คุยกับสถาปนิกเวียดนามจาก TNG Architects ผู้เชื่อว่างานออกแบบที่ดีกลั่นกรองจากความใกล้ชิดและความเข้าใจผู้อยู่อาศัย

คุยกับสถาปนิกเวียดนามจาก TNG Architects
ผู้เชื่อว่างานออกแบบที่ดีกลั่นกรองจากความใกล้ชิดและความเข้าใจผู้อยู่อาศัย

หนึ่งในแบบบ้านในฝันของใครหลายคน คงหนีไม่พ้นกับบ้านในประเทศเวียดนาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของหน้าต่าง ประตูที่ทำหน้าที่เปิดรับแสง ลม ดึงธรรมเข้าสู่บ้านได้อย่างกลมกลืน ท่ามกลางสภาพอากาศในเขตร้อนชื้นที่ใกล้เคียงกันกับบ้านเรา รวมถึงการเลือกใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาง่าย สิ่งเหล่านี้สร้างความรู้สึกน่าอยู่อาศัยที่คนไทยรู้สึกจับต้องได้และคุ้นเคย สำหรับบทความ Exclusive Interview ในครั้งนี้ เราจึงถือโอกาสชวนสถาปนิกเพื่อนบ้านอย่าง Nguyen Huynh จาก TNG Architects ออฟฟิศสถาปนิกที่ตั้งอยู่ในเมืองดานัง ประเทศเวียดนามมาแบ่งปันเรื่องราวเบื้องหลังแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรม ก่อนจะเล่าถึงการรีโนเวทบ้านหลังเล็กสเกล 4.6 x 14 เมตร ให้น่าอยู่และมีพื้นที่ใช้สอยได้สูงสุด

(ภาพผลงานของ TNG Architects)
(Nguyen Huynh ผู้ก่อตั้ง TNG Architects)

ใกล้ชิดและเข้าใจผู้อยู่อาศัย

“ผมเริ่มต้นก่อตั้ง TNG Architects เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายในการออกแบบสถาปัตยกรรมเพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าและผู้อยู่อาศัย ซึ่งส่วนมากทีมสถาปนิกของเราจะเป็นคนรุ่นใหม่ที่คอยศึกษาเทรนด์โลกปัจจุบัน และนำความรู้ใหม่ๆ มาใช้กับการออกแบบอยู่เสมอ” Nguyen Huynh ผู้ก่อตั้ง TNG Architects เริ่มต้นเล่า

จุดเด่นหนึ่งของ TNG Architects คือ การทำงานร่วมกับลูกค้าและผู้อยู่อาศัยอย่างใกล้ชิด ส่งผลลัพธ์สู่งานออกแบบที่ตรงโจทย์และตรงใจผู้อยู่อาศัยได้อย่างสูงสุด ซึ่งสำหรับผลงานชิ้นล่าสุด Nguyen ได้มีโอกาสออกแบบรีโนเวทบ้านหลังเล็กในประเทศเวียดนาม จนได้รับความสนใจมากหลายจากทั้งผู้คนในประเทศรวมถึงสื่อต่างประเทศต่างๆ

(ภาพผลงานของ TNG Architects)

“การสร้างบ้านใหม่เป็นเรื่องที่ยาก แต่การรีโนเวทจากบ้านเก่านั้นยากกว่า เพราะเราต้องคำนวณทุกอย่างอย่างรอบคอบ เพื่อให้รูปลักษณ์ใหม่ของบ้านมีความสมบูรณ์แบบ ซึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกับลูกค้าอย่างละเอียดและเข้าใจถึงความต้องการของเขา เราจะกลับมาทำการบ้านต่อ เพื่อที่จะนำเสนอรูปแบบของงานออกแบบที่เหมาะสม

Good Design is Obvious , Great Design is Transparent

Good Design is Obvious , Great Design is Transparent เป็นความเชื่อของ TNG Architects ที่มองว่าแต่ละโครงการนั้นย่อมแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตั้งแต่ความต้องการของลูกค้า สถานที่ตั้ง บริบท และโจทย์ของการออกแบบ
ประเด็นต่างๆ เหล่านั้นจึงต้องผ่านการเข้าใจชัดเจนท่องแท้ เพื่อให้รายละเอียดของการออกแบบทั้งหมดตอบโจทย์กับการอยู่อาศัย

“หลักการทำงานของเรา คือ สถาปนิกต้องเข้าใจลูกค้าก่อน นั่นหมายความว่า สถาปนิกจะต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง เพราะยิ่งคุณเข้าใจรายละเอียดมากเท่าไหร่ การออกแบบก็จะยิ่งมีประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น”

4.6 x 14m House

อย่างที่เรารู้กันว่าผังเมืองในประเทศแถบเอเชีย อย่างเช่นประเทศเวียดนามและไทย ทำให้บ้านส่วนใหญ่ต้องอยู่ในลักษณะบ้านแถวที่เรียงราย บ้านขนาดเล็กในเมืองจึงต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถใช้พื้นที่ได้อย่างเต็มรูปแบบ ไปพร้อมๆ กับการรักษาปัจจัยทางด้านสภาพอากาศ และสิ่งแวดล้อม

โปรเจกต์ 4.6 x 14 m House บ้านรีโนเวท 1 ชั้นครึ่งในเมืองดานัง เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งโจทย์เริ่มต้นขึ้นจากความต้องเปลี่ยนบ้านเก่าขนาดหน้ากว้าง 4.6 เมตร ลึก 14 เมตร ให้กลายเป็นบ้านของคู่รักหนุ่มสาวที่มีความหลงใหลในความงาม ความท้าทายของงานนี้คือ การเปลี่ยนพื้นที่จำกัดให้มีฟังก์ชันของการอยู่อาศัยได้อย่างครบครัน นอกจากนี้ สียังเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะเป็นความต้องการและความชื่นชอบส่วนตัวของผู้อยู่อาศัย

ด้วยความที่เป็นการรีโนเวทพื้นที่ขนาดจำกัด สถาปนิกจึงต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับทุกฟังก์ชันภายในบ้าน โดยที่ทุกๆ พื้นที่จะต้องถูกใช้งานอย่างเต็มที่และไม่สูญเปล่า โดยทีมออกแบบพยายามใช้ช่องเปิด หรือวัสดุโปร่งแสงเพื่อนำแสงธรรมชาติให้เข้าถึงพื้นที่ ทำให้บ้านดูกว้างขวางมากขึ้น และเพื่อขยายพื้นที่ให้ได้มากที่สุด สถาปนิกออกแบบห้องนั่งเล่นและห้องครัวในลักษณะ Open-Plan แบบเปิดโล่ง ช่วยสร้างการเชื่อมต่อกับพื้นที่ส่วนอื่นๆ ฟังก์ชันเดี่ยวภายในบ้านจึงสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ที่อยู่ติดกันได้อย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นการนำเสนอรูปแบบแปลนที่เหมาะสมที่สุดในการทำให้พื้นที่มีความกว้างขวางและใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย

ถัดมาเป็นพื้นที่ห้องน้ำและห้องนอนใหญ่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ การจัดวางพื้นที่ในลักษณะนี้จะสร้างความเป็นส่วนตัวและแยกออกจากพื้นที่ส่วนกลาง ส่วนบริเวณชั้นลอยจะมีพื้นที่สำหรับหิ้งพระ ห้องนอนสำหรับลูกๆ ในอนาคต ห้องน้ำ และห้องซักรีด

เพื่อสร้างบรรยากาศบ้านให้อบอุ่นตามโจทย์ที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ สถาปนิกนำแรงบันดาลใจจากสไตล์สแกนดิเนเวียมาใช้ในการออกแบบ ซึ่งเน้นในโทนสีขาวและไม้เป็นหลัก ปรับเปลี่ยนเล็กน้อยด้วยการเติมแต่งสีพาสเทลให้พื้นที่ต่างๆ ดูมีมิติมากขึ้น หรือกระทั่งงานเฟอร์นิเจอร์ที่ทันสมัยแต่เรียบง่ายในโทนสีอ่อนก็มีส่วนทำให้บ้านดูโดดเด่นไม่แพ้กัน องค์ประกอบภายในบางส่วนอย่าง ซุ้มประตู หรือบานหน้าต่าง ยังถูกออกแบบด้วยเส้นโค้งมนที่ละเอียดอ่อน ซึ่งช่วยให้การตกแต่งภายในของบ้านมีความกลมกลืน ลดทอนความแข็งกระด้างของบ้านสี่เหลี่ยมขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี

“ feedback จากลูกค้าที่เราได้รับหลังจากที่พยายามค้นคว้าและมองหาวิธีการออกแบบที่เหมาะสมที่สุดนั้นเป็นความสุขของการเป็นสถาปนิก และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราพยายามหาวิธีการใหม่ๆ ในการออกแบบต่อไป หรือแม้แต่การได้ชื่นชมผลงานที่สร้างเสร็จ ผู้อยู่อาศัยแฮปปี้ไปกับมัน เพียงเท่านี้ก็เป็นความสุขสำหรับเราในการที่จะสานต่อความหลงใหลในงานสถาปัตยกรรมนี้ไปเรื่อยๆ

ขอขอบคุณ TNG Architects
https://www.instagram.com/tng.architects/?hl=en

https://www.facebook.com/TNG-Architects-107660814277371/

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Full-House เมื่อสถาปัตยกรรมรวมความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุ

Full-House
เมื่อสถาปัตยกรรมรวมความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุ

เมื่อสมาชิกทั้ง 9 ท่าน 3 เจนเนอเรชัน 2 ครอบครัวต้องมาอยู่อาศัยร่วมกันภายในขอบเขตของที่ดินเพียง 103 ตารางวา ที่รายล้อมไปด้วยถนนทั้ง 3 ด้าน ต้องเผชิญกับกฏหมายระยะร่นอาคารที่บีบบังคับให้ขนาดพื้นที่ใช้สอยมีน้อยลง พื้นที่ส่วนตัว และพื้นที่ส่วนกลางของครอบครัวจึงกลายเป็นโจทย์สำคัญที่คุณ วิน -ธาวิน หาญบุญเศรษฐ สถาปนิกจาก WARchitect เข้ามารับหน้าที่รังสรรค์สเปซให้เป็นเรื่องราวของ Full-house บ้านหลังใหม่ของครอบครัวใหญ่ทั้ง 9 ท่าน ให้กลายเป็นศูนย์กลางของครอบครัว

Full House เริ่มต้นขึ้นจากการสร้างบ้านเต็มพื้นที่ดินสอดคล้องกับชื่อของบ้าน เพื่อความต้องการของสมาชิกถึง 9 ท่าน โดยคุณวินเล่าว่า “โจทย์แรกที่เราคิด คือทำอย่างไร ให้คนทั้ง 9 คนสามารถอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ ซึ่งความท้าทายกว่านั้น คือในสมาชิกทั้ง 9 ท่านจะถูกแบ่งเป็น 2 ครอบครัว 3 เจนเนอเรชัน นั่นก็คือ ครอบครัวของคุณปู่คุณย่า และครอบครัวของคุณพ่อคุณแม่ซึ่งกำลังมีลูกเล็ก ทั้งสองครอบครัวกึ่งๆ แยกออกมาแต่ยังคงอยู่อาศัยร่วมกัน อยู่ชิดกัน มองจากข้างนอกต้องรู้สึกว่าเป็นบ้านหลังเดียวกัน”

เริ่มต้นด้วยความสัมพันธ์ของผู้อยู่อาศัย สู่ฟังก์ชันภายใน

หากเคยเห็นผลงานต่างๆ ของ WARchitect ส่วนใหญ่เราจะคุ้นตากับอาคารแนวดิบ เท่ ลอฟท์ แต่สำหรับบ้านหลังนี้รูปลักษณ์กลับแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง ด้วยความที่มีหัวใจสำคัญของบ้านเป็นสมาชิกตัวน้อยทั้ง 2 คนที่เชื่อมโยงสองครอบครัวใหญ่เข้าไว้ด้วยกันภาพรวมในการออกแบบสถาปัตยกรรมทั้งหมดจึงเน้นไปทางโคซี่ อบอุ่น มีความอ่อนโยนและปลอดภัยกับเด็กเสียมากกว่า สิ่งเหล่านี้คือโจทย์ในใจที่ทางเจ้าของและสถาปนิกตั้งไว้ ไปพร้อมๆ กับการออกแบบฟังก์ชันภายในเพื่อสมาชิกทั้ง 9  คน

“ตอนแรกเลยเราไม่ได้คิดถึงการหารูปฟอร์ม มันมีความสำคัญก็จริง แต่มันอาจจะเป็นสิ่งที่ตามมาทีหลัง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทำอย่างไรให้สมาชิกทั้ง 9 มีพื้นที่ใช้สอยเพียงพอในพื้นที่จำกัด” ซึ่งเมื่อได้ลองออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในและขึ้นฟอร์มของอาคาร ทางสถาปนิกก็พบว่า อาคารในฝั่งของคุณปู่คุณย่า จะกลายเป็นตึกสามชั้นที่คล้ายกับทาวน์เฮาส์หรือตึกแถว ในขณะที่อีกฝั่งหนึ่งมีที่ดินมากกว่าแต่กลับมีจำนวนสมาชิกน้อยกว่า ทำให้อาคารมีสามชั้นบ้าง สองชั้นบ้างปะปนกันไป

แต่เพื่อให้บ้าน 2-3 ชั้นที่กระจัดกระจายดูภายนอกแล้ว อยู่ใต้หลังคาเป็นบ้านหลังเดียวกัน สถาปนิกจึงต้องมองหาภาษาทางสถาปัตยกรรมบางอย่างที่ทำหน้าที่เชื่อมโยง ซึ่งในที่นี้คือ หลังคาจั่วทั้ง 4 ก้อน ที่รับหน้าที่ลดทอนสัดส่วนสูงชะลูดของอาคาร ลดความเป็นตึกแถว โดยจั่วทั้ง 4 จะมีระดับที่แตกต่างกัน “พอมันมีสูง มีกลาง มีต่ำ ผมรู้สึกว่ามันเหมือนบ้านตุ๊กตาของน้องๆ หลานๆ ที่อยู่ในบ้านหลังนี้ และมันก็ช่วยทอนสเกลของความเป็นตึก ช่วยให้รู้สึกถึงความเป็นบ้านได้ดี” คุณวินเล่าเสริม

ถึงแม้ภายนอกอาคารจะถูกร้อยเรียงรวมกันด้วยหลังคาจั่ว แต่สำหรับฟังก์ชันภายในบ้าน ถูกแบ่งออกเป็นสองหลังอย่างชัดเจน โดยที่จอดรถถูกออกแบบเป็น 2 พื้นที่ ฝั่งหนึ่งเข้าถึงได้จากทิศเหนือ ส่วนอีกฝั่งเข้าถึงผ่านทางทิศตะวันตก ก่อนจะนำทางเข้าสู่ฟังก์ชันหลักส่วนอื่นๆของบ้านที่แต่ละหลังจะมีพื้นที่เป็นส่วนตัว ห้องนั่งเล่น รับประทานอาหาร หรือแม้แต่ส่วนซักล้าง ซึ่งทั้งสองครอบครัวสามารถอยู่บ้านคนละหลังได้โดยไม่จำเป็น ต้องใช้พื้นที่อะไรร่วมกันเลย เว้นเพียงแต่ ครัวไทย ที่เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนมาทำอาหารรับประทานร่วมกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกันโดยเป็นพื้นที่ส่วนกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์ของบ้านทั้งหลังเอาไว้

(ห้องนั่งเล่นสองห้องที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน)

ทางสัญจรขึ้นสู่ชั้นสองจะถูกแยกส่วนเป็นบ้านแต่ละหลังอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้งานชั้นสองจะเป็นส่วนห้องนอนทั้งหมด ในขณะที่ชั้นบนสุดถูกออกแบบให้เป็นห้องนอนในอนาคตของหลานๆ “ผมมองว่า บ้านหลังนี้ ช่วงระยะเวลาในการอยู่อาศัยมันยาวมาก วันนึงหลานๆ ก็จะต้องโตขึ้นไปเรื่อยๆ บ้านหลังนี้อาจจะกลายเป็นของเขา ซึ่งเขาก็อาจจะยังอาศัยอยู่ด้วยกัน แต่ก็ยังมีความเป็นส่วนตัว มันก็เหมาะกับการอยู่อาศัย”

การใช้งานของผู้อยู่อาศัยที่ต้องไปในทิศทางเดียวกับวัสดุ

นอกจากฟังก์ชันบ้านที่ต้องตามใจผู้อยู่อาศัย วัสดุที่ต้องสัมผัสและอยู่ใกล้ชิดก็ต้องตรงตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยเช่นกัน และสำหรับบ้าน Full house หลังนี้ ทางเจ้าของเองมีโจทย์ว่าอยากใช้ไม้สีอ่อน เติมแต่งให้บ้านคุมโทนสีสว่าง เนื่องจากมีสมาชิกของบ้านเป็นทั้งวัยชรา และวัยเด็ก อีกทั้งยังต้องการให้ภาพรวมวัสดุทำความสะอาดง่าย และไม่มีฝุ่น ในการออกแบบสถาปนิกจึงเน้นใช้วัสดุที่เรียบง่าย หรือทาสีอาคารธรรมดาเพื่อให้ได้พื้นผิวที่เรียบ และกักเก็บฝุ่นได้น้อยที่สุด

บริบทเฉพาะตัว กับแนวคิดวัสดุเฉพาะทาง

เนื่องจากทำเลที่ตั้ง รายล้อมไปด้วยถนนและที่อยู่อาศัยในเขตชุมชน ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา สัญจรเข้าออกไปมาอยู่เป็นกิจวัตร ประกอบกับทิศทางของแดด ทำให้สถาปนิกเลือกหันทิศทางของตัวบ้าน ไปทางทิศเหนือเพื่อหลีกหนีความวุ่นวายและความร้อน ส่วนด้านตะวันออกและตะวันตก ซึ่งเป็นด้านข้างของตัวบ้านจะถูกออกแบบให้ไร้ซึ่งช่องเปิด เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวในการอยู่อาศัย

เมื่อข้อจำกัดของบริบทผสานเข้ากับความต้องการบ้าน ที่เรียบง่ายจากทางเจ้าของ ทำให้ภาพรวมของบ้านหลังนี้เรียบนิ่ง และมินิมอลจนดูเหมือนขาดรายละเอียดบางอย่างไป  “ภายในบ้านมันเรียบไปหมดแล้ว ส่วนรั้วมันก็ทึบ และมันลากยาว ทำให้ซอยมันแคบ ดูตัน ทำให้บ้านรู้สึกไม่ค่อยน่าอยู่ ซึ่งเมื่อก่อนที่ดินตรงนี้มันเคยเป็นที่ดินโล่งมานาน มีต้นไม้ขึ้น กลายเป็นสวนส่วนกลางของชาวบ้านแถวนั้น ก็เลยเสนอเจ้าของบ้านว่า เราอาจลงทุนเพิ่มอะไรกับการเลือกใช้วัสดุผนังข้างนอกหน่อย เพื่อให้บ้านหลังนี้มันเหมือนเป็นล๊อบบี้ของชุมชน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ซอยนี้ดูดีขึ้นด้วย”

เพื่อสร้างเรื่องราวให้สถาปัตยกรรมน่าสนใจยิ่งขึ้น บริเวณรั้วทึบภายนอกอาคาร สถาปนิกจึงเลือกใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์ SCG D’COR Trim บัวผนังจากแบรนด์ เอสซีจี เดคคอร์มาตกแต่งโดยติดตั้งหันด้านเว้าออกสู่ถนน ด้วยลักษณะของวัสดุที่เป็นซี่ระแนงจึงสามารถติดตั้งให้โค้งไปตามผนังรั้วได้อย่างง่ายดาย และเมื่อถึงเวลาที่แสงแดดตกกระทบผนัง บัวผนังที่สร้างเท็กเจอร์นูนต่ำจะทำให้แสงเงาเปลี่ยนไป เกิดความเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา ที่สร้างความน่าสนใจและความสวยงามให้กับสถาปัตยกรรมได้ไม่น้อย

เช่นเดียวกับ ซุ้มประตูจั่วบริเวณทางเข้าหลักของบ้าน เพื่อสร้างความแตกต่างให้ภาพรวมของสถาปัตยกรรมดูโดดเด่นและไม่กลืนกันไปเสียหมด สถาปนิกจึงเติมความน่าสนใจ ด้วย SCG D’COR Modeena ไม้ตกแต่งผนังสีน้ำตาลธรรมชาติที่ช่วยสร้างพื้นผิว ลดทอนสเกลของบานประตูไม่ให้ดูใหญ่โต เทอะทะจนห่างไกลความเป็นบ้านไป

“พูดถึงการตกแต่งผนังภายนอก สมมติว่าเรามีผนังอยู่ระนาบหนึ่ง เราจะใช้วัสดุอะไรดี? ถ้าเรามีงบประมาณหลักร้อยปลายๆ ถึงหลักพันต้นๆ ผมว่าตัวเลือกอาจจะเหลือไม่เยอะ อาจจะเป็นสีพ่น หรือติดกระเบื้อง แต่มันก็จะเป็นการตกแต่งไปที่ผิวโดยตรง เกิดเป็นลวดลายแต่ไม่สามารถสร้างเท็กเจอร์หรือฟอร์มของผนังที่มีความนูนต่ำได้ ไฟเบอร์ซีเมนต์ก็เป็นกลุ่มวัสดุที่มาตอบโจทย์งานดีไซน์ตรงนี้ อีกทั้งราคาไม่แพง ติดตั้งง่าย และยังทำสีได้ง่าย เหมือนการทำสีผนังทั่วๆไป” สถาปนิกเล่า

Materials Tips

คุณวินยังแอบแชร์เทคนิคเล็กๆ ให้เราฟังว่า กลุ่มวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ หากติดตั้งบนโครงเหล็ก จะให้ความแข็งแรงปลอดภัยมากกว่า แต่ต้องมีการวัดระยะของตงเหล็กให้มีความถี่มากพอ หรือหากจะติดตั้งกับผนังโดยตรงก็ทำได้เช่นกัน แต่ผนังเหล่านั้นต้องได้ระนาบมากพอสมควร ส่วนการใช้งานวัสดุที่มีลักษณะเป็นร่อง มีความหยาบ หรือเป็นซี่ระแนง แน่นอนว่าอาจจะมีฝุ่นเกาะได้ง่าย แต่การเลือกใช้งานในแนวตั้ง จะช่วยให้ฝุ่นเกาะได้ยากขึ้นและยังสามารถฉีดน้ำ ชำระล้างได้ง่ายกว่า

“ทำบ้านหลังนี้ เหมือนเราได้ผูกพันกับทางเจ้าของบ้านไปด้วย ลูกของเขาก็เหมือนหลานของเรา เราก็อยากให้เขาได้บ้านที่ดีในการอยู่อาศัยต่อในอนาคต รวมถึงเรื่องวัสดุ ถ้าเรามองว่าวัสดุสวยวันนี้ แต่ปีหน้าเสียหาย แสดงว่าเราไม่ซื่อสัตย์กับลูกค้า การเลือกวัสดุ ผมว่าสำคัญมากๆ วัสดุที่ดี หรือมีโปรไฟล์ตรงกับที่เราต้องการ ก็จะช่วยส่งเสริมงานสถาปัตยกรรมที่เราออกแบบให้มันดีหรือสวยยิ่งขึ้น” คุณวินเล่าทิ้งท้าย

ในขณะที่เด็กน้อยทั้งสองทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัว วัสดุ บริบทและผู้อยู่อาศัยก็ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ของสถาปัตยกรรมไม่ต่างกัน สถาปัตยกรรมที่ดีจึงต้องใส่ใจทั้งผู้อยู่อาศัย บริบทที่รายล้อม หรือแม้แต่วัสดุเอง สามปัจจัยเหล่านี้จึงกลายเป็นสายใยแน่นแฟ้น ที่หากขาดใครคนใดคนหนึ่งสถาปัตยกรรมชิ้นนั้นก็คงจะสมบูรณ์ไปไม่ได้ เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของบริบท ผู้อยู่อาศัย และวัสดุภายในบ้าน Full-House หลังนี้

Location: เสนานิคม บางเขน กรุงเทพฯ
Built Area: 730 ตารางเมตร
Architect: WARchitect
Photo Credits (เพิ่มเติม) : Rungkit Charoenwat

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

BSPN House บ้านทรอปิคอลโมเดิร์นที่เปิดรับฟังเสียงของธรรมชาติและทิวทัศน์สองฝั่งคลอง

BSPN House
บ้านทรอปิคอลโมเดิร์นที่เปิดรับฟังเสียงของธรรมชาติและทิวทัศน์สองฝั่งคลอง

ภาพชาวบ้านกำลังพายเรือเก็บผักตบชวาที่ลอยอยู่ในคลอง ท้องทุ่งนาสีเขียวขจี และบ้านพื้นถิ่นที่มีท่ายื่นลงสู่คลอง บรรยากาศเหล่านี้พบได้ไม่บ่อยนักในกรุงเทพฯ แต่ถ้าเป็นที่ ‘สุพรรณบุรี’ สิ่งเหล่านี้กลับเป็นวิถีชนบทที่แสนเรียบง่ายที่พบเห็นได้ เป้าหมายสำคัญในการออกแบบ BSPN House บ้านหลังใหม่ของครอบครัวสองเจนเนอเรชันจึงตั้งใจสร้าง ‘บ้าน’ เป็นที่พักผ่อนแสนสบายในช่วงบั้นปลายชีวิตของคุณพ่อคุณแม่ และเป็นจุดเริ่มต้นครอบครัวขยายของรุ่นลูก สู่รุ่นหลาน โดยได้สถาปนิกคนคุ้นเคยอย่าง แอ้ม-บุญญกานต์ เรืองวงศ์ จาก 10Space Architects มารับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบในครั้งนี้

กระจายฟังก์ชัน เพื่อเปิดรับแสง ลม และธรรมชาติ

เดิมที สมาชิกครอบครัวทั้งหมดอาศัยอยู่ภายในตึกแถวหนึ่งคูหาที่บริเวณด้านหน้าประกอบกิจการร้านขายทอง การอยู่อาศัยจึงควบคู่ไปกับการทำธุรกิจเรื่อยมา เมื่อถึงเวลาของบ้านหลังใหม่บนที่ดิน 1 ไร่ คุณแอ้มและเจ้าของจึงเห็นพ้องต้องกัน โดยบ้านจะต้องมีคุณภาพที่ดี เหมาะแก่การพักผ่อน ไปพร้อมๆ กับการแก้ไขปัญหาเรื่องความมืดทึบ และแสงธรรมชาติที่เคยพบเจอในบ้านตึกแถวมาแต่เดิม ประกอบกับความชื่นชอบบ้านทรอปิคอลโมเดิร์นของทางเจ้าของ คุณแอ้มจึงเริ่มลงมือจับคาแรกเตอร์ ฟังก์ชัน และบริบทต่างๆ เข้าด้วยกัน ก่อนจะปรับแต่งเป็นสถาปัตยกรรมที่เราเห็น

แรกเริ่ม ทางเจ้าของ (สะใภ้เมืองสุพรรณซึ่งเป็นเพื่อนที่เคยเรียนสถาปัตย์ร่วมกันกับคุณแอ้ม) สเก็ตช์ภาพแมสอาคารในลักษณะกล่องสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางผืนที่ดินเป็นไอเดียคร่าวๆ ซึ่งปัญหาที่เกิดตามมา คือ ฟังก์ชันที่อยู่ตรงกลางสี่เหลี่ยมจัตุรัสจะไม่ได้รับแสงธรรมชาติและแน่นทึบ ไม่ต่างจากบ้านตึกแถว อีกทั้งวิวริมคลองที่ดีจะมีเพียงไม่กี่ฟังก์ชันเท่านั้นที่ได้มองเห็น สถาปนิกจึงปรับเปลี่ยนแมสอาคารในลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าสองด้านต่อกันคล้ายรูปตัว L และนำพื้นที่บางส่วนของอาคารออกให้กลายเป็นคอร์ดยาร์ดสีเขียวกว้าง 12 เมตรบริเวณใจกลางผืนที่ดิน เพื่อให้แสงธรรมชาติสามารถเข้าถึงได้ทุกฟังก์ชันของตัวบ้าน และเกิดวิวธรรมชาติอีกด้านของอาคาร บรรยากาศ ความร่มรื่นของต้นมั่งมีจึงทำหน้าที่เป็นวิวธรรมชาติให้กับบางฟังก์ชันของบ้านไปในตัว

(ภาพแสดงแนวคิดการออกแบบแมส BSPN House)

วิวที่ดีคือวัตถุดิบที่สำคัญ

ถ้าเปรียบเทียบการออกแบบเป็นการทำอาหาร บริบท หรือวิวที่ดีคงเปรียบเสมือนวัตถุดิบชั้นเลิศที่รอให้เราหยิบมารังสรรค์เป็นอาหารจานอร่อยที่ตอบโจทย์ทั้งร่างกายและจิตใจ BSPN House ก็เช่นเดียวกัน สำหรับการวางฟังก์ชันของบ้านหลักที่อยู่ริมคลองสองพี่น้อง ผู้ออกแบบจึงมองเรื่องบริบทและวิวเป็นสำคัญ โดยนำหัวใจของบ้านที่รวบรวมสมาชิกครอบครัวอย่างพื้นที่รับประทานอาหารและห้องนั่งเล่น วางฟังก์ชันในจุดที่สามารถเปิดรับวิวทิวทัศน์คลองได้ดีที่สุด

สถาปนิกและวิศวกรโครงสร้างร่วมกันออกแบบพื้นที่ดังกล่าวให้ยาวตลอดแนว 10 เมตร โดยไม่มีเสามาบดบังวิวที่สวยงาม ด้วยการใช้โครงสร้างเหล็ก เพื่อให้คานสามารถพาดได้ในระยาวโดยที่ความหนาของคานยังไม่มากจนเกินไป ฝั่งหนึ่งของห้องนั่งเล่นที่เปิดโล่งจึงเชื่อมออกสู่สระว่ายน้ำขนานไปกับตัวบ้านและคลอง ส่วนอีกฝั่งเปิดรับลมและความร่มรื่นจากกลุ่มไม้ประธานสีเขียว วันไหนที่ฟ้า ฝน และลมเป็นใจ บ้านหลังนี้จึงสามารถเปิดพื้นที่ให้กว้างขวาง รับความเป็นธรรมชาติได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยเครื่องปรับอากาศ

ฟังก์ชันอื่นๆ ของบ้าน ไล่เรียงตามความสำคัญ โดยพื้นที่อยู่อาศัยหลักและพื้นที่ที่ใช้งานบ่อยอย่างห้องนอนมาสเตอร์ทั้ง 2 ห้อง ห้องเวิร์คชอปงานฝีมือของคุณแม่ จะถูกวางฟังก์ชันในตำแหน่งที่มองเห็นวิวคลองสองพี่น้องเช่นเดียวกับห้องนั่งเล่นและห้องรับประทานอาหาร โดยบริเวณชั้นสองจะแบ่งการใช้งานของครอบครัวสองเจนเนอเรชันเป็นห้องนอนมาสเตอร์สองฝั่งอย่างชัดเจน ซึ่งห้องนอนที่อยู่ทางทิศตะวันตก จะถูกออกแบบให้มีช่องเปิดน้อยที่สุด และเน้นปลูกต้นไม้ริมอาคารเพื่อถ่ายเทและลดความร้อนให้กับฟังก์ชันภายใน

(แปลน BSPN House ชั้น 1)
(แปลน BSPN House ชั้น 2)

ด้วยความที่เจ้าของบ้านรักการสังสรรค์และมักจะมีเพื่อนฝูงมาเยี่ยมเยียนอยู่เสมอ ฟังก์ชันที่เหลือจึงเป็นส่วนของห้องนอนแขก ซึ่งสถาปนิกออกแบบเป็นอาคารรองที่เชื่อมต่อกับบริเวณ Drop-off และที่จอดรถ เพื่อแบ่งสัดส่วน ไม่ให้พื้นที่สังสรรค์รบกวนการอยู่อาศัยของบ้านหลัก

โครงสร้างเหล็กที่เปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง

ฟังก์ชันทั้งหมดของบ้านมีโครงสร้างเหล็กเปรียบเสมือนกระดูกสันหลัง ซึ่งสถาปนิกเลือกปิดผิวอาคารหลักด้วยการใช้กระจกเพื่อเปิดรับวิวธรรมชาติ ส่วนที่เหลือจึงกลายเป็นการเติมแต่งเพื่อให้เกิดคาแร็กเตอร์ทรอปิคอลโมเดิร์นในแบบที่เจ้าของบ้านต้องการ ผ่านการเลือกใช้ไม้สักพม่า เพื่อลดทอนความแข็งกระด้างของอาคารทรงเหลี่ยม และใช้หินภูเขาแต่งแต้มความเป็นธรรมชาติไปพร้อมๆ กับการสร้างความหนักแน่นให้กับอาคาร

“ลูกค้าเขาดูตั้งความหวังกับบ้านหลังนี้ไว้ค่อนข้างสูง เราก็อยากจะทำมันให้ดี ซึ่งผมเองรู้สึกว่าบ้านหลังนี้จุดประกายให้ผมเลย เพราะเราทำงานคอนโดมิเนียม งานอาคารลักษณะอื่นๆ มากมาย แต่บ้านหลังนี้ทำให้เรารู้ตัวว่าเราชอบออกแบบบ้านมากที่สุด ในตอนที่บ้านใกล้เสร็จ เราไปยืนดูบ้านกับลูกค้า เราสัมผัสความสุขของเขาได้จากสายตา ซึ่งมันทำให้ผมประทับใจมาก” สถาปนิกกล่าว

การออกแบบบ้านที่ประสบความสำเร็จสำหรับสถาปนิกคงหมายถึงการที่ผู้อยู่อาศัยชื่นชอบและมีความสุข ไม่ต่างจากเจ้าของบ้าน ที่การใฝ่ฝันอยากมีบ้านสักหลังเป็นพื้นที่แห่งความสุขของสมาชิกครอบครัวในช่วงบั้นปลายชีวิต BSPN House ทำหน้าที่เหล่านั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ เบื้องหลังความสวยงามของบ้านทรอปิคอลโมเดิร์น และฟังก์ชันการใช้งานที่ตรงใจเจ้าของ คงจะมีรอยยิ้มและความสุขประทับตราการันตี

เล่ามาถึงตรงนี้ คุณแอ้มยังเสริมและเน้นย้ำด้วยว่า บ้านหลังนี้จะออกมาดีไม่ได้เลยหากปราศจากผู้ทำงานในทุกๆ ฝ่าย ตั้งแต่เจ้าของบ้านที่เปิดกว้างรับฟังอย่างเต็มที่ ผู้รับเหมาที่ใส่ใจงานออกแบบละเอียดแม้กระทั่งการติดตั้งระดับเซนติเมตร อินทีเรียดีไซน์ที่ออกแบบภายในได้อย่างกลมกลืนกับตัวอาคาร ผู้ควบคุมดูแลดีเทลดีไซน์ที่เติมเต็มรายละเอียดให้บ้านสมบูรณ์ อีกทั้งยังรวมไปถึงช่างภาพผู้เก็บเรื่องราวและความสวยงามมาให้เราได้ชม

Location: จังหวัดสุพรรณบุรี
Built Area: 800 ตารางเมตร
Architects: Boonyagan Rueangwong 10 space architects
Interior: Interiority design studio
Landscape Architect: Patchara Patcharoen
Contractor: Sakkayapab Construction Company Limited
Photo Credit: Rungkit Charoenwat

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

PSNK House ‘แยก’ ฟังก์ชัน แต่ ‘รวม’ ความอบอุ่นของบ้านสองหลังให้เป็นเรื่องราวเดียว

PSNK House
‘แยก’ ฟังก์ชัน แต่ ‘รวม’ ความอบอุ่นของบ้านสองหลังให้เป็นเรื่องราวเดียว

จากผืนที่ดิน 2 งาน ในอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ที่มองเห็นวัดพระธาตุดอยสุเทพและยอดทิวเขาปลายตา สู่ PSNK House บ้านแฝด 2 หลังคาภายใต้การใช้งานบางฟังก์ชันร่วมกันของ 2 ครอบครัว ซึ่งคุณวี -วีรวัต จันทร์กิติสกุล สถาปนิกจาก PLADIB Architect รับหน้าที่ปรับเปลี่ยนเรื่องราวของบ้านให้ตอบโจทย์ความต้องการ กลายเป็นพื้นที่หัวใจหลักของครอบครัวขยาย 3 เจนเนอเรชัน

สมาชิกครอบครัวใหญ่ ประกอบไปด้วยคุณพ่อ คุณแม่ ลูกชาย และลูกสาว ผู้ซึ่งกำลังขยับขยายสร้างครอบครัวพร้อมมีลูกเล็กเป็นเจนเนอเรชันใหม่ที่กลายเป็นขวัญใจของบ้าน บ้านแฝดหลังนี้จึงแบ่งพื้นที่ของสองครอบครัวอย่างชัดเจน กล่าวคือ บ้านของครอบครัวลูกสาว และบ้านของคุณพ่อคุณแม่และลูกชาย ในขณะที่ยังเชื่อมโยงเรื่องราวความอบอุ่นไว้ภายใต้พื้นที่คอร์ดยาร์ทสีเขียวและพื้นที่รับประทานอาหาร

‘แยก’ ฟังก์ชัน ‘รวม’ ความอบอุ่น

บ้านแฝดที่บรรจุความอบอุ่นหลังนี้ ออกแบบโดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 โซน หนึ่งคือโซน Plaza ซึ่งเป็นอาคารจอดรถและลานโล่ง โซนที่ 2 คือ Center Courtyard ที่ประกอบไปด้วยโถงต้อนรับ ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องนอนแขก และโถงรับประทานอาหาร ส่วนโซนสุดท้าย คือ Back Of House หรือส่วนเซอร์วิส อย่างห้องแม่บ้าน ห้องซักรีด และพื้นที่ครัวไทย ซึ่งจุดเด่นของบ้าน คือการออกแบบพื้นที่พลาซาและส่วนเซอร์วิสให้สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินผ่านโซนอยู่อาศัยหลัก เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว และตัดขาดจากพื้นที่อื่นๆ ภายนอก

หากดูจากแปลนบ้าน เราแทบจะไม่รู้ว่านี่คือ ‘บ้านแฝด’ เพราะสถาปนิกออกแบบพื้นที่บางส่วนให้เชื่อมต่อกัน อีกทั้งยังมีการออกแบบภาษาทางสถาปัตยกรรมให้กลมกลืนเป็นบ้านหลังเดียวของครอบครัว  ระนาบของกำแพงทึบที่ผสานเข้ากับระแนงไม้จึงกลายเป็น Paradoxical Functional ที่เมื่อเปิดจะทำหน้าที่ ‘แยก’ พื้นที่ภายในให้กลายเป็นบ้านสองหลัง แต่เมื่อปิดและมองจากภายนอก บ้านจะมีรูปด้านเป็นบ้านหลังเดียวที่ล้อมกรอบเรื่องราวของครอบครัวทั้งสองเอาไว้ภายใน

(ภาพแปลนบ้าน PSNK House)

หรือหากวันไหนมีแขกมาเยี่ยมบ้านจำนวนมากมาย ระแนงไม้ทั้ง 6 บานก็ยังทำหน้าที่เชื่อมต่อพื้นที่พลาซาและส่วนอาศัยหลัก กลายเป็นพื้นที่เปิดโล่งขนาดใหญ่ที่ Flexible พร้อมปรับเปลี่ยนการใช้งานได้ตามความเหมาะสม

Dtips : การติดตั้งระแนงไม้ในบริเวณนี้ จึงไม่ใช้ระบบโครงเคร่ายิงสกรูในแบบดั้งเดิม แต่จะใช้วิธีการร้อยสกรูยาว 1 เมตรในบริเวณกลางท่อนไม้คั่นด้วยเหล็กปลอก ขนาด 9 มม. เพื่อจัดระยะ ทำให้ระแนงไม้แข็งแรงและสวยงามทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

Modern Tropical ความเรียบง่าย ที่ใกล้ชิดธรรมชาติ

ก้าวพ้นจากส่วนพลาซา เราจะเจอกับ Main Courtyard ที่ถูกออกแบบขึ้นให้โอบล้อมฟังก์ชันต่างๆ ของการอยู่อาศัยทั้ง 3 ด้าน เป็นวิวธรรมชาติส่วนตัวที่ไม่ว่าจะใช้งานอยู่ภายในพื้นที่ใดก็สามารถมองเห็นและทักทายธรรมชาติได้อย่างใกล้ชิด อีกทั้ง ผนังระแนงไม้โปร่งทั้ง 6 ยังรับลมธรรมชาติจากบริเวณด้านหน้าบ้านให้โฟลวเข้าสู่การใช้งานภายในได้อย่างสะดวก  

“บ้านเชียงใหม่เกือบทุกหลังในบริเวณนี้ วิวดอยสุเทพจะอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งแปลว่าถ้าเราอยากได้วิวทิวเขาพร้อมดอยสุเทพ ก็ต้องยอมแลกมาด้วยความร้อนบ้าง ซึ่งพอเราเห็นวิวสถานที่ มันก็ต้องยอมแลกจริงๆ เพราะสวยมาก เราเลยพยายามออกแบบบางส่วนของบ้านด้วยช่องเปิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยต้องไม่รับความร้อนเข้ามาจนทำให้บ้านอยู่ไม่สบาย” สถาปนิกเล่า

ทางสัญจรหลักภายในบ้านออกแบบให้อยู่ชิดภายในติดกับคอร์ดยาร์ด ทำให้ผู้อยู่อาศัยมองเห็นธรรมชาติ ไม่ว่ากลับจากทำงานหรือกำลังจะออกไปจากบ้าน อย่างน้อยได้พักสายตาจากพื้นที่สีเขียวบ้าง ก็ช่วยเติมพลังระหว่างวันได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่คุ้นชินกับการอยู่อาศัยภายในตึกแถวมาแต่เดิม เจ้าของบ้านต้องการสวนสีเขียวที่ดูแลง่าย จึงเลือกไม้ประธานต้นใหญ่อย่าง ต้นลูกหว้า และสนามหญ้ามาเลเซียที่สามารถเติบโตภายในพื้นที่ร่มได้

นอกจากพื้นที่รับประทานอาหารบริเวณชั้น 1 จะทำหน้าที่เชื่อมโยงบ้านสองหลังเข้าไว้ด้วยกันแล้ว บริเวณชั้น 2 สถาปนิกออกแบบสะพานทอดยาว 6 เมตรในช่องเปิดระดับสายตา ที่มองเห็นวิวพระธาตุดอยสุเทพในเวลากลางคืน ในขณะเดียวกันสะพานนี้ยังสามารถเดินชมวิวสวนในยามเช้าได้เช่นกัน

เพื่อให้บ้านโปร่ง โล่ง พร้อมระบายอากาศให้หมุนเวียนได้มากที่สุด คุณวีออกแบบสเปซห้องรับประทานอาหารที่เปรียบเสมือนไฮท์ไลท์ของบ้านให้เป็น Double Volume รวมไปถึงบริเวณโถงนั่งเล่นของบ้านปีกซ้าย ด้วยการยื่นอาคารชั้น 2 ออกมาประมาณ 5 เมตร (เท่ากับความยาวของห้องนั่งเล่น) เป็นข้อดีที่ทำให้รูปลักษณ์ของบ้านภายนอกดูสมดุล ไม่แบนจนไร้มิติ และที่สำคัญคือ การได้พื้นที่โถงสูงในแบบ Double Volume เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งจุด กลายเป็นฟังก์ชันห้องนั่งเล่นหลักของครอบครัว

Dtips : โครงสร้างคานยื่นในแบบ Cantilever ถูกวางอยู่บนคานคู่ขนาน ขนาด 1 เมตรที่ยื่นออกจากผนังคอนกรีตขนาดใหญ่ 1 คู่ ซึ่งปลายคานนั้นจะถูกดึงกลับมาที่ยอดผนังระดับหลังคาด้วยเหล็กอีก 1 เส้น บริเวณโถงนั่งเล่นจึงไม่จำเป็นต้องมีคานเพื่อรับน้ำหนัก ทำให้ได้ผนังกระจก 2 ด้าน ที่สามารถเปิดรับวิวธรรมชาติได้แบบเต็มบาน

วัสดุของอาคารยังสะท้อนรูปลักษณ์ความเป็นบ้าน Tropical  Modern ที่ประกอบร่างจากการใช้พื้นกระเบื้องลายหิน พื้นคอนกรีตลายหิน ผนังพ่นหิน หรือผนังทาสี ภาพรวมของบริเวณชั้น 1 ทั้งหมดจึงดูแข็งแกร่งเป็นฐานของอาคาร ในขณะที่บริเวณชั้น 2 จะถูกออกแบบในโทนสีสว่างกว่า เพื่อให้อาคารมีรูปทรงที่ชัดเจน ดูเบาและโดดเด่นมากขึ้น

บริเวณภายนอกที่ต่อเนื่องเข้าสู่ภายใน สอดแทรกบรรยากาศธรรมชาติ ด้วยไม้คอนวูดสีสักโปร่งแสง ที่แบ่งแยกองค์ประกอบของอาคารอย่างชัดเจน โดยสถาปนิกยังมีการออกแบบบัวผนังเป็นเส้นบางๆ ขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ตลอดแนวยอดของผนัง เพื่อเก็บรายละเอียด ให้สีและอาคารดูคม

นอกจากเสน่ห์ของบ้านหลังนี้ คือพื้นที่ส่วนกลางที่พาให้ครอบครัวขยายกลับมาใกล้ชิดและผูกพันกันกว่าที่เคย ความเรียบง่ายจากสเปซ แสงเงา และความเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการออกแบบยังส่งต่อบรรยากาศที่ทำให้บ้านมีความหมาย มีอารมณ์ ความรู้สึกของผู้คน ธรรมชาติที่อบอุ่นอบอวลอยู่ภายในบ้านแฝด Tropical  Modern ของสองครอบครัว  
Location : ถนนแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
Gross Built Area : 600 ตารางเมตร
Architect: PLADIB ARCHITECT
Structure Engineer : WTD Co.,Ltd
Contractor : Perfect Building Home
Photograph : Rungkit Charoenwat

Writer
Rangsima Arunthanavut

Rangsima Arunthanavut

Landscape Architect ที่เชื่อว่าแรงบันดาลใจในงานออกแบบ สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสิ่งรอบตัว และการบอกเล่าเรื่องราวการออกแบบผ่าน 'ตัวอักษร' ทำให้งานออกแบบที่ดี 'มีตัวตน' ขึ้นมาบนโลกใบนี้

Nirvana BEYOND พระราม 2 กับ 10 เหตุผลที่จะทำให้คุณหลงรักมากกว่าที่เคย

Nirvana BEYOND พระราม 2
กับ 10 เหตุผลที่จะทำให้คุณหลงรักมากกว่าที่เคย

ในวันที่เหนื่อยล้า จะมีอะไรดีกว่าการได้กลับมาถึงบ้านแห่งความรัก ความสุข ความสวยงาม และความสดชื่น องค์ประกอบทั้งหมดนี้เองที่ Nirvana BEYOND พระราม 2 ยกขึ้นมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์บ้านเพื่อตอบทุกความต้องการของไลฟ์สไตล์ที่แตกต่าง ทั้งในแง่ของฟังก์ชั่นการใช้งาน และมุมมองด้านงานดีไซน์

มากกว่าที่ตาเห็นคือเรื่องราวของ Nirvana BEYOND พระราม 2 ที่จะพาคุณเข้าไปสำรวจบ้านหลังนี้อย่างละเอียดในทุกดีเทล เพราะทั้งหมดถูกคิดค้นและสร้างสรรค์มาเพื่อความต้องการของสมาชิกทุกคนในครอบครัวอย่างแท้จริง และต่อไปนี้คือ 10 เหตุผลที่ Nirvana BEYOND พระราม 2 โครงการบ้านเดี่ยวติดถนนพระราม 2 ซึ่งรายล้อมด้วยความสะดวกสบาย สาธารณูปโภค และสถาปัตยกรรม จะทำให้คุณหลงรักบ้านของครอบครัวหลังนี้มากกว่าที่คิด

01 ออกแบบจากประสบการณ์การอยู่อาศัยจริง

NIRVANA BEYOND พระราม 2 คือบ้านเดี่ยวที่เป็นมากกว่าบ้านที่จะเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิตของคุณให้เกิดความแตกต่าง และอยู่อาศัยอย่างลงตัว แต่ละพื้นที่ของโครงการถูกออกแบบอย่างมีเอกลักษณ์ คิดและจัดสรรพื้นที่ทางสถาปัตยกรรมที่ตอบกับความงามทั้งนอกบ้าน และความต้องการใช้งานพื้นที่ภายในบ้านอย่างครอบคลุม ผ่านการคิดจากมุมมองและประสบการณ์ของผู้ใช้งานจริง นำมาสู่การสร้างสรรค์รูปทรงอาคาร และจัดวางฟังก์ชั่นภายในบ้านให้สามารถใช้งานทุกส่วนในบ้านได้เต็มที่ตลอดทั้งวัน

1st Floor
2nd Floor
3rd Floor

บนพื้นที่ใช้สอยทั้ง 3 ชั้นของบ้านถูกจัดสรรพื้นที่ภายในแต่ละห้องให้สามารถใช้งานได้แบบเต็มๆ อย่างพื้นที่ห้องนั่งเล่นที่เปิดมุมมองออกไปยังสระว่ายน้ำและบรรยากาศนอกบ้าน และโดยเฉพาะในห้องนอนแต่ละห้องที่จัดวางเป็นทั้งพื้นที่พักผ่อนและทำงานอย่างเป็นสัดส่วน เรียกว่าใช้งานห้องนอนได้ยาวๆ ตลอดทั้งวันและทุกวันได้อย่างสะดวกสบายพร้อมฟังก์ชั่นครบถ้วนสำหรับการใช้ชีวิต

02 ตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่หลายเจเนอร์เรชั่น

จุดเด่นข้อสำคัญของบ้านในโครงการ Nirvana BEYOND พระราม 2 คือ การเป็นบ้านที่ถูกออกแบบสำหรับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะมีช่วงอายุหลากหลายแค่ไหนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานถูกออกแบบเพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์และทุกการใช้งานของทุกคนในครอบครัว ยกตัวอย่างบ้าน Type Pride ที่มีพื้นที่ใช้สอย 550 ตารางเมตร มาพร้อมกับ 5 ห้องนอนที่กว้างขวางและห้องน้ำในตัว สมาชิกในบ้านทุกคนจึงสามารถทำกิจกรรมภายในห้องได้อย่างเป็นส่วนตัว แต่ยังคงเชื่อมต่อกับสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในทุกวัน

และความพิเศษอีกประการของ Nirvana BEYOND พระราม 2 ที่ต่างจาก BEYOND โครงการอื่นๆ นั่นคือนอกจากบ้าน 3 ชั้นที่เราคุ้นเคยแล้ว โครงการนี้ยังมีแบบบ้าน 2 ชั้น ให้คุณได้เลือกรูปแบบของบ้านที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้ชีวิต กับ 10 ไทป์ของบ้าน ที่ให้คุณเลือกได้ตั้งแต่พื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน การจัดสรรห้องนอน ห้องน้ำ ที่จอดรถ ไปจนถึงรูปแบบของสวนที่มีทั้งคอร์ตสวนกลางหรือสวนรอบบ้านตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละครอบครัว

03 บรรยากาศสบาย ใช้งานได้เต็มที่

เพราะชั้นล่างเป็นชั้นที่เชื่อมต่อกับพื้นดินและพื้นที่สวน จึงจัดสรรชั้นล่างให้เป็นพื้นที่รับประทานอาหาร พื้นที่สำคัญสำหรับครอบครัว ซึ่งกว้างขวางเพียงพอสำหรับสมาชิกครอบครัวและกิจกรรมความชื่นชอบในการสังสรรค์ที่หลากหลาย หรือจะครีเอตเป็นบาร์สำหรับนั่งแฮงก์เอาต์แบบสบายๆ และยังเชื่อมต่อกับคอร์ตสวนตรงกลางบ้าน ที่ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับทุกมื้ออาหาร และการใช้ชีวิต

รวมทั้งในเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานที่จัดวางพื้นที่ครัวถัดจากที่จอดรถ จึงสามารถขนของเข้าครัวได้อย่างสะดวกสบาย และรักษาบรรยากาศของมุมพักผ่อนของบ้านในแต่ละส่วนได้อย่างลงตัว

04 Customize ตามไลฟ์สไตล์อย่างที่ต้องการ

เพราะคอนเซ็ปต์ของ Nirvana BEYOND คือบ้านสั่งสร้าง บ้านหลังนี้จึงเลือกสเป็คของฟินนิชชิ่งได้ตามความชื่นชอบ ตอบความต้องการในเรื่องดีไซน์และไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณได้อย่างละเอียดไปจนถึงจุดเล็กจุดน้อย ตั้งแต่เรื่องวัสดุปิดผิว เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน ไปจนถึงสุขภัณฑ์ และแอคเซสซอรี่เพิ่มเติมในบ้าน โดยสามารถเลือกได้ตั้งแต่เริ่มต้น จึงไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนเพื่อเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งหมด อีกทั้งยังสวยงามพร้อมเข้าอยู่ได้ทันทีในแบบที่เป็นบ้านในฝันอย่างแท้จริง

โดยทาง Nirvana BEYOND มีทีม Crafted by Nirvana Architect เป็นผู้แนะนำในด้านงานตกแต่งภายใน ตั้งแต่การเลือกสรรและจับคู่วัสดุปิดผิวให้เข้ากับแต่ละสไตล์อย่างที่ใจต้องการ โดยคำนึงถึงเรื่องความเหมาะสมในการใช้งานพื้นที่ ไปพร้อมกับความงามที่จะอยู่คู่กับบ้านไปแสนนาน

05 ห้องนอนผู้สูงอายุที่ใช้เวลาทั้งวันได้อย่างมีความสุข

ด้วยจุดเด่นที่ตอบโจทย์ครอบครัวใหญ่หลายเจเนอร์เรชั่น ห้องนอนส่วนตัวชั้นล่างจึงถูกออกแบบให้เป็นห้องนอนของผู้สูงอายุ ซึ่งออกแบบทั้งพื้นที่ภายในให้สามารถทำกิจกรรมต่างๆ และใช้ชีวิตภายในห้องตลอดทั้งวันได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งส่วนนั่งเล่น มินิบาร์ และห้องน้ำในตัว การเลือกวัสดุที่เหมาะสำหรับกิจกรรมของผู้ใหญ่ ทั้งพื้นกันกระแทกและราวจับในห้องน้ำ รวมทั้งเชื่อมโยงทัศนวิสัยไปกับสวนสีเขียวของคอร์ตกลางให้สัมผัสใกล้ชิดธรรมชาติ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกับร่างกายและจิตใจ

หรือสำหรับบ้านที่มีความต้องการที่แตกต่าง สามารถปรับเปลี่ยนห้องนอนชั้นล่างนี้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ได้ตามความต้องการใช้งานเฉพาะของแต่ละครอบครัว อาจจะเป็นห้องหนังสือที่เปิดรับกับบรรยากาศสีเขียวของสวนชั้นล่าง หรือจะเป็นห้องเด็ก สำหรับลูกรักตัวน้อยได้เชื่อมต่อพื้นที่เล่นกับสวนนอกบ้าน ก็ทำได้เช่นกัน

06 ห้องนอนทุกห้อง คือห้องนอนใหญ่

คอนเซ็ปต์ที่ชัดเจนอีกอย่างของ Nirvana BEYOND คือห้องนอนทุกห้องเป็นห้องนอนใหญ่ อยู่ได้จริง และอยู่ได้ระยะยาว ด้วยความตั้งใจในการออกแบบที่ต้องการให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่อยู่ต่อไปได้ยาวๆ ตลอดชีวิต และต่อเนื่องไปอีกหลายเจนเนอเรชั่น เป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นและเป็นสุข พื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านรวมทั้งห้องนอนจึงถูกออกแบบเผื่อให้ทุกคนอยู่อาศัยและใช้ชีวิตได้จริงอย่างเป็นส่วนตัว  

07 ห้องนอนมาสเตอร์กับ Walk-in Closet แบบจุใจ

ห้องนอนมาสเตอร์ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานแบบจุใจ จัดสรรพื้นที่ส่วนตัวแยกออกมาจากตัวบ้านหลักด้วย Connecting Bridge เดินข้ามมาเพื่อบอกว่าถึงโซนที่เป็นส่วนตัวของห้องนอนแล้ว พื้นที่ใช้งานกว้างขวางเริ่มตั้งแต่โซนนั่งเล่นที่สามารถพักผ่อนหย่อนใจอย่างเป็นส่วนตัวได้แบบยาวๆ กับโซฟาคู่ใจ เชื่อมต่อไปยังพื้นที่พักผ่อนที่สามารถนอนเหยียดดูโทรทัศน์แบบสบายก็ได้เช่นกัน

สู่ส่วนหลังสุดของห้องคือ Walk-in Closet ที่จัดสรรการใช้งานอย่างเป็นสัดส่วน และเตรียมพื้นที่ให้เหมือนเป็นแกลเลอรี่ขนาดย่อม เพราะกวาดสายตามองได้รอบๆ จึงสามารถเลือกเสื้อผ้าสำหรับลุคประจำวันได้อย่างมั่นใจ พร้อมกับห้องน้ำขนาดใหญ่ที่ให้คุณผ่อนคลายจากความวุ่นวายภายนอกที่ผ่านมาตลอดทั้งวัน

08 ลิฟต์โดยสาร เชื่อมต่อความสุขอย่างไม่มีจำกัด

เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ และสมาชิกทุกวัยภายในบ้านให้สามารถเชื่อมต่อกับทุกชั้นได้อย่างสะดวกสบายด้วยลิฟต์โดยสาร จึงสามารถใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างอิสระ ไม่ว่าจะขึ้นสู่ห้องนั่งเล่นชั้นสอง พื้นที่สำหรับรวมตัวทุกคนในครอบครัว ซึ่งเปิดมุมมองที่ดีที่สุดของบ้านกับบรรยากาศทัศนียภาพภายในโครงการที่สวยงามด้วยการยกระบบไฟฟ้าลงไปไว้ใต้ดิน รวมถึงเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวของบ้าน หรือจะย้ายขึ้นไปบนห้องนอนชั้น 3 ก็สะดวกสบายสำหรับทุกวัยของสมาชิกในครอบครัว

09 Connecting Bridge สะพานเชื่อมความสัมพันธ์ของครอบครัว

สะพานเชื่อมภายในบ้านกลายเป็นลายเซ็นของ Nirvana BEYOND ไปแล้ว และกับโครงการพระราม 2 ก็เช่นเดียวกัน สะพานที่เชื่อมจากห้องนั่งเล่นไปยังห้องนอนหลักออกแบบมาเพื่อให้ทุกพื้นที่คงความเป็นส่วนตัวเอาไว้ได้อย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกัน สะพานก็ทำหน้าที่เป็นจุดสังเกตการณ์ เชื่อมโยงทุกกิจกรรม ทุกความรู้สึก และทุกความผูกพันกับสมาชิกทุกคนในครอบครัว ให้ยังมองเห็นกันได้อยู่เสมอ

10 อยู่อาศัยในสภาพแวดล้อมที่ดี พร้อมเพื่อนบ้านคุณภาพ

สิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านที่ดีเกิดจากการใช้ชีวิตไปพร้อมกับการจัดการสถาปัตยกรรมที่ดี ด้วยดีไซน์ของบ้านที่แตกต่างถึง 10 ไทป์ตามไลฟ์สไตล์ความต้องการที่แตกต่าง ความใส่ใจในงานดีไซน์สถาปัตยกรรม พื้นที่สวนสีเขียว และพื้นที่ส่วนกลางทั้งฟิตเนส สวนส่วนกลาง สระว่ายน้ำระบบเกลือ และคลับเฮ้าส์ ที่เพียบพร้อมสำหรับวันพักผ่อน ทั้งหมดนี้จะช่วยสร้างให้เป็นสภาพแวดล้อมที่ดีของการอยู่อาศัย ด้วยความเชื่อว่าสถาปัตยกรรมของบ้านและการสร้างชุมชนที่ดี คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีคุณภาพ  

พบกับประสบการณ์และไลฟ์สไตล์แห่งความสุขของครอบครัวได้ด้วยตัวเองที่ Nirvana BEYOND พระราม 2 บ้านเดี่ยวติดถนนใหญ่ พระราม 2 เข้าเมืองสะดวกด้วยทางด่วนเชื่อมต่อใจกลางเมือง บนทำเลใกล้กับสาธารณูปโภคเพื่อการอยู่อาศัยอย่างครบครัน และห่างจากเซ็นทรัลพระราม 2 เพียง 15 นาที ราคาเริ่มต้นที่ 15-40 ล้านบาท รายละเอียดเพิ่มเติมเยี่ยมชมได้ที่โครงการ หรือ  nirvana.ly/DsignsomethingxRM2

Writer
Nathanich Chaidee

Nathanich Chaidee

อดีตนักเรียนสัตวแพทย์ผู้หลงใหลในเส้นสายสถาปัตยกรรม ก่อนผันตัวเองมาเรียน'ถาปัตย์ และเลือกเดินบนถนนสายนักเขียนหลังเรียนจบ สามสิ่งในชีวิตที่ชอบตอนนี้คือ การได้ติ่ง ไปญี่ปุ่น และทำสีผม

คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ สถาปนิกที่นำทางตนเองด้วยความรู้สึกจากสัญชาตญาณ และออกแบบสถาปัตยกรรมผ่านความรู้สึกของการอยากกลับบ้าน

คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ
สถาปนิกที่นำทางตนเองด้วยความรู้สึกจากสัญชาตญาณ
และออกแบบสถาปัตยกรรมผ่านความรู้สึกของการอยากกลับบ้าน

 

ถ้อยคำต่อไปนี้ คือมุมมองและเรื่องราวเส้นทางของนักออกแบบบ้าน คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มสนใจเส้นสายของสถาปัตยกรรม และค่อยๆ เติบโตจากสถาปนิกระดับจูเนียร์ ซีเนียร์ จนวันนี้คุณโป้งได้กลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารของบริษัทรับออกแบบบ้าน Architects49 House Design Limited หรือ A49HD ที่เลือกมองความรู้สึกของการอยากกลับบ้านเข้ามาเป็นหนึ่งในวิธีคิดเสมอ และนำเสนอความรู้สึกใหม่ๆ ที่ช่วยสร้างความประหลาดใจให้กับผู้อยู่อาศัยผ่านรูปแบบของสถาปัตยกรรมสไตล์โมเดิร์น

(คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะนั่งทำงาน)

จุดเริ่มต้นของสัญชาตญาณสถาปนิก

วัยเด็กของคุณโป้ง เดิมทีเคยเป็นหนุ่มน้อยที่ช่างสังเกตและหมั่นตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวที่รู้สึกสงสัยใครรู้ ว่าสิ่งนั้นคืออะไรและมีที่มาที่ไปอย่างไรบ้าง ซึ่งแน่นอนว่ารวมไปถึงที่มาของงานดีไซน์บ้านหลังสวยๆ ที่คุณโป้งได้มีโอกาสพบเห็นและสะดุดตา เกิดเป็นคำถามว่าใครกันคือผู้สร้างสรรค์สิ่งเหล่านี้ ก่อนจะค้นพบคำตอบในเวลาต่อมาว่าสิ่งนี้คือสถาปัตยกรรมรูปแบบหนึ่งที่รังสรรค์ขึ้นโดยบุคคลที่ถูกเอ่ยเรียกในวิชาชีพว่า ‘สถาปนิก’ และจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่วงการสถาปนิกของคุณโป้งจึงได้เริ่มขึ้นนับแต่วันนั้น

“วันที่โรงเรียนพาเราไปทัศนศึกษาตามคณะต่างๆ ที่เจ้าคุณทหารลาดกระบัง นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจ” คุณโป้งเล่าย้อนถึงความรู้สึกแรกเริ่มที่ยังคงจดจำได้ดีว่าตนเองนั้นเลือกเดินทางในสายวิชาชีพสถาปนิกด้วยเหตุผลอะไร โดยเรื่องราวได้เกิดจากความประจวบเหมาะภายในกิจกรรมออกทัศนศึกษาของโรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการ ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้เข้าไปสัมผัสกับแต่ละคณะในรั้วมหาวิทยาลัย จนคุณโป้งได้ค้นพบตัวเองผ่านการเดินชมนิทรรศการผลงานวิทยานิพนธ์ของรุ่นพี่จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่เข้ามาตอกย้ำและจุดประกายสัญชาตญาณนักออกแบบในตัวคุณโป้งให้ตัดสินใจได้อย่างแน่วแน่ว่า ตนเองนั้นคือใครและจะสอบเอ็นทรานซ์เข้าคณะอะไรโดยไม่ลังเล

(คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะนั่งทำงาน)

หลังจากคุณโป้งได้เข้าศึกษาในนระดับอุดมศึกษาที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าคุณทหารลาดกระบังตามอย่างใจหวัง จนถึงเวลาต้องเข้าสู่สนามจริงกับบทบาทของนักศึกษาฝึกงาน คุณโป้งเลือกบริษัทสถาปนิกชื่อดังระดับประเทศ อย่าง บริษัท สถาปนิก49 หรือ A49 เป็นสถานที่เพาะเมล็ดพันธุ์นักออกแบบของตน สู่การเจริญงอกงามตามเส้นทางใต้ร่มเงาของบริษัท A49 จนถึงวันนี้ที่คุณโป้งได้เก้าขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารและกลายเป็นร่มเงาให้กับสถาปนิกรุ่นใหม่ต่อไป

(คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะให้สัมภาษณ์)

ร่มเงาที่พร้อมแตกกิ่งออกใบ

              กว่าจะเป็นร่มเงาและก้าวขึ้นมาเป็นผู้ให้คำแนะนำกับสถาปนิกรุ่นน้องได้อย่างทุกวันนี้ ระหว่างทางการแตกกิ่งออกใบของคุณโป้งนั้นไม่เคยง่าย เพราะคุณโป้งได้เล่าถึงจุดพลิกแพลงหลังจากทำงานมาได้สักระยะหนึ่งว่าตนนั้นยังคงเกิดข้อสงสัยกับสถาปัตยกรรมบางรูปแบบ อีกทั้งยังสนใจกับการค้นหาคำตอบของสถาปัตยกรรมในโลกดิจิตอลบนรูปฟอร์มสวยๆ หรือพาราเมตริกแบบล้ำๆ

ซึ่งจุดนี้เองที่เป็นจุดพลิกแพลงกับเส้นทางการเป็นสถาปนิกของคุณโป้งให้ถึงเวลาต้องออกเดินทางเพื่อเพาะเมล็ดพันธุ์นักออกแบบอีกครั้ง ด้วยการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทที่ University of California, Berkeley, M.Arch (Honors) ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อกลับมาต่อยอดวิชาชีพสถาปนิกในประเทศไทยด้วยพลังสร้างสรรค์อันบันเจิด และแผ่กิ่งก้านออกใบในครอบครัว A49 จนเป็นบริษัท A49HD หรือบริษัทในเครือที่แยกออกมาเพื่อรับออกแบบบ้านโดยเฉพาะ

(CMG PLACE, PHNOM PENH, CAMBODIA)
(INFINITY HOUSE)
(INFINITY HOUSE)
(คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะพาเดินชมบรรยากาศภายในสำนักงาน)

ขึ้นชื่อว่าสถาปนิกออกแบบบ้าน

              “เคยเจอวันหนักๆ หรือเหนื่อยล้ามากๆ แล้วรู้สึกอยากกลับบ้านไหม?” คุณโป้งถามกลับและขยายความให้ฟังว่า จริงอยู่ที่วัยเด็กคุณโป้งเคยมองสถาปัตยกรรมเป็นเพียงสิ่งสวยงาม แต่เมื่อได้เข้ามารับบทบาทเป็นสถาปนิกแล้วจึงพบว่า หน้าที่ของสถาปนิกออกแบบบ้านที่แท้จริงนั้นไม่ใช่เพียงแค่จะดีไซน์อย่างไรให้ออกมาสวย แต่จะต้องออกแบบบ้านให้เป็นพื้นที่ที่ผู้อยู่อาศัยรู้สึกพอใจ และตอบรับกับความรู้สึกในการพักอาศัยของเขาได้อย่างตรงจุด

หากยกตัวอย่างวิธีการตีความกันเอาง่ายๆ ในมุมคุณโป้ง นั่นคือการมองย้อนกลับมาที่ตนเองว่าความรู้สึกของช่วงเวลาที่อยากกลับบ้านนั้นเป็นอย่างไร ผนวกกับการทำความสนิทสนมพูดคุยกับโปรแกรมหรือเจ้าของบ้าน ซึ่งจะช่วยให้สามารถเห็นถึงความสำคัญและตีความกับความรู้สึกต่างๆ ได้ละเอียดมากขึ้น เพราะในบางมุมสิ่งที่สถาปนิกมองว่าดีก็อาจไม่ได้ดีต่อตัวเจ้าของบ้านเสมอไป

เมื่อขึ้นชื่อว่าสถาปนิกออกแบบบ้าน คุณโป้งไม่เคยปฏิเสธกับตนเองและวิชาชีพนี้ว่าสถาปัตยกรรมประเภทที่พักอาศัยนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ต้องใส่ใจ ในแง่ของแนวคิดนั้นจึงมองเพียงแค่ส่วนของนามธรรมเห็นจะไม่ได้ แต่ต้องเน้นย้ำในส่วนของรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้จริงบนการสร้างสรรค์พื้นที่ให้ตอบโจทย์กับความรู้สึกของผู้อยู่อาศัย ขณะเดียวกันในมุมของผู้ออกแบบก็ต้องสอดแทรกความรู้สึกประหลาดให้กับพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านได้อย่างโดดเด่นด้วย

คุณโป้งเสริมว่า รูปฟอร์มของสถาปัตยกรรมที่คุณโป้งได้ทำการออกแบบเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นโจทย์ที่เจ้าของบ้านได้ยื่นให้ก่อนนำกลับมาตีความ แต่ยังนำเสนอด้วยความหลงใหลและแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุค 60 ของคุณโป้งที่เคยมีมาตั้งแต่วัยเรียน ไม่ว่าจะเป็นแรงบันดาลใจจากผลงานของ Mies van der Rohe, Le Corbusier, Richard Neutra, Frank Lloyd Wright และ Kerry Hill รวมถึงสถาปนิกท่านอื่นอีกหลายๆ คนที่คุณโป้งได้เคยศึกษาและเก็บพลังแนวคิดที่สร้างสรรค์เหล่านี้มาใช้กับงานในปัจจุบัน จนเกิดเป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นหรือบ้านสไตล์โมเดิร์นที่เป็นภาพจำและเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบ A49HD อย่างที่เห็น

(คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะทำงานกับทีม)

ความสุขของสถาปนิก

              “ความสุขในการเป็นสถาปนิกของผม อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่ความสำเร็จของผลงานออกแบบนั้นๆ แต่รวมไปถึงความสุขที่เราได้มอบให้กับเจ้าของบ้านหรือความสุขของน้องๆ ในทีมที่ได้ฝ่าฟันชิ้นงานต่างๆ มาด้วยกัน แบบนี้น่าจะเป็นความสุขในแง่มุมของผมมากกว่า”

              แม้ปลายทางของแต่ละผลงานออกแบบจาก A49HD จะการันตีความสำเร็จด้วยรางวัลมากมายจนนับไม่ถ้วน แต่เรื่องราวระหว่างทางของผลงานแต่ละชิ้นกลับเป็นสิ่งที่คุณโป้งสัมผัสได้ถึงความสุขที่เข้ามาเติมเต็มบทบาทของสถาปนิกคนหนึ่งให้อิ่มเอมจนเกิดเป็นทัศนคติในการทำงานที่ดี และถ่ายทอดพลังเหล่านี้ไปสู่บรรยากาศในการทำงานด้วยความเข้าอกเข้าใจ อย่างประโยคทิ้งท้ายจากคุณโป้งที่ว่า “ถ้าคนๆ หนึ่งมีความสุข อาทิเช่นผม และหนึ่งคนรวมกันเป็นหลายๆ คนมีความสุข สังคมเราก็อาจเต็มไปด้วยทัศนคติที่ดีและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นก็ได้”

(VILLA JOSEFINA, DAVAO CITY, PHILIPPINES)
(LAKE HOUSE)
(คุณโป้ง-วรนล สัตยวินิจ ขณะให้สัมภาษณ์)

จากสถาปนิกระดับจูเนียร์ที่ค่อยๆ เติบโตจนก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารขององค์กรระดับประเทศ คุณโป้งได้เปรียบเทียบบทบาทของตัวเองในเวลานี้เพื่อฝากถึงรุ่นน้องสถาปนิกให้ฟังว่า “แปลกดีที่ทุกวันนี้เราต้องเปรียบตัวให้เหมือนเป็ดเข้าไว้ เพราะการเป็นสถาปนิกไม่ใช่ทำแค่ส่วนของดีไซน์แล้วงานจะจบเลย แต่เรายังต้องใช้ทักษะด้านการสื่อสารและการบริหารจัดการอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งผิดกับที่สถาปนิกจบใหม่หรือแม้แต่ผมเองในวัยเด็กเคยคิดว่าการเป็นสถาปนิกคงเป็นแค่ผู้ออกแบบดีไซน์สวยๆ เท่านั้น สำคัญคือเราไม่ต้องเร่งรีบและค่อยๆ ปล่อยให้ทุกอย่างตะตระกอนไปตามกาลเวลาจะดีกว่า ซึ่งวันนั้นเราก็อาจค้นพบทั้งความสุขและความสำเร็จก็ได้”

คุณโป้ง – คุณวรนล สัตยวินิจ
สถาปนิก และ Executive Director บริษัท Architects49 House Design Limited (A49HD)
B.Arch(Honors), King Mongkut’s Institute of Technology, Ladkrabang, Bangkok, Thailand, 2002
M.Arch(Honors), University of California, Berkeley, USA, 2010

 

Writer

99.99 บ้านที่ให้ประสบการณ์ ประสาทสัมผัส ของการอยู่ดีมีสุขภายใต้ความเงียบสงบแบบไทย

99.99
บ้านที่ให้ประสบการณ์ ประสาทสัมผัส ของการอยู่ดีมีสุขภายใต้ความเงียบสงบแบบไทย

จากพื้นฐานของบ้านที่ต้องการสร้างใหม่บนที่ดินเปล่าภายในโครงการ ซึ่งมีความตั้งใจเดิมเป็นโครงการบ้านสไตล์ไทย พร้อมสภาพแวดล้อมบ้านหลังคาหน้าจั่ว แบบโอเรียนทอลสไตล์ สถาปนิกจึงนำเสนอแนวคิดที่พักอาศัย ภายใต้ความเป็นไปได้ในบริบท ‘Sense of Well-Being and Tranquility in Transformed Thai Ambience’ 

การออกแบบสถาปัตยกรรมร้อยเรียงพื้นที่เข้าหากัน ในแง่ ที่ว่าง รูปทรง ลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมที่ว่างเข้ากับที่ว่าง พื้นที่แคบสู่พื้นที่กว้าง หรือ คอร์ทเล็กไปหาคอร์ทใหญ่ คอร์ทหน้าไปหาคอร์ทกลาง อิงพื้นเพความเป็นไทยในบรรยากาศสากล หรือจะเป็นรูปทรง พื้นฐานสามเหลี่ยมหน้าจั่วที่เรียบง่าย สะท้อนตัวแทนคำว่าบ้าน และแสดงอัตลักษณ์ไทยในรูปแบบที่เปลี่ยนไป  หรือแม้แต่การเปิดให้ลมและแสงธรรมชาติไหลผ่านจากพื้นที่สู่พื้นที่ 

รับรู้ รูป รส กลิ่น แสง และเวลา  ผ่านวัสดุไม้สักที่สร้างแพทเทิร์น ถี่ ห่าง ล้อเลียนรูปแบบธรรมชาติ  รวมถึงวัสดุหินฟอสซิล ที่มีการทำผิวสัมผัสพิเศษ สร้างความแข็งแกร่งของหินในอารมณ์ที่อ่อนโยนพร้อมแพทเทิร์นที่เล่นแสงในช่วงเวลาที่แตกต่าง สร้างความคอนทราสของอารมณ์ด้วยวัสดุเหล็ก ที่มอบประสบการณ์สมัยใหม่ ชัด และคม เหนือกาลเวลา 

ภาพแปลนชั้น 1
ภาพแปลนชั้น 2

*คำอธิบายทั้งหมดโดยผู้ออกแบบ (Text description by the architects)

Credits ;
Location :
Suanluang Bangkok
Gross Built Area: 989 ตารางเมตร
Completion Year :  2020

Architecture Firm: Architecture and Interior Office
Lead Architects: คุณโกวิทย์ สุริยาพร 
Landscape Designer: คุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ Wallasia
Photographer: By Architecture and Interior Office

#11 II /Number Eleven the Second/ ความทรงจำเก่าที่ถูกบรรจุไว้ภายในอาคารลูกผสมไทย-โมเดิร์น

#11 II /Number Eleven the Second/
ความทรงจำเก่าที่ถูกบรรจุไว้ภายในอาคารลูกผสมไทย-โมเดิร์น

ใครเล่าจะรู้ว่ารูปลักษณ์ของอาคารลูกครึ่งไทย-โมเดิร์นที่ระบุตัวตนได้ชัดเจนตั้งแต่แรกเห็น จะเป็นผลลัพธ์ของการออกแบบที่ คุณบี วิทยถาวรวงศ์ เจ้าของบ้านและสถาปนิกจาก Beautbureau Co., Ltd. ไม่ได้คาดหมายหรือมีภาพตั้งต้นไว้แต่เริ่มแรก หากแต่ก่อร่างขึ้นเองในกระบวนการออกแบบ เมื่อจัดวางสเปซตามความต้องการใช้งานและฟังก์ชัน หยิบยกหลายองค์ประกอบจากความชอบและความคุ้นเคยส่วนตัวมาผสมผสานกันจนออกมาเป็นบ้านหลังใหม่ คุณบีจึงได้ย้อนกลับมานั่งทบทวนตัวเองอีกครั้งในฐานะผู้ออกแบบและผู้ใช้งานสเปซที่ตนเองวาดขึ้นกับมือ

“มันเป็นความประหลาดเหมือนกัน เพราะเรียกได้ว่าเราจับนู่นนิดนี่หน่อยมาผสมกัน ด้วยวิธีการที่เราต้องออกแบบให้เข้ากับไซต์ที่มี ด้วยโปรแกรมที่มีทั้งออฟฟิศและส่วนที่เป็นบ้าน พอเราทำบ้านหลังนี้เสร็จแล้ว ใช้สเปซแล้ว เราถึงมาคิดได้ว่า การออกแบบในลักษณะนี้ เราคงมีติดตัวอยู่แล้ว มีต้นแบบที่เราคุ้นเคยให้หยิบจับมาใช้ และมันก็ปรากฏออกมาในงาน โดยที่เราไม่ได้คิดว่า ฉันจะต้องทำบ้านไทยประยุกต์”

คุณบียังเล่าเสริมว่า ไม่ว่าจะบ้านหลังไหน แน่นอนว่าการออกแบบก็ควรเริ่มจากฟังก์ชัน สถานที่ บริบทและข้อจำกัดที่มีมากกว่าโจทย์ของรูปลักษณ์ที่จะตั้งไว้เป็นธงปลายทาง เช่นเดียวกับ #11 II /Number Eleven the Second/ House หลังนี้ ที่คุณบีเริ่มต้นจากการวางฟังก์ชันให้มีทั้งออฟฟิศและบ้านสำหรับครอบครัว

แรกเริ่มเดิมทีบ้านสองชั้นเล็กๆ ในซอยหลังนี้ เป็นบ้านเก่าของครอบครัวที่คุณบีคุ้นชินในวัยเยาว์ ก่อนจะมีการขยับขยาย บ้านหลังเก่าจึงถูกรื้อและปล่อยพื้นที่ทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปี เมื่อเรียนจบและทำงานทางด้านสถาปัตยกรรมจากเมืองนอกอยู่สักพัก คุณบีก็ตัดสินใจกลับมาเปิดออฟฟิศเป็นของตัวเองที่เมืองไทย และหวนนึกถึงที่ดินคุ้นเคยในวัยเด็กนี้ขึ้นมาอีกครั้ง จนเกิดเป็นพื้นที่ออฟฟิศ และบ้าน สามห้องนอนอย่างที่เราเห็น

การใช้งานฟังก์ชันที่มาจากความตั้งใจ

เรื่องราวของการออกแบบเริ่มต้นขึ้นจากขนาดที่ดิน ซึ่งมีเพียง 120 ตารางวา กับการใช้งานฟังก์ชันที่ต้องมีทั้งบ้านและออฟฟิศ สิ่งแรกที่คิดจึงเป็นขยายผังขอบเขตของอาคารให้สุดขอบที่ดินมากที่สุดเท่าที่กฏหมายจะอนุญาต เพื่อให้การใช้งานพอเพียงและคุ้มค่ามากที่สุด

โจทย์ต่อไปที่คุณบีนึกถึง คือ ความต้องการในเชิงฟังก์ชัน ความเป็นส่วนตัวระหว่างการใช้งานของบ้านและออฟฟิศ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเกิดเป็นแมสอาคารที่แยกตัว มีช่องว่างระหว่างกันเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวทางสายตาและทางเสียง พื้นที่อยู่อาศัยถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ซึ่งประกอบไปด้วยห้องนอน พื้นที่ส่วนกลาง ชานและระเบียง สลับกันจัดวางอยู่บนเส้นกริด (#) 9 ช่อง ที่เราต่างก็คุ้นเคยดีในสมัยที่เป็นนักเรียนสถาปัตย์

(Physical Model)
(1st floor plan)
(2nd floor plan)

เพื่อให้บ้านเปิดรับ แสง แดดและลมธรรมชาติ การมีช่องว่างให้อาคารหายใจจึงเป็นสิ่งจำเป็น ส่วนของอาคารที่แยกออกจากกัน คุณบีร้อยเรียงให้เรื่องราวของบ้านลื่นไหล และเชื่อมต่อ ผ่านชานบ้าน เฉลียงและที่ว่าง โดยมีห้องนั่งเล่น พื้นที่รับประทานอาหาร และห้องครัวกระจุกตัวอยู่รายล้อม และด้วยความที่อาคารแต่ละส่วนแยกออกจากกัน ทำให้ในแต่ละห้องยังสามารถมีหน้าต่างที่เปิดรับลมทิศเหนือ-ใต้ให้ไหลผ่านได้ตลอดเวลา

ชั้นล่างของพื้นที่ฝั่งออฟฟิศเปิดโล่งให้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่โปร่งสบายด้วยช่องเปิด และพาร์ติชั่นบานเลื่อนซึ่งสามารถเปิดให้กว้างขวาง ชวนให้นึกถึงความเย็นสบายของใต้ถุนเรือนไทยพื้นถิ่น “สเปซทั้งหมดนี้มันเกิดมาจากวิธีการออกแบบ กระบวนการคิดวิเคราะห์การใช้งาน ความเหมาะสม ก่อนที่เราจะพบทีหลังว่า มันหน้าตาเหมือนชานเรือนไทยเลย” คุณบีเล่าให้ฟัง

บ้านเรือนไทยประยุกต์ที่เกิดจากจิตใต้สำนึก และความคุ้นเคย

นอกจากสเปซของบ้านจะคล้ายคลึงกับชานเรือนไทย รูปลักษณ์และวัสดุของฟาซาดที่บ่งบอกความร่วมสมัยก็ยังส่งกลิ่นอายของความไทยๆ ไปพร้อมกัน ซึ่งจุดเริ่มต้นในการออกแบบฟาซาดนี้ คุณบีเองก็ไม่ได้ตั้งโจทย์เอาไว้เป็นปลายทางว่าจะใช้องค์ประกอบ หรือรูปลักษณ์ที่ต้องมีความเป็นไทย เพียงแต่มองหาภาษาของสถาปัตยกรรมที่จะมาทำหน้าที่ห่อหุ้ม อาคารที่มีทั้งส่วนผนังทึบ ส่วนโปร่ง หรือส่วนที่เปิดโล่ง ให้ภาพรวมของแมสที่แยกกลุ่มก้อนดูเป็นบ้านหลังเดียวกันได้อย่างกลมกลืน  

เมื่อรู้ว่าต้องมองหาฟาซาดที่จะเรียงร้อยไปรอบบ้านในลักษณะดังกล่าว สถาปนิกจึงเลือกใช้ Wood Plastic Composite ไม้สังเคราะห์สีเข้ม จัดวางในลักษณะคล้าย Panel ทำเป็นแผงด้วยระบบ Prefabricated ซึ่งสามารถประกอบขึ้นที่ไหนก็ได้ โดยคุณบีดีไซน์แต่ละชิ้นของ Panel เหล่านี้ให้มาบรรจบกัน ในสัดส่วนที่ล้อไปโครงสร้างส่วนอื่นของบ้านได้อย่างลงตัว อย่างช่องเปิด บานหน้าต่าง หรือกรอบบานประตู

ฟาซาดรูปลักษณ์ของไม้สังเคราะห์ที่เว้นช่องว่าง สร้างความสัมพันธ์กับพื้นที่ภายใน จึงเกิดเป็นลวดลายที่มองดูแล้ว คล้ายกับฝาปะกนของบ้านเรือนไทย อีกทั้งวิธีการประกอบเข้าด้วยกันแบบ Prefabricated ยังคล้ายกับวิธีการประกอบฝาบ้านแบบไทยๆ ด้วยเช่นกัน

แนวบานเปิดบริเวณห้องนั่งเล่น ห้องรับประทานอาหาร ออกแบบด้วยบานไม้ในสัดส่วนสูงแคบ เป็นความชอบส่วนตัวของคุณบี ซึ่งความแคบยังทำให้เกิดกรอบบานถี่ได้มากขึ้น การมองเห็นกันระหว่างพื้นที่จึงเกิดความ privacy ได้มากกว่า สัดส่วนของความสูงแคบของกรอบบานยังกลายเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยตอกย้ำให้เรานึกถึงความเป็นบ้านแบบไทยเดิมในอดีต

บ้านที่บรรจุความทรงจำและความคุ้นเคย

หลังจากที่ได้อยู่อาศัยภายในสเปซที่ตนเองออกแบบมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง คุณบีเองก็ได้โอกาสมาทบทวนอีกครั้งและพบว่า บ้านหลังนี้บรรจุความเป็นตัวตน และสิ่งที่ตนเองคุ้นเคยเอาไว้มากเหลือเกิน ทั้งโทนสีดำ สีเข้มที่ให้ความรู้สึกดิบ เท่ เป็นอิทธิพลมาจากงานที่เคยทำสมัยอยู่ต่างประเทศ หินขัดที่ได้แรงบันดาลใจจากม้าหินที่ตนเองคุ้นเคยในวัยเยาว์

ที่ว่างจากงานสถาปัตยกรรม สถาปนิกปล่อยให้ความโล่งและพื้นที่สีเขียวจากต้นไม้ใหญ่เข้าแทรกตัว บริเวณส่วนกลางของหน้าบ้านจึงร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ ที่สร้างร่มเงา เฉดของแสงแดด และลมธรรมชาติ รวมตัวก่อเกิดเป็นบรรยากาศที่ดี
 
“เราเป็นมนุษย์ที่แทบไม่รู้จักเรื่องต้นไม้ใบหญ้าเลย เพราะย้ายไปอยู่ในเมืองที่ร้ายล้อมไปด้วยตึก เราเลยสงสัยตัวเองว่า มันอาจจะเป็นความโหยหาในสิ่งที่คุ้นเคย เพราะตอนเด็กๆ เราก็โตมาในบ้านที่มีสนามหญ้าให้วิ่งเล่น มีต้นมะม่วงให้สอย แล้วเราก็ไม่ได้สัมผัสอะไรแบบนั้นมานานมาก บ้านหลังนี้เลยรวมความคุ้นเคยที่อยู่ในตัวเรา ซึ่งอยู่ๆ เราก็นึกอยากจะกลับไปหามัน”

คุณบีเล่าว่า พออายุการทำงานมากขึ้น เส้นทางการเป็นสถาปนิกของเธอก็มองหาอะไรที่มีพื้นฐานอยู่ในโลกของความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ใช่การมีภาพหรือรูปลักษณ์ของอาคารเป็นที่ตั้งไว้ในหัวแล้วออกแบบให้เป็นตามที่คิด ทุกอย่างที่ออกแบบต้องผ่านกระบวนการคิดและกลั่นกรอง สเปซนี้จะใช้งานได้จริงไหม? จะสร้างได้อย่างไร? ใช้แมททีเรียลอะไร? นี่คือความจริงของการใช้งานและการอยู่อาศัย มากกว่าเพียงรูปลักษณ์ที่มองเห็น

“มันจะมีบางวันที่เราเดินๆ รอบบ้าน หรือเรานั่งทำงานอยู่ มองซ้าย ขวา แล้วรู้สึกว่าเห้ย บ้านเราก็มีมุมนี้ด้วย ตรงนี้มีเงาไม้สวยจังหรือแค่เราเดิน เปิดประตูออกไปตรงชาน มีลมพัดเย็น แค่นี้เราก็แฮปปี้แล้ว มันทำให้เราเข้าใจว่าจริงๆ สเปซจะมีชีวิตเมื่อมีคนเข้ามาอยู่ เราพบกับตัวเองนี่แหละว่า บางมุมเราไม่ได้นึกถึงเลย ถึงแม้ว่าในตอนออกแบบ เราใช้ 3d model ส่องไปส่องมาตลอด แต่มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการที่เราอยู่ในสเปซนั้น ได้มองไปรอบๆ มันจริงๆ”

สำหรับรูปลักษณ์ของบ้านเรือนไทยประยุกต์หลังนี้ จะว่ามาจากความตั้งใจก็ไม่ใช่ หรือเป็นความบังเอิญก็ไม่ถูกต้องซะทีเดียว แต่อาจบอกได้ว่าดีเทลและสเปซทั้งหมดเหล่านี้ล้วนมาจากความรู้สึก และจิตใต้สำนึกที่อยู่ในความทรงจำของคุณบี ก่อนจะถูกเรียบเรียง ถอดจากความคิดนามธรรมในหัว ประกอบร่างกลายเป็นบ้านไทยร่วมสมัยให้เราเห็นกันใน #11 II /Number Eleven the Second/

Location: Bangkok, Thailand                                        
Built Area: 550 sqm
Architect: Beautbureau
Lead Architect: Bea Vithayathawornwong
Structural Engineers: Next Innovation Engineering
MEP & HVAC Consultants: Next Innovation Engineering
Lighting Designer: Atelier Ten Bangkok
Contractor: Siam PYC Engineering
Photo Credits: Spaceshift Studio

Writer

อยู่กับเพื่อนบ้านอย่างไรให้มีความสุขและพึ่งพากัน

อยู่กับเพื่อนบ้านอย่างไรให้มีความสุขและพึ่งพากัน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘รั้วบ้านที่ดีที่สุดคือการมีเพื่อนบ้านที่ดี’ แต่วิธีการที่จะทำให้เราอยู่ร่วมได้อย่างมีความสุขในองค์รวมนั้นตัวเราเองก็ต้องเป็นเพื่อนบ้านที่ดีด้วย ซึ่งการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีสามารถเริ่มได้ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกใช้วัสดุไปจนถึงการนำกฎหมายควบคุมอาคารมาใช้ ทั้งนี้ไม่ใช่เพื่อให้เกิดเพียงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านด้วยกันเท่านั้น แต่ยังสร้างสังคมคุณภาพในแบบยั่งยืนด้วยเช่นกัน

(โครงการ Master Home)

รู้ก่อนสร้างกับกฎหมายควบคุมอาคาร

กฎหมายควบคุมอาคารก็เป็นเช่นเดียวกับกฎหมายอื่นๆ ที่ออกมาเพื่อกำหนดและสร้างมาตรฐานการออกแบบและก่อสร้างอาคารในบ้านเราตั้งแต่อาคารขนาดใหญ่ไปจนถึงบ้านที่เป็นอาคารขนาดเล็ก โดยข้อกำหนดเบื้องต้นของกฎหมายควบคุมอาคารสำหรับบ้านเพื่อให้เราและเพื่อนบ้านอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเป็นหัวข้อในเรื่องของ ‘ระยะร่น’ ต่างๆ เช่น หากบ้านของคุณเป็นผนังทึบ (ไม่มีช่องเปิด) จะก่อสร้างห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่า 50 ซม.หรือ ผนังบ้านที่มีประตูหน้าต่างต้องมีระยะห่างจากแนวรั้วอย่างน้อย 2 ม. ซึ่งหากเป็นการรีโนเวตเจ้าของบ้านต้องได้รับการยินยอมจากเพื่อนบ้านเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนทุกครั้งเพื่อเป็นการแจ้งให้ทราบเพื่อช่วยลดปัญหาตามมาภายหลัง

(โครงการ Life in the Garden)

รู้ก่อนทำรั้วบ้าน

เรื่องปัญหากับเพื่อนบ้านเนื่องจากรั้วบ้านนั้นมีมาให้เห็นเสมอ โดยเฉพาะกับรั้วบ้านในโครงการบ้านจัดสรรที่ส่วนใหญ่จะไม่สูงพอจะให้ความส่วนตัวได้จึงทำให้แต่ละบ้านจะต่อเติมรั้วบ้านสูงขึ้นไปซึ่งอาจไปบังทิศทางลมหรือล่วงล้ำเข้าไปในเขตของเพื่อนได้ ดังนั้นก่อนจะต่อเติมควรทำการตกลงกันก่อนซึ่งสามารถต่อเติมตรงตำแหน่งกลางรั้ว หรือบนที่ดินของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและร่วมกันออกค่าใช้จ่ายกันคนละครึ่งเนื่องจากเป็นการก่อสร้างที่ได้ประโยชน์ร่วมกันนั่นเอง โดยหลังจากสร้างรั้วแล้วแต่ละบ้านอาจปลูกไม้รั้วอย่าง ไทรเกาหลี ต้นโมกหรือต้นคริสติน่าให้เป็นไม้รั้วเพื่อความสวยงามก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี

(โครงการ Baan 362)

รู้ก่อนทำช่องเปิด

ในทางสถาปัตยกรรม ‘ช่องเปิด’ นั้นเป็นการจำกัดความของช่องว่างที่เชื่อมระหว่างภายในและภายนอกอาคาร ซึ่งกล่าวรวมครอบคลุมถึงประตูและหน้าต่างด้วยเช่นกัน แน่นอนว่าการมีช่องเปิดนั้นจะทำให้ความส่วนตัวของเราลดน้อยลง ในเบื้องต้นหากจำเป็นต้องทำช่องเปิดในบริเวณใกล้กับรั้วเพื่อนบ้านควรเลือกหน้าต่างให้เหมาะกับพื้นที่ใช้งาน เช่น เลือกหน้าต่างบานเลื่อนขนาดเล็กสำหรับติดตั้งในห้องครัว หรือการพรางสายตาเพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวด้วยการติดม่านและหน้าต่างที่สามารถหมุนปรับองศาได้ตามต้องการ

(โครงการ Baan Nawathani)

รู้ก่อนเผลอรุกล้ำเขตเพื่อนบ้านโดยไม่ตั้งใจ

การรุกล้ำดังหัวข้อไม่ได้หมายถึงการบุกรุกแต่อย่างใด แต่หมายถึงอาจมีบางส่วนของบ้านอย่างชายคาหรือต้นไม้ในบ้านเรานั้นยื่นเข้าในเขตเพื่อนบ้านโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้นก่อนการรีโนเวตอย่าลืมตรวจดูแบบอย่างละเอียดและคอยตัดแต่งต้นไม้ในรั้วให้เป็นระเบียบอยู่เสมอ

(โครงการ De Vielle)

รู้ก่อนเลือกวัสดุกรุผนัง

วัสดุกรุผนังบางชนิดอาจทำให้บ้านเราสวยงามแต่กลับไปรบกวนการอยู่อาศัยของเพื่อนบ้านได้ในเวลาเดียวกัน อาทิเช่น การเลือกใช้กระเบื้องที่มีความเงาที่สะท้อนแสงสูง หรือการเลือกใช้หน้าต่างที่ติดฟิล์มที่มีค่าสะท้อนสูงและไม่ได้มาตรฐาน ไปจนถึงบ้านที่มีช่องเปิดและกรุกระจกมากจนเกินพอดี ซึ่งแสงที่ตกกระทบกระเบื้องจะสะท้อนเข้าไปในเขตเพื่อนบ้านได้ ทั้งนี้หากต้องการกรุวัสดุที่มีค่าการสะท้อนแสงสูงอาจเลือกเพียงบางส่วนไม่ติดทั้งผนังเพื่อไม่ให้แสงไปรบกวนเพื่อนบ้าน และเลือกหน้าต่างและประตูที่ติดตั้งกระจกคุณภาพสูงมาใช้ที่ลดการรบกวนเพื่อนบ้านและในขณะเดียวกันก็ช่วยให้องค์ประกอบรวมของบ้านนั้นสวยงามได้อย่างเหมาะสมลงตัว

การก่อสร้างบ้านนั้นไม่ว่าจะเป็นการสร้างใหม่หรือเป็นการรีโนเวต แน่นอนว่าจำเป็นต้องทำภายใต้กฎหมายควบคุมอาคารโดยมีเรื่องของความปลอดภัยเป็นหัวใจหลัก แต่สุดท้ายการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะนอกจากจะเกิดเป็นมิตรภาพและความเอื้ออาทรระหว่างเพื่อนบ้านแล้วในระยะยาวยังเป็นการสร้างบรรยากาศการอยู่อาศัยอย่างมีความสุขให้กับชุมชนด้วยเช่นกัน

Writer

Maid House (Vibhavadi 41) บ้านหลังเล็กที่ยกระดับชีวิต Maid ให้ดีขึ้น

Maid House (Vibhavadi 41)
บ้านหลังเล็กที่ช่วยยกระดับชีวิต Maid ให้ดีขึ้น

‘เมื่อเจ้าของอยากปรับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของตนเอง และอยากให้ Maid มีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นเดียวกัน’ นี่คือโจทย์ตั้งต้นของ Maid House 

ที่ผ่านมาหลายคนอาจจะเห็น บ้านพัก Maid หรือพื้นที่อยู่อาศัยของแม่บ้านมักจะเป็นห้องเล็กๆ ที่หลบซ่อนอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่ แต่ภาพจำเหล่านั้นใช้ไม่ได้กับ Vibhavadi 41 House เพราะนอกจากจะตั้งใจออกแบบบ้านเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของสมาชิกครอบครัวทั้ง 8 คนแล้ว ทางเจ้าของยังมีความต้องการสร้างบ้านสำหรับแม่บ้าน พ่อบ้านและพี่คนสวนหลังใหม่แยกออกมาจากบ้านหลังใหญ่โดยเฉพาะ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของบุคคลที่ส่งผลโดยตรงกับบ้าน นั้นดีขึ้น เสมือนได้อยู่บ้านของตัวเองมากกว่าเพียงการอาศัยภายในห้องเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น

ก่อนหน้านี้บ้านหลังเดิมของเจ้าของบ้านตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ในย่านที่มีแต่ความวุ่นวายและแออัดจากเสียงที่รบกวนตลอดเวลา บ้านหลังใหม่ ณ Vibhavadi 41 House แห่งนี้จึงเน้นให้ผู้อยู่อาศัยได้สัมผัสกับธรรมชาติ พื้นที่สีเขียวของต้นไม้ แสงแดดและลมธรรมชาติให้นานยิ่งขึ้น

และไม่ลืมที่จะปรับเปลี่ยนส่วนของแม่บ้านขึ้นใหม่ กลายเป็น Maid House ที่แยกออกจากบ้านหลักอย่างชัดเจนเพื่อให้พ่อบ้าน แม่บ้าน รวมถึงคนสวนที่จะเข้ามาทำงานภายในบ้านหลังนี้สามารถสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติได้เช่นเดียวกันกับเจ้าของ เมื่อได้โจทย์ดังนั้นแล้ว ไม่รอช้า ทางเจ้าของก็มอบหมายให้ทีมสถาปนิกจาก PVWB Studio เข้ามารับหน้าที่ปรุงแต่งสเปซและเรื่องราวของบ้านทั้งสองหลังให้ตรงกับความต้องการ

ภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียว

หากจะเล่า Maid House ให้เข้าใจและเห็นภาพ คงต้องเล่าบ้านหลังใหญ่ Vibhavadi 41 House ไปพร้อมกัน
บ้านหลังใหญ่ที่เป็นที่อยู่อาศัยหลักของทางเจ้าของ มีรูปฟอร์มที่เกิดขึ้นจากลักษณะของไซต์ที่ดิน ซึ่งมีด้านหน้าแคบแต่มีเนื้อที่ด้านหลังในลักษณะยาว ทำให้ในการวางผัง สถาปนิกจำเป็นต้องวางฟังก์ชันในส่วนการอยู่อาศัยบนที่ดินในลักษณะยาว โดยให้ฟังก์ชันหลักต่างๆ ของบ้านกระจายตัวอยู่ห่างจากกัน ที่ว่างระหว่างอาคารที่กระจายตัวกันนั้นจึงกลายเป็นคอร์ดยาร์ดต้นไม้ใหญ่ และบ่อน้ำ ที่ช่วยสร้างบรรยากาศเพื่อให้เจ้าของมีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติได้มากกว่าบ้านหลังเดิมที่ฟังก์ชันทุกอย่างกระจุกตัวกันแน่นจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ

(บ้านผู้อยู่อาศัยหลัก)

เมื่อพ้นจากทางเข้าซึ่งเป็นส่วนแคบของที่ดิน ภายในจะเปิดโล่งและสร้างความเซอร์ไพรส์ด้วยต้นไม้ใหญ่ ระหว่างกลุ่มก้อนของอาคารยังเชื่อมเข้าหากันด้วยคอร์ริดอร์ทางเดินยาวที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยได้เดินชมสวน ธรรมชาติรอบตัวได้อย่างเนิบๆ ในยามที่กลับมาจากการทำงานเหนื่อยๆ

เพื่อให้ภาพรวมของสถาปัตยกรรมดูเป็นกลุ่มก้อนและเรื่องราวเดียวกัน สถาปนิกตั้งใจออกแบบ Maid House ให้มีภาษาทางสถาปัตยกรรมที่มองเห็นแล้วรู้สึกได้ว่าบ้านสองหลังนี้เชื่อมโยงถึงกัน แมสของบ้านเมดจึงกลายเป็นอาคารอีกกลุ่มหนึ่งที่วางชิดตัวไซต์ และมีวิธีเชื่อมระหว่างแมสอาคาร ด้วยการใช้คอร์ริดอร์และสวนเช่นเดียวกับกลุ่มอาคารอื่นๆ ของบ้าน โดยครึ่งหนึ่งของคอร์ดยาร์ดนี้จะถูกแบ่งให้เป็นที่จอดรถ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นสวนผักรับประทานได้ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบ้านเมดและบ้านของผู้อยู่อาศัยหลัก

(ภาพแสดงผังบริเวณของพื้นที่ทั้งหมด)
(ภาพแสดงแปลนบ้านหลักชั้น 1 โดยมี Maid House อยู่ติดกับที่ดินด้านขวามือ)
(ภาพแสดงแปลนบ้านหลักชั้น 2 โดยมี Maid House อยู่ติดกับที่ดินด้านขวามือ)

เมื่อบ้านต้องการออกแบบเพื่อเปิดรับความเป็นธรรมชาติ บางส่วนของผนังออกแบบให้มีช่องลมที่ช่วยระบายอากาศให้กับพื้นที่คอร์ดด้านใน ซึ่งสำหรับบ้านใหญ่ วัสดุทั่วไปจะเป็นการใช้อิฐสีเทาเข้มแทรกด้วยช่องลมเหล็ก ซึ่งเมื่อถึงคิวของ Maid House ที่ต้องแสดงรูปลักษณ์ที่คล้ายคลึงกัน สถาปนิกจึงเลือกใช้บล็อกลมเข้ามาดีไซน์เพื่อให้อาคารบ้านเมดสามารถเปิดรับลมธรรมชาติ โปร่งโล่ง และอยู่สบายได้อย่างไม่ปิดทึบ

(ช่องลมเหล็กช่วยระบายลมให้กับบ้านหลัก)