Active, Ever Smile, Ever Green, Ever Love, และ Ever Care จาก REAL ASSET ที่เชื่อใน Believing A Better You Is Possible หรือการสร้างจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้อยู่อาศัยในตั้งแต่ก้าวแรกได้อย่างยั่งยืน เพื่อมอบช่วงเวลาตลอดการดำเนินชีวิตอยู่ภายในบ้านได้อย่างเรียบง่ายและสมบูรณ์แบบ

(หน้าโครงการ Sense Bangna – Suvarnabhumi)
(หน้าโครงการ Sense Bangna – Suvarnabhumi)

ยิ้มแรกพบสู่ดินแดนแห่งความสุข

              จากหน้าโครงการที่ติดกับถนนหลักเข้ามาภายในโครงการ คือระยะ Cool Down ที่พอเหมาะต่อการปลอบประโลมจิตใจ รอยยิ้มแรกพบและการต้อนรับอย่างเป็นมิตรจากทีมงานรักษาความปลอดภัยช่วยตอกย้ำความอุ่นใจอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่า การได้เดินทางกลับมาพักอาศัยภายในบ้านที่แสนอบอุ่นกับคนในครอบครัว พร้อมกับการบริการดูแลรักษาความปลอดภัยด้วยระบบ CCTV ตลอด 24 ชม. นั้นมีความสุขมากน้อยแค่ไหน

ทั้งบรรยากาศโดยรอบเขตผืนที่ดิน 23-0-8 ไร่ ภายในโครงการ Sense Bangna – Suvarnabhumi ที่แวดล้อมไปด้วยพื้นที่สีเขียวและความเงียบสงบของทำเลที่ตั้ง ยังช่วยเสริมให้องค์ประกอบพื้นฐานของคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบและลงตัวกับทุกบริบทของการดำเนินชีวิต

(พื้นที่ส่วนกลาง Sense Bangna – Suvarnabhumi)

Wellness Lifestyle เพื่อสุขภาพทางกายและใจที่ดี

พื้นที่ส่วนกลางขนาดกระทัดรัดบริเวณโซนด้านหน้าของโครงการ ถูกออกแบบด้วยเส้นสายที่อบอุ่นเหมาะแก่การทำกิจกรรมเบาๆ และนั่งเล่นพักผ่อนกับครอบครัวในยามว่าง คลับเฮ้าส์ พร้อมสระว่ายและฟิตเนส เพรียกพร้อมไปอุปกรณ์ทันสมัย ที่ถูกคัดสารรมาเป็นอย่างดี ภายใต้การออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่ครอบคลุมด้วยแนวคิด Wellness Lifestyle หรือแนวคิดที่มุ่งเห็นผู้อยู่อาศัยทุกครอบครัวมีสุขภาพทางกายและใจดีที่ดีตลอดช่วงเวลาของการพักผ่อน

(แบบบ้านแฝด พื้นที่ใช้สอย 151.0 ตร.ม. บนเนื้อที่ดิน 39.0 ตร.ว.)
(แบบบ้านทาวน์โฮม พื้นที่ใช้สอย 136 ตร.ม. บนเนื้อที่ดิน 28 – 35 ตร.ว.)

 “ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป” คือหัวใจของความพอดี

              หน้าบ้าน หลังบ้าน และการออกแบบภายในบ้านทุกๆ มุม ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากปรัชญาสวีดิช “Not too little, Not too much” หรือ “ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป” ซึ่งเป็นความหมายของการออกแบบบ้านขนาดพอดีในแบบของ REAL ASSET เพราะบ้านที่ดีอาจไม่ใช่เพียงแค่บ้านที่มีดีไซน์สวย แต่ต้องเป็นบ้านที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยได้จริง

การจัดวางฟังก์ชันภายในบ้านรวมถึงสไตล์ในการออกแบบตกแต่งจึงเป็นสิ่งที่สำคัญไม่น้อยต่อโครงการ Sense Bangna – Suvarnabhumi สู่บ้านแฝดและบ้านทาวน์โฮมสไตล์โมเดิร์นสแกนดิเนเวียนที่โดดเด่นด้วยรูปทรงเป็นเอกลักษณ์และภาพจำที่ดู Homey ชวนสัมผัสถึงความอบอุ่นตั้งแต่แรกพบ

(การจัดวางทิศทางหน้าต่างในห้องนอนเล็กบริเวณชั้น 2)

จากที่บ้านทั้งสองรูปแบบได้ถูกนำด้วยดีไซน์ของสไตล์สแกนดิเนเวียน หรือสไตล์ที่คุ้นชินกันดีในแง่ของการสร้างบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ ดูเรียบง่าย และผ่อนคลายเป็นกันเอง ด้วยการเลือกใช้วัสดุหรือสีสันที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากธรรมชาติ ไปจนถึงการจัดวางทิศทางของบานประตูหน้าต่างให้สามารถรับแสงธรรมชาติเข้ามาภายในตัวบ้านได้อย่างไม่มากไม่น้อยจนเกินไป จึงเกิดเป็นบ้านที่ดูโปร่งโล่งน่าอยู่ และพักอาศัยได้ตลอดทั้งวันโดยไม่รู้สึกอึดอัด

(ส่วนรับแขกบริเวณชั้น 1 ของบ้านเดี่ยว)

ไลฟ์สไตล์ที่สมดุลเริ่มจากฟังก์ชันที่เรียบง่าย

              นอกจากการจัดวางทิศทางของบานประตูหน้าต่างที่ดีเพื่อให้สอดคล้องไปกับการเข้าถึงของแสงธรรมชาติแล้ว การจัดวางเลย์เอาท์แปลนและฟังก์ชันของตัวบ้านทั้งสองรูปแบบ ที่ถูกตั้งชื่ออย่างไพเราะว่าบ้านแฝด AMANDA และทาวน์โอม IDAS ก็ยังได้รับการออกแบบอย่างเข้าอกเข้าใจ เพื่อให้พื้นที่ใช้สอยภายในบ้านเป็นไปตามความต้องการการใช้งานของผู้อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

โดยบ้านแฝด (AMANDA) ได้รับการออกแบบให้ตัวบ้านมีลักษณะคล้ายกับบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ที่ประกอบไปด้วยถึง 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถ บนพื้นที่ใช้สอย 151.0 ตารางเมตร และ เนื้อที่ดิน 39.0 ตารางวา

(แปลนบ้านแฝด AMANDA)
(แปลนทาวน์โฮม IDAS)

ส่วนทาวน์โฮม (IDAS) ได้รับการออกแบบเป็นอาคาร 2 ชั้น หน้ากว้าง 8 เมตร ที่ประกอบไปด้วย 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และ 2 ที่จอดรถ บนพื้นที่ใช้สอย 136 ตารางเมตร และเนื้อที่ดิน 28 – 35 ตารางวา ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากบ้านทั้งสองรูปแบบจะมีฟังก์ชันที่พอเหมาะกับครอบครัวขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางแล้ว ก็ยังอัดแน่นไปด้วยพื้นที่ที่ครบครันต่อรูปแบบของการดำเนินชีวิตได้อย่างตอบโจทย์ทีเดียว

(ส่วนโถงชั้น 2)
(ห้องนอนเล็กบริเวณชั้น 2)

สำคัญคือทุกๆ พื้นที่และทุกๆ เลย์เอาท์ภายในบ้านแฝด AMANDA และทาวน์โฮม IDAS คือความพอดีที่ถูกคิดมาอย่างพิถีพิถันแล้วว่า แต่ละมุมภายในบ้านจะต้องสามารถรองรับการจัดวางให้เป็นพื้นที่สำหรับกิจกรรมส่วนตัวและกิจกรรมส่วนรวมของสมาชิกทุกคนภายในครอบครัวได้อย่างลงตัวในคราวเดียวกัน

ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และการเปลี่ยนมุมมองของคำว่า ‘บ้าน’ ให้เป็นมากกว่าพื้นที่พักอาศัย แต่ยังเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างความสมดุลให้กับทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตได้อย่างเรียบง่ายและอบอุ่นอีกด้วย

(ห้องนอนเล็กบริเวณชั้น 2)
(ห้องนอนเล็กชั้น 2 ที่ได้รับการตกแต่งบิวท์อินในสไตล์ Lagom)

ออกแบบความสุขที่ลงตัวด้วยสไตล์ LAGOM จาก IKEA

              นอกจากแนวคิด ความพิถีพิถันในการออกแบบ และความใส่ใจต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยภายในโครงการแล้ว REAL ASSET ยังได้จับมือกับ IKEA แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ชั้นนำระดับโลก เพื่อรังสรรค์ให้โครงการ Sense Bangna – Suvarnabhumi เต็มไปด้วยพื้นที่ที่พอเหมาะพอดีต่อการใช้ชีวิต ผ่านการตกแต่งในสไตล์ LAGOM  หรือสไตล์ที่สอดคล้องไปกับแนวคิด “Not too little, Not too much” เพื่อเป็นวิถีชีวิตที่ล้นๆ ในฉบับคนเมืองให้กลมกล่อมและผ่อนเบายิ่งขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้

(ห้องนอนใหญ่ชั้น 2 ที่ได้รับการตกแต่งบิวท์อินในสไตล์ Lagom)
(ส่วนรับแขกบริเวณชั้น 1 ของบ้านแฝด)

คุณภาพชีวิตที่เลือกได้ผ่านเรื่องราวดีๆ จาก Sense Bangna – Suvarnabhumi

              สร้างจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับครอบครัวได้ง่ายๆ ด้วยบ้านแนวคิดใหม่จากโครงการ Sense Bangna – Suvarnabhumi ที่ออกแบบอย่างใส่ใจ ผสานกับดีไซน์ที่เรียบง่ายเพื่อฟังก์ชันที่ตอบโจทย์และการใช้สอยอย่างคุ้มค่าในทุกๆ ตารางเมตร

(แผนที่การเดินทางไปยังโครงการ Sense Bangna – Suvarnabhumi)

พร้อมทำเลที่ตั้งติดถนนหลักกิ่งแก้ว ซ.29 ให้คุณสามารถเดินทางเข้าเมืองและออกเมืองได้อย่างอิสระ ด้วยการเดินทางใกล้เคียงวงแหวนกาญจนาภิเษก, มอเตอร์เวย์กรุงเทพ-ชลบุรี, 8 นาที ถ.บางนา-ตราด, 15 นาที Airport Rail Link – ลาดกระบัง, 15 นาที สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ และ 24 นาที สู่ศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ Maga Bangna ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งกว่าในราคาเริ่มต้นเพียง 4.29 ลบ.* หรือสอบถามโปรโมชั่นสุดพิเศษเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1232 และเว็บไซต์ https://www.realasset.co.th/semidetached/sensebangnasuvarnabhumi

Flow house บ้านสมัยใหม่ที่มีความร่วมสมัยของครอบครัวไทยเชื้อสายจีน

Flow house
บ้านสมัยใหม่ที่มีความร่วมสมัยของครอบครัวไทยเชื้อสายจีน

เริ่มแรก เจ้าของบ้านเล่าความต้องการให้ฟังว่า อยากได้บ้านสำหรับ ‘กงสี’ อยู่กันแบบครอบครัวขนาดใหญ่ มีวันรวมญาติพี่น้องในวันสำคัญต่างๆ และมีห้องนอนผู้สูงอายุสำหรับคุณแม่ไว้ที่ชั้นหนึ่ง สามารถให้ลูกหลานได้เข้ามาเยี่ยมเยียน ประกอบกับต้องการบ้านที่มีขนาดหลังใหญ่ มีห้องสำหรับลูกๆ และครอบครัวของลูกๆในอนาคต มีบริเวณสำหรับจัดสวน

แนวคิดที่สถาปนิกนำเสนอ คือ การทำบ้านสมัยใหม่ที่มีความร่วมสมัยของครอบครัวไทยเชื้อสายจีน เสริมด้วยความรู้สึกเป็นธรรมชาติ สามารถเปิดให้อากาศไหลเวียนไปได้ในทุกๆ พื้นที่ของบ้าน และมีพื้นที่ภายในบ้านที่โปร่ง เพื่อให้สมาชิกทุกคนในบ้านสามารถมองเห็นกันได้ ช่วยกันดูแลกันและกัน ในขณะที่แต่ละคนจะมีพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง และมีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับพบปะพูดคุยกันของกงสี

ส่วนกลางของบ้านมีพื้นที่สีเขียวที่เปิดให้แสงธรรมชาติและร่มเงาของต้นไม้ส้่องถึง กลายเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่ทุกคนมองเห็น และสามารถเปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติได้จากทุกพื้นที่ของบ้าน ทั้งห้องนอนและห้องน้ำ

เนื่องจากบริเวณโดยรอบของที่ดินมีความสมบูรณ์ของธรรมชาติค่อนข้างสูง อากาศดี บางทีถ้าได้ทำบ้านที่สามารถใช้ลมธรรมชาติได้ อาจจะไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือพัดลมเลย ทางสถาปนิกจึงต้องการให้อากาศได้ไหลเข้ามาระบายความร้อน และทำให้คนในบ้านรู้สึกร่มเย็นไปด้วย ทั้งประหยัดทั้งสบายไปในทีเดียวกัน  

วัสดุที่ใช้ในการออกแบบจึงเป็นผนังไม้ระแนงที่ลมสามารถไหลเวียนได้สะดวก ซึ่งนอกจากเรื่องระบายอากาศแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นรั้วที่รักษาความปลอดภัย ใช้ล็อคกันขโมยในเวลาที่ไม่อยู่บ้าน

ตัวงานสถาปัตยกรรมทรงกล่อง รูปทรงเรียบง่าย สมัยใหม่ผสมผสานกับงานตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบจีนดั้งเดิมจึงสะท้อนความเป็นครอบครัวไทยเชื้อสายจีนได้เป็นอย่างดี

1st floor plan
2nd floor plan
ภาพแสดงแนวคิดในการออกแบบ

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Credits ;
Location :
ซอยเพชรหึง 14 ต.ทรงคะนอง อำเภอพระประแดง สมุทรปราการ
Gross Built Area:
750 ตารางเมตร
Completion Year :  2018
Owner : สุวัฒน์ กิจภิญโญชัย

Architecture Firm: korn architect and design studio

Photographer: ขนิษฐา บุพพัณชาติ, Timetravellerstudio

จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่ ‘BAAN123’ ที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

'BAAN123'
จากที่ดินผืนเดิมของพ่อและแม่สู่บ้านที่สานความผูกพันของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นด้วยพื้นที่กลางใจ

ภายใต้เมืองใหญ่ที่หนาแน่นไปด้วยตึกรามบ้านช่องมากครัวเรือน เราอาจพบได้ว่าการขยายตัวของที่พักอาศัยนั้น เกิดจากจำนวนสมาชิกในครอบครัวที่เพิ่มขึ้นเป็นส่วนหนึ่ง ซึ่งจะว่าไปแล้วการโยกย้ายไปยังถิ่นฐานใหม่อาจไม่ใช่คำตอบที่อบอุ่นนักสำหรับการสานสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวขนาดใหญ่ และนั่นทำให้คำว่า ‘ครอบครัวขยาย’ จึงไม่ใช่ศัพท์ที่คุ้นเคยสำหรับคนยุคปัจจุบัน

ทว่ายังคงมีอีกหนึ่งครัวเรือนในย่านงามวงศ์วานที่ยังแน่นแฟ้นและสานสัมพันธ์กันอย่างเข้าอกเข้าใจ สู่การออกแบบ ‘Baan123’ บ้านหลังใหม่ที่ได้กลายเป็นหัวใจหลักของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ด้วยแนวคิดการออกแบบจากทีมสถาปนิก IF (Integrated Field) กับการปะติดปะต่อความต้องการและเรื่องราวของสมาชิกในครอบครัวทั้ง 7 คน ที่มีถึง 3 เจนเนอร์เรชั่นให้ลงตัวเป็นเรื่องเล่าเดียวกันภายในขอบเขตของบ้านหลังนี้

‘1 2 3 เท่ากับ 1’

ทั้งหมดเริ่มจากบ้านหลังที่ 1 บ้านเดี่ยวหลังเดิมของพ่อและแม่ ที่ตั้งอยู่บนที่ดินขนาดกว้างขวางในย่านงามวงศ์วาน จ.นนทบุรี ก่อนจะเอ่ยชักชวนลูกๆ ให้โยกย้ายครอบครัวเข้ามาปลูกบ้านอีกสักหลังสองหลังในพื้นที่ที่ยังคงว่างอยู่ สู่โจทย์ที่ผู้ออกแบบได้นำกลับไปขบคิดจนเกิดเป็น ‘Baan123’ บ้านที่หากมองกันเพียงผิวเผินคงเห็นเป็นอาคารที่มีหลังคาลาดเอียงล้อไปตามกันจำนวน 3 หลัง โดยอาคารไม่ได้แยกตัวออกจากกันเสียทีเดียว แต่ถูกเชื่อมเข้าหากันด้วยสะพานขนาดยาวทะลุขั้นระหว่างตัวอาคารแต่ละหลัง และกลับกันที่หากมองในแง่ของความลึกซึ่ง พื้นที่ส่วนนี้ก็อาจเป็นสะพานรักที่ได้ถูกออกแบบให้เป็นหัวใจของความใกล้ชิดระหว่างบ้าน 1 2 และ 3 หรือบ้านของครอบครัวพ่อแม่ และครอบครัวของลูกๆ บนพื้นที่โดยรวมกว่า 1,350 ตารางเมตร

รูปตัด BAAN123
รูปด้าน BAAN123

อีกทั้งบ้านหลังนี้ยังได้ถูกตกตะกอนความคิดผ่านการตั้งคำถามโดยทีมผู้ออกด้วยว่า ทิศทางของบ้านหลังนี้จะต้องออกแบบอย่างไรจึงจะสามารถตอบโจทย์ความต้องทั้งกิจกรรมส่วนตัวและกิจกรรมส่วนรวมของสมาชิกทั้ง 3 เจนเนอร์เรชั่นได้ เพราะกิจกรรมของช่วงวัยที่ต่างกันก็นับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายต่อการออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในอาคารไม่น้อย บ้านหลังนี้จึงนำด้วยการให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของผู้อยู่อาศัยได้มากกว่า 1 เจเนอร์เรชั่น อาทิ พื้นที่จอดรถที่กว้างขวาง สระว่างน้ำขนาดยาว ไปจนถึงพื้นที่นั่งเล่นที่ยังเป็นส่วนต้อนรับเมื่อแขกไปใครมาก็สามารถแวะเวียนมานั่งพูดคุยได้ตลอดวัน

ผนวกกับตัวอาคารที่ได้ถูกออกแบบให้มีส่วนยกสูงคล้ายใต้ถุนในเรือนไทยสมัยก่อนร่วมด้วยแล้ว ก็ยิ่งช่วยตอบโจทย์ให้การเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในบริเวณพื้นที่ส่วนกลางนี้สามารถออกแบบให้มีความโปร่งโล่ง กว้างขวาง ใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น และยังเกิดการหมุนเวียนของลมธรรมชาติได้อย่างคล่องตัว ซึ่งในวันที่อากาศดีๆ สมาชิกภายในครอบครัวก็สามารถมานั่งเล่นทำกิจกรรมร่วมกันได้ในพื้นที่ส่วนนี้โดยไม่ต้องเปิดแอร์ในระหว่างวันเลยก็ว่าได้

‘พื้นที่กลางใจ’

สำหรับส่วนที่พักของ Baan123 ผู้ออกแบบได้ปะติดปะต่อ Layout ให้สอดคล้องไปกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ด้วยการวางให้บ้านของพ่อและแม่เป็นบ้านหลังที่ 2 ที่อยู่ระหว่างกลางของบ้านลูกๆ หลังที่ 1 และ 3 เพื่อให้ครอบครัวของลูกๆ สามารถปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองได้และยังคงรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวในระดับหนึ่งแม้ตัวบ้านจะถูกเชื่อมเข้าหากันตลอดทั้ง 3 หลังก็ตาม ขณะที่การจัดวางในรูปแบบนี้ก็ยังสื่อถึงการมอบให้บ้านของพ่อและแม่เป็นดั่งพื้นที่กลางใจ ที่เด็กและผู้ใหญ่จะสามารถเชื่อมถึงกันได้โดยไม่มีกำแพงของเจนเนอร์เรชั่นมากั้นขวาง อีกทั้งพ่อและแม่ก็ยังสามารถเฝ้ามองลูกหลานได้อย่างใกล้ชิดอีกด้วย

นอกจากเรื่องของรายละเอียดในการออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้านแล้ว การออกแบบพื้นที่ให้สัมพันธ์กับแสงและลมธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่สามารถพบเห็นได้ในทุกๆ มุมของบ้านหลังนี้เช่นกัน เพราะผู้ออกแบบได้ดีไซน์ทั้งบานหน้าต่างและประตูกระจกให้มีขนาดกว้างขวางให้เอื้อต่อการรับลม ซึ่งช่วยให้เกิดการเคลื่อนตัวของอากาศที่ดีในแบบ  Cross ventilation อีกทั้งยังได้ทำการออกแบบช่องเปิดเพื่อรับแสงในอีกหลายๆ ตำแหน่งภายในบ้าน ที่จะช่วยให้บ้านหลังนี้สามารถสร้างความสัมพันธ์และพึ่งพาบริบทของธรรมชาติได้อย่างยั่งยืนโดยไม่รู้สึกร้อน ด้วยการเสริมชายคาให้ยื่นออกมาเล็กน้อยพร้อมกับระเบียงที่จะเป็นบัฟเฟอร์กันแดดให้กับตัวบ้านได้ในอีกชั้นหนึ่ง

‘พื้นที่พักใจ’

ในแง่ของการออกแบบพื้นที่ใช้งานสำหรับสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวที่จำเป็นจะต้องมีพื้นที่สำหรับการปลีกตัวออกไปทำกิจกรรมของตนเองนั้น ผู้ออกแบบได้ทำการบ้านโดยทำความเข้าใจกับลักษณะการใช้ชีวิตประจำวันและความชอบของเจ้าของพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำกลับมาตีความเป็นงานดีไซน์ให้เกิดการตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้มากที่สุด โดยแต่ละห้องจะมีฟังก์ชันและดีไซน์ที่แตกต่างกันออกไป

อาทิ ห้องของลูกชายคนโตก็จะมีความเป็นพื้นที่ที่ดูเพล็กซ์มากกว่าห้องอื่นๆ หรือห้องของลูกชายคนเล็กก็จะมีความกว้างขวางยืดหยุ่นต่อการใช้งานและง่ายต่อการรองรับเพื่อนๆ ที่จะเข้ามาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ ซึ่งถึงแม้แต่ละห้องจะถูกออกแบบให้มีฟังก์ชันที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ทุกห้องจะถูกครอบด้วยการออกแบบเพื่อความเป็นอยู่ที่สบายของผู้อยู่อาศัยทุกคนภายในบ้าน เพื่อช่วยมอบความรู้สึกที่ดีต่อพื้นที่ที่ถูกเอ่ยเรียกว่า ‘บ้าน’ ให้เป็น ‘พื้นที่พักใจ’ ของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างลงตัวที่สุด

แปลน BAAN123 ชั้น 1
แปลน BAAN123 ชั้น 2
แปลน BAAN123 ชั้น 3

แม้นิยามของคำว่าบ้านสำหรับเราทุกคนนั้นอาจต่างกัน แต่ Baan123 ก็ทำให้ได้พบในอีกหนึ่งนิยามแล้วว่า ‘บ้าน คือพื้นที่สำหรับการแบ่งปันที่แท้จริง’ โดยเฉพาะการแบ่งปันพื้นที่ส่วนกลางผ่านการออกแบบที่ตอบโจทย์กับกิจกรรมการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ไปจนถึงการแบ่งปันพื้นส่วนกลางที่จะนำไปสู่พื้นที่กลางใจสำหรับการแบ่งปันคำสั่งสอนจากคนรุ่นเก่าสู่คนรุ่นหลังได้อย่างห่วงใยใกล้ชิด ภายใต้ชายคาของบ้าน 1 2 และ 3 หลังนี้

Location : ชินเขต 2 งามวงศ์วาน นนทบุร
Gross Built Area : 1,350 ตารางเมตร
Owner : ครอบครัวธนาดํารงศักดิ์
Architect & Interior Team : IF (Integrated Field Co.,Ltd.)
Structure Engineer : Basic Design Co.,ltd
Photograph : วีระพล สิงห์น้อย

Writer
Pichapohn Singnimittrakul

Pichapohn Singnimittrakul

Copy writer ผู้มีความสนใจในงานจิตอาสา และ Eco-Living ที่เชื่อว่างานออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเปลี่ยนโลกให้น่าอยู่ขึ้นได้

HOUSE COVE(R) ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

HOUSE COVE(R)
ส่วนต่อขยายของบ้านหัวมุม ที่แอบปกคลุมบ้านหลังเก่าไว้อย่างแนบเนียน

ส่วนต่อขยายของบ้านสีขาวในชื่อ HOUSE COVE(R) นอกจากจะทำหน้าที่ปกคลุมพื้นที่ เป็นเกราะกำบังแสนปลอดภัยให้กับผู้อยู่อาศัยตามความหมายของคำว่า ‘Cover’ อย่างตรงไปตรงมา อีกนัยหนึ่งยังหมายถึงการห่อหุ้มบ้านจัดสรรสองชั้นเดิมในพื้นที่ 150 ตารางเมตร รวมถึง ‘Cove’ ที่วางตัวอยู่นอกวงเล็บ ยังเล่นคำ สื่อความหมายถึง ลักษณะโค้ง เว้า ซึ่งหากมองประกอบกับบ้านหัวมุมหลังนี้ ก็ถือว่าชื่อ HOUSE COVE(R) ทำหน้าที่บ่งบอกตัวตน และรูปลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเอาไว้ได้มากทีเดียว

เมื่อบ้านจัดสรรหลังเดิมเริ่มมีขนาดไม่เพียงพอต่อการใช้งานของสมาชิกครอบครัว เพราะมีลูกเล็กที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ตามวัย ประกอบกับมีคุณยาย ผู้สูงอายุที่ต้องคอยดูแล บ้านจัดสรรแปลงหัวมุมที่มีพื้นที่ด้านข้างเหลือว่าง จึงถึงเวลาที่ต้องต่อเติม ขยับขยายกลายเป็นบ้านหลังใหม่ โดยได้สถาปนิกจาก TOUCH ARCHITECT นำทีมโดย คุณเอฟ-เศรษฐการ ยางเดิม และคุณจือ-ภาพิศ ลีลานิรมล มาเป็นผู้ออกแบบ

ในส่วนของบ้านเดิม ทางเจ้าของไม่มีความต้องการที่จะรีโนเวทขึ้นใหม่แต่อย่างใด เพียงแค่อยากให้บ้านหลังใหม่ที่ต่อเติมกลมกลืนไปกับบ้านเดิมอย่างเนียบเนียน ทีมสถาปนิกจึงตั้งโจทย์ที่จะสร้างตัวอาคารใหม่ขึ้น และทำฟาซาดใหม่ปกคลุม ไหลต่อเนื่องทั้งบ้านเดิมและบ้านใหม่ ให้ภาพรวมทั้งหมดกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

ส่วนฟังก์ชันของบ้าน ทั้งสองหลังต่างทำหน้าที่ของตนเอง โดยแบ่งการใช้งานอย่างชัดเจน แต่ทั้งสองหลังก็ยังจำเป็นต่อการอยู่อาศัยโดยไม่มีใครน้อยหน้าใคร บ้านหลังเดิมเป็นส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร และห้องนอนของลูกๆ ในอนาคต ในขณะที่บ้านใหม่จะมีฟังก์ชันที่ยืดหยุ่นกว่า โดยทำหน้าที่เป็นห้องเล่นของลูกๆ ห้องนอนของคุณยาย ห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ และห้องดูโทรทัศน์

(ฟาซาดใหม่ที่สร้างขึ้นปกคลุม เพื่อให้บ้านทั้งสองหลังกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน)

จัดสรรพื้นที่จำกัดให้คุ้มที่สุด

เส้นเฉียงพาดไปพาดมาที่ทำให้คาแร็กเตอร์ของบ้านหลังนี้ชัดเจน ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของเจ้าของ แต่เกิดจากข้อจำกัดและปัจจัยในเรื่องที่ดิน ด้วยความที่เป็นบ้านหลังมุม รูปทรงของแปลงที่ดินจึงโค้งมนไปตามเส้นถนนหลักต่างจากแปลงอื่นๆ ในหมู่บ้าน ประกอบกับความต้องการพื้นที่ใช้สอยที่มากขึ้นพอสมควร สถาปนิกจึงจำเป็นต้องเริ่มออกแบบบ้านจากเส้นโค้งที่ล้อไปกับตัวไซต์ เพื่อให้ได้ฟังก์ชันใช้งานเต็มพื้นที่ที่สุดเท่าที่จะมากได้ ตามระยะการร่นของอาคารที่ถูกกฎหมาย

แมสอาคารถูกจัดสรรขึ้นตามรูปทรงของแปลงที่ดิน โดยฟังก์ชันภายในก็ต้องเกิดการประหยัดพื้นที่ให้มากที่สุด โดยเฉพาะทางสัญจรอย่างบันได ตำแหน่งบันไดของชั้น 2 และชั้น 3 จึงไม่ได้อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งบันไดที่พาดไปมาระหว่างชั้นนี้เองที่เป็นตัวกำหนดแมสอาคาร เส้นสายและ Slope ความเฉียง โดยที่ชั้นบนสุด สถาปนิกออกแบบ Skylight ขนาดใหญ่ขนานไปกับช่องบันไดเพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติให้ส่องเข้าถึง มุมเฉียงของบันไดในบริเวณห้องนั่งเล่นชั้น 1 ยังถูกแทรกด้วยกระจกสูงขึ้นไปจนถึงใต้ Slope ของบันได เพิ่มโอกาสให้แสงสว่างเข้าถึง ช่วยให้ขนาดพื้นที่ที่มีจำกัดนั้นดูกว้างและโปร่งมากขึ้นจากองค์ประกอบธรรมชาติ

Dtips : ด้วยโครงสร้างภาพรวมของบ้านที่เป็นเหล็ก โครงสร้างบันไดจึงต้องทำขึ้นจากเหล็กตามไปด้วย สถาปนิกยังดีไซน์บันไดแผ่นเหล็กพับ โดยออกแบบคานให้เล็กลง และใช้ดีเทล Cladding หุ้มวัสดุไม้ลงบนตัวเหล็กพับ เพื่อโชว์ดีเทลของงานเหล็กสร้างความสวยงามให้กับโครงสร้างบริเวณทางสัญจรทั้งหมดของบ้าน

ด้วยบริบทของบ้าน 2 ชั้นหลังอื่นๆ ที่อยู่รายล้อม ทำให้สถาปนิกมองว่าบ้านที่ต่อเติมใหม่มีเพียงสองชั้นครึ่งก็น่าจะเพียงพอ เพื่อไม่ให้บ้านหลังใหม่นี้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาเพื่อนๆ หรือผิดแปลกไปจากบริบทเดิม พื้นที่ส่วนที่เหลือของชั้นสาม จึงถูกออกแบบให้เป็นสวนหลังคาเล็กๆ ที่เปิดให้เด็กๆ ได้ออกมาวิ่งเล่น สัมผัสธรรมชาติภายนอก และยังได้ทดแทนพื้นที่สีเขียวที่หายไปจากเดิม

อีกหนึ่งพื้นที่สวนที่ทางสถาปนิกพยายามคืนให้กับเจ้าของบ้าน คือ ส่วนระยะร่นของอาคารที่ถูกปรับให้เป็นภูมิทัศน์ เทอเรสกลางแจ้ง บ่อน้ำ พื้นที่สีเขียว รวมถึงต้นไม้ใหญ่ที่ช่วยกรองแสง กรองความร้อนที่จะเข้ามารบกวนการใช้งานพื้นที่ภายใน พื้นที่ทั้งหมดห่อหุ้มด้วยรั้วกึ่งทึบกึ่งโปร่ง พรางสายตาจากผู้ที่สัญจรไปมาภายนอก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังยอมให้แสงธรรมชาติบางส่วนผ่านทะลุ เพื่อเพิ่มบรรยากาศที่ดีให้กับการอยู่อาศัย

ในขั้นตอนของเปลือกนอกอย่างการเลือกใช้วัสดุ ทีมสถาปนิกเลือกใช้อลูมิเนียม และวัสดุโปร่งแสงอย่างเช่น สกายไลท์ เป็นวัสดุหลัก แนวคิดนี้เริ่มต้นจากความต้องการของทางเจ้าของ ซึ่งทำงานที่เกี่ยวข้องกับโรงงานวัสดุ จึงสามารถหาซื้อได้ในราคาถูก ซึ่งก็คงทนถาวรตอบโจทย์ความเป็นบ้านได้อย่างเหมาะสม

การอาศัยของสามเจนเนอเรชันในบ้านหลังเดียว

นอกจาก HOUSE COVE(R) จะเชื่อมโยงบ้านหลังเก่าและบ้านหลังใหม่เข้าไว้ด้วยกัน บ้านหลังนี้ยังทำหน้าที่หลอมรวมเจนเนอเรชันทั้งสามเอาไว้อย่างอบอุ่น ส่งผลให้พื้นที่ภายในต้องออกแบบจุดเชื่อมต่อของเรื่องราวเหล่านี้ให้พอเหมาะพอดีกับไลฟ์สไตล์และการใช้งาน

แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 1
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 2
แปลนบ้าน HOUSE COVE(R) ชั้น 3

บ้านหลังใหม่และบ้านหลังเดิม มีทางเชื่อมเป็นหลังเดียวกันอยู่บริเวณห้องนั่งเล่นเดิมที่ชั้น 1 ของตัวบ้าน ส่วนห้องนอนของคุณยายออกแบบตามมาตรฐานโดยจัดสรรไว้ที่ชั้น 1 เพื่อให้เดินเหินไปยังส่วนต่างๆ ของบ้านได้อย่างสะดวก ทั้งเดินเชื่อมไปส่วนครัว ห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหารภายในบ้านเดิม หรือจะนั่งเล่น คลุกคลีกับหลานๆ ในพื้นที่เล่นบริเวณชั้น 1 ของบ้านใหม่ก็สามารถทำได้สะดวก

ส่วนชั้นสองเป็นฟังก์ชันห้องนอนของคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งบันไดที่อยู่ในชั้นนี้จะถูกปิดกั้นด้วยประตูอีกหนึ่งชั้นก่อนจะขึ้นสู่ชั้น 3 เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ ประกอบกับไลฟ์สไตล์ของทางเจ้าของซึ่งมีการจำกัดชั่วโมงการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเด็กๆ เมื่อถึงเวลาดูโทรทัศน์หรือเล่นเกมส์บริเวณชั้น 3 เด็กๆ จึงจะผ่านประตูในส่วนนี้ โดยต้องได้รับอนุญาติจากผู้ปกครอง หรือขึ้นไปใช้งานสเปซพร้อม กันเป็นครอบครัว

บริเวณพื้นที่ชั้น 3 เป็นที่ตั้งของห้องดูโทรทัศน์ หรือห้องนั่งเล่นขนาดย่อมที่เปิดโอกาสให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา มีหน้าต่างบานใหญ่ที่เปิดรับแสงธรรมชาติ รวมถึงวิวที่มองเห็นเรือนยอดไม้ พื้นที่สีเขียวหนาตา ที่ชวนให้ลืมความวุ่นวายจากถนนภายนอกไปชั่วขณะ…

“ปกติ TOUCH Architect เราจะชอบออกแบบงานที่ Simple แต่เกิดฟังก์ชันที่ดี ดังนั้นมันจะไม่เกิดรูปร่างของแมสอาคารที่มันแปลกไป แต่สำหรับโปรเจ็กต์นี้ ไซต์มันแปลก มันเลยได้แมสอาคารที่รูปร่างแปลกตา แต่ว่าเราไม่ได้ทำเพราะอยากทำ เราทำเพราะมันเชื่อมโยงกับความต้องการ บริบท และความสวยงาม ซึ่งทางเจ้าของเองเขาก็ชอบด้วย เราก็แฮปปี้ตาม” คุณจือเล่า

คงจะเรียกได้ว่า HOUSE COVE(R) รับบทเป็นบ้านหัวมุมที่นำข้อจำกัดของพื้นที่มาผสมกับฝีไม้ลายมือในการดีไซน์ได้อย่างน่าสนใจ จากที่ดินทรงโค้งบนหัวมุมถนนที่ดูเหมือนจะกินพื้นที่และสร้างอะไรไม่ได้มากนัก จึงถูกแปลงโฉมให้กลายเป็นบ้านหลังใหม่ที่ทั้งแปลกตาและกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของบ้านหลังเดิมไปพร้อมกัน

รูปด้านบ้าน HOUSE COVE(R)
รูปตัดบ้าน HOUSE COVE(R)

Location : หมู่บ้านสีวลี สุวรรณภูมิ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
Gross Built Area : 170 ตารางเมตร
Owner : ก้องเกียรติ พูนพานิช
Lead Architects : เศรษฐการ ยางเดิม และ ภาพิศ ลีลานิรมล TOUCH Architect
Architect & Interior Team : พิชญา ติยะพิษณุไพศาล , สุภานัน ตั้งสัจจานุรักษ์ และ ธนิตา ปัญจวงศ์โรจน์ TOUCH Architect
Structure Engineer : ชิตติณัฐ วงศ์มณีประทีป
Photograph : อานันท์ นฤพันธาวาทย์

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

10 Best Renovation Houses 10 บ้านรีโนเวทที่เราหลงรัก

ในช่วงหลังๆ มานี้ เรามักจะเห็นเรื่องราวของบ้านรีโนเวทโผล่ขึ้นมาในหน้า news feed ต่างๆ หรือตามโลกออนไลน์ไม่เว้นในแต่ละวัน ส่วนหนึ่งอาจเพราะสถานการณ์ COVID-19 ที่ทำให้หลายคนเริ่มหันความให้ความสำคัญกับการต่อเติม หรือเปลี่ยนแปลงบ้านเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ การพักผ่อน รวมถึงกิจกรรมของครอบครัว

Continue reading “10 Best Renovation Houses 10 บ้านรีโนเวทที่เราหลงรัก”

Interlude House เมื่อบ้านเปรียบเสมือนโรงละครขนาดเล็ก ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเขียนบทได้อย่างเป็นตัวเอง

ถ้ากรุงเทพฯ เป็นเสมือนละครโรงใหญ่ที่เต็มไปด้วยแสงสี ความวุ่นวาย ทับซ้อนด้วยฉากและอารมณ์ของผู้คนมากหน้าหลายตา Interlude House บ้านแห่งการสลับฉากหลังนี้คงเปรียบเสมือนโลกคู่ขนานที่ตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอก

Continue reading “Interlude House เมื่อบ้านเปรียบเสมือนโรงละครขนาดเล็ก ที่ผู้อยู่อาศัยสามารถเขียนบทได้อย่างเป็นตัวเอง”

ก่อนจะเป็น ‘บ้าน’ สักหลัง สถาปนิกเริ่มต้นออกแบบจากโจทย์อะไรได้บ้าง ?

หากเราลองสังเกตบ้านที่เรียงรายตามถนนเส้นหลัก ตรอกซอกซอย หรือแม้แต่บ้านจัดสรรที่ผ่านการอยู่อาศัย บ้านแต่ละหลังล้วนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  ทั้งคาแรคเตอร์ รูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ ลักษณะนิสัยของเจ้าของ รวมถึงบริบทสถานที่ตั้งของพื้นที่นั้นๆ ในการออกแบบบ้าน สถาปนิกจึงต้องมีโจทย์เพื่อนำทางให้ผลงานขั้นสุดท้ายเหมาะสม ลงตัวไปกับการอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์มากที่สุด

Continue reading “ก่อนจะเป็น ‘บ้าน’ สักหลัง สถาปนิกเริ่มต้นออกแบบจากโจทย์อะไรได้บ้าง ?”

“บ้านจะเปลี่ยนไปอย่างไร?” หาก WFH กลายเป็นการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต คุยกับคุณอินทนนท์ จันทร์ทิพย์ แห่ง INchan Atelier

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ช่วงที่ผ่านมา หลายคนจึงต้องกักตัวอยู่ที่บ้านและ Work from Home (WFH) ทำให้พื้นที่พักผ่อนและพื้นที่ทำงานต้องอยู่ร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ เราจึงเกิดคำถามว่า หากในอนาคต

Continue reading ““บ้านจะเปลี่ยนไปอย่างไร?” หาก WFH กลายเป็นการทำงานรูปแบบใหม่ในอนาคต คุยกับคุณอินทนนท์ จันทร์ทิพย์ แห่ง INchan Atelier”

7 แนวคิดออกแบบบ้านอย่างไร ห่างไกลเชื้อโรค

จากสถานการณ์ปัจจุบันในช่วงนี้ ฟังดูอาจจะไม่ค่อยรื่นรมย์เท่าไรนักเพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ข่าวไวรัสโคโรน่าที่กำลังแพร่ระบาดหนักจนกลายเป็นวิกฤตไปทั่วโลก และเกรงว่าจะยังคงระบาดเป็นระยะเวลานาน ความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่คนหันมาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะเป็นวิธีป้องกันที่ทำได้ง่ายที่สุด Dsignsomething จึงมีไอเดียการออกแบบในมุมมองของงานสถาปัตยกรรม

Continue reading “7 แนวคิดออกแบบบ้านอย่างไร ห่างไกลเชื้อโรค”